โซซอล
facebook-icon

เลขาซอ... การได้เจอกับพวกซาดิสม์ คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?

04-3 การโอนอำนาจควบคุม

ชื่อตอน : 04-3 การโอนอำนาจควบคุม

คำค้น : พลิกรักร้ายลงล็อก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ค. 2562 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
04-3 การโอนอำนาจควบคุม
แบบอักษร

​แล้วใครบอกให้ฝากเงินเข้าให้เหรอ ทำไมเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่นั้นจะต้องเลือกระบบการจ่ายเงินทีหลังด้วย มีพนักงานพาร์ทไทม์ตั้งกี่คนกันที่ไม่ได้รับอนุมัติเงินเดือนล่วงหน้า 

ความรับผิดชอบเหรอ จริยธรรมในอาชีพเหรอ ชีวิตการทำงานเหรอ ไร้สาระ เพราะว่าตอนนี้ความลับของเขาถูกเปิดเผยไปหมดแล้วนี่ 

ในอนาคตถ้าไม่สามารถเข้าทำงานในแวดวงธุรกิจนี้ได้แล้ว เขาจะทำยังไงดีนะ งั้นเอาเงินนี้ไปซื้อล็อตเตอรี่ให้หมดเลยดีไหม ไม่มีทางที่ในบรรดาล็อตเตอรี่สองหมื่นใบ จะไม่ถูกรางวัลที่หนึ่งเลยสักครั้ง ดังนั้นอีกฝ่ายเอาความเชื่ออะไร ถึงใส่เงินร้อยล้านวอนเข้ามาในบัญชีของเขา กรรมการผู้จัดการคังยุนซองงั้นเหรอ รู้เหรอว่าเขารับเงินนี้แล้วจะไม่หนีน่ะ ด้วยความมั่นใจอะไรกันแน่ คุณถึงได้เก่งขนาดนี้... 

ในการทำให้คนอื่นอารณ์ไม่ดีเนี่ย 

-วางก่อนนะ 

“ว่าไงนะครับ” 

ปากที่ไวกว่าสมองนั้น เปิดออกไปก่อน เหมือนจะเป็นเสียงที่สั่งนิดๆ นะ 

-ตอนนี้ฉันอยู่ต่างจังหวัด แล้วยุ่งมากๆ เพราะงั้นวางไปก่อน 

นี่! เขาตะโกนออกมาช้าไปหนึ่งก้าว อีกคนวางสายไปก่อนแล้ว 

ฮันฮีพูดไม่ออกเลย ได้แต่นิ่งค้างแบบนั้น ทั้งๆ ที่ยังคงจับมือถืออยู่ เขายังพูดไม่ได้ถึงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่อยากจะพูดเลย แต่อีกฝ่ายก็ตัดสายไปตามอำเภอใจเฉย ฮันฮีบอกว่าจะลาออกอย่างชัดเจน แล้วก็ประกาศว่าจะฮุบเงินตามที่เจ้านายจะให้ แล้วก็จะหนีไปแบบนั้นด้วย แต่ยุนซองก็ไม่กลัวเลย 

จะมีหรือไม่มีร้อยล้านวอนก็คงหยุดเขาไม่ได้หรอก เขาไม่สามารถหลบเลี่ยงการเหน็บแนมได้ ถึงจะทำอย่างนั้นอารมณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นมาหรอก แต่ก็พูดออกไป อันที่จริงสีหน้าของฮันฮีเศร้าลงตามกาลเวลา 

เป็นตัวเองชัดๆ ที่แกล้งพูดข่มขู่ไปว่าจะเลิกก่อน แต่ก็เป็นคำถามว่าทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง เป็นความรู้สึกที่ถูกเขี่ยทิ้ง ถึงแม้จะเป็นคนบอกเองว่าเลิกกันเถอะก็ตาม 

เหมือนน้ำตาจะไหลออกมา เพราะรู้สึกไม่ยุติธรรมมากๆ 

ตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะ หมายความว่าอะไรกัน เขาเพิ่งเตะงานที่มีเงินเดือนต่อปีมูลค่าหลายล้านวอนอย่างแรงด้วยเท้าของตัวเองเมื่อกี้ ถ้ามันเป็นการปลอบใจเพียงหนึ่งเดียว ก็คงจะมีแค่เงินร้อยล้านวอนที่นอนนิ่งๆ อยู่ในบัญชีของเขา แต่ตอนนี้มันไม่ได้ปลอบเขาเลยสักนิด จะต้องไปซื้อล็อตเตอรี่จริงๆ เหรอ มีเครื่องหมายคำถามออกมาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะคิดยังไง ก็เป็นเพราะความคึกคะนองเกินไป ตัวเขาเมื่อครู่นี้น่ะ ไม่เหมือนผู้ใหญ่เลยสักนิด 

ไม่สิ มันดีแล้วล่ะ ที่บอกไปว่าจะลาออกจากงาน แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ฮันฮีก็อยากพ่นคำที่เคยเก็บไว้ข้างในออกมาให้หมด แล้วเขาจะไม่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรมเลยสักนิด การเดินเข้ามาบนพรมที่ปูไว้ทั่วห้องนั่งเล่น ทั้งๆ ที่ยังก่ายหน้าผากอยู่ รู้สึกว้าวุ่นมากๆ 

ครึ่งหนึ่งก็ตำหนิตัวเองว่าแกบ้าไปแล้วเหรอ อีกครึ่งหนึ่งก็ตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถทำให้ยุนซองแพ้ยับเยินได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหนก็ไม่ได้รู้สึกเบาใจเลยสักนิด 

งั้นก็พอเถอะ 

มันเป็นน้ำที่หกออกมาแล้ว ก็สายเกินไปที่จะบอกว่าเสียใจ ฮันฮีหยุดเดินอยู่กลางห้องนั่งเล่น แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พยายามทำจิตใจให้สงบ 

จู่ๆ เขาก็นึกถึงความทรงจำที่เคยถูกแม่ลากมาดูดวงที่บ้านเมื่อตอนต้นปีว่า โชคชะตาของเขาจะต้องอยู่ใกล้กับน้ำ เพราะว่ามีไฟมากเกินไป รวมไปจนถึงการแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ให้ประหยัดคำพูด เพราะหายนะใหญ่หลวงจะมาจากปาก โดยเฉพาะในปีนี้ และนิสัยใจร้อนของเขาที่ต่างกับหน้าตาด้วย 

เป็นการวิเคราะห์ที่แม่นมากๆ ความเชื่อเกี่ยวกับธาตุทั้งห้าและหยินหยางสูงขึ้นอย่างไม่มีขอบเขต ในอนาคตน่าจะมีเวลาเยอะขึ้น ลองไปจดจ่ออยู่กับการศาสตร์การดูดวงดีไหมนะ ....ฮันฮีที่พูดจาไร้สาระไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ล้มเลิกความตั้งใจ นั่นแหละ มันสายไปแล้ว 

มาลองจัดการกับแค่ความเป็นจริงกันเถอะ ก่อนหน้านี้ฮันฮีเพิ่งขอลาออกจากงาน เพราะฉะนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เขาก็ไม่ต้องไปที่บริษัท มันเลยเป็นสถานการณ์ที่เขาไม่สามารถเข้าไปเก็บของได้ เขารู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถกล่าวคำลากับเครื่องทำความชื้นเล็กๆ กับตัวเสียบยูเอสบีที่อยู่ด้วยกันมาตลอด 

ตั้งสติเถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถทำงานในฐานะเลขาได้อีกหรือเปล่า ใช้โอกาสนี้กลับต่างจังหวัดดีไหม ถ้าเป็นโรงงานหรือบริษัทขนาดเล็กล่ะ จะไม่มีที่ให้เขายืนเลยเหรอ 

ดีล่ะ มันชัดเจนว่าเพราะเหตุนี้ การเล่นหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็คงจะจบลงทั้งหมดด้วย ตอนนี้มีเงินร้อยล้านวอนที่เหลืออยู่ในบัญชีของเขา คำตอบเหมือนจะเป็นแค่ล็อตเตอรี่เท่านั้น อาทิตย์นี้ซื้อสักสิบล้านเลยแล้วกัน มันอาจจะมีโอกาสที่ชีวิตจะพลิกผันอย่างคาดไม่ถึงก็ได้ ชีวิตที่ถึงแม้จะไม่ทำงานก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ มันจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหนกันนะ 

“...แม่งเอ๊ย” 

ไร้สาระทั้งหมดนั่นแหละ ขอเขากินละสิไม่ว่า ในหัวของฮันตอนนี้นั้น นึกออกอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ 

‘อยากจะอัดยุนซองสักครั้งแบบไม่ยั้งมือ’ 

ถ้าจะให้พูดอีกอย่างก็คือ หมายความว่ามันคงจะดีมากๆ ถ้าอีกฝ่ายมาอยู่ตรงหน้าตอนนี้ เขารับรู้ได้ถึงจุดมุ่งหมายที่วุ่นวายพอๆ กับหัวใจที่สับสนนั่นแหละ จู่ๆ ฮันฮีก็อยากร้องไห้ออกมา 

ถึงแม้ตอนนี้จะอยู่บ้าน แต่เขาก็อยากกลับบ้าน 

 

* * * 

 

กว่าจะตื่นก็เลยเที่ยงคืนมาแล้ว 

ฮันฮีหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า ในขณะที่แผดเสียงออกไปด้วย ก่อนจะคว่ำหน้าลงบนเตียงอีกครั้ง หลายครั้งที่เขาไม่แม้แต่จะขยับตัวจนมันเงียบราวกับป่าช้า สุดท้ายฮันฮีที่คิดจะผูกคอตายด้วยจิตวิญญาณของมรณสักขี* ก็คิดจะลุกไปอาบน้ำสักที ด้วยความคิดที่ว่าถ้าทำให้ในหัวโล่งไม่ได้ ร่างกายก็ต้องสะอาด 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาก็นอนลงบนเตียงทันทีก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาแล้วก็หลับตาลง หัวก็ปวด ร่างกายก็ล้า ท้องก็แสบอีก อย่างไรก็ตามตั้งแต่พรุ่งนี้เขาก็จะอยู่ในสภาพคนตกงาน เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนอนเร็ว เหตุผลดีๆ ที่จะตื่นเช้า ก็ยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่ ฮันฮีพยายามจะหลับตาลง 

มองดูสภาพในสถานการณ์แบบนี้ เขาออกจะแปลกใจด้วยซ้ำที่ตัวเองยังคงหลับได้ แต่ก็ไม่อยากจะคิดอะไรเลย เหมือนตัวเองปิดตาอยู่อย่างนั้นประมาณสองชั่วโมง จู่ๆ เปลือกตาที่เคยนิ่งสนิทเหมือนศพก็เบิกโพลงขึ้นพร้อมกับเสียงกริ่งหน้าประตู มันคงเป็นเพราะนิสัยที่รับรู้ได้ไวของเขา ถึงทำให้ฮันฮีทั้งหลับได้ง่ายแล้วก็ตื่นได้ง่าย 

...อะไรกัน เวลาที่เช็กจากโทรศัพท์มือถือคือเที่ยงคืน สิบเจ็ดนาที ใครมันบ้ามาหาเขาในเวลานี้กัน ใบหน้าที่ยังงัวเงียอยู่ยับยู่ยี่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ดวงตาที่ยังง่วงงุนอยู่กะพริบปริบๆ ขณะที่ฮันฮีที่จู่ๆ ก็เกิดความหงุดหงิดขึ้นมาพยายามจะหลับอีกครั้ง คิ้วของเขาก็ขมวดกับเสียงกริ่งหน้าประตูที่ดังอีกรอบ 

โอ้โห ไม่ว่ายังไงก็ดูเหมือนว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าเจ้าของบ้านจะออกมา สุดท้ายฮันฮีที่ถูกขัดจังหวะการนอนทั้งๆ ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ลุกขึ้น ห้องข้างๆ เหรอ หรือว่าห้องข้างล่าง รู้มาว่าช่วงนี้ได้ยินเสียงเด็กวิ่งเล่นบ่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงร้องของเขาเมื่อกี้หรือเปล่า 

แล้วทำไมถึงเพิ่งมาเอาตอนนี้ล่ะ นึกถึงประกาศตรงลิฟต์ที่ขอให้ใส่ใจถึงเรื่องเสียงรบกวน ฮันฮีก็เดินกะโผลกกะเผลกไปทางประตูหน้าบ้านขณะที่เกาหลังหัวแกรกๆ ไปด้วย 

“ใครครับ” 

-เปิดประตู 

เป็นน้ำเสียงถือดีที่ไม่น่าจะพูดใส่เพื่อนบ้าน เปิดประตูเหรอ ไม่ใช่เปิดประตูหน่อยครับด้วยนะ เป็นใครมาจากไหนกันวะ ริ้วรอยที่เกิดหว่างคิ้วพิสูจน์ถึงความไม่สบอารมณ์ของเขาได้ดี ฮันฮีปรับเส้นเสียงแล้วส่ายหัวไปมาอย่างหนักเพื่อให้ตื่น 

“ถามว่าใครครับ” 

-ฉันเอง เปิดประตู 

“ฉันน่ะ ใคร....” 

...ล่ะ ดวงตาของฮันฮีเบิกกว้างอย่างไม่รู้ตัว แก้วหูเขารับรู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายก่อนสมอง 

-บอกให้เปิดประตู เดี๋ยวนี้ 

เป็นเจ้านายของเขาเอง ที่ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมถึงได้โมโหมากกว่าตัวเขา 

 

* คนที่พลีชีพเพื่อศาสนา 

ความคิดเห็น