พาราแรว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

C8 : เรียนรู้สัมผัสปริศนา [100%]

ชื่อตอน : C8 : เรียนรู้สัมผัสปริศนา [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 432

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2562 23:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
C8 : เรียนรู้สัมผัสปริศนา [100%]
แบบอักษร

คลื่นนนน คลื่นนนนน

เช้าวันนี้อากาศสดใสจริงๆ เสียงโทรศัพท์ปลุกดังขึ้นเหมือนเรียกวิญญาณของพิชชาที่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนบางให้ตื่นขึ้น └(^o^)┘ เธอยืดแขนยืดขาทั้งสองข้างของเธอบิดไปมาซ้ายขวาเหมือนเช้าของทุกวัน เพื่อสลัดความขี้เกียจของเธอทิ้งไป เธอลืมตาเล็กๆของเธอพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ปลายเท้าขึ้นมาปิดสัญญาณแจ้งเตือน

6.30 น. (เกาหลี) 

“นี่ถ้าอยู่เมืองไทยจะตื่นเช้าขนาดนี้คือ หัวหน้าสั่งให้มาทำงานพิเศษตอนเช้า หรือไม่ก็วันพระที่ต้องลุกไปตักบาตรเท่านั้นแหละ ถึงจะตื่นเช้าแบบนี้ แต่ด้วยเหตุที่เสียเงินเกือบแสนเพื่อมาเรียนภาษาถึงต่างถิ่น ทำงานอย่างหนักเก็บเงินมาตั้ง 2 ปี เหตุใดฉันจะไม่ตื่นเช้ามาสูดอากาศถิ่นต่างแดนเล่า” เธอนึกในใจ พร้อมกับยิ้มกว้าง มองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นตึกข้างๆและต้นไม้เล็กๆที่ขึ้นมาจากริมกำแพง

“แม้แต่ต้นไม้ยังเอาชีวิตรอดจาก อิฐ จากปูนเลย ทำไมคนเราจะไม่อยากมีชีวิตรอดหละเนอะ” เธอพูดพึมพำกับภาพที่มองเห็น

“คุณคิดแบบนั้นหรอ ก็ไม่เสมอไปหรอกนะ”

เสียงโทนต่ำดังลอดขึ้นมาจากข้างหลัง พิชชาได้แต่เงี่ยหูฟังพร้อมกับขมวดคิ้ว พอนึกขึ้นได้ว่าเสียงนี้คือเสียงผู้ชายที่ดังมาจากข้างในห้องของเธอ เธอรีบหันหลังไปมองทันที จังหวะนั้นเองทำให้เธอสะดุดพลิกคว่ำกองลงไปที่พื้นปูนอย่างรวดเร็ว

≧0≦โอ้ยยยย!! เจ็บเป็นบ้าเลย ข้อศอกฉันเป็นแผลไหมเนี่ย เธอรีบลุกขึ้นและสะบัดแขนไปมา สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าเธอ

“●0● วร้ายยยยยย ตาเถรตูดช้าง⊙▂⊙" พิชชาร้องเสียงดังลั่นห้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นชายร่างสูง ผิวขาวซีด ยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

"คุณฮาย เอ่อ.. ฮยอนบิน เอ่อออ●△● ฮาย เออ…ชื่ออะไรก็ช่างเถอะ แต่คุณเข้ามาในห้องฉันได้ยังไงเนี่ยยยยยย!! (°ο°)?? ”

พอได้สติ เธอรีบเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูห้อง ตรวจสอบดูกลอนประตูว่าได้ปิดลงแล้วหรือยัง ปรากฏว่าประตูนั้นปิดลงอย่างแน่นหนา

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็มานั่งอยู่ในห้องเล็กๆของคุณแล้ว ( ̄﹏ ̄) ” ฮายพูดพร้อมกับถอนหายใจ ดูเหมือนกับว่าเขาก็ไม่ได้จะชอบสถานการณ์นี้สักเท่าไหร่

“คุณเข้ามาตอนไหน เอออ....คือแบบว่า ตอนที่ฉันกำลังทำอะไรอยู่ในห้อง อีกอย่างคุณเข้ามาในห้องแล้วทำไมคุณถึงไม่เดินออกไปทั้งๆที่มันไม่ใช่ห้องของคุณ หรือจะปลุกฉันก็ได้” พิชชาพ่นภาษาเกาหลีอย่างกับแรพเปอร์โดยที่เธอก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมพูดได้น้ำไหลไฟแลบเบอร์นั้น

“เหมือนผมจะเข้ามาตอนที่คุณกำลังนอนอยู่บนเตียง ผมพยายามที่จะเรียกคุณแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้ยินในสิ่งที่ผมพูดอาจจะเป็นเพราะตอนนอนคุณใส่หูฟัง  เอออแล้วก็ผมได้พยายามสัมผัสตัวคุณแล้วนะครับ แต่ก็ไม่สามารถสัมผัสคุณได้เลย แม้ว่าผมจะพยายามกี่ครั้งแล้วก็ตาม” ฮายพยายามอธิบายให้พิชชาเข้าใจกับสถานการณ์ที่เขาเจอ

“ดีแล้วที่คุณสัมผัสฉันไม่ได้ ไม่งั้นฉันคงได้กระโดดถีบคุณแน่ๆ แล้วถ้ารู้ว่าเข้ามาห้องคนอื่นที่ไม่ใช่ห้องของตัวเองแล้วทำไมไม่ออกไปหละ ˋ△ˊ” พิชชาถามด้วยความสงสัย และน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผมพยายามออกจากห้องคุณแล้ว แต่ดูเหมือนว่าผมจะหลงทาง จู่ๆผมก็เดินวนกลับมาที่ห้องคุณใหม่อีกครั้ง”ˋ▂ˊ คำตอบของฮายทำเอาพิชชาถึงขั้นขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันอย่างไม่เชื่อ

“คุณจะหลงทางได้ยังไง ห้องฉันเล็กมากๆเลยนะ และบ้านหลังนี้ก็ไม่ได้ใหญ่เลยด้วย เดินไปอีกนิดก็เป็นมหาวิทยาลัยชอนซา คุณไม่รู้จักจริงๆหรอ”

“ผมไม่รู้เหมือนกันครับ” ฮายกล่าวนิ่ง  ̄  ̄

“เมื่อคืนตอนที่คุณเจอฉันที่หน้าร้านค่าเฟ่ ตอนนั้นคุณยังหายตัวได้เลยนะ ทำไมไม่ลองใช้วิธีนั้นดูหละ” ฮายยืนนิ่งเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างไปสักครู่ ก่อนจะตอบคำถามที่เขาเองก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

“จู่ๆผมก็นอนอยู่ที่บนเตียงในโรงพยาบาลเจอคุณแม่และคุณหมอ พวกท่านเหมือนพูดคุยกันเกี่ยวกับอาการของผม หลังจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้เลย รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในห้องนี้ หรือว่าคุณเป็นคนเรียกผมมา” ฮายย้อนถามพิชชาบ้าง ทำเอาพิชชาหน้าเหวอ

“ไม่มีทางที่ฉันจะเรียกคุณมาอย่างแน่นอน” เพราะเธอรู้ดีว่าเขามันคนอันตรายขนาดไหน “ฉันไม่ได้มีมนต์วิเศษหรือมีคาถาเรียกผู้ชาย วิญญาณดารานักร้องอะไรทั้งนั้น ที่สำคัญฉันไม่ใช่แฟนคลับคุณด้วย สมัยนี้โลกดิจิตอลวิทยาศาสตร์ล้วนๆค่ะ ไม่มีเล่นของใดๆ เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นเหมือนซีรี่ Goblin ที่นางเอกเป่าเทียนให้ดับก็เรียกพระเอกมา” พิชชาพูดเสียงห้าวตามนิสัยของเธอ ซึ่งตรงข้ามกับฮายที่พูดจานิ่มนวล ดูห่างเหิน และเป็นทางการสุดๆสำหรับคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกัน ก็เพราะพิชชาไม่ชอบเขาเลยหนะสิ คนที่พรากความบริสุทธิ์ของเธอไปด้วยกลลวงที่เจ้าเล่ห์

เกิดความเงียบระหว่างเขาทั้งสอง ที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทำให้พิชชาเริ่มรู้สึกอึดอัดทั้งการพูดที่ดูทางการของฮายและท่าทางนิ่ง เงียบขรึม รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกของเขาต่างจากวันนั้นโดยสิ้นเชิง

“เอางี้ฉันขอแนะนำตัวก่อนแล้วกันนะ ฉันชื่อพิชชาเป็นคนไทยคนที่คุณ เออคือ ช่างมันเถอะข้ามไปอย่าสนใจ เอาเป็นว่าไม่ใช่คนเกาหลี ฉันมาเรียนภาษาเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยชอนซาตรงนี้นี่เอง (ʕᴥ• ʔ☞ ทำมือชี้ไปทางทิศของมหวิทยาลัย) ถ้าคุณไปไหนไม่ได้ก็อยู่ห้องเล็กๆนี่ไปก่อนแล้วกันนะ ฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อน เพราะเดี๋ยวฉันต้องไปเรียนแล้ว ถ้าฉันว่างแล้วจะไปส่งคุณ โอเคไหม” พิชชาพูดพร้อมกับเดินไปจัดเตรียมเสื้อผ้า ที่พับเก็บในกระเป๋าซึ่งบางส่วนก็ถูกแขวนเอาไว้อย่างเป็นระเบียบที่ราวแขวนเล็กๆ

“ครับ ได้ครับ ผมชื่อฮายหรือเรียกฮยอนบินก็ได้ครับ” ฮายตอบรับ

ปกติเขาจะไม่แนะนำตัวเป็นชื่อจริงของเขาให้กับคนแปลกหน้าเด็ดขาด เขาจะแนะนำตัวโดยใช้ชื่อในวงการเท่านั้น มีเพียงครอบครัวและเพื่อนสนิทเท่านั้นที่เรียกเขาว่าฮยอนบิน

“ฉันรู้แล้วแหละค่ะ ฉันก็พอรู้จักบ้าง”

ก่อนที่พิชชาจะเดินออกห้องนอนลุกไปอาบน้ำนั้น เธอได้หันหน้าไปบอกฮายที่ยืนมองเธออยู่ว่า

“เอออ...คือ ฉันไม่รู้ว่าควรพูดดีไหมแต่ฉันคิดว่าฉันควรพูด ไม่ก็ถามคุณสักหน่อยก็จะดีสำหรับฉันและตัวคุณด้วย เราต้องคุยกันเป็นทางการแบบนี้ใช่ไหมคะ ฉันก็แอบรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยนะเวลาต้องคุยเป็นทางการหรือว่าคุยทางการไปก่อน ถ้าสนิทกันก็ค่อยคุยแบบเพื่อน แต่ดูเหมือนคุณจะอายุมากกว่าฉันนะ ฉันจำไม่ได้ว่าคุณอายุมากกว่าเท่าไหร่ ช่างเหอะ... คุยกันแบบทางการแบบนี้ก็ได้ ฉันแค่อยากบอกคุณว่าฉันอึดอัดมากเวลาคุยกับคุณนะ คุณฮาย”

พิชชาเป็นคนที่พูดตรงๆ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบขี้หน้าเขาเรื่องคืนนั้นก้เถอะ แต่เวลานี้ใครกันจะกล้าไปผลักไสคนที่เดือดร้อน ก็ได้แต่หงุดหงิดแล้วก็ทำอะไรไม่ได้แบบนี้นั่นแหละ เธอถึงได้พูดบอกเขาไปตรงๆ

" (-__-) � "

พิชชาพูดจบก็เปิดประตูออกไปทันที เธอไม่เปิดโอกาสหรือทิ้งช่วงจังหวะให้ฮายได้เปิดปากพูดหรืออธิบายอะไรต่อสักนิด ฮายได้แต่ยืนนิ่งพร้อมสีหน้าและแววตาตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเขาเองก็ไม่เคยเจอผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตที่พูดจาเสียงดังและพูดตรงๆกับเขาขนาดนี้มาก่อน

ย้อนกลับไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา ผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตของเขาส่วนใหญ่มักจะเกรงใจเขา เคารพและให้เกียรติเขาทั้งสิ้น อีกทั้งพูดจาอ่อนหวานน่ารักเรียบร้อย ขี้อ้อนเป็นที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกับพิชชา ที่พูดตรงโผงผาง คิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น ปกติแล้วเขามักจะไม่ชอบผู้หญิงประเภทนี้ที่สุด ซึ่งดูห้าวและหยาบคายในสายตาของเขาเป็นอย่างมาก เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา งงว่าเธอไปโกรธแค้นอะไรเขานักหนาถึงได้หงุดหงิดใส่เขาแบบนี้

ระหว่างที่ฮายกำลังตระหนักคิดและวิเคราะห์เรื่องของพิชชาอยู่นั้นเอง จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียง แม่ของเขาดังขึ้น

“ฮยอนนบินได้ยินแม่ไหมลูก ฮยอนนบินกลับมาเถอะนะลูก อย่าทิ้งแม่ไว้แบบนี้เลย แม่คงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีลูก รีบฟื้นเถอะลูก” เสียงแม่ร้องไห้สะอื้น ทำเอาฮายมองไปรอบๆห้องเล็กหาที่มาของเสียงนั้น

(•ิ_•ิ)? (•ิ_•ิ) (/•ิ_•ิ)

ณ โรงพยาบาล

ผู้เป็นแม่ของฮายได้แต่ยืนคุยกับฮายข้างเตียงผู้ป่วย พร้อมกับเอามือลูกชายขาวเผือกมาแนบหน้าของตัวเอง น้ำตาไหลพรั่งพลูออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง

“ฮยอนนบินลูกแม่” เสียงเรียกชื่อฮายจากผู้เป็นแม่นั้นสั่นเครือ

ทันใดนั้นเอง ฮายก็ได้ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่พูดอะไร แววตาที่ดูเหนื่อยล้าด้วยฤทธิ์ยาที่เขากินจากการพยายามฆ่าตัวตายทำให้เขามองเห็นภาพแม่เลือนลาง แต่นั่นก็ทำให้ผู้เป็นแม่ที่ตอนนี้กำลังจับจ้องไปยังใบหน้าของลูกชายมีรอยยิ้มขึ้นมาทันที

"。◕‿◕。"

“ฮยอนนบินลูก ฟื้นแล้วหรอลูก ได้ยินแม่แล้วใช่ไหม” ผู้เป็นแม่จับมือลูกชายแน่น พร้อมกับมืออีกข้างที่เอื้อมไปลูบแก้มตอบของลูกชายอย่างแผ่วเบา ฮายไม่พูดอะไรได้เพียงแต่มองหน้าแม่นิ่งพร้อมกับลมหายใจที่แผ่วเบา

ด้านคุณหมอรีบเข้ามาตรวจดูอาการของฮายที่น่าเป็นห่วงอย่างใกล้ชิด ด้วยผลจากการกินยาที่เกินขนาดของเขาทำให้นัยน์ตาของเขาไม่เหมือนบุคคลทั่วไป ระดับคาร์บอนในเลือดสูงมากพอที่จะทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นได้ทุกเมื่อ การหายใจยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ตลอดเวลา

ผ่านไป สิบกว่านาที พิชชาเดินกลับเข้ามาที่ห้องพักของเธอที่ตอนนี้ไม่มีฮายอยู่ในห้อง เธอมองไปรอบๆห้องของเธอ ก็ไม่พบชายร่างสูงผิวขาวซีดในห้องเหมือนก่อนหน้านี้

“อะไรของเค้าเนี่ย นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป กลัวเหมือนกันนะยะ ╮(╯_╰)╭” พิชชาบ่นพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับปาเสื้อผ้าลงตระกร้าเพื่อเตรียมซักแห้ง

“อันยองฮาเซโย (^人^) ” พิชชาทักทายอาจุมม่าเจ้าของบ้านด้วยน้ำเสียงที่สดใส

“อันยองฮาเซโย (^_^)/” เสียงอาจุมม่าตอบรับมาจากทางในครัว  เธอตรงไปที่โต๊ะอาหารที่อาจุมม่าวางเรียงรายให้เต็มโต๊ะ

“น่าทานมากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะ จะทานให้อร่อยค่ะ” พิชชาพูดพร้อมกับตักข้าวใส่ถ้วยเล็กที่วางอยู่ตรงหน้าจนพูน

“คุณทานเก่งจังนะครับ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น

“สวัสดีค่ะ (^人^)” พิชชาเงยหน้ามองตามน้ำเสียงผู้ทักทายเพราะคิดว่าเป็นผู้พักอาศัยร่วมบ้านกัน เมื่อเธอหันไปตามต้นเสียง ถึงกับผงะ สะดุ้งโหยง ปล่อยตะเกียบในมือให้ตกพื้นดัง เกร้งงงงง!!

“คุณฮาย คุณอีกแล้วหรอ!! (⊙o⊙)” เธอพูดเสียงดังลั่น

"^_^;"

แต่เมื่อรู้ตัวเธอจึงรีบลดเสียงตัวเองให้เบาลงทันที

“อะไรของคุณคะเนี่ย เดี๋ยวไป เดี๋ยวมา ตกใจหมดเลย ฉันตามคุณไม่ทันแล้วนะ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าผมทำไมไปๆมาๆ” ฮายพูดเสริมพร้อมกับค่อยๆนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะอาหาร

“คุณไม่รู้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ▽(O▔3▔O)≡” พิชชาพูดพร้อมกับตักข้าวเข้าปากอย่างอารมณ์ขุ่นมัว

“คุณกินอาหารเกาหลีเป็นด้วยหรอ” ฮายถามหน้านิ่งด้วยความสงสัย

“ก็พอกินได้ค่ะ อะไรฉันก็กินได้หมด มาเกาหลีก็ต้องกินอาหารเกาหลี ไปเมืองไทยก็กินอาหารไทย แต่บางทีก็กินอาหารเกาหลีแล้วแต่อารมณ์และเงินในกระเป๋า” พิชชาพูดไปยิ้มไป เธอยักคิ้วให้เขาหนึ่งทีอย่างกวนๆ ʕ•ᴥ•`ʔ

ฮายได้แต่กลืนน้ำลายให้กับอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า เขาได้กลิ่นอาหารแต่ไม่สามารถที่จะลิ้มรสอาการพวกนี้ได้ ʕっ˘ڡ˘ςʔ 

“ทำหน้าแบบนี้ หิวหรอคะ” พิชชาถามเสียงใส พร้อมกับคีบกิมจิในชามเล็กยื่นให้ฮาย ทำเอาเขาตกใจถอยหลังออกไปเล็กน้อย

“อ๋อ ลืมไปว่าคุณค่อนข้างผู้ดีเป็นนักร้องดังท๊อปสตาร์ ไม่น่าจะกินตะเกียบร่วมกับผู้อื่น กินอาหารพื้นๆแบบนี้คงไม่ได้ ขอโทษทีค่ะ ฉันลืมนึกไป” พิชชาพูดประชดหลังจากเห็นท่าทางของเขา พร้อมกับเอากิมจิที่คีบอยู่นั้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ รวมถึงข้าวที่ยัดเข้าไปเต็มสองแก้ม โดยไม่ห่วงภาพลักษณ์หรือขะเขินเมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มรูปงาม

“�[。。]≡ ขอโทษทีครับ ผมจะลองทานดู ” ฮายพูดพร้อมกับอ้าปากรอ

พิชชาเห็นดังนั้นก็อดขำกับท่าทางของเขาที่ตอนนี้อ้าปากเรียวเล็กรอกิมจิเสียทนไม่ได้ ^o^y ^o^  แทนที่เขาจะหยิบตะเกียบใหม่ขึ้นมาใช้แต่กลับอ้าปากรอเธอป้อน เธอจึงใช้ตะเกียบของเธอคีบกิมจิในจานพร้อมกับยื่นป้อนฮายอีกครั้ง แต่แล้วกิมจิก็ตกลงที่โต๊ะ

แบระ!!! ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะก้มลงไปดูกิมจิด้วยความมึนงง ʕ´•ᴥ•`ʔ ʕ∙o∙ʔ

“ลืมไปว่าผมเป็นวิญญาณ ผมไม่น่าจะกินเหมือนคนอื่นได้” ฮายพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า เขายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“นี่แหละนะ อยู่เป็นคนดีๆไม่ว่าดี มีทั้งเงิน ทั้งทอง ชื่อเสียงเรียงนามก็ร่ำลือไปไกลดังข้ามประเทศทั่วโลก แฟนคลับก็มากมาย จู่ๆทำไมอยากตาย อยากเป็นวิญญาณเร่ร่อน จะกินอาหารราคาถูกตรงหน้ายังกินไม่ได้เลย ได้แต่มองคนอื่นกินอย่างหิวโหย ทำได้แต่ดมกลิ่นอาหารแค่นี้เนี่ยนะ นึกแล้วฉันก็ปลงกับชีวิตมนุษย์และสุดจะเวทนาคุณจริงๆนะคุณฮาย” พิชชาทำหน้าสมเพชฮายเล็กๆ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบกิมจิที่ตกบนโต๊ะเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

“0_0” ฮายทำหน้าตกใจเพราะเขาไม่คิดว่าพิชชาจะหยิบกิมจิที่ตกบนโต๊ะอาหารขึ้นมากินต่อ

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นหรอกค่ะ มันไม่ได้ตกลงพื้นสักหน่อย เช้าๆแบบนี้เชื้อโรคขี้เกียจตื่นมาทำงานจะตาย ▽(O▔3▔O)≡” เธอตอบติดตลก แต่ปากนั้นก็ยังคงเคี้ยวไม่หยุดʕ ି ڡ ି ʔ

อาจุมม่าที่ทำอาหารอยู่ในครัว ได้ยินเสียงพิชชาพูดคุยภาษาเกาหลีจึงนึกสงสัยเดินออกจากห้องครัวมาดูที่โต๊ะอาหารเพราะเข้าใจว่ามีคนมาทานอาหารเพิ่ม แต่ทว่ากับไม่มีใคร พบแต่เพียงพิชชาที่พูดคนเดียวอยู่บนโต๊ะอาหาร อีกใจก็คิดว่าพิชชาคงจะคุยโทรศัพท์เหมือนคนทั่วไป

ฮายเห็นป้าเจ้าของบ้านเดินมาเขาทำท่าตกใจดวงตาเล็กเบิกกว้าง เนื่องจากปกติเวลาเขาไปไหนจะต้องปิดหน้าปิดตาสไตล์ดาราซุปเปอร์สตาร์เกาหลีไม่ให้ใครเห็นหน้า แต่ทว่าป้าก็ทำท่านิ่งเฉยแล้วเดินเข้าครัวกลับไป

“สงสัยเราจะคุยเสียงดังไปนะครับ ป้าถึงเดินออกมาดู”

พิชชาหันหลังมองป้าเจ้าของบ้านที่ตอนนี้กำลังเดินเข้าครัว เธอกับฮายแอบขำกับท่าทางของป้าที่เดินตะคุ่มๆ หันหน้า หันหลังสลับกันไปมา

ฮายมองดูพิชชากินข้าวด้วยความหิวจนหมดชาม เขาก็อดนึกถึงอาหารฝีมือของแม่ที่จะจัดเตรียมให้เขาทุกวันไม่ได้จริงๆ ในใจนึกอยากจะกลับไปกินอาหารฝีมือแม่อีกหลายครั้ง แต่ว่าตอนนี้เขาเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ระหว่างทางเดินไปมหาวิทยาลัยชอนซา

ฮายยังคงเดินตามพิชชา โดยให้เหตุผลว่าเขาไปไหนไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะไปทางไหนด้วยเพราะไม่ค่อยรู้จักทาง

ตอนเป็นมนุษย์เขามักจะไปตามตารางที่ผู้จัดการจัดไว้ และอยู่แต่ในบ้านของเขาไม่ออกไปพบปะผู้คน หากใครจะพบเขาก็คงต้องไปตามตารางงานของเขาหรือไม่ก็ไปหาที่บ้านนั่นเอง นัดของเขาแต่ละครั้งต้องล่วงหน้าเสมอ

พิชชาก้มลงใส่ร้องเท้าผ้าใบคู่โปรดของเธออย่างบรรจงโดยการผูกโบให้เป็นทรงสวย

“ทำไมคุณต้องตั้งใจผูกโบว์เชือกรองเท้าขนาดนั้นครับ” ฮายถามพิชชาด้วยความสงสัย พิชชาเงยหน้ามองฮายก่อนจะก้มลงผูกอีกข้างนึง

“เพราะว่ารองเท้าที่ดีจะพาเราไปในที่ที่ดีด้วยยังไงหละ แล้วอีกอย่างฉันก็เพิ่งซื้อรองเท้าใหม่เพื่อทริปนี้โดยเฉพาะ เงินทุกบาททุกสตางค์ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ก็ต้องดูแลให้ดีหน่อยสิ ผูกสวยๆ จะได้เดินสบายๆด้วยไงหละ เข้าใจ๊!!” เธอพูดจบประโยคพร้อมกับลุกขึ้นยืน สะบัดเท้าไปมา

คำตอบของพิชชาทำให้ฮายนึกถึง รองเท้าของเขาที่วางเรียงรายอยู่ในห้องแต่งตัว เขาไม่แม้แต่จะดูแลหรือเห็นคุณค่าของมัน ซื้อใส่ไม่กี่ครั้งก็ถอดเก็บไว้ที่เดิม บางคู่ใส่เพียงแค่ครั้งเดียวก็ไม่เคยแม้แต่จะกลับไปใส่อีก ทุกครั้งที่ต้องออกงานเขาก็มักจะซื้อใหม่ทุกครั้งและราคาไม่เคยต่ำกว่า 50,000 บาท ตามแบบฉบับนักร้องผู้มั่งมี

“คิดถึงรองเท้าที่บ้านหรอ” พิชชาพูดขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงความคิดของฮายที่ดังขึ้นทันทีที่สบตากับเธอ โดยที่ขณะนั้นเธอก็ไม่รู้ตัวเองว่าได้ยินความคิดของฮายเพราะคิดว่าเขาเป็นคนเอ่ยพูดขึ้นมา

“คุณรู้ได้ยังไง ⊙0⊙??” ฮายถามด้วยความสงสัย

“ก็คุณพูดเมื่อกี้ไงว่า รองเท้าที่บ้านคุณมีเยอะแยะแต่คุณก็ไม่ได้สนใจ (¬_¬” พิชชาพูดพร้อมกับเดินไปเปิดประตูรั้ว

 “ผมยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลยนะ” ฮายปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ในใจก็นึกสงสัยเนื่องจากสิ่งที่พิชชาพูดคือสิ่งที่เขาคิดจริงๆ

“แต่ฉันได้ยินจริงๆนะ เสียงของคุณชัดเจนมาก” พิชชายังคงยืนยันกับคำพูดของเธออีกครั้ง แววตาทั้งสองข้างบ่งบอกว่าเธอพูดความจริงไม่ได้โกหก

“….” ฮายยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ในใจก็นึกสงสัยไม่เลิก  ‘หรือเธอจะได้ยินในสิ่งที่เขาคิดจริงๆ’

“ฮ๊ะ!! ฉันได้ยินในสิ่งที่คุณคิดงั้นหรอ” พิชชาตกใจกับสิ่งที่ฮายพูดขึ้น

แต่ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยปากพูดมันออกมา ใบหน้าของเธอครุ่นคิดอะไรบางอย่างพร้อมกับจ้องฮายตาเขม็ง ฮายลองทดสอบพิชชาโดยนึกถึงต้นไม้ที่เธอพูดถึงตอนเช้า

‘ทำไมคุณถึงคิดว่าต้นไม้อยากเอาชีวิตรอดทั้งๆที่มันก็แค่ต้นไม้ แล้วทำไมคนถึงอยากรอดเหมือนต้นไม้’ ฮายถามพิชชาในใจ จ้องหน้าพิชชานิ่ง

“เอ้าคุณนี่ก็ถามแปลกนะ คุณดูที่ตึกสิแทบจะไม่มีพื้นที่ดินให้ต้นไม้ขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นรอยแยกระหว่างตึก รูเล็กๆที่แสงสามารถส่องเข้าไปถึงเพียงเล็กน้อยมากๆ แต่ต้นไม้พวกนี้ก็อยากจะมีชีวิตรอด โดยการโผล่ให้พ้นรูเล็กๆแคบๆนี้ แล้วก็เจริญงอกงามมาแบบที่เห็นนี่ไง” พิชชาชี้ไปที่รูเล็กๆ ตรงซอกตึกที่มีต้นไม้ขึ้น

“แล้วเกี่ยวอะไรกับคน” ฮายยังคงไม่พูดเขาเพียงแต่ถามในใจเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เขาคิดหรือตั้งคำถาม เขาจะสบตาพิชชาเสมอ

“ฉันก็แค่เปรียบเปรยให้ฟังเฉยๆว่า ขนาดต้นไม้ต้นเล็กๆยังอยากรอดชีวิต นับประสาอะไรกับชีวิตคนเราที่มีทั้งชีวิต ความรู้สึกและจิตใจ เป็นธรรมดาที่เราอยากมีชีวิตรอด มีความสุข แม้จะมีโอกาสเพียงเล็กน้อยก็ตาม ”

ฮายยืนมองต้นไม้ที่ซอกตึก “แต่คงไม่ใช่ผมที่ตอนนี้เป็นวิญญาณเร่ร่อน จู่ๆก็เข้าร่าง จู่ๆก็ออกจากร่างแบบนี้ เพราะผมไม่ได้อยากมีชีวิตรอด” เขาตอบพิชชาในใจ

พิชชาไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาคิดเพราะเธอหันหลังให้เขาและเดินตามทางไปเรื่อยๆ เพื่อไปมหาวิทยาลัย นั่นทำให้ฮายรู้ว่าพิชชาจะได้ยินเสียงความคิดของเขาก็ต่อเมื่อได้สบตากับเธอเท่านั้น หากเขาไม่สบตาเธอแล้ว เธอจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาคิด

ด้านพิชชาเองก็รู้สึกได้อย่างที่ฮายรู้สึก ทุกครั้งที่เธอสบตากับฮายเธอจะได้ยินเสียงความคิดของเขาเสมอ จนบางครั้งเธอเองก็ตกใจว่านั่นคือสิ่งที่ฮายกำลังพูดหรือเป็นสิ่งที่เค้าคิดในใจเพียงคนเดียวกันแน่ ทันใดนั้นเอง เธอก็หันไปมองฮายที่เดินอยู่ข้างหลังและสบตากับเขาเพื่ออ่านความคิดของเขาเป็นการทดสอบว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้องหรือไม่

“ผมสับสน ว่าผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ ปัญหาในชีวิตจริงผมมันหนักเหลือเกิน ผมสับสนมากจริงๆ ผมต้องอยู่เพื่อใคร”

เธอได้ยินเสียงพูดของเขาชัดเจน เธอรีบหันกลับมาโดยไม่พูดอะไร เพราะในใจก็รู้สึกกังวล ทั้งสัมผัสวิเศษที่เธอได้ยินเสียงจากความคิด และภาษาของเธอที่จู่ๆก็พูดเกาหลีได้คล่องเหมือนภาษาไทยบ้านเกิดเมืองนอน ทั้งๆที่เธอก็เพิ่งมาเกาหลีไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้พยายามพูดขนาดไหนก็พูดไม่ได้ ถึงแม้จะบอกว่าดูซี่รี่เกาหลีเยอะก็เถอะแต่มันก็คงไม่ได้ทำให้การพูดการฟังดูคล่องขนาดนี้

พิชชาและฮายเดินมาตามทางเรื่อยๆ ทั้งสองคนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกันอีก พิชชาได้แต่ครุ่นคิดถึงสาเหตุและเหตุผลที่เกิดขึ้นกับตัวเธอในขณะนี้แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรเลย

“เออคุณ…”

“คุณครับ…”

พิชชาและฮายพูดพร้อมกันหลังจากที่เงียบมานาน

“เอ่อ คุณพูดก่อนเลยครับ” ฮายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ พร้อมกับผายมือออกไปทางเธออย่างนิ่มนวล

“ฉันไม่พูดดีกว่า คุณพูดก่อนเลย” เธอพูดปัดไปยังฮาย

“ผมแค่จะถามว่าคุณจะเรียนถึงกี่โมง ให้ผมรอไหม” ฮายถามพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเล็กๆ

“คุณไม่ต้องรอฉันหรอก ไปตามทางของคุณเถอะ ไปทำในสิ่งที่คุณคิดว่าคุณไม่ได้ทำ ถ้าเป็นวิญญาณแล้วคุณอยากทำอะไรก็ลองไปทำดูสิ”

เธอพูดขำๆพร้อมกับยิ้มตาเป็นสระอิ ทำให้ฮายนั้นถึงขั้นใจสั่นเมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนหวานๆ พูดจาไพเราะแบบฉบับผู้หญิงที่เขาชอบแต่ก็อดยิ้มและใจสั่นไม่ได้เมื่อได้เห็นรอยยิ้มจริงใจของผู้หญิงตรงหน้า

“นั่นสินะ ถ้าผมเป็นวิญญาณ ผมอยากทำอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด เหมือนแบบในหนังหายตัวได้ เหาะ เสกของให้ตกแตก เดินไปไหนมาไหนก็ได้โดยไม่มีคนมาจ้อง ก็สบายใจดีนะครับ” สายตาของเขาเป็นประกายขึ้น

“ก็ดีแล้วที่มีเป้าหมายของการเป็นวิญญาณ ลองไปหาอะไรที่คุณคิดว่าทำแล้วมีความสุขดู เออคือ… ฉันหมายถึง ถ้าการเป็นมนุษย์มันทุกข์ขนาดทำให้คุณไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อด้วยการฆ่าตัวตาย แล้วการเป็นวิญญาณโลกหลังแห่งความตายที่คุณอยากเป็นแบบในตอนนี้มันจะมีความสุขจริงไหม คุณก็ลองไปค้นหาคำตอบ จะได้ตอบคำถามตัวเองว่าจะเลือกเดินทางไหน ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ รวมถึงคนข้างหลังคุณอีกหลายๆคน ฉันคงไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านี้เหมือนกัน ได้แต่ภาวนาให้คุณพบความสุขแบบที่คุณปรารถนาแล้วกันนะ”

(≧◇≦) …… ( ^ _ ^) /

เธอยิ้มให้เขาพร้อมกับทำปากจู๋หน้าย่น คิ้วทั้งสองข้างยกขึ้น ก่อนที่จะเดินแยกออกไปตรงทางเดินขึ้นตึกชั้นเรียนภาษา ฮายเผลอยิ้มที่มุมปาก เขาไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ

หลังจากที่พิชชาเดินแยกตัวออกไปแล้ว ฮายมองไปรอบๆมหาวิทยาลัยแห่งนี้และได้พบกับชายแก่คนหนึ่งที่เหมือนจะจ้องมองเขาอยู่ ฮายนึกแปลกใจเพราะว่าไม่น่าจะมีใครมองเห็นเขาได้ในสภาพวิญญาณแบบนี้ เมื่อเขาจ้องมองกลับไปที่ชายแก่อย่างนึกสงสัยชายแก่ผู้นั้นกลับเดินหายลับไปในมุมตึก ทำให้ฮายต้องเดินตามเขาไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง

“พี่คือฮาย วง ZoomZoom หรอคะ” เสียงผู้หญิงดังขึ้น ฮายตกใจจากเสียงทักทายนั้นก่อนที่จะมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบว่ามีใครที่จะจ้องมองเขาหรือสนใจเขาเลยสักนิด

(•ิ_•ิ)? (•ิ_•ิ) (/•ิ_•ิ)

“ฉันอยู่นี่ค่ะ” จู่ๆ ผู้หญิงตัวเปียกหน้าขาวซีด สวมชุดสีเหลืองอ่อน ก็มาโผล่อยู่ข้างหน้าของฮาย

“เฮ้ยย!!! o_O!!!!!” ฮายตกใจจนต้องถลาตัวถอยไปข้างหลัง (@[email protected];)

“ใช่จริงๆด้วย ( ^___^ ) พี่ตายแล้วหรอ แต่ก็ดูเหมือนว่ายังนะ” เธอจ้องหน้าเขาวิเคราะห์ตั้งแต่หัวถึงเท้า

“คุณ คุณ …เป็นใครหนะ เห็นผมด้วยหรอ . …(⊙_⊙??)… ” ฮายถามด้วยสีหน้าหวาดกลัว

“ใช่พี่ฮายจริงๆด้วย (^_^) ” หญิงสาวดีใจยิ้มกว้างรีบถลาตัวเข้าไปกอดฮายอย่างแนบชิด

“อย่าเข้ามานะ!”

(¬_¬メ). @^__^@

เขาตกใจเป็นอย่างมากก่อนจะผลักผู้หญิงที่ตัวชุ่มไปด้วยน้ำออกไปให้ห่างตัว “เรารู้จักกันหรอ คุณเป็นใคร??”

 “ฉันชื่อมินา กระโดดน้ำตายเมื่อสองปีก่อน  ตรงนู้นค่ะ( ﹁ ﹁ ) ~~~→” มินาพูดพร้อมกับชี้มือไปทางสระน้ำที่เธอฆ่าตัวตายก่อนจะทำหน้าเศร้า

“เฮ้ยยยย!!! ⊙△⊙” ฮายตกใจกับคำตอบที่ได้รับถึงกับร้องเสียงหลงออกมา จนวิญญาณที่ยืนอยู่หน้าเขาก็พลอยตกใจไปด้วย (O.O;)

คิ้วเข้มกระดกขึ้นพร้อมกับดวงตาเล็กที่เบิกกว้าง  นี่เขาเจอวิญญาณฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาเลยหรอ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้เจออะไรแบบนี้ในชีวิตที่เพอร์เฟคของเขา

“เออออคืออ …เสียใจด้วยนะ แล้วทำไมเธอถึงตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แถวนี้หละ??” ฮายถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ลึกๆแล้ว เขาเป็นคนที่กลัวเรื่องผีมากที่สุด แม้ว่าปากจะปฏิเสธว่าไม่เชื่อว่าผีมีจริง เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ และไม่เคยสนใจแม้แต่น้อย วันนี้เขากลับได้พบดวงวิญญาณที่ฆ่าตัวตายเมื่อสองปีก่อนมาพูดคุยกับเขาเหมือนคนรู้จักกัน

“ฉันรู้สึกเศร้ากับชีวิต π_π ผิดหวังเรื่องเรียนที่สอบไม่ติดตามที่หวังไว้ จึงตัดสินใจเข้าเรียนเอกชน แต่ทางบ้านไม่มีเงินส่งให้ ฉันจึงต้องหางานพาร์ททามทำ จนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง มิหนำซ้ำแฟนฉันยังตีตัวออกห่าง ฉันคิดว่าฉันไม่อยากใช้ชีวิตที่มีแต่ความผิดหวังอีกแล้ว ฉันจึงเดินมาที่แม่น้ำแล้วกระโดดน้ำฆ่าตัวตายให้ชีวิตบ้าๆของฉันมันจบซะที” มินาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ (ˇ︿ˇ﹀ ♡ แววตาเธอดูเศร้าหมอง ผมที่เปียกของเธอนั้นมีน้ำหยดไหลตลอดเวลา เพียงแต่พื้นไม่เปียกชุ่มเหมือนคน

หลังจากฮายได้ฟังจบแล้ว เขานึกสงสัยโลกหลังความตาย มันมีความสุขแบบที่เขาอยากเป็นหรือไม่ จึงเอ่ยถามมินาเพื่อคลายความสงสัย

“แล้วหลังจากที่เธอตาย เธอมีความสุขขึ้นไหม �[。。]” ฮายเอ่ยถาม

“ความสุขเหรอ?  �[。。] ฉันมีความสุขตรงที่ฉันไม่ต้องไปรับผิดชอบค่าเทอมแล้วก็ทำงานพาร์ททามอย่างหนักเหมือนเมื่อก่อน (O ^ ~ ^ O) แต่ฉันก็ต้องมานั่งเสียใจแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลา 2 ปีแล้ว และยังต้องไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายวันละหลายๆรอบ ที่จุดเดิมทุกวัน นั่นแหละทำให้ฉันเศร้ามากกว่าที่ฉันต้องไปทำพาร์ททาม เพราะอย่างน้อยๆเวลาทุกข์ใจก็พูดกับเพื่อนที่พาร์ททามได้บ้าง คุยสนุกกันไปมาได้หัวเราะกับพวกเพื่อนๆ ได้กลับไปกินข้าวฝีมือแม่ที่บ้านหลังเล็ก ดูตอนนี้สิตัวฉันทั้งเปียกปอนจะกินอะไรก็ไม่ได้ ไปไหนไกลก็ไม่ได้ แม้แต่เรียกชื่อแม่ แม่ยังไม่ได้ยินฉันเลย” เธอพูดจบก็จ้องหน้าฮายตาเขม็ง “พี่ไปอยู่กับฉันนะ ฉันเหงาเหลือเกิน” มินาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ฮาย ดาราสุดโปรดของเธอ

“เออคือ... ผม...” ฮายค่อยๆถอยหลังเดินหนีหญิงสาวข้างหน้าที่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้

“พี่ฮาย ฉันชอบพี่มาก ตอนฉันมีชีวิตฉันไปตามเฝ้าพี่ด้วยนะ ไปคอนเสิร์ตของพี่ ฉันชอบพี่มาก ในห้องนอนของฉันมีรูปพี่ด้วย มาอยู่กับฉันเถอะ ฉันอยากมีเพื่อน” มินาพูดชักชวนฮาย ที่ตอนนี้ค่อยตาเคลิ้มไปกับคำชักชวนของหญิงสาวเหมือนต้องมนต์สะกด แต่อีกใจเขาก็สู้กับตัวเองไม่ให้คล้อยตามคำชักจูงนั้น

“ไม่ ผม….ยัง….เอออ(¯▽¯;)” ฮายอ้ำๆอึ้งๆ

“พี่มาเถอะค่ะ มาเถอะมาอยู่กับฉันแล้วพี่จะพบความสุข (*∩_∩*)” มินายังไม่เลิกทำเสียงหวานชวนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“คือออ ผมมม!!! ~_~”

“อะแฮ่ม!!!! <(‵^′)> o(‧””‧)o”  เสียงของพิชชาดังขึ้นจากทางข้างหลัง เรียกสติให้ฮายให้หันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว

“พิชชา!!” ฮายเรียกชื่อเธอสุดเสียงด้วยความดีใจ พิชชาเดินตรงมาด้วยความฉับไวหาฮายด้วยสีหน้ากวนสุดๆ ╮(╯▽╰)╭

“ฉันมีรางสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าแล้วว่านายต้องไปไหนไม่รอดแน่ๆ เลยรีบอออกมาก่อนที่อาจารย์จะเข้าสอน ไม่คิดว่านายจะยืนอยู่ตรงที่เดิมแบบที่คิดจริงๆด้วย” พิชชาพูดพร้อมกับเดินเข้ามาหาฮาย

“อ้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ช่วยด้วยยยยยยยยยยย” ลำแสงสีขาวทองพุ่งออกมาจากหน้าผากพิชชา เข้าหน้าอกของมินาเต็มตัว

Σ(@)( ̄ ̄)+     >>>>     Σ(⊙▽⊙”a♡.       (@[]@!!)

เธอกระเด็นกองลงไปกับพื้น มินาค่อยๆพยุงตัวขึ้นและมองไปที่พิชชาอย่างหวาดกลัว โดยที่พิชชาเองก็ไม่รู้ตัวและไม่เห็นมินาด้วย ฮายเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวได้แต่มองตาค้าง เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าลำแสงนั้นมาจากไหนและเหตุการณ์เมื่อสักครู่มันเกิดอะไรขึ้น

“เฮ้ยย คุณฮาย คุณเป็นอะไรหนะ ทำไมตัวแข็งทื่อขนาดนั้น เป็นอะไรหรือเปล่า (*^︹^*︺ ♡. (O-o) ╯” พิชชาตกใจกับสีหน้าของฮายที่ช๊อกไปกับเหตุการณ์สักครู่ พอเขาได้สติก็หันไปมองมินาที่กุมหน้าอกแน่น

“คุณทำอะไรเธอหนะ (+_+)? ♡.” ฮายถามพิชชาด้วยความสงสัย

“ทำอะไรหรอ … เธอ เธอที่ว่าเธอไหน o_O???” พิชชางงกับคำถามที่ได้รับ

“ลำแสง ลำแสงสีขาวทอง สว่างจ้าเมื่อกี้ มันพุ่งมาจากคุณ” ฮายอธิบายเพิ่ม

“ลำแสงอะไร ไฟฉายหรอฉันไม่ได้พกมานะ *@[email protected]*” พิชชายังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

“เมื่อกี้คุณเดินมาพร้อมกับลำแสงสีทองจ้า ผมเห็นเต็มสองตา *@[email protected]*” เขาพยายามอธิบายในสิ่งที่เขาได้พบเจอ

“ลำแสงสีทองจ้า??? …‵(*>﹏<*)′ คุณพูดเรื่องอะไรเนี่ย ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย ” พิชชาได้แต่ส่ายหัวไปมา

“คุณไม่เห็นเธอหรอ ผู้หญิงข้างหน้าผมที่ตัวเปียก คุณปล่อยลำแสงสีขาวทองใส่เธอจนเธอล้มไปกองที่พื้น แสงนั้นเหมือนไอรอนแมน ซูเปอร์แมนที่ปล่อยใส่พวกสัตว์ประหลาด”

“พี่ฮายเธอไม่เห็นฉัน โอ้ยยยยย(*@︿@*﹀ ♡.…. เธอมีพลังบุญ ฉันอยู่ใกล้เธอไม่ได้ ฉันเจ็บปวดและร้อนเหลือเกิน” มินาได้แต่ร้องโหยหวนและหายตัวไป ฮายเมื่อได้ยินมินาพูดถึงกับงงกับคำตอบที่ได้รับ ก่อนจะหันไปมองพิชชาที่เดินตรงเข้ามาอย่างฉับไว

(      ●▂●)

“เฮ้ยยย!! คุณฮายคะ คุณนี่สายมโนแล้วนะ แสงอะไรสีขาวพุ่งไปหาสัตว์ประหลาด” พิชชามองไปรอบๆ

 (¯▽¯;) (;¯▽¯) (¯▽¯;) (;¯▽¯)

“ไม่เห็นมีอะไรเลย ฉันไม่น่าเสียเวลาวิ่งมาดูคุณเลยจริงๆ เข้าห้องไปเรียนดีกว่า” พิชชากำลังจะหันหลังกลับ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเธอตั้งใจจะมาตามเขา จึงหันไปคุยกับฮายอีกครั้ง “ที่จริงฉันจะมาถามคุณว่า ถ้าคุณไม่รู้จะไปไหน มานั่งเรียนกับฉันในห้องไหม (^__^)..?”

“คุณจะไม่ปล่อยแสงใส่ผมใช่ไหม(^__^)..?” ฮายยังคงถามด้วยความสงสัยไม่เลิก ทำเอาพิชชาหัวเสีย

“ตกลงไม่ไปใช่ไหมคะ งั้นก็ตามใจ ╮ ( ̄. ̄) \” พิชชาสะบัดหน้าหนี

“ไปสิ ไป ผมไม่กล้าไปไหนคนเดียวแล้วตอนนี้  ll <(“””O”””)>” ฮายทำหน้าผวา พร้อมกับรีบเดินตามพิชชา

ในใจยังนึกสงสัยกับแสงพลังบุญที่มินาพูด มันคืออะไร? ทำไมพิชชาถึงมีพลังบุญ แล้วพลังบุญที่ว่านี้คืออะไร คือการที่ห้อยคอด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรกันแน่

ฮายแอบมองพิชชาเขม็ง จนพิชชาเองก็นึกสงสัยกับแววตาที่เขามองมา (?・㉨・) ( ͒•ㅈ• ͒)

“จ้องอะไรนักหนา มีอะไรติดหน้าฉันหรอ  ʕ´•ᴥ•`ʔ” พิชชาลูบแก้มทั้งสองข้างถามด้วยน้ำเสียงห้าวแก้อาการเขิน

“เมื่อกี้ผมเจอวิญญาณผู้หญิงฆ่าตัวตายคนนึง” ฮายเล่าไม่ทันจบ พิชชาก็ตะโกนร้องขึ้นมาเสียงหลง

“ฮ๊ะ!!! คุณเจอผีหรอΣ( ° △ °|||)︴ที่ไหนหนะ ที่นี่หรอ อ้ายยยย กลัววววววววววว” พิชชากระโดดเข้าไปใกล้ฮาย แต่ก็ต้องชนเข้ากับกำแพงเข้า อ๊ะ เจ็บ!!

“ผมก็วิญญาณหรือเปล่า ˋ︿ˊ??  ทำไมคุณไม่กลัวผม” ฮายถาม

“ก็คุณยังไม่ตายแค่เข้าร่างไม่ได้นินา แต่นั่นคุณเจอวิญญาณฆ่าตัวตายเชียวนะ •`ᴥ•´” พิชชาทำหน้ามุ่ย

“แต่ผมก็อาจจะตายได้ คุณไม่กลัวหรือไง” ฮายถามซ้ำ

[]~( ̄_ ̄)?~* ( ̄﹏ ̄)

“กลัว กลัวก็ได้ ( ̄ε(# ̄) ว้ายยยย  ฉันกลัวผีๆ ฉันกลัวผีๆ ผีฮายนักร้องวง ZoomZoom มาหลอก (¯(∞)¯)  ฮืออ TOT กลัววว” พิชชาแกล้งดัดเสียงสอง ทำเอาฮายหลุดขำ(^0^)

“อุ้ยย!! ขำเป็นด้วยหรอคะเนี่ย =^_^= นึกว่าทำเป็นแต่หน้านิ่ง คิ้วขมวดเป็นตูดหมึก” พิชชาพยายามพูดคุยกับฮายที่เอาแต่ทำหน้าเศร้าหมอง

“ตูดหมึก ??” ฮายไม่เข้าใจคำพูดของพิชชา

“ก็ปลาหมึกไง ที่มีหนวดเยอะๆ แล้วก็ม้วนขมวดเข้าหากัน เหมือนคิ้วและหน้าคุณเลย” พิชชาพูดพร้อมกับชี้ไปที่หน้าเขา

“อ๋อ ตอนนั้นตอนที่ผมเจอวิญญาณจู่ๆคุณก็โผล่มาพร้อมกับลำแสงสีขาวทองที่พุ่งมาจากหน้าผากของคุณ มันคือลำแสงอะไร” ฮายจ้องหน้าพิชชานิ่ง

“ลำแสงสีทอง พุ่งมาจากหน้าผากของฉัน ??? งั้นหรอ (° ο°)” พิชชาขมวดคิ้วนึก “นี่คุณติดหนังมากไปหรือเปล่า ฉันไม่ใช่อุนตร้าแมนนะจะได้มีลำแสงพุ่งจากหน้าผากได้” พิชชาทำเสียงแซว

“ผมพูดความจริงนะ มันคืออะไร? คุณห้อยอะไรในตัวหรือพกอะไรมาหรือเปล่า ทำไมวิญญาณถึงกลัว อ่อ เขาเรียกแสงนั้นว่า พลังบุญ มันคืออะไร?? ” ฮายอธิบายยืดยาว

“พลังบุญงั้นหรอ ??(?ε?)? ใครเป็นคนบอกคุณ ว่ามันคือพลังบุญ” พิชชาถามย้ำ

“มินา วิญญาณที่ฆ่าตัวตายคนนั้น” ฮายทำเสียงเข้ม

“ฉันห้อยพระอรหันต์หนะ” พิชชาตอบ พร้อมกับเอาสร้อยคอรูปหัวใจขึ้นมาให้ฮายดู เมื่อเปิดออกมาจะพบรูปของชายหญิงคู่นึง

“มันคืออะไร⊙﹏⊙?? ผมไม่เข้าใจ” ฮายยื่นหน้าไปดูใกล้ๆ อย่างกล้าๆกลัวๆ

“รูปพ่อกับแม่ของฉันเอง ศาสนาพุทธเค้าเรียกว่าพระอรหันต์ในบ้าน คนที่ให้ชีวิต เลือด เนื้อ ให้กำเนิดเรา แล้วก็เลี้ยงดูเรา นี่แหละเขาเรียกว่าพระอรหันต์ในบ้าน แต่เอ๊ะ!! ฉันก็ทะเลาะกับพ่อแม่บ่อยนะ ฉันจะมีแสงบุญแบบที่นายว่าเลยหรอ เว่อไปมั้ง!! แต้มบุญไม่น่าเยอะขนาดนั้น” พิชชายังคงไม่เชื่อกับสิ่งที่เธอได้ยิน

“ไม่รู้เหมือนกันสิ ผมก็แค่เห็นเลยมาถามดูว่ามันคือแสงอะไร” ฮายยังคงไม่เข้าใจกับสิ่งที่พิชชาอธิบาย

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน 55555+ แต่ถ้าให้เดาตามที่ได้รู้มาปกติฉันจะเป็นคนที่ทำบุญบ่อยนะ(*≧▽≦)☆ คงมีแสงนั้นอยู่ในตัวมั้ง  ว้ายยยยยยยยยยย ★(◕‿◕❀) ดูเป็นนางเอกขึ้นมามีสงมีแสง ไฮโซเว่อเน๊อะ” พิชชาหัวเราะร่า

“ = =” ฮายทำหน้านิ่งเอือมๆ

(一-一)

“แต่ถ้าให้เดาอีก คนที่ฆ่าตัวตายก็เหมือนเป็นคนที่อกตัญญูต่อพ่อแม่ ก็คุณบอกว่าเธอเป็นวิญญาณที่ฆ่าตัวตายมาไม่ใช่หรอ พอเจอคนที่พกรูปพ่อกับแม่มา ก็ย่อมมีบุญกว่าเพราะว่ากตัญญูรู้คุณกว่า  (。→‿←。) ดังนั้นก็ไม่แปลกที่จะมีแสงบุญที่ว่า หรือเปล่านะ ฉันก็แค่เดาไปเรื่อย (@^-^)”

“ถ้าเป็นแบบที่เธอว่า ทำไมฉันถึงไม่เป็นอะไรทั้งๆที่ฉันก็ยาพยายามกินยาเพื่อฆ่าตัวตาย (¬_¬メ)” ฮายท้วงกับสิ่งที่เธอพูด พิชชาทำหน้าครุ่นคิดต่อเพื่อหาคำตอบ

"~w_w~ (ˇˍˇ)"

“พิชชาเธอหยุดคิดเถอะ เข้าห้องเรียนได้แล้วมั้ง ก่อนที่จะเข้าเรียนไม่ทันเพื่อน” ฮายเตือนเธอ

“จริงๆด้วย ⊙0⊙  เพราะนายนั่นแหละ ทำให้ฉันเสียเวลาโอ้เอ้ ตกลงจะตามเข้าห้องใช่ไหม” พิชชาหันมาถามย้ำ

“⊙▂⊙ ...ใช่ ” ฮายตอบสั้นๆ ในใจเขาไม่กล้าที่จะไปไหนแล้ว กลัวเจอวิญญาณอื่นๆที่เขาไม่รู้จักอีก แต่ตรงกันข้ามกับพิชชาที่ตอนนี้เขารู้สึกจะเชื่อใจเพิ่มขึ้น

ในห้องเรียนที่มีแต่ชาวต่างชาติเต็มไปหมดทั้งไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อังกฤษ อเมริกา จีน และญี่ปุ่น พิชชาต่างสนุกสนานในการได้พบปะเพื่อนใหม่ ได้พูดคุยทั้งภาษาอังกฤษ และได้เรียนพื้นฐานของภาษาเกาหลีแบบที่เธออยากเรียน แต่ทว่าตอนนี้เธอกลับพูดเกาหลีได้ อ่านคล่องจนเธอเองก็นึกสงสัยว่าทำไมถึงได้รู้คำศัพท์และคำแปลเหล่านั้นได้

                ด้านฮายเขานั่งอยู่มุมห้องตามที่พิชชาบอก เพราะเธอจะไปนั่งรวมกับพวกเพื่อนๆในคลาส

“คุณฮาย นั่งอยู่ตรงนี้นะ รอฉันก่อน ฉันเรียนแค่ครึ่งวัน ถ้าเหงาก็ออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ตามสบาย”

“ไปเรียนเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผม ^_^”

“พูดจาเพราะจริงๆเล้ย {{{(>_<)}}} ” พิชชาทำหน้ามุ่ยแซว พร้อมกับพูดประชดประชันใส่ฮาย ทีคืนนั้นทำไมไม่พูดแบบนี้บ้าง

“แล้วจะให้ผมพูดยังไง (-.-) ?? ผมไม่เคยพูดจาไม่ดีกับผู้หญิง” ฮายอธิบาย กล้ามากที่บอกว่าไม่เคยพูดจาไม่ดีกับผู้หญิง ฉันคงเป็นคนแรกที่นายพูดจาไม่ดีใส่สินะ เหอะ!

“(⊙_⊙;)… ก็พูดกันแบบเป็นเพื่อนไม่ได้หรอ ไม่ต้องทางการขนาดนั้น” พิชชายังแซะไม่หยุด

“คุณรีบเดินไปเถอะครับ เพื่อนๆมองคุณแล้วนะ” ฮายมองไปยังหญิงสาวและชายหนุ่มบางคนที่หันมามองพิชชาพูดคนเดียวอยู่มุมห้อง

"(⊙o⊙)"

" ^_^||| "

พิชชาเงยหน้าขึ้นพร้อม สบสายตากับพวกเขาเหล่านั้น

“เธอคุยกับใครหนะ” เสียงผู้หญิงอเมริกาพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่เมื่อสบตากับพิชชาเธอก็ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“เขาหาว่าฉันคุยกับใครไม่รู้ (ˇ︿ˇ) ” พิชชาทำปากขมุบขมิบ

“ไปได้แล้วจ้า (~o ̄- ̄)” ฮายโบกมือไล่พิชชา พร้อมสีหน้ายียวนกวนประสาทเหมือนชักจะรำคาญเธอเข้าแล้ว ที่เอาแต่ยืนบ่น

“ไปก็ได้ ╮(╯-╰)╭” เธอทำเสียงไม่พอใจนัก ก่อนที่จะเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ

“Excuse me, Would you mind if I sit here?” พิชชาทักทายผู้หญิงชาวญี่ปุ่นผิวขาวหน้าตาน่ารักเป็นภาษาอังกฤษ

“No, I not mind” เธอผายมือให้พิชชานั่งใกล้อย่างอ่อนโยน

“คุณชื่ออะไรหรอ มาจากประเทศอะไรหรอคะ” พิชชาถามเป็นภาษาอังกฤษ

“ฉันมาจากญี่ปุ่น ฉันชื่อนานะ”

“ว้าวชื่อน่ารักจังเลย ฉันพูดญี่ปุ่นได้ด้วยนะ” เธอชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และหลังจากนั้นก็สนทนากันเป็นภาษาญี่ปุ่นเฉยเลย

การเรียนเริ่มดำเนินขึ้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้เข้าเรียน รวมถึงพิชชาด้วยที่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะลืมฮายที่นั่งฟังอยู่หลังห้องไปเสียแล้ว

“คนต่างชาติมาเรียนที่ประเทศเราเป็นแบบนี้เองหรอกหรอ? ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีแบบนี้ด้วย” ฮายพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับแสยะยิ้มออกมา

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง เขาเริ่มเบื่อจนแทบทนไม่ไหว แต่ก็ไม่กล้าที่จะลุกไปไหนเพราะกลัวจะไปเจอวิญญาณที่ไหนเข้าอีก

“มานั่งเรียนกับเขาด้วยหรอ??” เสียงคุ้นหูดังขึ้น เขาหันไปตามต้นเสียง จึงได้พบกับ รุ่นพี่คิมจุนซองที่ทำงานวงการบันเทิงด้วยกัน แต่เสียชีวิตไปเมื่อต้นปีก่อนด้วยสาเหตุเครียดกินยาเกินขนาด

“รุ่นพี่!!! (⊙o⊙)” ฮายเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจ

“สบายดีไหมฮาย ไม่เจอกันนานเลยนะ” คิมจุนซองเดินเข้ามาใกล้

“สบายดีครับ รุ่นพี่รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่” ฮายเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ฉันก็อยู่แถวนี้แหละ ไม่ได้ไปไหนไกลนักหรอก ที่รู้เพราะว่าได้ยินข่าวลือเรื่องนายจากพวกวิญญาณสาวๆหนะสิ เลยตามมาดู” จุนซองพูดติดตลก

“พวกวิญญาณนี่ก็มีข่าวลือด้วยหรอครับ  ̄□ ̄ll” ฮายแครงใจ

ไม่คิดว่าโลกแห่งวิญญาณก็ไม่ได้ต่างจากโลกของมนุษย์ซักเท่าไหร่

“เราคุยกันไว ได้ยินเสียงไวจากที่ไกลๆ และรับรู้ได้หนะ” จุนซองอธิบาย

“(°ο°)~ ดูเท่ดีนะครับ ที่ดีกว่าคือไม่มีใครสนใจเราด้วย สบายใจดีนะครับ” ฮายกล่าวเสริม

“ก็ไม่เสมอไปหรอก นายยังต้องเจอกับความโศกเศร้าจากเรื่องเดิมๆ ที่นายไม่สามารถทิ้งมันไปได้เลยอีกหลายปี จนกว่าจะถึงเวลาที่นายต้องไปอีกภพชาตินึง วันนั้นแหละที่นายจะหายโศกเศร้าจากเรื่องเดิมๆ” จุนซองพูดด้วยแววตาเศร้าหมอง

“พี่ยังไม่หายเศร้าจากเรื่องเดิมหรอ” ฮายถาม

“(ˇˍˇ)มันไม่เคยเลือนลางหายไปเลยแม้แต่น้อย กลับคิดถึงทุกๆวัน วันละหลายครั้ง ณ ที่เดิม เหมือนเป็นแผลที่ตอกย้ำฉันมากเพิ่มไปอีก พระเจ้ากำลังลงโทษฉัน ความผิดของฉันมันมากกว่าที่จะให้อภัยได้”

จุนซองก้มหน้าลงเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนที่จะหันมาสบตาฮายอีกครั้ง “นายยังมีโอกาสนะฮาย ถ้านายใจสู้นายก็สามารถที่จะกลับเข้าร่างของนายได้ไม่ยาก” คิมจุนซองให้คำแนะนำกับฮาย ที่ตอนนี้เขาสับสน และไม่รู้สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ของตัวเองสักนิด

“ผมไม่เข้าใจ ว่าตอนนี้ผมกำลังเผชิญอะไรอยู่ จู่ๆผมก็อยู่ในร่างผม จู่ๆผมก็ออกจากร่าง”

“เพราะใจนายยังไม่อยากอยู่ต่อ นายถึงเข้าร่างของนายไม่ได้ยังไงหละ แต่ก็ยังพอมีเวลาให้นายได้คิดได้ไตร่ตรอง ว่าอยากจะมาใช้ชีวิตในโลกหลังวิญญาณแบบพี่ หรือใช้ชีวิตในแบบที่นายเป็นในโลกมนุษย์  บางคนไม่ได้มีโอกาสแบบนายหรอกนะ” คิมจุนซองพูดพร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“พี่ว่าผมควรเลือกทางไหน?” ฮายถามกลับ

“เลือกทางที่นายคิดว่านายจะมีความสุข และดีที่สุดสำหรับตัวนายเถอะฮาย อย่าให้ใครมาตัดสินใจแทนเลย” จุนซองแนะนำฮายด้วยความห่วงใย เหมือนตอนที่เขายังมีชีวิต ที่ได้ร่วมงานกัน

“ผมขอบคุณพี่มากนะครับ ที่แนะนำผม ผมจะนำกลับไปพิจารณา” ฮายก้มหัวครอบคุณคิมจุนซอง

“นายไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก มันเป็นหน้าที่ของฉัน ที่จะไม่ให้ใครเดินทางผิดแบบที่ฉันเดินอีก หากนายจะขอบคุณนายขอบคุณ โอ้ยยยยยยยยยยย”

“ฮาย!!!” เสียงพิชชาทักขึ้นพร้อมกับเดินมาใกล้ ลำแสงจากหน้าผากของเธอพุ่งเข้าใส่จุนซอง ทำให้เขานั่งกุมหน้าอกที่พื้น ฮายรีบลุกจากโต๊ะไปประคองจุนซองที่มีสีหน้าเจ็บปวด

"o_O"

“พี่ต้องไปแล้วหละ อยู่กับเธอ เธอจะช่วยนาย” จุนซองพูดจบเขาก็หายตัวไป ทิ้งฮายให้งุนงงกับคำสั่งเสียพร้อมกับสายตาที่มองไปหาพิชชาด้วยความโมโห

“นายคุยกับใครหนะ แล้วเมื่อกี้นายตกใจอะไรหรอ” พิชชาถามเก้ๆกังๆ

“เธอ!!!! ทำร้ายพี่จุนซองทำไม ˋ︿ˊ ” ฮายทำเสียงเกรี้ยวกราดตะหวาดใส่พิชชา

“ฉัน ฉัน ...ทำอะไรหรอ (-__-)..?”

“พลังบุญของเธอ ทำร้ายพี่จุนซอง!!! ˋ△ˊ ” ฮายตะคอกใส่พิชชาเสียงดังลั่น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน

“ = = ;” พิชชานิ่ง ไม่พูดอะไรต่อ

เธอพอจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดและพอจะประติดประต่อเรื่องได้ เพียงแต่ว่าเธอมองไม่เห็นอีกหนึ่งวิญญาณที่เขาพูดถึง ได้เพียงแต่แอบน้อยใจฮายที่ต่อว่าเธอเสียงดังลั่น ทั้งๆที่เธอก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น ไม่รู้ว่าแสงที่ว่านั้นคืออะไร แสงนั้นมาจากไหน ทำไมสามารถทำร้ายคนอื่นได้ขนาดนั้น

“พิชชาเดี๋ยวเธอไปไหนต่อ ◕‿◕” เสียงของเพื่อนชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อนานะเอ่ยถาม พิชชารีบเปลี่ยนสีหน้าอึ้งกิมกี่เป็นยิ้มแย้มทันที และไม่หันไม่สนใจฮายอีกด้วยความน้อยใจ

“ฉันยังไม่มีแพลนไปไหนเลย (^__^) พวกเธอจะไปไหนกัน ฉันไปด้วยสิ” พิชชารีบดึงความสนใจของตัวเองมาโฟกัสที่กลุ่มเพื่อนของเธอ

“พวกเราจะไปกินไอศกรีมและเค้กกันที่คาเฟ่ และจะไปเดินเล่น อาจจะปั่นจักรยานกันที่สวนสาธารณะ เธอสนใจไปด้วยกันไหม (^__^)..?”

“ว้าววววววววววว  (。→‿←。) ไปปั่นจักรยานที่สวนสาธารณะหรอ ไปสิๆ” เธอเดินไปกับกลุ่มเพื่อน ทิ้งให้ฮายที่ยืนโมโหอยู่มุมห้องคนเดียว

“ยัยตัวแสบ ทิ้งฉันหรอ”

เขาตะโกนไปหาพิชชา พิชชาได้ยินเต็มสองหูแต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่สนใจที่จะหันกลับไปมองเขาด้วยซ้ำ ฮายทำหน้ามุ่ยก่อนที่จะเดินตามพิชชาและกลุ่มเพื่อนๆไปอย่างห้ามไม่ได้ เพราะเขาไม่กล้าเดินไปไหนมาไหนคนเดียว

“นี่เธอจะโกรธฉันอีกนานไหม เมื่อไหร่จะหันหน้ามาคุยกันเสียที"

" - - " พิชชายังคงเงียบ

"ฉันควรจะโกรธเธอมากกว่านะที่เธอไปทำร้ายรุ่นพี่ของฉันหนะ” ฮายเดินอยู่ข้างหลังพิชชาพร้อมกับพูดเรียกร้องความสนใจจากเธอไม่เลิก

“ - - ” พิชชาได้แต่เดินตามกลุ่มเพื่อนไป และหัวเราะเสียงดังคิกคักไปกับเพื่อนๆ โดยไม่หันไปมองชายหนุ่มผู้เกรี้ยวกราดตรงหน้าแม้แต่น้อย

“ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ ถ้าเธอไม่พูดด้วยฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"

" - - "

"ทำผิดแล้วยังไม่ขอโทษอีกหรอ” ฮายบ่นอุบ ปากบอกว่าจะไปแต่ก็เดินกลับมาบ่นเธอไม่เลิก

“ - - ใช่แล้วๆ ฉันชอบมากเลยไอศครีมรสสตอเบอรี่ไปกินกันเถอะ” พิชชาพูดคุยกับเพื่อนๆกลบเสียงดังของฮาย

แม้ว่าเขาจะพยายามเดินมาตัดหน้าพิชชาแต่เธอก็ไม่สนใจกลับเดินทะลุผ่านตัวเขาไปเหมือนมองไม่เห็น

“= =” ฮายหัวเสียเป็นอย่างมากกับพิชชาที่ทำเป็นไม่สนใจเขา เขาได้แต่ยืนมองหน้านิ่งเคร่งขรึมอยู่ห่างๆในมุมร้านของคาเฟ่

"กว่าจะเลิกตาม...." เธอถอนหายใจ

ร้านค่าเฟ่แห่งหนึ่ง

ขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการสั่งอาหาร พิชชาขอแยกตัวไปเข้าห้องน้ำ จังหวะนั้นเอง

“เฮ้ยยย !! ⊙0⊙ นี่คุณฮาย คุณจะบ้าหรอ…ตามเข้ามาในห้องน้ำทำไม ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!” พิชชาพูดโวยวายเสียงดังลั่น

“ยอมพูดกับผมแล้วหรอ (-_-)?” ฮายถามเสียงนิ่ง

“ออกไปเดี๋ยวนี้!! ‵(*>﹏<*)′→→ ” พิชชาชี้ให้เขาเดินออกประตูไป

“ไม่!!!  จนกว่าคุณจะขอโทษผม  ˋ︿ˊ ” ฮายทำเสียงค้อน

“ขอโทษ ⊙︿⊙ !! เรื่องอะไร” พิชชาตอบกลับ

“เรื่องที่คุณทำร้ายพี่จุนซอง”

“ฉันมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าคุณคุยกับใคร ถ้าหากฉันผิดเพราะมองไม่เห็นเลยทำร้ายเขาให้ได้รับความเจ็บปวด...ถ้าอย่างนั้นการที่คุณมองเห็นฉันแล้วมาตวาดใส่ฉันเสียงดัง คุณก็ควรจะขอโทษฉันเหมือนกันนะ” พิชชาเถียงเขาลมออกหู แต่ทว่าเธอก็อั้นเข้าห้องน้ำแทบจะทนไม่ไหว พยายามหายใจเข้าปอดลึกเพื่ออั้นสิ่งปฏิกูลที่เตรียมออกมาสู่โลกกว้าง

“นี่คุณจะไม่ขอโทษจริงๆใช่ไหม ˋ▂ˊ” ฮายถามย้ำ ด้วยทิฐิของตัวเองทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองก็เป็นคนผิดตามที่พิชชาได้กล่าวมา

“ฉันควรขอโทษคุณ หรือ ควรขอโทษวิญญาณดวงนั้น คุณคิดเองแล้วกันนะ การที่คุณเดินมาทวงคำขอโทษจากฉันแล้วยังไงต่อ คุณจะเอาคำขอโทษที่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันไปทำอะไรให้วิญญาณดวงนั้น ไปบอกเค้าเนี่ยนะว่าฉันฝากมาขอโทษ (ˋ︿ˊ﹀-#  แบบนี้หรอที่คุณต้องการ แน่จริงคุณก็เรียกเขามาพบฉันสิ ฉันจะขอโทษต่อหน้าเอง”

เธอพูดยาวเสียงดังลั่นห้องน้ำ ทำให้ห้องข้างๆและคนที่อยู่หน้าห้องตกใจไปด้วย ทุกคนต่างนึกสงสัยกับการสนทนาเสียงดังลั่นห้องน้ำของเธอ ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องกลั้นใจบิดตัวไปมาเพื่ออั้นศึกใหญ่ในห้องน้ำเล็ก (▔﹏▔)≡ ฮายพอได้สติก็คิดตามคำพูดของเธอ ทำให้อารมณ์ของเขาเย็นขึ้นมาบ้าง แต่ก็กลัวจะเสียฟอร์ม

“คือผม… �[。。]≡”

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นละ แต่เชิญออกห้องน้ำไปก่อนได้ไหม <(“””O”””)>??? ” เธอหายใจถี่ๆ เหงื่อเริ่มท่วมตัวจนแทบทรงตัวไม่ไหว ตัวงอเข้าหากันมือข้างนึงกุมท้องแน่น ท่าทางบิดไปมา อีกข้างจับฝาผนังช่วยพยุงตัวเอง ดวงตาทั้งสองข้างหลับตาปี๋ตั้งสมาธิ (-__-;;;;;;;;;;;;;;;)

“ทำไม... เออ...คุณยังไม่หายโกรธผมหรอ o(‧””‧)o ถ้างั้นผมขอโ…” ฮายนึกจะกล่าวขอโทษแต่โดนพิชชาสกัดด้วยคำพูดไว้

“ไม่…..ไม่ต้องแล้ว… ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว …ไม่ไหวแล้วว~( ̄. ̄)~* ( ̄﹏ ̄) ” เธอไม่รอท่า เอามือจับกางเกงถอดออกอย่างรวดเร็ว

“เอออ คุณ คุณณณณณ!!! ⊙0⊙” ฮายอึ้งกับภาพตรงหน้าที่เห็น

“ป้าดดดดดดดดดดด (~ o ~)  ปรูดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด =3=3=3 แบระ” พิชชาหลับตาเบ่งสิ่งปฏิกูลที่ต้องการออกมาสู่โลกภายนอกอย่างว่องไว

"(⊙o⊙)" ฮายยืนอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้า กลิ่นเริ่มโชยยยย ออกมา เขาใช้มือปัดไปมาเพื่อไล่กลิ่นหนี เธอรีบกดน้ำลงไป พร้อมกับถอนหายใจ  ลืมตากว้าง พอได้สติรีบเอามือมาปิดเป้าของตัวเองด้วยความอาย

“ตาบ้าฮาย {{{(>_<)}}} นายยังไม่ออกไปอีกหรอ!!! บ้าไปแล้ว ออกไปเดี๋ยวนี้นะ” เธอร้องเสียงหลง คนนอกห้องน้ำรีบเคาะประตู ทำเอาฮายและพิชชาตกใจหันไปมอง

“ก๊อก ก๊อกก๊อกกกกก คุณคะ คุณคะ เป็นอย่างไรบ้างคะ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า??” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนร้องเรียก

“เออ คืออ O__O …. เปล่าค่ะ ฉันแค่….คุยโทรศัพท์เสียงดังไปหน่อย!! ///^_^……” พิชชาตอบหน้ามุ่ย ยิ้มแหย

“อ๋ออ ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้นะคะ (° ο°)[email protected]” คนข้างนอกพูดด้วยหน้าตากังวล

“ได้ค่ะ!! ∩__∩” พิชชาตอบรับ

“คุณออกไปได้แล้ว” พิชชาทำเสียงกระซิบไล่ฮายที่ตอนนี้ยืนแข็งทื่อ ด้วยความช๊อก เกิดมาทั้งชีวิต แม้ว่าเค้าจะเจอสาวๆมาก็มาก ผ่านผู้หญิงมาก็หลายคนอยู่ แต่ก็ไม่เคยเจอผู้หญิงที่ต้องมานั่งถ่ายหนักต่อหน้าแบบนี้ รวมถึงเกรี้ยวกราดโวยวายใส่เขาแบบพิชชาเลยสักนิด

“ผมออกไปรอข้างนอกนะ (︶︿︶)”

ฮายทำมือชี้ออกไปทางประตู

“เออออออออออ!!! (+﹏+)” พิชชาตอบรับหัวเสียมือยังคงปิดกุมเป้าไว้ ขณะที่เธอกำลังเบ่งอยู่นั้น ฮายก็เดินเข้ามาอีกครั้ง ทำเอาพิชชาตกใจ

“รีบๆออกมาหละ” ฮายทำหน้าเข้ม และไอกระแอมปรายตามองพิชชา

“โอ้ยยยย เอออออออออออ ˋ︿ˊ﹀-# ” พิชชาเริ่มโมโห

                หลังจากที่เธอเสร็จกิจเรียบร้อยแล้วเธอกลับมานั่งกินไอศกรีมกับเพื่อนๆ และพูดคุยอย่างสนุกสนาน

“คุณจะไปไหนต่อไหม” ฮายเดินไปถามพิชชาใกล้ๆ เพราะเขาเองก็เริ่มเบื่อแล้วกับการนั่งฟังชาวต่างชาติคุยกัน พิชชาหันไปทำตาดุใส่เขา ในใจนึกเซง ‘นายนี่ตัวยุ่งจริงๆเลย ตามไม่เลิก’

ฮายตกใจ ที่เขาได้ยินเสียงความคิดของพิชชา คิ้วขมวดเข้าหากัน

“ผมมันคือตัวยุ่งสำหรับคุณขนาดนั้นเลยหรอ ผมสร้างความเดือดร้อนให้ขนาดนั้นเลยสินะ” ฮายตอบกลับ

พิชชาสะดุ้งกับคำพูดของฮาย

 “นายได้ยินฉันคิดหรอ??” เธอสบตาเขา

“ใช่ ได้ยินเต็มสองหูเลยหละ” ฮายทำหน้าไม่พอใจ พร้อมกับเดินออกไปนอกร้าน พิชชารู้สึกผิดที่ทำให้เขารู้สึกแย่ จึงขอลาจากเพื่อนๆในกลุ่ม และเดินออกร้านตามฮายไป แต่ทว่ากลับไม่พบเขาเสียแล้ว เธอมองซ้ายทีขวาที เดินไปตามทางเพื่อตามหาเขา

“ผู้ชายอะไรขี้น้อยใจจังเลยนะ ตัวก็โตแต่ใจอย่างกับจิ๋มมด” เธอบ่นคนเดียวท่ามกลางฝูงคน “หรือว่าจะกลับเข้าร่างเหมือนทุกทีนะ??” เธอนึกสงสัย

ขณะที่หันหลังกลับนั้นเอง ฮายก็ปรากฏตัวต่อหน้าเธอ ใบหน้าของพิชชาแนบกับแผงอกกว้างของฮาย เธอเงยหน้ามองสบตากัน

“O.O เอออ … ขอโทษค่ะ” เธอถอยออกห่างจากเขา

“ยอมเอ่ยขอโทษแล้วหรอ” ฮายพูดเสียงเรียบ

“อื้มค่ะ ใช่” เธอหลบสายตาจากเขา หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ พอรู้สึกว่าตัวเองจะมีอาการเขิน จึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนี่คุณไปไหนมาหนะ กลับเข้าร่างมาหรอ”

“เปล่า ไม่ได้กลับเข้าร่าง ก็เดินตามเธอตลอด” ฮายตอบ

“แต่ทำไมฉันไม่เห็นคุณเลย ตั้งแต่ออกจากร้านมา” พิชชาสงสัย

“ผมไม่อยากให้คุณเห็นไง” ฮายตอบและแอบยิ้มที่มุมปาก

“งั้นหรอ คุณบังคับตัวเองให้ซ่อนตัวได้แล้วหรอ”

“เปล่า ผมเดินตามคุณ พอคุณเดินออกจากร้านมา ผมก็เดินกลับเข้าไปที่ร้านใหม่ แล้วเดินตามหลังคุณ ยังได้ยินเสียงคุณบ่นว่าผมขี้น้อยใจอยู่เลย” ฮายเผย

“นี่คุณได้ยินด้วยหรอ” พิชชาทำหน้ามุ่ย

“ใช่” ฮายยักคิ้วตอบรับ

“แบบนี้ก็แย่แล้วสิ ฉันนินทาหรือบ่นคุณในใจไม่ได้แล้วสินะ” พิชชาบ่นอุบ พร้อมกับถอนหายใจด้วยความเสียดาย

“นี่คุณนินทาผมบ่อยงั้นหรอ ก็เหมือนคุณนั่นแหละชอบมาอ่านใจผม ได้ยินเสียงความคิดผม ตอนนี้ผมก็ได้ยินเสียงความคิดของคุณบ้างเป็นอันว่าเสมอกัน” ฮายเสริม

“เออว่าแต่ทำไม จู่ๆนายถึงได้ยินเสียงความคิดฉันละ ก่อนหน้านี้ไม่เห็นนายจะได้ยินเสียงความคิดของฉันเลย มีแต่ฉันที่ได้ยิน” พิชชาสงสัยกับสิ่งที่เธอพบเจอ

“สงสัยจะได้กลิ่นตดและขี้ของคุณมั้ง เหม็นจนผมได้ยินชัดเจน” ฮายแซว ทำเอาพิชชาตาโตหัวเสีย

“คุณนี่มัน!!!!!!! ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดีนะ” เธอทำหน้าค้อนใส่เขา หันหน้าไปทางอื่นด้วยความอาย แต่ทว่าฮายกับรู้สึกตลกกับท่าทางของเธอ “น่าอายชะมัด ใครเขาตามเข้าไปห้องน้ำหญิงกัน” พิชชายังบ่นไม่เลิก

“ก็ผมคาใจ อยากเคลียร์ให้จบ” ฮายตอบ

“แต่ต้องไม่ใช่ในห้องน้ำ ตอนที่คนอื่นเขาปวดท้องสิ” พิชชาขึ้นเสียงทางสายตา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“ใครจะไปรู้ว่าคุณปวดหนัก แถมยังกล้าปล่อยต่อหน้าคนอื่นขนาดนั้น ถามจริงไม่อายหรอ” ฮายถามหน้ากวน

พิชชาถอนหายใจ ก่อนเล่าให้เขาฟัง

“ฉันเคยอั้นปวดท้องเข้าห้องน้ำจนเป็นลม เข้าโรงพยาบาลหนะ เพราะฉะนั้นเวลานั้นฉันไม่ไหวแล้ว ฉันกลัวตัวเองจะเป็นลมแล้วไม่มีคนช่วย หรือถ้ามีคนช่วยก็ด้วยเหตุผลเพราะว่าฉันปวดเข้าห้องน้ำเนี่ยนะ ไม่ตลกไปหน่อยหรอไง” พิชชาพูดอย่างหัวเสีย ระบายความน่าอายของเธอให้ฮายฟัง

“นี่ผมเพิ่งเคยได้ยินนะ อั้นปวดท้องขรี้จนเป็นลม 55555555555555555555” ฮายขำไม่หยุด

“หยุดขำเดี๋ยวนี้เลยนะ มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาพูดสักหน่อย ” พิชชาชี้หน้าสั่งห้ามเขา แต่ฮายก็ขำไม่หยุด พอเขารู้ตัวอีกทีก็ยืนนิ่งเงียบ

‘นี่เราไม่ได้ขำเสียงดังลั่นแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ ตั้งแต่มีเรื่องวุ่นวายในชีวิตวันนั้น ก็ไม่ได้ขำหนักๆแบบนี้มานานแล้ว’

“ชีวิตนายมันเศร้าขนาดนั้นเลยหรอ ถึงไม่มีเรื่องให้หัวเราะ??” พิชชาสงสัย

“เปล่า เพียงแต่ผมไม่ค่อยมีเวลาให้ได้หัวเราะเท่าไหร่ แต่ว่า...ตอนนี้ผมได้อยู่กับตัวเอง ได้มีเวลาส่วนตัว ก็เลยได้หัวเราะออกมาอย่างสบายใจ คุณดูสิ ^^ เดินข้างทางที่โล่งแจ้งเรื่อยๆ ยังไม่มีคนสนใจมองเลยสักนิด สบายใจจะตายไป ยิ้มและหัวเราะเสียงดังได้เต็มที่” ฮายกล่าวกับพิชชา

“มันไม่ได้ขึ้นกับเวลาเลยที่ทำให้นายไม่หัวเราะ มันขึ้นกับนายต่างหากที่ไม่ได้หัวเราะกับเรื่องรอบตัว” พิชชาพูดในอีกมุมนึงให้เขาคิด

“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น”

“คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันนะ เวลานายขึ้นคอนเสิร์ต ไปให้สัมภาษณ์ นายก็หัวเราะกับสื่อเยอะแยะไป แต่นายไม่ได้มองว่านั่นคือความสุขของนายมากกว่า ที่จริงเรื่องรอบตัวมีเรื่องให้สนุก ให้ขำ ได้มีความสุขเยอะแยะเต็มไปหมด นายมองข้ามมันไปต่างหาก” พิชชายักคิ้วให้ฮายเพื่อให้เขาเชื่อว่าเธอพูดจริง

“ใช่ ผมไม่ปฏิเสธ ผมหัวเราะหน้างาน พอลงจากหน้าที่ตรงนั้นผมก็คือผม คุณไม่เข้าใจผมหรอก” ฮายกล่าว

“แบบว่าอารมณ์ศิลปินหรอ ขี้เหงา ติสแตก อยู่คนเดียว แบบนี้หรอ?” พิชชาเอ่ยถาม

“ใช่ ประมาณนั้น”

“คิดมากน่า แทนที่นายจะเป็นตัวของตัวเองทั้งต่อหน้าและลับหลังนายจะได้ทำงานไปอย่างมีความสุข ความจริงบางครั้งฉันก็พอมีอารมณ์แบบนั้นบ้าง แต่เมื่อไหร่ที่ฉันเริ่มเบื่อก็จะหาอะไรทำเพลินๆ ฟังเพลง วาดรูประบายสี เล่นอินเตอร์เนต อ่านเว็ปบอร์ด อ่านนิยาย แต่งนิยาย ถ่ายรูปขายออนไลน์ แล้วก็อีกเยอะแยะเต็มไปหมดเลย หางานอดิเรกทำไปเรื่อยๆเพราะว่าไม่อยากให้ตัวเองว่าง เดี๋ยวจะคิดมาก” พิชชาตอบไปขำไปกับเรื่องของตัวเองที่แทบไม่มีอะไรยกขึ้นมาอวด นอกจากงานอดิเรกและในชีวิตของเธอก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง

“ที่จริงผมก็มีนะ ผมชอบงานศิลปะ แต่ยังไม่ได้ลองวาดเป็นชิ้นเป็นอัน แค่ชอบ... ทำไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมก็วางมือแล้ว”

“นั่นไง ปัญหาไม่ได้อยู่กับคนอื่นเลย ปัญหาอยู่ที่นายล้วนๆ” พิชชาทับถมเขา ทำฮายตกใจกับเสียงที่ดังลั่นและใส่อารมณ์จัดเต็มของเธอ ฮายและพิชชาเดินมาเรื่อยๆตามทาง เขาทั้งสองคนเดินมาตามทางแม่น้ำฮัน

“นี่แม่น้ำฮัน อีกไม่ไกลก็บ้านผมแล้วหละ” ฮายกล่าว

“กลับบ้านนายเลยไหม เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง” พิชชาถามเขาเสียงใส

“ไปทำไม ร่างผมอยู่ที่โรงพยาบาล ถึงคุณจะไปส่งผม ยามก็ลากตัวคุณออกมาอยู่ดี”

“จริงด้วย ลืมนึกไปเลย” พิชชาเคาะหัวตัวเองเรียกสติ

ในใจก็ยังแอบสงสัยอยากถามเขาตรงๆเรื่องที่เขาพยายามฆ่าตัวตาย แต่อีกใจก็กลัวว่าฮายจะลำบากใจในการตอบเรื่องที่ทำให้เขาเครียด

“อยากรู้ก็ถามมาเถอะ” ฮายบอก เมื่อได้ยินเสียงความคิดเธอ

“เอ่อออคืออ …เรื่องที่ทำให้นายเครียด...เรื่องนั้นที่ทำให้นายต้องกินยาเกินขนาด มันเป็นไปตามที่เป็นข่าวหรือเปล่า…. ” พิชชาพูดกล้าๆ กลัวๆ แอบมองหน้าฮายเป็นระยะสลับกับพื้นไปมา เขาไม่ตอบได้แต่เดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ “คือ… ฉันแค่สงสัยหนะ เห็นใน twitter เขาทวิตเรื่องนายแล้วก็อัพเดทอาการนายกัน แต่ถ้านายไม่สบายใจไม่ต้องตอบก็ได้นะ ก็แค่...สงสัยเฉยๆ” พิชชาหลับตาปี๋ ไม่รู้ว่าควรพูดต่อดีไหม

“คุณเป็นแฟนคลับผมหรอ ติดตามผมเหมือนกันนะ” ฮายหันหน้าไปแซวพิชชา ทำเธอรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธใหญ่

“เปล่านะ เปล่าเลยสักนิด !!  ฉันก็เล่นทวิตเตอร์ ไอจีเป็นปกติอยู่แล้ว อีกอย่างคุณเป็นดารานักร้องดัง คนก็แชร์กันเยอะ ไหนจะข่าวตามเฟซบุค TV อีก...ฉันก็ไม่รู้อันไหนคือเรื่องจริง อันไหนคือเรื่องแต่ง ก็แค่สงสัย...  แต่อย่างที่บอกถ้านายไม่สบายใจไม่ต้องพูดก็ได้นะ เราก็เพิ่งรู้จักกันเอง นายมีสิทธิที่จะไม่พูด” เธอได้อธิบายเหตุผลให้เขาฟัง

“ดีแล้วที่คุณถามผมตรงๆ ดีแล้วที่คุณไม่เชื่อข่าวพวกนั้นโดยไม่เอ่ยถามผม ทั้งๆที่ผมก็ยืนต่อหน้าคุณ” ฮายสบตาพิชชานิ่ง ทำเอาใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

‘อย่ามองหน้าฉันแบบนั้น ใจฉันจะหลุดออกมาแล้ว ตาบ้า > <’ ฮายได้ยินเสียงพิชชาแต่ ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ส่วนพิชชาก็ลืมเสียสนิทว่าเขาเองก็สามารถได้ยินเสียงเธอได้เหมือนกัน

“อะ ฮื้มมม … คือ ผมหมายถึงรู้จากผมก็ยังดีกว่ารู้จากข่าว” ฮายก็แอบใจสั่นไม่น้อยไปกว่าพิชชา

“อ่ออ ใช่ๆ ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ ว่าถามคุณดีกว่า... น่าจะถูกต้องกว่าอ่านข่าวพวกนั้นเยอะ5555555” พิชชากลบเกลื่อนความเขินอายด้วยการหัวเราะเสียงดัง

“แล้วข่าวเขาว่ายังไงหละผมจะได้บอกว่าอันไหนจริงหรืออันไหนไม่จริง” ฮายถาม

“เออ...เอาสรุปเลยแล้วกันนะ ข่าวก็บอกว่าคุณเครียดจากเรื่องข่าวเสพสารเสพติด จนทำให้กินยาเกินขนาด แล้วตอนนี้ก็ยังมีคนเอารูปมาแฉเต็มไปหมด รวมถึงแฟนสาวคนสวยของคุณก็ด้วย” ฮายยืนนิ่งเงียบ เขาหยุดเดินและมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที

“ - - ”

“เอออ คือฉันขอโทษ... ฉันไม่ควรถามใช่ป่าว ถ้างั้นนายไม่ต้องตอบก็ได้นะ” พิชชารู้สึกผิดเมื่อเห็นสีหน้าของฮายที่ดูจะวิตกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินข่าวเหล่านั้น

“เปล่า  ผมแค่กำลังคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกแย่มาก ทุกครั้งที่นึกถึง ผมอยากจะหนีมันไปให้ไกลแสนไกล ผมทำได้แต่โทษตัวเอง อยากจะกลับไปแก้ไขอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น” ฮายเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือหลังจากนิ่งเงียบมาสักพัก

“นายก็เลยอยากหนีจากตัวเอง ด้วยการกินยา” พิชชาเอ่ยถาม

“อื้มใช่ มันทำให้ผมไม่ต้องตื่นขึ้นมาคิดแต่เรื่องเดิมๆอีก เรื่องที่ทำให้ผมปวดใจกับการกระทำที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต” ฮายตอบพิชชาอย่างช้าๆ

“นายหนีไม่ได้ไกลอย่างที่นายอยากหนีหรอก ต่อให้นายบินข้ามประเทศหนีไปเมืองไทย สหรัฐ หรือฝรั่งเศส นายก็ยังคงคิดอยู่ดี นายหนีมันไม่พ้นหรอกแม้กระทั่งตอนนี้ที่นายกลายเป็นวิญญาณ นายก็ยังคิดถึงเรื่องที่ทำให้นายเจ็บปวด” พิชชาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

“= =” ฮายหันหน้าไปมองแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว ปล่อยใจที่ฟุ้งซ่านไหลไปตามน้ำ “นายพอจะให้ฉันแสดงความคิดเห็นได้ไหม ในขณะที่นายกกำลังมีอารมณ์อย่างในตอนนี้”

“อื้ม… ได้สิ ก็คงไม่มีใครที่พูดกับฉันได้ในตอนนี้เท่ากับคุณ” ฮายพูดสายตาของเขายังมองแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว

“นายควรจะเผชิญกับความจริง พิสูจน์ตัวเองว่านายสำนึกผิดและอยากปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นจากเดิม หากนายยังเป็นวิญญาณเร่ร่อน จมปรักแต่เรื่องเดิมๆแบบนี้ เห็นทีคนที่เสียใจจะไม่ใช่แค่นายหรอกนะ ยังมีอีกหลายคนที่เสียใจโดยเฉพาะพ่อแม่นาย ไม่นับสมาชิกในวงที่ได้รับผลกระทบ บริษัท แฟนคลับ คนอีกหลายร้อย หลายหมื่นคนที่อยู่ข้างหลังนาย เขาคงเสียใจไม่แพ้นายหรอก นายต้องกล้าหาญให้มาก ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น บางเรื่องเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่นายสามารถปรับปรุงตัวนายให้ดีขึ้นได้ นั่นแหละที่จะทำให้นายกลับมาเข้มแข็ง มีความสุข และจากนี้ต่อไปคงไม่มีอะไรทำให้นายอ่อนแอหรือหวั่นไหวได้อีก”

“เธอเชื่ออย่างนั้นหรอ” ฮายหันมาถามพิชชา

“ใช่ ฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ ไม่มีใครให้โอกาสเราได้ดีไปกว่าเราให้โอกาสตัวเอง ต่อให้ใครไม่เห็น แต่เราจะเห็นและรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำเสมอ เอาจริงๆนะฉันว่าอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้ามันคือสิ่งที่นายคิดว่าดีและถูกต้อง เพราะไม่ว่านายจะทำอะไรคนก็ต้องตัดสินนายอยู่ดี” พิชชาตอบน้ำเสียงนิ่งกว่าทุกครั้ง

“เธอคิดเองหรือใครบอกเธอมา” ฮายถามติดตลกเพราะไม่คิดว่าคนขี้โวยวายแบบพิชชาจะคิดอะไรแบบนี้

“แม่ฉันเอง แม่จะบอกฉันทุกครั้งที่ฉันท้อ อยากออกจากงานประจำที่ทำอยู่ ให้ฉันกล้าที่จะเผชิญกับปัญหา แก้ไขมัน ทำให้ดีที่สุด เปิดโอกาสให้ตัวเองเสมอ ไม่งั้นฉันคงไม่มาเดินเล่นกับนายที่นี่หรอก ฉันต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อเก็บเงินมาเรียนภาษาที่นี่ ในขณะที่เพื่อนๆหลายๆคนได้ไปเที่ยวหลายประเทศ ฉันก็ยังคงต้องทำงานจนเก็บเงินได้ถึงเป้าที่ต้องการ ใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะได้มาตามฝัน พอมาถึงวันแรกก็มาเจอวิญญาณอย่างนายที่เดินเด๋อด๋าอยู่ท่ามกลางฝูงคนซะงั้นเลย” พิชชาพูดติดตลกทำให้บรรยากาศหายตรึงเครียด

ฮายหันมามองพิชชาที่ตอนนี้ยิ้มให้กับเขา ทำเอาเขาก็เผลอหลุดยิ้มออกมาด้วย

“ฉันจะลองพิจารณาดูนะ” ฮายตอบรับ

“นี่ยังต้องพิจารณาอีกหรอไง” พิชชาบ่น

“ก็ขอเวลาอยู่แบบนี้ก่อนสักวันสองวัน ก่อนจะกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริง ที่คงจะโดนนักข่าวรุมถาม เดินไปไหนก็ต้องปิดหน้าปิดตา และอีกมากมายที่ทำไม่ได้เหมือนตอนนี้ที่อยากทำ” ฮายว่า

“จ้า พ่อคนเลือกได้” พิชชาทำหน้าตลกใส่ฮาย ทำเอาเขาหลุดขำ

“5555555”

“ถ้านายกลับร่างไปแล้ว เราก็คงไม่ได้เจอกันแล้วสินะ”

พิชชาถามด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจนั้นแสนจะเศร้า เพราะดูเหมือนกับว่าเธอจะมีใจให้ชายหนุ่มตรงหน้าที่ทำนิ่งเขร่งขรึมตลอดเวลาเสียแล้ว เขาทั้งใจร้ายกับเธอ ย่ำยีร่างกายเธอแต่เธอดันเผลอไปมีใจให้กับเขาเนี่ยนะ

“เจอสิ ฉันจะมาเจอเธอในร่างของฉันให้ได้” ฮายเอ่ย

“ตายแล้ว ถ้านายมาเจอฉันจริงกลัวว่าฉันจะได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนะสิ 555555555555555 ต้องทำตัวสวยๆรอซะแล้ว” พิชชาหัวเราะลั่น

                “ทำยังไงเธอก็ไม่ได้หน้าสวยขึ้นมาหรอก” ฮายตอบกลับทำเอาพิชชาหน้ามุ่ย “เป็นคนใจสวยแบบนี้ก็ดีแล้ว” ฮายตอบ

“อะไรใจสวย นายหมายถึงใจดีหรอ” พิชชาย้อนถามกลับ ไม่เข้าใจความหมายที่เขาจะสื่อ

“ก็คงประมาณนั้น” ฮายว่า

“เขาเรียกว่าคน positive thinking จ้ะ” พิชชาทำหน้าตาจริงจัง พร้อมกับออกเสียงเลียนแบบฝรั่ง ฮายหันหน้าไปมองพิชชานิ่งแต่ในใจก็นึกขำกับท่าทางกวนๆของเธอ

"เออนี่คุณฮาย พอจะมีที่แนะนำปั่นจักรยานเล่นไหม เห็นเพื่อนบอกว่าจะไปปั่นที่สวนสาธารณะดู ฉันอยากไปปั่นบ้าง"

"เอออคือ... ปกติผมก็ไม่ค่อยได้ไปเหมือนกันนะ แต่เคยได้ยินบ้าง ขอนึกดูก่อนนะ" ฮายสาธยาย

"นี่คนเกาหลีจริงหรือเปล่าเนี่ย... ไม่ต้องนึกแล้วปั่นริมแม่น้ำฮันนี่แหละ" พิชชารอคำตอบ

"ทำไมหละ" ฮายเอะใจ ทำไมเธอตัดสินใจไวขนาดนั้น

"คุณไม่เห็นรอบๆที่เราเดินมาหรอ มีแต่คนเดินเล่นปั่นจักรยานเต็มไปหมดเลย " พิชชาทำเสียงริมฝีปากกระทบกันดัง จึ๊ จึ๊ "คุณช่างไม่สังเกตอะไรรอบตัวเลยนะ" พิชชามองค้อนเขา ก่อนจะมองหาอะไรบางอย่าง “ว่าแต่ว่าที่เช่าจักรยานอยู่แถวไหนนะ??” เธอเดินชะเง้อมองที่เช่าจักรยานตามจุดบริการ ฮายได้แต่ยืนนิ่งมองดูท่าทางตื่นเต้นของพิชชา เขาทำเพียงแต่แอบยิ้มตอนเธอหันหลังให้

“ตรงนู้นไง… ไปเช่าจักรยานดีกว่า เย้!!!!!!!” พิชชาตะโกนลั่นถนน ฮายตกใจพร้อมกับมองไปรอบๆดูผู้คน ส่วนตัวพิชชานั้นกำลังวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่รอช้า

‘เฮ้อออ ทำไมต้องมาติดแหงกกับยัยขี้โวยวาย เสียงดังแบบนี้ด้วยนะ แถมยังเกรี้ยวกราดไม่เข้าเรื่องด้วย โชคดีมากที่ไม่มีคนเห็นเราในสภาพนี้ ไม่งั้นมีหวังแห่มารุมแน่’ ฮายบ่นอุบในใจ แต่ก็อดหัวเราะกับโชคชะตาตัวเองเสียไม่ได้

“ฮายนายเป็นอะไรหนะ ยืนปิดหน้าขำอยู่คนเดียว  รีบมาเร็วเข้า... ฉันไม่รอนะ” พิชชาที่วิ่งนำไปข้างหน้าหันหลังกลับมาตะโกนเรียกเขา

“รู้แล้วน่า”

ฮายตกใจกับเสียงเรียกของพิชชา ก่อนจะตะโกนตอบรับเธอ

“นายตัวเบาจังเลยนะฮาย” พิชชากำลังปั่นจักรยานริมแม่น้ำฮันอย่างมีความสุข ในขณะที่อยอนบินนั่งซ้อนท้ายอยู่เบาะหลัง

“ถ้าหนักก็แปลกแล้ว ผมเป็นวิญญาณนะ” ฮายท้วง

“ตายจริง ลืมไปเลย 555555555555 โทษทีๆ” เธอขำกับความขี้ลืมของตัวเอง

“              อากาศดีๆ มีของแถมคือลมเย็นสบายเหมาะมากจริงๆ กับการปั่นจักรยานชิวๆ นี่ถ้ามีเสื่อเอามาปูใต้ต้นไม้ ห่ออาหารที่ฉันทำมานั่งกิน แต่...ก็ต้องซื้อจากร้านสะดวกซื้อมาด้วยเผื่อว่าที่ทำมาจะไม่อร่อย 55555 ที่ขาดไม่ได้เลยคือ มาเกาหลีต้องกินสตอเบอรี่ยักษ์ สมัยเรียนนะเพื่อนฉันเอาสตอเบอรี่เกาหลีมาฝากด้วยนะ ลูกใหญ่เท่ากำมือเลย โอ้ยยยย...ตื่นเต้นมาก คิดไว้แต่เด็กแล้วว่าถ้ามาเกาหลีเมื่อไหร่จะต้องไปฟาร์มสตอเบอรี่เก็บลูกใหญ่ๆจากฟาร์มให้ได้เลย เดี๋ยวต้องหาวันว่างไปซะแล้วหละแล้ว”

เธอเล่าไปอย่างมีความสุข ในขณะที่เท้าก็ปั่นจักรยานไปตามริมแม่น้ำอย่างช้าๆ

“เธอเพิ่งเคยมาเกาหลีครั้งแรกหรอ ทำไมดูตื่นเต้นไปหมด” ฮายเอ่ยถาม หลังจากที่ฟังเธอเล่ามานานสองนาน

“อืมม ใช่แล้ว”

“แล้วจะกลับเมื่อไหร่” ฮายถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเริ่มพูดจาสนิทสนมมากขึ้น

“อีก 19 วันก็กลับแล้ว เหมือนกับว่าจะตรงกับ 10 สิงหาคมนะ…”

“อ่อ” ฮายทำท่านึกอะไรบางอย่าง

“ทำไมหรอ มีอะไรหรือเปล่า” พิชชาหันไปมองเขา

“เปล่า ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ” ฮายตอบเสียงนิ่ง

“ว้าววววววววววววว กรี๊ดดดดดดดดดดดดด มุมนี้สวยมากกกกกกก เห็นทีต้องถ่ายรูปไว้แล้วหละ” พิชชารีบหยุดรถ จอดถ่ายรูปวิว ต้นไม้ตามข้างทางต่างๆ รวมถึงจักรยาน เงาจักรยาน ก้อนหิน ที่นำมาจัดเรียงกัน ใบไม้จัดเรียงกัน ฮายยืนมองดูอย่างนึกสงสัยว่าพิชชาทำไมต้องพิถีพิถันกับการถ่ายรูปขนาดนั้น

“เธอทำอะไรของเธอหนะ ไม่ถ่ายรูปตัวเองบ้างหรอ ทำไมถึงถ่ายแต่วิว จักรยาน ก้อนหิน พื้น”

“ที่จริงก็อยากถ่ายรูปตัวเองบ้างนะ แต่ว่าลืมเอาขาตั้งกล้องมาด้วยหนะสิ ส่วนจะให้นายถ่ายก็คงไม่ได้อีก ก็เลยเลือกถ่ายวิว ก้อนหิน ใบไม้ ใบหญ้าแทน จะได้เอาไปขายออนไลน์มีเงินเที่ยว” เธอกดดูรูปภาพที่ถ่ายมาอย่างภาคภูมิใจ

“รูปพวกนี้หนะหรอ...จะเอาไปขายออนไลน์” ฮายชี้ไปที่กล้องในมือพิชชา พร้อมกับแอบชำเลืองมองดูรูป

“ใช่แล้ว ได้เงินเยอะก็เพราะว่าโพสภาพขายนี่แหละ” พูดจบ เธอก็หันกล้องไปถ่ายฮายที่ยืนอยู่ข้างๆ

แช้ะ!!

“ไม่เอานะ อย่าถ่าย เดี๋ยวเป็นข่าวมาจะยุ่ง” ฮายรีบเอามือมาป้องกันหน้าตัวเอง อีกข้างก็เอามือไปปัดกล้อง

“= = จะถ่ายติดได้ยังไง คุณเป็นวิญญาณนะ ลืมหรอ 5555555” พิชชาหัวเราะลั่น ทำเอาฮายหน้าเสีย

“ผมลืมนึกไป!! นี่ถ้าคุณเป็นแฟนผม ผมคงโกรธคุณมากที่มาถ่ายหน้าผมแบบนี้” ฮายพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“นายไม่ชอบถ่ายรูปแต่ชอบถ่ายคลิปหรอ” เธอถามประชดเขาเรื่องคลิปนั่น แต่ดูเหมือนว่าฮายจะยังไม่รู้สึกตัวและนึกเรื่องนั้นไม่ได้ด้วย

“คลิปอะไรก็ไม่ชอบทั้งนั้นแหละ ผมไม่ชอบให้ภาพหลุดตอนออกเดท ผมชอบความเป็นส่วนตัวมากกว่าและแฟนผมเองก็ควรได้รับความเป็นส่วนตัวเช่นกัน” ฮายอธิบาย แต่พิชชาเอาแต่ส่ายหน้าไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเขา เพราะเขาถ่ายคลิปเธอไปตอนร่วมกิจกรรมกันบนเตียงใหญ่

“หูยยย ซุปตาร์ตัวพ่อของวงการจริงๆ”

“ = = คุณอายุเท่าไหร่ เกิดปีอะไร” ฮายยังคงทำหน้านิ่ง เขร่งขรึม น้ำเสียงของเขานั้นดูจะออกคำสั่งมากกว่าจะถาม

“อายุ 25 ปี” เธอตอบพร้อมกับกดดูรูปในกล้องต่อ

“นี่ไง!! อายุก็น้อยกว่าผมตั้ง 4 ปี คุณควรจะเคารพผมมากกว่านี้นะ ทั้งท่าทาง กิริยา คำพูดก็ควรจะสำรวมและพูดจาเพราะกว่านี้ คุณช่างไม่มีความเป็นผู้หญิงเลยสักนิด” ฮายวิพากษ์วิจารณ์ พิชชาได้แต่ยืนฟังเขาบ่นอย่างเงียบๆ มือของเธอหยุดเลื่อนภาพในกล้องพร้อมกับเงยหน้าขึ้นจ้องเขานิ่ง

“เดี๋ยวนะคะ นี่ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาแต่แรกแล้วนะ แล้วจู่ๆทำไมต้องมาว่าให้ด้วยเนี่ย คุณดีนักหรือไง”

“ก็คุณอายุน้อยกว่าผม”  เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยก็ทำให้ฮายรู้สึกได้เหมือนได้รับชัยชนะ

“แล้วคือฉันต้องเคารพคุณ นอบน้อมคุณเบอร์ไหนกัน คุณถึงเห็นว่าเหมาะสม” พิชชาถามฮายด้วยความไม่พอใจ

“ง่ายมากก็แค่พูดจาให้เพราะกว่านี้ มีมารยาท ไม่ส่งเสียงดัง ผมไม่ชอบมาก พวกผู้หญิงที่ก้าวร้าว เอะอะโวยวาย และไร้มารยาท” ฮายขยายคำนิยามผู้หญิงที่ดีในสายตาเขา

“อ่ออ คุณกำลังจะบอกว่า ฉันคือผู้หญิงประเภทที่คุณไม่ชอบ อย่างนั้นสิ” พิชชาสรุปความของฮายที่สาธยายเกี่ยวกับสเปคผู้หญิงในอุดมคติของเขา

“เปล่าพูดแบบนั้นสักหน่อย” ฮายรีบปฏิเสธ

“นี่ฉันถามจริงๆนะ ไม่ว่าใครมาเป็นแฟนคุณ คุณก็ออกกฎแบบนี้ให้เขาหรอ”

“ใช่” ฮายตอบอย่างมั่นใจ

“Oh my God, ยิ่งฟังก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ฉันไม่ใช่แฟนคุณ

"ผมทำไม!! นี่ผมฮาย วง zoomzoom นะ มีแต่คนตามกรี๊ด วิ่งเข้าหา ใครๆก็อยากจะเป็นแฟนกับผมทั้งนั้น"

"มั่นเหลือเกินนะ มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภเคยได้ยินไหมคะคุณฮาย" พิชชาบ่นเขาบ้าง

"ยังไง?? " ฮายจ้องหน้าเธอเขม็ง

"วันนี้คุณอาจจะเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ แต่อีกวันคุณอาจจะไม่เป็นที่นิยมเลยก็ได้ใครจะรู้" พิชชาพูดหน้าลอย

"นี่คุณกำลังแช่งผมหรอ" ฮายเริ่มของขึ้น

"ก็ดูอย่างข่าวของคุณตอนนี้สิ ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์บันเทิง ทีวี วิทยุ ข่าวออนไลน์ โซเชียลก็มีแต่ข่าวเสียๆของคุณเต็มไปหมด เนี่ยแหละเขาถึงเรียกว่าเสื่อมยศ อย่าไปคาดหวังอะไรให้มากนักเลยคุณ  ดังนั้นโปรดวนมาเรื่องเดิม เรื่องของเรา คุณไม่ต้องมาคาดหวังให้ฉันไปเป็นแบบที่คุณต้องการหรอก อย่าเอากรอบของคุณมาตีกรอบให้ฉันเหมือนที่ทำกับแฟนคุณเลย” พิชชาพูดพร้อมกับก้มดูรูปในกล้องต่อ “อีกอย่างนะ ฉันไม่ใช่แฟนหรือผู้หญิงของคุณ แม้จะ...เออช่างมัน แต่ก็ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายชีวิตฉัน”

“เธอนี่มัน!! ” ฮายกำลังจะพูดต่อ แต่ถูกพิชชาขัดขึ้นมาเสียก่อน

“อ่อ ฉันเคยมีแฟน เพิ่งเลิกได้ไม่นาน ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา 3 ปีก็มีแต่เรื่องราวดีๆ เราคบกันแบบเพื่อนมีอะไรก็ปรึกษากัน แบ่งปันทุกข์สุขกันตลอด ไม่มีกรอบมาครอบไม่มีอะไรมากั้น ดังนั้นก็ไม่ต้องมีใครไปข้ามขอบเขตของกัน ทุกวันนี้ก็ยังมีความทรงจำที่ดีอยู่เสมอ แม้เค้าจะนอกใจไปมีคนอื่นก็เถอะ แต่ก็ไม่เหมือนนายหรอก อะไรนะ!!!! ห้ามถ่ายรูป ห้ามเสียงดัง ห้ามเอะอะโวยวาย ถ้าใครคนใดคนนึงข้ามเส้นไป คนนั้นคือทำผิดทันที ช่างเป็นความรักที่น่าอึดอัดสิ้นดี” พิชชาพูดพร้อมกับเบะปากยกขึ้นสูง

“ถึงยังไงผมก็รู้สึกว่าผมโชคดีมาก” ฮายกอดอกแน่น ทิ้งจังหวะให้พิชชาเอ่ยถามและนั่นก็ได้ผลดังใจคิด

"โชคดีเรื่องอะไร เรื่องที่นายเป็นคนดังมีแต่คนรุมล้อมหนะหรอ" เธอเอ่ยถาม

"โชคดีที่ไม่มีแฟนแบบคุณไง ไม่อย่างนั้นคงโวยวาย ด่าผมทั้งวัน" ฮายยิ้มเยาะ

“ก็ถือว่าเราทั้งคู่ต่างก็โชคดีแล้วกันเน๊อะ” พิชชาพูดเสียงสูงใส่เขาด้วยความหมั่นไส้

“อ่อ แล้วก็อย่าเก็บเอาผมไปฝัน แล้วคิดจะมาตกหลุมเสน่ห์ของผมแล้วกัน” ฮายประชดเธอ

“เดี๋ยวนะ ใครจะเก็บคุณไปฝัน หลงตัวเองชะมัด” เธอหัวเสียเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดมา

“พิชชา!!!!!!!!!” ฮายร้องเสียงดังลั่นด้วยความหงุดหงิดใจ

"ทำไมต้องตะโกนด้วยคะ อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง ตกใจหมดเลย"

                "ช่างเหอะ เอาเป็นว่าเราสองคนก็ไม่มีทางเป็นแฟนกันแน่นอน เป็นแค่เพื่อนรุ่นน้องก็พอ" เขาพูด

"ก็ใครเขาจะไปเป็นแฟนกับคุณกัน ฉันไม่ใช่คนในสเป็คคุณ คุณเองก็ไม่ใช่สเป็คฉัน สบายใจได้" พิชชาทำหน้ามั่นใจ

"แน่นอนครับ" ฮายเองก็มั่นใจในตัวเองมากเช่นกัน

"อ่อ ถ้าคุณคืนร่างไปแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลหรอกนะว่าฉันจะเอาเรื่องของคุณไปแฉ เพราะว่าฉันคงไม่ทำอยู่แล้ว" พิชชายิ้มเยาะ

"ถึงคุณทำก็ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก ใครจะไปคิดว่าเราสองนจะรู้จักกัน ผมอยู่เกาหลี ส่วนคุณเองก็อยู่ไทยไม่ใช่ดารานักร้อง ส่วนใหญ่คนคงมองว่าคุณเป็นแฟนคลับโรคจิตที่ชอบตามตื๊อดาราไปวันๆมากกว่า" ฮายเริ่มปากคอเราะร้ายกับพิชชามากขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้าเขาพูดจาสุภาพ แต่ตอนนั้นเขากลับรู้สึกสบายใจเมื่อได้พูดคุยกับพิชชา พิชชาเองก็คิดว่าฮายเริ่มเผยธาตุแท้นิสัยแย่ๆออกมาแล้ว

"คุณฮาย คุณนี่มัน!!! หึ่ยย" พิชชาสะบัดหน้าหนี พร้อมกับเดินไปที่รถจักรยาน

 การะเกดเก้ดด การะเกดเก้ดด บูมบูมบุ้ม

(เสียงดนตรี boom boom pow)

'ใครโทรมากันนะ!!' พิชชาหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาดูหน้าจอกว้าง

'พอร์ชเช่'

'หืม โทรมามีอะไรกัน' พิชชามองมือถือนิ่ง ยังไม่ยอมรับสาย

"ไม่รับหรือไง" ฮายถาม

"รับสิ แต่ให้เขารออีกนิดค่อยรับ" พิชชาบอกฮาย เขาทำหน้านิ่งพร้อมกับมองพิชชาด้วยหางตา

"แฟนหรอ ?" ฮายถามเสียงเรียบ

"เปล่าไม่ใช่  ก็เพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าเลิกกับแฟนไปแล้วจะแฟนได้ยังไง พี่ชายฉันเอง" พิชชาทำเสียงดุเขา

"ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมไม่รับหละ" ฮายงงกับท่าทีของเธอ

"ฉันกำลังหาคำแก้ตัวอยู่" พิชชาบอกเหตุผลแก่ฮาย

"แก้ตัวทำไม เธอทำไรผิดมาหรอ" ฮายยังคงถามไม่หยุด

"เรื่องมันยาว" พิชชาว่า ก่อนที่จะรับสายพี่ชายของเธอเมื่อเขาโทรมาเป็นสายที่สอง

"กว่าจะรับสายได้นะ" เสียงจากปลายทางดังขึ้น

"เพิ่งรู้สึกนี่นาเลยรับช้าไปหน่อย" พิชชาแก้ตัวเสียงเรียบ

ฮายยืนมองเธอคุยโทรศัพท์อยู่ห่างๆ เพราะเขาฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ แต่อีกใจก็อยากจะเดินไปดูจอมือถือของพิชชามาก

"เปิดกล้องดิ๊ ทำไรอยู่เนี่ย!!!" ปลายทางออกคำสั่งเสียงทีเล่นทีจริง

"เดินเล่นแล้วก็ไปปั่นจักรยาน" เธอพูดพร้อมกับเปิดกล้องมือถือเผยให้เห็น 'พอร์ชเช่' พี่ชายแท้ๆที่อายุห่างกัน 2 ปี ที่หวงน้องสาวมาก มากถึงมากที่สุด

"ไปเกาหลีตั้ง 20 วันทำไมไม่บอกเลย ไปกับใคร??? หมุนกล้องให้ดูเดี๋ยวนี้เลยนะ" พอร์ชออกคำสั่งพิชชาเสียงเข้ม

"มาคนเดียวสิ จะให้มากับใครเล่า" พิชชาตอบแบบขอไปที

"ใครจะไปรู้อาจจะมีรีเทิร์นก็ได้นิ" พอร์ชทำน้ำเสียงประชดประชัน เพราะว่าเพิ่งรู้ว่าพิชชาคบกับป้องเพื่อนสนิทหลังพิชชากับป้องเลิกกัน และเขาเองก็โกรธมากๆด้วย เลยตามติดชีวิตน้องสาวหนักกว่าเดิมอีก

"ไม่รีเทิร์นแล้ว เลิกก็คือเลิก เราจบกันด้วยดีน่า" พิชชารีบแก้ตัว

"ดีแล้วหรอ เหอะ แต่ก็เอาเถอะ แล้วทำไมไม่บอกก่อนว่าจะไปเกาหลี พี่จะได้ไปที่เกาหลีแทนมาเยอรมัน" พอร์ชบ่นพิชชาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ก็ใครจะไปรู้ว่าอยากมาที่นี่ เห็นทุกทีชอบบ่นบริษัทเกาหลีที่ติดต่องานด้วยนักไม่ใช่หรอ จะมาให้อารมณ์เสียอีกทำไม"

พิชชาทำเสียงไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งๆที่ใจก็รู้ดีว่าถ้าเธอบอกเขา เขาจะยอมเปลี่ยนบริษัททันทีแม้ว่าเขาจะไม่ชอบเกาหลีมากนักก็เถอะ

"มันคนละเรื่องกันหรือเปล่า คนเค้าก็อุส่าเป็นห่วง โถถถถ่ แกไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว น่ากลัวจะตายไป"

"รู้แล้วน่า พิชชาจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเลยเจ้าค่ะ" เธอทำเสียงตลกใส่พี่ชายจอมบงการ ฮายเดินย่องไปดูพิชชาจากข้างหลังเพราะว่าอยากเห็นพี่ชายของเธอ

"เฮ้ยยย พิชชาแกอยู่กับใครอะ ผู้ชายข้างหลัง เพื่อนหรอ" พอร์ชถามเมื่อเห็นฮายในวิดีโอคอล ที่ตอนนี้กำลังแอบมองหน้าจอมือถือพิชชาอยู่ข้างหลังด้วยความสงสัย

"เฮ้ยนายยยออกไปเดี๋ยวนี้นะ" พิชชาพูดกับฮายทางสายตา คิ้วของเธอขมวดเข้าหากัน

"แต่ก็ตลกดี สงสัยเค้าคงอยากรู้อยากเห็นมั้ง  555" พอร์ชที่อยู่ปลายทางหลุดขำออกมา

"คนแถวนี้แหละมั้ง แบบว่าเดินผ่านไปผ่านมา อยากมีส่วนร่วม" พิชชารีบแก้ตัว

"มีความเป็นไปได้" พอร์ชผงกหัวตอบรับ

"ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยหละเวลาไม่มีพี่หล่อๆอยู่ข้างๆ พี่ไปทำงานก่อนนะ 5555"

"หลงตัวเองเป็นบ้าเลยพี่เรา" เธอมองดูพี่ชายที่ตอนนี้ภูมิใจกับเบ้าหน้าตัวเองเหลือเกิน

"วางแล้วหรอ" ฮายถามพิชชา

"อื้ม พี่ไปทำงานแล้วหนะ" เธอตอบเสียงเรียบ

"พี่คุณเห็นผมหรือเปล่า ทำไมคุณต้องบอกให้ผมหลบไปด้วย"

"จริงด้วย ทำไมพี่พอร์ชถึงเห็นนายได้" พิชชาจึงฉุกคิดขึ้นมา เธอเองก็สงสัยไม่ต่างจากฮาย

"เป็นไปได้ไหมที่ว่า คนที่บ้านของเธอคุณทุกคนจะมองเห็นผม" ฮายสรุปตามสิ่งที่เขาคิด

"แล้วทำไมต้องเป็นคนที่บ้านด้วย" พิชชาย้อนถามฮาย

"ผมจะไปรู้ได้ไง บ้านคุณเล่นของหรือเปล่า" ฮายตอบกวนๆ

"เรื่องนี้...ฉันเองก็สงสัยเช่นกัน แต่ปกติพี่พอร์ชเค้าชอบนั่งสมาธินะ ก็อาจจะมีส่วนก็ได้มั้ง" พิชชาก็ได้แต่คาดคะเน

"อะไรคือสมาธิ" ฮายไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกำลังสงสัย

"ก็นั่งนิ่งๆ ทำใจให้สงบๆ อะไรแบบนี้ไง นายไม่รู้จักหรอ" เธอประหลาดใจที่ฮายไม่รู้จัก

"ไม่รู้สิ!! แค่สงสัยว่าคืออะไร ทำไมต้องนั่ง"

"นายนี่มัน ทึ่มยังไงก็ทึ่มอย่างนั้นจริงๆ แค่สมาธิก็ไม่รู้จัก" เธอหลอกด่าฮาย พร้อมกับเดินไปที่รถจักรยาน

"นี่คุณหลอกด่าผมหรอ!!!!" ฮายตะโกนลั่น เขาเกลียดจริงๆผู้หญิงที่พูดจาหยาบคายและชอบพูดจาเหมือนสาบแช่งแบบพิชชา "เปล่านินา 5555555555555555555" พิชชาหัวเราะลั่นหน้าระรื่น ก่อนจะปั่นจักรยานไปตามทาง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น