โซซอล
facebook-icon

เลขาซอ... การได้เจอกับพวกซาดิสม์ คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?

04-2 การโอนอำนาจควบคุม

ชื่อตอน : 04-2 การโอนอำนาจควบคุม

คำค้น : พลิกรักร้ายลงล็อก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ค. 2562 15:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
04-2 การโอนอำนาจควบคุม
แบบอักษร

โทรศัพท์ของฮันฮีส่งเสียงดังขึ้นหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง แต่มันไม่ใช่ยุนซอง เป็นโทรศัพท์จากแม่ที่เอาแต่ถามว่าทำไมยังไงโอนเงินมาอีก จนฮันฮีเหมือนกลายเป็นลูกชายที่กลับไปสู่วัยรุ่นหงุดหงิดกับโทรศัพท์ที่น่ากวนใจของแม่ และสักพักแม่ก็วางสายไปจนเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะขอโทษ และจุดนั้นมันก็ยังทำให้เขารู้สึกผิด 

แล้วก็ผ่านใปอีกสองชั่วโมงในการรอคอยโทรศัพท์อย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ ระหว่างนั้นฮันฮีก็นั่งอยู่บนเตียงพลางคิดซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่มีทางเลือก เขาพยายามให้ความโกรธมันสงบลง พยายามจะคิดอย่างมีสติ เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แถมเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงอายุสามสิบแล้วด้วย ไม่รู้ว่าต้องใช้กำลังเท่าไหร่ ถึงจะเกลี้ยกล่อมตัวเองด้วยคำพูดทั้งหมดได้ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องทำถึงขนาดนี้ 

หลังจากมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นสามครั้ง ฮันฮีถึงสามารถรับโทรศัพท์ได้ 

“ครับ” 

ถึงจะเป็นน้ำเสียงที่เป็นทางการเหมือนปกติ แต่มันไม่ใช่เลยสักนิด ไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้ด้วย 

-มีอะไรล่ะ ถึงได้โทรมาเบอร์นี้ 

“อยู่ที่ไหนเหรอครับ” 

ไม่คิดว่าจะกลายเป็นเขาต้องมาถามถึงตารางของอีกฝ่ายทั้งๆ ตัวเองเป็นเลขา ฮันฮีลุกพรวดขึ้นมาแล้วเสยผมหน้าม้าที่รุงรังขึ้น พยายามอย่างนับไม่ถ้วนที่จะนำหน้าไปก่อนแต่ก็ไม่สำเร็จ สีหน้าของเขาไม่สามารถซ่อนความหงุดหงิดไว้ได้ 

-เข้าประเด็นมาเลย 

“ตอนนี้กำลังล้อเล่นกับผมอยู่เหรอครับ” 

แผนการที่วางไว้ว่าจะค่อยๆ เขยิบเข้าไปใกล้ๆ ความเป็นไปได้ว่า ‘อาจจะเป็นไม่ใช่เขาก็ได้’ กลายเป็นฟองอากาศอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่คำพูดแรก ใช้น้ำเสียงที่โมโหง่ายฃซักถามยุนซอง ท่าทีที่เผชิญหน้ากับเจ้านายแบบนี้น่ะ ไม่ผ่าน แต่ฮันฮีก็ไม่สนใจแล้ว เพราะว่าสิ่งที่เขาสนใจน่ะ ไม่ใช่โทรศัพท์ และคนที่รับโทรศัพท์ก็ไม่ใช่เลขาของเขาด้วย 

-บอกว่าให้เข้าประเด็นมาเลยไง 

อีกฝ่ายเหมือนจะไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ถึงจะยังเป็นเสียงทุ้มๆ อยู่ แต่ความสูงที่จมลงไปเล็กน้อยก็ไม่สามารถซ่อนความไม่พอใจไว้ได้ 

“จะอะไรล่ะครับ ก็ร้อยล้านวอนไง” 

“หื้ม?” 

“กรรมการผู้จัดการโอนมา ไม่ใช่เหรอครับ” 

เพราะว่าฮันฮีน่ะ สามารถหาความผิดปกติได้แม้จะมีแค่เล็กน้อย ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยโกรธก็ยังไม่สายเกินไป ถ้าหากว่ามันไม่ใช่เงินที่ยุนซองโอนมา เขาก็คิดว่าคงจะต้องขอโทษกับคำพูดก่อนหน้านี้ ฮันฮีเป็นคนที่คิดว่าตัวเองจะต้องขอโทษอย่างแน่นอน ถ้าหากเป็นคนทำผิด และเป็นคนที่เชื่อว่าจะต้องขอโทษให้ชัดเจน ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกไม่พอใจ ซึ่งต่างจากเจ้านายเขา 

-ใช่ ฉันโอนไปเอง 

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ทันทีที่ได้ยินคำตอบ เขาก็ไม่สามารถหลีกหนีความรู้สึกปวดสมองได้ พอมีคำว่าถ้าหาก เมื่อไหร่มันก็จะป็นเรื่องจริง จริงๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรมันก็ไม่เคยผิดคาดเลย ในขณะเดี๋ยวกัน เขาก็รู้สึกหลังเท้าเริ่มแยกออกกว้าง ฮันฮีพักหายใจอีกครั้งหนึ่ง แต่น่าแปลกที่ถ้ายิ่งโกรธ ในหัวของเขาก็ยิ่งสงบขึ้น 

“เงิน...อะไรเหรอครับ” 

-ถามว่าเงินอะไรงั้นเหรอ 

“คงไม่ใช่ ที่พวกเรามี...” 

เกือบจะพูดคำว่าเซ็กซ์ออกไปแล้ว 

“เป็นเงินที่เกี่ยวกับการเล่นเหรอครับ” 

-แน่นอนอยู่แล้วสิ 

คำตอบของอีกฝ่าย ทั้งรวดเร็วแล้วก็น่าไม่อายเกินไป เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ฮันฮีเคยคิดว่าความหน้าด้านของยุนซองมันคือเสน่ห์ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นอดีตที่ผ่านมานานแล้ว ตอนนี้มันแบ่งแยกกลายเป็นสองส่วนโดยสมบูรณ์ 

ถึงเขาจะอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่จะต้องพอก่อน เห็นได้ชัดว่าบุหรี่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะปริมาณความเครียดที่แน่นเอี๊ยดก่อนที่ฮันฮีจะระเบิดออกมา 

“จะโอนคืนให้นะครับ ผมน่ะ ไม่ต้องการเงินนั่นหรอกครับ” 

-ในโลกนี้ไม่มีคนที่ไม่ต้องการเงินหรอก 

“กรรมการผู้จัดการครับ!” 

เขารู้ว่าเจ้านายตัวเองเป็นผู้ชายที่มักจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ แต่ว่าตอนนี้ฮันฮีก็ไม่มีวิธีอื่นเหมือนกัน ถ้าหากว่าพูดกันไม่รู้เรื่องก็คงจะต้องใช้กำลังง้างหูออกมาแล้วล่ะ น้ำเสียงที่ส่งคำพูดออกมาดังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มือที่จับโทรศัพท์มือถืออยู่ก็พลอยออกแรงไปด้วย ขนาดที่กลัวว่าถ้าขืนยังเป็นอย่างนี้เขาคงจะบีบมันจนแตก 

“...มันไม่ใช่เงินที่ผมจะต้องรับครับ ผมไม่อยากพูดอย่างอื่นแล้ว เดี๋ยวจะคืนให้นะครับ” 

“งั้นเหรอ ก็แล้วแต่เธอเลยแล้วกัน” 

โชคดีไหมนะ ที่อีกฝ่ายรับความคิดเห็นของฮันฮีอย่างง่ายดายต่างกับที่คาดไว้ว่าน่าจะเป็นหนทางที่ยากลำบาก 

-ก็จะรอดูว่าเธอจะทำอะไรได้ ลองโอนกลับมาสิ 

ผิดคาด ฮันฮีสั่นกลัวอยู่พักหนึ่งกับน้ำเสียงที่ฟังดูข่มขู่ ในฐานะคนทำผิดแต่กลับต่อว่าคนที่ไม่ได้ทำผิด เขาตั้งสติได้หลังจากนั้นไม่นาน ห้ามเหม่อลอยเด็ดขาด 

เพราะว่ากับผู้ชายคนนี้น่ะ ต้องใช้ความอดทนสูง 

“รู้ใช่ไหมครับ ว่าผมไม่ได้ขายตัวให้กรรมการผู้จัดการ” 

“ขายตัวเหรอ” 

น้ำเสียงที่ถามย้อนกลับมาอีกครั้งเฉียบคมจริงๆ แม้จะฟังแค่เสียงอย่างเดียว ตอนนี้เขาก็สามารถจินตนาการหว่างคิ้วที่มีกระดูกบุ๋มลึกลงไปได้ แต่ยุนซองไม่ใช่ผู้ชายที่หวั่นไหวได้ง่ายๆ และเป็นอีกครั้งที่น้ำเสียงเยือกเย็นอธิบายสถานการณ์ 

-เป็นการวิเคราะห์ที่เกินไปน่อยนะ ฉันแค่จ่ายค่าตอบแทนเอง เป็นแค่เงินตอบแทนเกี่ยวกับงานที่เธอทำแค่นั้น 

“งานเหรอครับ” 

“งั้น ไม่ใช่เหรอ” 

ข้อที่ว่าสุขุมมากๆ กลับกลายเป็นด้านลบ น้ำเสียงที่ไม่สนใจ แม้แต่เสียงแปดหลอดที่ดังขึ้นอีกหนึ่งระดับ สรุปการกระทำของเขาได้ด้วยคำว่า ‘งาน’ อย่างสงบนิ่ง ช่วงเวลาแสนย่ำแย่ด้วยคำว่าหน้าที่การงานในชั่วพริบตาทำให้ฮันฮีหมดแรง แม้กระทั่งตัวเขาเองก็รู้สึกว่างเปล่าๆ พอๆ กับที่รู้สึกตกใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถยอมรับได้ 

งานงั้นเหรอ คือสิ่งที่เคยทำเป็นงาน สำหรับผู้ชายคนนี้... 

ฮันฮีรู้สึกโกรธจนกัดปากตัวเองอย่างแรง ต่อจากความโกรธก็คือความเศร้าที่เห็นได้ยากถาโถมเข้ามา ถึงจะโกรธ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเป็นแบบนั้น มันเป็นคนละประเภทกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว 

แต่ยุนซองกลับยัดความรู้สึกเศร้าใส่เขาอย่างสบายๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร นี่ไม่รู้สึกว่ามันเกินไปหน่อยเหรอ แม้ฮันฮีจะถามตัวเองอย่างนั้น แต่มันก็ไม่มีคำตอบกลับมา 

เพราะถ้าเป็นคำตอบน่ะ เขารู้อยู่แล้ว แค่ไม่อยากยอมรับเท่านั้นเอง 

“...ดีครับ” 

อีกนิดเดียวแล้ว แม้มันจะเล็กน้อยมากๆ แต่เพราะว่าคาดหวังยังไงล่ะ 

“ถ้าบอกว่าเป็นงาน งั้นตอนนี้ผมจะเลิกทั้งหมดเลยครับ” 

“อะไรนะ” 

แต่เขาไม่ได้มีความคิดที่จะปัดความรับผิดชอบนั้นให้อีกฝ่ายเลย ทำไมคนถึงชอบทำอะไรให้สับสน แล้วถามว่ามาทำให้ฉันคาดหวังหรือเปล่าน่ะ มันไม่น่าอายเกินไปเหรอ ถ้าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีแล้ว ยุนซองก็ไม่น้อยหน้าใครทั้งนั้น 

มันมีวิธีการของแต่ละคน พอๆ กับการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ฮันฮีพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ผมจะไม่ไปทำงานแล้วนะครับ ส่วนเงินเดือนเดือนนี้ ก็คิดรวมไปในเงินก้อนนั้นที่โอนมาให้เลยแล้วกันครับ ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจถึงเรื่องนั้น” 

-...ตอนนี้จะทำอะไรกับฉันกันแน่ เลขาซอ 

“กำลังขอลาออกยังไงล่ะครับ” 

แน่นอนว่าเขาขาดสติ เพราะถ้าเป็นเวลาปกติ ไม่มีทางที่เขาจะตัดสินใจด้วยอารมณ์แบบนี้ แต่ฮันฮีไม่มีความลังเลเลย น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดและอาจจะเด็ดขาดมากกว่ายุนซองด้วยซ้ำ 

เด็ดขาดอย่างเดียวเหรอ คำที่เขาอยากพูดน่ะ มันเยอะมากกว่าคำที่พูดออกไปมากเลยนะ สิ่งที่ยุนซองได้ฟังไปเมื่อกี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น 

ความคิดเห็น