พาราแรว
facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

C7 : สัมผัสพิเศษที่ไม่รู้ตัว [100%]

ชื่อตอน : C7 : สัมผัสพิเศษที่ไม่รู้ตัว [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 399

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2562 23:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
C7 : สัมผัสพิเศษที่ไม่รู้ตัว [100%]
แบบอักษร

:: Pitcha Talk ::

เรื่องราวต่อไปนี้คือเรื่อง 5 ปีก่อน ฉันกับฮายเราเจอกันอีกครั้งหลังจากที่เรื่องราวในประเทศญี่ปุ่นผ่านไปเดือนนิดๆ ช่วงนั้นฉันก็ช็อคไปหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องพี่ป้องเป็นแฟนกับอายูเพื่อนสนิทตอนเรียนมหาวิทยาลัย เรื่องเสียเวอร์จิ้นของตัวเองให้กับนักร้องเกาหลีที่ต่อหน้าทำดีเป็นนักร้องเท่ๆ แต่หลังประตูบานนั้นโคตรนิสัยแย่และไม่ให้เกียรติเพศแม่อย่างฉันเลยสักนิด จนทำให้ฉันกลายเป็นคนที่กลัวกลิ่นบุหรี่และ sensitive กับเรื่องกลิ่นมาก

ใครจะไปคาดคิดว่าการไปเรียนภาษาเพิ่มเติมที่เกาหลีครั้งนั้น จะเปลี่ยนชีวิตฉันไปอย่างสิ้นเชิงทั้งเจอฮายอีกครั้งแต่เขามาขอความช่วยเหลือจากฉัน จากที่ ไม่มี sixth sense สัมผัสพิเศษแบบ ริง จิตลึกลับ ก็กลายเป็นคนที่ได้ยินเสียงความคิดคนอื่น และรับรู้ภาษาต่างชาติได้ทันทีแค่ฟังเสียงโดยไม่ต้องเรียนมาก่อน ไม่ใช่แค่เรื่องพูดแต่เรื่องอ่าน เรื่อง ฟัง ฉันก็ทำได้หมดจนบางทีก็แอบกลัวตัวเองเหมือนกัน นี่ฉันเป็นอะไรไปวะ!! ช่วงนั้นเป็นช่วงเบญจเพสด้วยสิไม่รู้ว่ามันเกี่ยวหรือเปล่า ทำไมไม่มีเงินมาตั้งแต่อายุ 23 ปีนะ ฉันใช้เวลาเก็บเงินมาเกาหลีตั้ง 2 ปีกว่าจะมีเงินก้อนมาเที่ยวแบบนี้บอกเลยว่าไม่ง่าย พอมาก็ใช้ชีวิตแบบแปลกๆอีก

“คลื่นนนน คลื่นนนนนนน”

เสียงนาฬิกามือถือสั่นเพื่อปลุกฉันให้ตื่นจากเบาะหนานุ่ม ฉันได้แต่งัวเงียและค่อยๆเอามือล้วงไปใต้ผ้าห่มควานหาต้นตอเสียงปลุก เปลือกตาค่อยๆเปิดกว้างขึ้นเพื่อหรี่ตามองดูนาฬิกา

หืม!! ⊙▂⊙ หกโมงครึ่ง แต่ทำไมแดดมันแยงตาขนาดนี้นะ หรือว่าวันนี้จะเป็นวันที่อากาศร้อนอีกแล้วหรอ

ฟึ้บบบบ!! ʕ • ₒ • ʔ ฉันรีบลุกขึ้นมานั่งขยี้ตา สายตามองดูไปรอบๆตัวเอง เย้ยย นี่ไม่ใช่เมืองไทย นี่มันประเทศเกาหลีต่างหากหละ แล้วมันก็ไม่ใช่หกโมงครึ่งแต่มันคือแปดโมงครึ่งเพราะว่าเกาหลีเวลาไวกว่าไทย 2 ชั่วโมง

พิชชาเอ้ยย >▂< นังซื่อบื้อไทยแลนด์ของจริงไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนเลย ว่าแต่เราเผลอนอนไปตอนไหนเนี่ย ก่อนหน้านี้ฉันเพิ่งลงจากเครื่องตอนประมาณตีห้านิดๆและนั่งรถไฟใต้ดินมาที่พักกว่าจะถึงที่พักก็ปาไปหกโมงเกือบเจ็ดโมงแล้วนี่นา สงสัยจะเผลอนอนหลังจากจัดของเสร็จแน่ๆเลย เธอนี่มันจริงๆเล้ยนะพิชชา ʕ´•ᴥ•`ʔ ฉันได้แต่สบถกับตัวเองพร้อมกับตบแก้มเพื่อเรียกสติตัวเองกลับคืนมา

‘ต้องไปสูดอากาศเกาหลีให้เต็มปอดสิอย่าเอาแต่นอนแบบนี้มีเวลาแค่ 21 วันเองนะ’

ส่วนที่พักของฉันหลังจากดูรีวิว คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงความเหมาะสมในระยะเวลาที่อยู่ 21 วัน ฉันจึงตัดสินใจเลือกที่พักแบบฮาซุกจิบใกล้ๆมหาลัย ซึ่งเป็นบ้านของคนเกาหลีที่มักจะเปิดให้คนต่างชาติมาพักคิดค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยจะมีอาหารให้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ก็ถือว่าประหยัดได้อีกทาง

อาหารที่ว่าก็เป็นอาหารเกาหลีสไตล์นั่นแหละท่านผู้อ่านทุกท่าน ฝีมือการปรุงอาหารโดยเชฟมือฉมังนั่นก็คืออาจุมม่านั่นเอง ที่พักแบบฮาซุกจิบมันก็ดีนะให้บรรยากาศแบบเกาหลีดีแถมยังได้พบปะเพื่อนใหม่ๆได้อีกด้วย ที่สำคัญจะได้ฝึกภาษาเกาหลีไปในตัวเพราะอาจุมม่าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะคล่องสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าไม่พูดเลยดีกว่าเถอะ

ที่ฮาซุกจิบหากไม่เก่งภาษาเกาหลีแล้วนั้นข้าพเจ้าขอแนะนำว่าท่านควรจะเก่งหรือได้ภาษามือด้วย เพราะจะต้องพูดไปมือไม้ก็ชี้ไปคนละทิศคนละทางกว่าจะคุยกันเข้าใจนี่ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ ประสบการณ์ดีๆที่ได้รับจากการเดินทาง กว่าจะได้ที่พักนี่ก็เล่นเอาเสียวพอตัว ตามข้อมูลในเนตมีน้อยมากๆสำหรับที่พักแบบฮาซุกจิบ เนื่องจากส่วนใหญ่เจ้าของจะเป็นอาจุมม่าที่ไม่ค่อยจะชำนาญการเรื่องการใช้อินเตอร์เนตสักเท่าไหร่ นี่เหมือนโชคกระโดดเข้าใส่หน้าหลังจากลากกระเป๋ามาตามทางเรื่อยๆ ก็ไปเจออาจุมม่าเจ้าของบ้านกำลังซื้อข้าวโพดปิ้ง เราก็ไม่รู้จะถามใครดูหน้าอาจุมม่าแล้วใจดีก็เลยลากกระเป๋าไปถามทาง แบบภาษาเกาหลีเปิดสมุดแล้วท่อง ส่วนสำเนียงก็จำเอาจากซีรี่แต่คิดว่าคนเกาหลีฟังแล้วมันคงแปร่งๆ

“ฮาซุกจิบ ออดีเอ อิสซอโย๊ะ? ^^” อาจุมม่าทั้งคนขายข้าวโพด และคนซื้อข้าวโพดต่างทำหน้างงๆ เราเลยพูดทวนประโยคอีกรอบ รอบที่สองเหมือนป้าแกเข้าใจอะไรมากขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าและพูดอะไรมาก็ไม่รู้เรื่องเลย

                “#[email protected]&28292932$#[email protected]^72 ” ผ่ามมมม!!! แปลว่าอะไรหว่า ณ จุดนั้นไม่เข้าใจเลยได้แต่หัวเราะกลับไป จากที่เคยเห็นรีวิวในเกาหลีนักท่องเทียวส่วนใหญ่มักเจออาจุมม่าที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง บางรายจะเดินนำทางพาไปถึงที่เลยก็มี เพราะฉะนั้นฉันจึงตัดสินใจเชื่อรีวิว (อีกตามเคย) เดินตามอาจุมม่าไปเรื่อยๆไม่ถึงสองร้อยเมตร ป้ายก็โชว์ว่า “เชวฮาซุกจิบ” และทำให้ถึงบางอ้อ อาจุมม่าแกคือเจ้าของบ้านนี่เอง

ฉันเดินสำรวจที่พักโดยรอบหลังจากอาบน้ำ และกินข้าวฝีมืออาจุมม่า ตัดสินใจ┌(^_^)┘└(^_^)┐สะพายกระเป๋าพร้อมกับกล้องตัวโปรดสุดเก๋าคู่ใจเดินสำรวจมหาวิทยาลัยที่จะมาเรียนพรุ่งนี้ เพื่อดูสถานที่และห้องเรียนก่อนเริ่มคลาสแรก

‘โอ้วววว้าววว มหาวิทยาลัยสวยชะมัดเลย วิวก็ดี บรรยากาศแม้จะแอบร้อนไปหน่อยแต่ก็ทนไหวอยู่นะ’ ก็มาช่วงซัมเมอร์เกาหลี มันก็จะร้อนหน่อยๆ

ฉันชอบที่มหาวิทยาลัยมีแม่น้ำและตกแต่งไปด้วยสถาปัตกรรมโบราณร่วมสมัย มีต้นไม้ใหญ่ๆที่กำลังเริ่มเปลี่ยนสีมันเหมาะแก่การวาดรูปจริงๆ นึกได้ก็ไม่ลืมกดถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก( っ '๐')づ[ ^] และแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายที่ระบุว่า “Library” เข้า นี่ฉันก็เหมือนโรคจิตหน่อยๆที่ชอบอ่านหนังสือในห้องสมุด เปิดไปเปิดมา แต่ไม่เคยจะอ่านจบสักที

ไม่ได้การหละเราต้องเข้าไปสอดส่องสักหน่อยห้องสมุดมหาลัยในเกาหลีจะเหมือนของไทยไหมน้อ?

ห้องสมุดที่เกาหลีนี่เงียบดีจังแม้จะมีคนนั่งเต็มเกือบทุกโต๊ะแต่ดูทุกคนจริงจังกับการอ่านหนังสือแถมไม่ค่อยมีคนคุยกันเสียงดังเหมือนที่เมืองไทยเลย เพราะฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่เสียงดังชอบมากที่จะไปจับกลุ่มคุยกันกับเพื่อนในห้องสมุด เงียบสุดก็คือฟุบนอนที่โต๊ะจนคอเคล็ดนั่นแหละ 55555

ฉันเดินดูหนังสือเกาหลีไปเรื่อยๆ จุดที่ฉันสนใจมากที่สุดนั่นก็คือภาษาเกาหลี ศิลปกรรม วัฒนธรรมต่างๆ โชคดีมากที่ป้ายบอกหมวดหนังสือยังมีภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษแปลอยู่ข้างล่างไม่งั้นฉันคงเดินวนไปมาหาหนังสืออ่านไม่ได้สักเล่ม

ตุ๊บบ!! ヽ(O.O;)ノ | φ โอ้ยย!!

ฉันอุทานขึ้นหลังจากมีหนังสือเล่มหนึ่งหล่นลงมาจากชั้นวางหนังสือตกลงมาใส่เท้าฉัน เท้ายกขึ้นเป็นท่ายืนกระต่ายขาเดียวโดยอัตโนมัติ

‘นี่แกตกมาได้ยังไงเนี่ย’

ฉันมองซ้ายมองขวาสลับไปมามองหาต้นเหตุของหนังสือที่ร่วงลงมาจากชั้นพร้อมกับก้มลงไปเก็บหนังสือที่พื้น

“ชเวซงฮัมนีดา” เสียงผู้ชายแก่ๆจากตู้หนังสือถัดไปพูดขึ้นมา

ประโยคนี้ถ้าจำไม่ผิดมันหมายความว่าขอโทษนี่นา เราต้องตอบเค้าไปว่าอะไรนะ นึกสิพิชชา!  ไม่ทันได้นึกออก ผู้ชายชราคนนั้นก็ไม่อยู่เสียแล้ว ฉันทำได้แต่มองลอดช่องชั้นวางหนังสือ เห็นได้แต่แขนเสื้อสีขาวของเขาและไรผมเล็กน้อยจากช่องว่างชั้นวางหนังสือที่สามารถมองลอดผ่านไปได้ ฉันมองหนังสือสีเขียวเข้มเล่มเก่าที่อยู่ในมือตอนนี้ก่อนจะเปิดดูรายละเอียดในเล่ม มีรูปภาพประกอบพร้อมกับตัวหนังสือเกาหลีเต็มไปหมดเลย จะให้ฉันอ่านฉันก็คงไม่เข้าใจหรอกแต่ที่น่าสนใจก็คือรูปภาพประกอบที่อยู่ข้างในเล่มต่างหาก หน้าแรกเป็นรูปผู้ชายที่ถือไม้ชี้ไปที่รูปผู้หญิงคนนึงที่แต่งตัวเป็นชุดฮันบกเกาหลี

ฉันตัดสินใจถือหนังสือเล่มนี้ไปดูภาพประกอบต่อที่โต๊ะ เปิดหน้าถัดไปของหนังสือซึ่งเป็นรูปมือสองข้างทั้งหน้าคืออะไรทำไมทั้งหน้ามีแต่รูปมือแล้วก็ตัวหนังสือเกาหลีไม่กี่ตัวแต่จะว่าไปขนาดมือนี่ก็พอๆกับของฉันเหมือนกันนะ  หรือว่าเค้าให้วัดขนาดมือเพื่อตรวจสภาพร่างกายความอ้วนของคนแบบนี้หรือเปล่านะ ไม่ได้มีแต่รูปมือ ยังมีรูปหู รูปตาด้วย แต่ทว่าฉันอ่านไม่ออกเลยสักนิด แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่ามีแอพสำหรับแปลภาษาอยู่นี่นา เท่านั้นแหละจ้ารีบหยิบมือถือแล้วแสกนภาษาเกาหลีจากในหนังสือแปลความหมายในเล่มได้ทันที สุดยอดเทคโนโลยีเลย

 (・-・)ノ(-_-)zzz

“ขอโทษนะคะ คุณคะขอโทษค่ะ ห้องสมุดตอนนี้กำลังจะปิดแล้วนะคะ” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้น ‘ห้องสมุดอะไรกัน คนกำลังนอนหลับฝันดี’

(-_-)zzz

“คุณคะ อีก 10 นาทีห้องสมุดจะปิดบริการแล้วค่ะ” เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมามือทั้งสองข้างกอดกระเป๋าและหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะแน่น (=_=;) ตายจริงนี่ฉันเผลอนอนหลับไปตอนไหนกันเนี่ย อายจริงๆเลย                                        

“Oh I’m sorry ;^_^”

 ฉันยิ้มแหยๆขอโทษพนักงานพร้อมกับปิดหนังสือที่เลอะน้ำลายของตัวเองเล็กน้อยแล้วนำไปเก็บที่ชั้นวางหนังสือตามเดิม สงสัยฉันจะเหนื่อยมากไปหน่อยกับการเดินทางและการมาต่างประเทศคนเดียว ถึงทำให้ร่างกายเพลียได้ขนาดนี้ เห็นทีต้องไปเติมพลังหาอะไรอร่อยๆ ให้เลือดสูบฉีดสักหน่อยแล้ว ฉันเดินไปตามทางเดินเรื่อยๆ กะว่าวันนี้เจออะไรน่ากินก็จะแวะให้หมดแต่ก็ไม่ลืมดูราคาสินค้านะ เพราะงบที่มามันจำกัดจริงๆ เว้นเสียแต่ว่าช่วงเวลาที่ฉันมาฉันจะขายรูปออนไลน์ได้เงินผ่าน paypal เยอะพอที่จะแลกเป็นเงินเกาหลีหนะสิ

นั่นมันรถเข็นอาจุมม่าที่ขายข้างทางแบบในซีรี่เกาหลีเลยนี่นา 10 ของกินข้างทางที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเกาหลีนั่นก็คือต็อกคัลบี ถ้าตามซีรี่นางเอกก็จะยืนกินที่หน้ารถเข็นกับพระเอกแต่วันนี้ฉันลุยเดี่ยวพระเอกช่างมันนางเอกขอกินก่อนนะจ้ะ (・ε・)ノตอนนี้ท้องว่างมากเลย  กลิ่นน้ำซอสหอมๆช่างยั่วยวนฉันเหลือเกินว่าแล้วก็ขอลิ้มรสสักหน่อย ข้างทางคงไม่น่าแพงมากแถมได้บรรยากาศดีด้วย

“รับอะไรดีคะ” อาจุมม่าถาม ศัพท์ง่ายๆนี่ฉันก็ฟังออกเหมือนกันนะเนี่ย เหมือนในซีรี่ไม่มีผิด

“ต็อกคัลบี 1 ไม้ค่ะ” ฉันมองแป้งต็อกเสียบไม้กับไส้กรอกแล้วย่างกลิ่นหอมๆ ที่ถูกอาจุมม่าย่างอุ่นให้ฉัน พร้อมกับราดซอสสุดเข้มข้น

“3000 วอนค่ะ”

(O_o) ตกใจกับราคาเล็กน้อย ไม้เดียวนี่ 3000 วอนเชียวหรอฟระ เกือบร้อยบาทพี่ไทยเลยหรอ ฮัลโหลนี่ข้างทางนะ แพงเอาเรื่องเลยวุ้ย โอว้แม่เจ้า!! กินแล้วจะสู้ฮอทดอก ลูกชิ้นทอดไม้ละ 10 บาทราดซอสมะขามแถมแตงไทย ของพี่ไทยบ้านเราได้เปล่าเนี่ย ในใจก็บ่นเสียงดังมาก น่าหนวกหูที่สุด แต่มือก็ล้วงกระเป๋าหยิบเงินมาจ่ายอยู่ดี พอปากอ้ากว้าง ต็อกคัลบี ยัดเข้าปากเท่านั้นแหละ หูยย ʕっ˘ڡ˘ςʔ คือดี รสชาติอร่อยลืมโลกไปเลย ก็ยังถือว่าคุ้มกับเงินที่เสียไปเกือบหนึ่งร้อยบาทค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยแม้จะได้เพียงแค่ 5 ชิ้นก็เถอะ

“อร่อยมากเลยนะคะ” ฉันรีบชมอาจุมม่า เผื่ออาจุมม่าจะใจดีแถมให้ 1 ไม้

“^_^ ”

อาจุมม่าได้แต่ยิ้มแล้วก็ผงกหัวหงึกๆ นี่ป้าจะไม่คิดแถมให้หนูซักไม้เลยหรอ นี่หนูนักท่องเที่ยวนะคะป้า มองหน้าอาจุมม่าด้วยสายตายิ้ม แต่ในใจนางมารร้ายสุดๆ ฉันได้แต่เดินจากซุ้มอาจุมม่าไปพร้อมกับต๊อกคัลบี 1 ไม้ที่ตอนนี้ใกล้หมดแล้วแต่ทว่าท้องยังไม่อิ่มเลยหนะสิ ทำยังไงดี เดินมาอีกนิดก็ได้กลิ่นหอมของขนมปัง โอว้ขุ่นพระ! ◟ʕ´∀`ʔ◞ นี่มันกลิ่นปังเว้ยเฮ้ยจากเมืองไทยหรอ กลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายไหลยืดเหลือเกิน เดินตามกลิ่นไปเรื่อยๆ จนพบว่านี่มันคือกลิ่นของ ‘บุงงอปัง’ ขนมปังรูปปลาไส้ถั่วแดงนี่เอง หอมมากจริงๆหอมเหลือเกิน หอมยิ่งกว่าน้ำหอม น้ำยาปรับผ้านุ่มก็สู้ไม่ได้ ฉันเหลือบมองไปที่ป้ายซึ่งเขียนเอาไว้ว่า 3 ตัว 1000 วอน เวลาดูซีรี่จะชอบเห็นพระเอกนางเอกซื้อมากินกัน ตัวใหญ่เท่ามือเลย แต่ดูจากขนาดตรงหน้าตอนนี้แล้วนั้น ลูกปลาชัดๆ เอาหวะ ขอจัดมา 6 ตัว 2000 วอนเลยดีกว่า

“รับอะไรดีคะ” ครั้งนี้คนขายเป็นผู้หญิงวัยกลางคนไม่ถึงขั้นอาจุมม่า

“บุงงอปัง 6 ตัวค่ะ” แม่ค้ายิ้มรับก่อนจัดเจ้าลูกปลาใส่ห่อให้ กำลังร้อนๆเลย ฉันรีบยื่นเงินให้ก่อนจะรับลูกปลามาแล้วหยิบลูกปลาเข้าปากอย่างไม่รอช้าจนต้องพ่นควันออกมา ร้อนมากเลยแต่อร่อยสุดยอดจริงๆ โชคดีที่เจอร้านอร่อยหรือว่าเราหิวก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะเนี่ย

“โอ้ย!!” เพราะไม่ทันระวังตัวเอาแต่ยัดลูกปลาเข้าปาก จึงทำให้เดินชนผู้ชายตัวสูงคนนึงเข้า เขาใส่หมวกปิดหน้าพร้อมกับสวมแว่นและใส่เสื้อยีนส์กางเกงขายาว “ชเวซงฮัมนิดา” ฉันรีบขอโทษเขาทันที เขาดูตกใจเล็กๆก่อนจะเอามือไปเลื่อนหมวกให้ปิดหน้าลงมาอีกสักนิด

“ไม่เป็นไรครับ คุณไม่ใช่คนเกาหลีหรอ” เขาถามฉันเป็นภาษาเกาหลี แต่วินาทีนั้นฉันคิดว่าฉันเข้าใจดีเหมือนภาษาไทยไม่มีผิด มาเกาหลีไม่กี่วัน หูใสฟังชัดรับรู้ไวเลยทีเดียว

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย”

เฮ้ย!! ว่าแต่นี่เราจะไปบอกเขาทำไมกันหละเนี่ย ถ้าเกิดเขาเป็นโจรจะมาปล้นเราหละจะทำไง ว้ายยยตายแล้ววว หลังจากรู้ว่าฉันไม่ใช่คนเกาหลี เขาจะทำอะไรไหมเนี่ยยิ่งน่าตาดีๆอยู่ด้วย ( =_=  คนอ่านทำหน้าเอือม) แล้วดูการแต่งตัวผู้ชายคนนี้จากหัวจรดเท้าแล้ว เวลานี้ค่ำๆ อากาศค่อนข้างร้อนแบบนี้ ใครเขาแต่งตัวปิดมิดชิดใส่แว่นใส่หมวก ฉันเหมือนได้ยินด้วยว่า

                ‘ขนมของเธอน่ากินจังเลย ขอกินซักชิ้นจะดีไหม หิวชะมัดเลยหวะ ไม่มีเงินพอซื้ออาหารกินเลย’

หลังจากที่ฉันพิจารณาด้วยสายตาภายใน 2 วินาทีด้วยความเร็วแสงแล้ว ฉันรีบกอดกระเป๋าสะพายขึ้นมาที่อกแน่นก่อนจะส่งยิ้มแหยๆให้เขาและยื่นถุงขนมบุงงอปังให้เขาทั้งถุง ฉันค่อยๆเดินผ่านเขาไป ขาสั้นก้าวฉับๆพร้อมกระเป๋าในอ้อมกอด เอาขนมแลกไปกับกระเป๋าก็แล้วกันถ้าจะพูดว่าหิวและอยากกินขนาดนั้น เข้าใจเลยเวลาไม่มีเงินซื้อเนี่ยมันเป็นยังไง เพราะฉันก็เคยไปเซเว่นแล้วมองดูเด็กนั่งกินบะหมี่เกี๊ยวหอมๆ ส่วนฉันต้องเอาเงิน 6 บาทไปซื้อมาม่าถุงไปใส่น้ำที่กดมา 1 บาทจากใต้หอมาต้มกินเพื่อประทังความหิวรอเงินเดือนออก

การเดินเรื่อยเปื่อยของฉันต้องสะดุดอีกครั้งเมื่อพบผู้ชายร่างสูงผิวขาว ใส่เสื้อสีโทนเข้มกางเกงสีดำสนิท ตอนนี้กำลังยืนท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่อยู่รอบตัว เขาพยายามเรียกผู้คนที่เดินไปมาแต่ทว่าไม่มีใครสนใจเขา ใบหน้าของเขานั้นขาวซีดกว่าผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมามากนัก ตัดกับคิ้วหนาตรงเข้มที่ตอนนี้เริ่มขมวดเข้าหากัน ฉันได้แต่ยืนจ้องเขาเพราะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขามาก หรือเขาคือคนที่ฉันรู้จักแต่ฉันนึกชื่อไม่ออกนะ แต่มองรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน อ้ายยยย เขินจังเลย ดูเพลินตาแถมสะดุดใจจริงๆนะเจ้าคะ หล่อโดนใจจริงๆ โอ้ปป้าขา ทางนี้ค่ะๆ ร่างสูงของเขานั้นทำให้เขาดูโดดเด่นในฝูงชนเหลือเกิน อยากจะอ่อยชายเกาหลีให้ถึงที่สุด 55555 นางพิชชานางชั่วร้าย

ฉันต้องสะดุ้งโหยง ราวกับว่าเขาได้ยินความคิดสายแรดของฉัน เมื่อดูเหมือนว่าเขาจะรู้ตัวเสียแล้วว่าฉันกำลังยืนจ้องมองเขาอยู่ เขาหันหน้ามามองฉันและค่อยๆเดินตรงมาที่ฉัน ขาฉันชาไปหมด มันไม่สามารถที่จะกระดิกหรือย้ายตัวเองไปไหนได้เลย ทำได้แต่ยืนมองเขานิ่งจากจุดที่เขายืนอยู่จนตอนนี้เดินมาแทบประชิดตัวแล้ว นั่นมันนายฮาย วง ZoomZoom นายเลวที่ทำไม่ดีไม่ร้ายกับร่างกายฉันเมื่อ 2 เดือนก่อนที่ญี่ปุ่น!! เขามายืนเด๋อด๋าอะไรตรงนี้ นี่เขาจำฉันได้หรอ จะมาลากฉันเข้าโรงแรมหรือไง?? ไม่นะ!! Σʕ゚ᴥ゚ノʔノ

โอ้ยยยย ตายจริงนี่ฉันเป็นอะไรเนี่ย ทำไมจู่ๆขามันถึงไร้ความรู้สึกแบบนี้ ทำไมถึงไม่ขยับตัวหรือเดินหนีไปเล่า ใครก็ได้ช่วยฉันที อารมณ์เหมือนโดนสะกดจิตให้อยู่ภายใต้อำนาจของสายตาคมคู่นั้น ร่างผอมสูงของเขาค่อยๆเดินมาใกล้ฉันขึ้นเรื่อยๆ ม่ายนะ ใครก็ได้หยุดเขาที และช่วยฉันด้วย ฉันขยับตัวเองไม่ได้เลย เขาเดินตรงมาที่ฉันในสภาพที่ไม่สวมรองเท้าด้วย

เฮ้ย! เดี๋ยวนะ คนอะไรทำไมถึงไม่สวมรองเท้า เชื้อโรคเอย ของมีคมเอยไม่บาดเท้าแย่เลยหรอเนี่ย พับผ่าสิ! ถึงจะหน้าตาดีเป็นภูมิฐานที่ดีก็เหอะ คนยุคไหนเดินตลาดไม่สวมรองเท้าไม่เจ็บเลยหรอพ่อคุณ แฟชั่นใหม่ใส่รองเท้าล่องหนแบบนี้หรอ ว้ายตาย ʕ·ᴥ· ╲ʔ   นี่ฉันตกเทรนหรอเนี่ย หรือว่าผ่านไป 2 เดือนเขากลายเป็นโรคจิต คนไม่เต็มบาทไปแล้ววะเนี่ย

“คุณมองเห็นผมใช่ไหม”

เขาจ้องมาที่ฉัน ถามฉันนิ่ง ณ เวลานั้นฉันก็เริ่มสับสนว่าฉันเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดและได้ยินเสียงเขาแล้วจริงๆ ในระยะห่างที่เรายืนห่างกันประมาณ 10 เมตร เขาค่อยๆเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“อื้ม” ฉันผงกหัวรับเบาๆ

 “ผมค่อยโล่งอกไปที นึกว่าไม่มีใครได้ยินหรือเห็นผมแล้ว” เขาค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ฉันเรื่อยๆ ในขณะที่ฉันเองก็ยืนขาชานิ่งไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย

“ก็คุณเล่นออกบ้านมาไม่ใส่ร้องเท้า อย่างกับคนบ้าแบบนั้น ใครก็ตกใจ ไม่อยากคุยด้วยหรอกนะ” ฉันตอบกลับไปเป็นภาษาเกาหลี แต่สำเนียงก็คนไทยเหมือนเดิม มองดีๆก็ไม่น่าจะใช่ฮาย วง ZoomZoom หรอกแฮะ ถ้าใช่จริงๆคงไม่อยู่ในสภาพแบบนี้ ป่านนี้คงโดนสาวๆแถวนี้รุมทึ้งขอถ่ายรูป ขอลายเซ็นไปแล้วหละ

เดี๋ยวก่อนนะพุธโธพุธถังกะละมังข้าจะแตก ห๊ะ!! ฉันฟังภาษาเกาหลีเข้าใจขนาดนั้นเลยหรอ จะว่าไปมันก็น่าสงสัยตั้งแต่ พนักงานห้องสมุดพูดเกาหลีแต่ฉันก็เข้าใจและตอบโต้ได้เพียงแต่ตอนนั้นมันช่วงเวลาตื่นนอน กำลังมึนๆงงๆ ส่วนผู้ชายใส่หมวกคนนั้นก็พูดกับฉันเป็นภาษาเกาหลีแต่ฉันก็เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดทันทีเหมือนภาษาไทย โดยไม่ได้ใช้เวลาคิดหรือไตร่ตรองใดๆเหมือนตอนคุยกับอาจุมม่าเลยแฮะ

“นี่เมาถึงขนาดลืมใส่รองเท้าเลยหรอเนี่ย” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะก้มลงมองเท้าที่เปลือยเปล่าเดินริมทาง คิ้วเข้มของเขากระดกขึ้นพร้อมกับดวงตาเรียวเล็กที่เบิกกว้าง ช๊อกกับสภาพตัวเองสุดๆ

 “ข่าวด่วน! High วง ZoomZoom ถูกพบหมดสติและถูกนำส่ง ICU ล่าสุดยังไม่รู้สึกตัว”

เสียงประกาศข่าวจากโทรทัศน์หน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งดังขึ้นพร้อมเสียงรายงานข่าวบันเทิง ผู้คนจำนวนมากต่างพากันหยุดเดินและหยุดฟังรายงานข่าว วัยรุ่นผู้หญิงรวมถึงหญิงสาววัยกลางคนต่างพากันตกใจและช็อกกับข่าวที่เกิดขึ้น ผู้คนต่างพูดกันเสียงอื้ออึงอึกกระทึกแถวหน้าร้านคาเฟ่ที่ฉันยืนอยู่ เมื่อฉันดูรูปที่ขึ้นหน้าจอทีวีพร้อมกับผลงานที่ตอนนี้นักข่าวกำลังบรรยายอยู่นั้น ฉันหันกลับไปมองเขาเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าคนในข่าวกับคนข้างๆนี้คือคนเดียวกัน ไม่ใช่คนหน้าเหมือน หลังจากที่จ้องไปทางหน้าจอโทรทัศน์พักใหญ่

แต่แล้วก็ต้องพบกับคนที่ทำหน้าช๊อกยิ่งกว่ากลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นก็คือ ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉันนี่แหละ จะว่าไปเขาก็หน้าเหมือนมากจริงๆ ใช่หรือไม่ใช่วะเริ่มสับสนแล้วเนี่ย แต่สภาพเขาตอนนี้มันไม่ใช่ฮายที่ฉันเคยเจอเมื่อ 2 เดือนก่อนนี่นา “High” วง ZoomZoom หรือว่าจะใช่ แต่ก็ไม่ใช่สิ ก็เขาอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่หรอ จะมายืนหน้าเด๋อ เป็นลิงอยู่ตรงนี้ได้ไงกันเล่า นี่เราเอาอะไรมาคิดกันเนี่ย ความคิดย้อนแย้งกันไปมาจนมึนไปหมด

“นั่นข่าวผมหนิ นี่ผมหมดสติไปหรอ?? ผมจำอะไรไม่ได้เลยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ผมรู้แต่ว่า จู่ๆ ผมก็เดินอยู่ตรงนี้ บ้าจริงพวกนี้เล่นข่าวกันแรงไปแล้วนะ” เขาพูดไปพร้อมกับสีหน้าที่กังวลอย่างเห็นได้ชัด ฉันสังเกตแววตาของเขาดูเศร้ามากจนฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้นจริงๆ แต่ก็อดสงสัยในตัวเขาไม่ได้อยู่ดี น่าตาดีก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะพ่อหนุ่ม

“เดี๋ยวนะคะ เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ นั่นข่าวของคุณ!! ….“High” วง ZoomZoom เนี่ยนะ ”

ฉันมองหน้าเขาแบบไม่เชื่อสุดๆ ก็เขาดูผอมไม่มีน้ำมีนวลเหมือน “High” วง ZoomZoom ที่เคยเจอแล้วหุ่นแซ่บๆเอาเสียเลย แถมไม่ใส่ร้องเท้าเดินเหมือนคนอื่นเขาอีก “คุณคะตื่นค่ะๆ นั่นมัน “High” วง ZoomZoom นะเขาจะมาแต่งตัวแบบคุณในสภาพนี้หรอ แล้วอีกอย่างถ้าคุณเป็น “High” วง ZoomZoom จริงๆ ป่านนี้คนอื่นๆสาวๆพวกนั้นที่มุงดูทีวีคงมากรี๊ดแตกอยู่ตรงนี้แล้วมั้งคะ ดูสิคนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่เห็นมีใครสนใจคุณสักคน ถ้าคุณเป็น ฮายจริงๆ คุณไม่มีทางเดินตัวเปล่าในสภาพแบบนี้หรอก มีหรือจะรอดสายตาสาวๆได้ เผลอๆ อาจโดนสาวๆรุมทึ้งและปาปารัซซี่ตามแชะแน่นอน”

ฉันพูดภาษาเกาหลียาวมาก จนฉันเองก็ตกใจว่าฉันพูดพ่นไฟแบบนี้ออกมาได้ยังไง นี่มันไม่ใช่ภาษาบ้านเกิดของฉันเลยสักนิด ก็แค่พูดตามความรู้สึกออกไปเอง แต่ที่ตกใจไปมากกว่าฉัน ก็คงเป็นคนที่เดินผ่านไปผ่านมา และคนที่อยู่บริเวณรอบๆต่างมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ

“เธอพูดกับใครหนะ”

“นั่นหนะสิ หรือว่าเธอคุยโทรศัพท์ เพราะฉันเห็นในมือเธอถือโทรศัพท์อยู่” เสียงซุบซิบของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาพูดขึ้นเหมือนต้องการให้ฉันได้ยินไปด้วย ยัยปากปลาร้ากิมจิพวกนี้นี่ พูดอะไรของเขากันนะ ขี้นินทาจริงๆเลย ไม่เคยเห็นคนสวยรึไงกันนะ

“ผมตายแล้ว ผมตายแล้วจริงๆหรอ TT” จู่ๆเขาก็พูดโวยวายขึ้นมาเหมือนคนสติหลุดไปแล้ว น้ำตาเขาไหลลงมา ทำเอาฉันตกใจทำอะไรไม่ถูกที่ได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายอกสามศอก โถถังกะละมัง โอ้ปป้า อย่าเศร้าไปๆๆ มาซบอกฉันไหมคะ จุ๊บุๆ (เล่นไม่เลิก 5555)

“เดี๋ยวนะ คุณตายแล้วคืออะไร นี่คุณคือ “High” วง ZoomZoom จริงๆหรอ”

ตาของฉันหรี่เล็กลงเพื่อรอคำตอบจากเขา เมื่อเห็นสีหน้าแววตาที่มันชักจะอินเนอร์จัดไปแล้ว เขาผงกหัวตอบรับ ฉันได้แต่หายใจเข้าให้สุดปอดเพื่อขอเวลาตั้งสติ โอมมม เจ้าพิชชาเอ๋ยจงรวบรวมความคิดตัวเองเดี๋ยวนี้ โอมมมม

ด้วยท่าทางของเขาที่ดูเป็นคนมีความคิดซ้ำซ้อน บุคลิกนิ่งๆ น้ำเสียงโทนต่ำ คำพูด แววตา เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วเขาคงเป็นฮายหรือฮยอนบินจริงๆ แต่ที่ไม่ใช่เลยในสายตาของฉันตอนนี้คือ สภาพเขา และความอ่อนแอของเขานี่แหละ ทั้งโทรมและผอมมาก ต่างจากความเกรี้ยวกราด เจ้าเล่ห์หลอกล่อฉันจนสำเร็จความใคร่อย่างป่าเถื่อนในวันนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าโมโห

หรือว่า… เขาจะตายแล้วจริงๆ เป็นไปตามข่าวแบบนี้หรอ แต่เดี๋ยวนะข่าวเขาก็ไม่ได้บอกว่าตายนี่นา อิตานี่จะโวยวายทำไมว่าตัวเองตาย เพื่ออะไรทำคนสับสนไปหมดแล้ว ข่าวเขาประกาศว่าถูกพบว่าหมดสติเฉยๆนี่นา ถ้าไม่ตายแล้วที่ยืนอยู่ตรงนี้คืออะไรหนีออกมาจากโรงพยาบาลแบบนี้หรอ แต่จะว่าไปแล้วคนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมากลับไม่ให้ความสนใจเขาเลยสักคน ทั้งๆที่เขาเองก็อ้างตัวว่าเป็นดารานักร้องดัง แต่ที่แน่ๆคือมีคนนินทาหาว่าฉันพูดคนเดียว ก็มีเค้าโครงได้ว่าเขาอาจจะตายไปแล้ว วิญญาณออกจากร่างจึงทำให้ไม่ใส่รองเท้าแบบที่คนเห็นวิญญาณหรือผีสางเขาจะเห็นกัน แบบนี้หรอ มันใช่แบบที่ฉันคิดหรือเปล่านะ

สับสนโว้ยยย!!! ตกลงเขาตายแล้วหรือไม่ตายเนี่ย งงหนักมาก สับสนขั้นสุด เฮ้ยยย!!! เดี๋ยวนะ แล้วถ้าเขาเป็นวิญญาณจริงๆนั่นหมายความว่าฉันมองเห็นวิญญาณอย่างนั้นหรอ บ้าไปแล้ววววว!!! O-O ไม่มีทางฉันไม่มีเซ้นท์ทางนี้หรอกนะ แต่พอฉันยื่นมือจะไปจับเขา ชิบหายแล้ว โหวงเหวงเป็นอากาศธาตุเลยเว้ย!! ʕ • o • ʔ ʕ •̀ o •́ ʔ   หน้าของฉันและฮายตอนนี้แทบจะไม่ต่างกันเลย ตกใจสิคะท่านผู้ช๊ม!! 

“คุณครับช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหม ผมอยากกลับบ้าน”

เสียงของเขาปลุกฉันให้สลัดเอาความคิดบ้าๆนั้นทิ้งไป ดวงตาคมเรียวเล็กเหมือนหมาป่าขี้เหงาจ้องหน้าฉันเขม็ง คิ้วดำเข้มกระดกขึ้น สายตาของเขาช่างน่าเอ็นดูเสียจริง พ่อยอดยาหยี เย้ยยย ยาหยีบ้าอัลไล อย่าคิดเสียงดังไปเป็นวิญญาณมักได้ยินความคิดคนนะ อย่าลืมว่าเขาทำไม่ดีกับฉันมาก่อน นี่เขาก็ลืมเรื่องนี้ไปด้วยหรอไง แต่หน้าตามันมีผลจริงๆเลย ที่เขาว่ากันว่าหน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เห็นจะเป็นจริงอย่างเขาว่ากันก็คราวนี้แล้วหละ

“คือว่าฉันไม่ใช่คนที่นี่ค่ะ คงพาคุณกลับบ้านไม่ได้หรอกนะ อีกอย่างตอนนี้คุณก็อาจจะเป็นวิญญาณแล้ว คุณน่าจะไปเองได้นะ ฉันเคยดูในละครแล้วก็ได้ยินคนเล่าลือมาว่าถ้าเป็นวิญญาณ จะไปที่ไหนก็ได้แค่คิดก็สามารถที่จะหายตัวไปได้เลย ชะแว๊บบบ!!!!!! แค่เพียงแว๊ปเดียวก็สามารถไปไหนก็ได้ คุณลองฝึกดูนะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

ฉันแนะนำวิญญาณนักร้องดังตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง อีกใจก็กลัวจนตัวสั่น อยู่ดีไม่ว่าดีจะมาเกาหลี ได้เจอของดีของหายากเกาหลีเข้าให้ไหมหละ เป็นถึงนักร้องหนุ่มรูปหล่อชื่อดังอีกด้วยที่เคยได้เสียกับแกไงพิชชา ขนลุกซู่ตั้งแต่ตาตุ่มยาวขึ้นมาถึงหน้าแข้งและเรียวแขน รีบขอตัวจะเดินไปทางอื่น ขาที่ชาและยกไม่ขึ้นก่อนหน้านี้เริ่มมีพละกำลังขึ้นมาสักหน่อย กำลังจะขยับขาก้าวเดินไป แต่แล้วก็ต้องหยุดเมื่อได้ยินประโยคบอกเล่าจากเขา

“ผมตายแล้วจริงๆหรอ ตอนนี้ผมคิดถึงแม่และที่บ้านมาก แต่ก็ไม่เห็นจะไปไหนอย่างที่คุณว่าเลย” ฮายตอบเสียงสั่นเครือ

นายนี่มันจริงๆเลยนะ แอบรู้มาหรือไงว่าฉันเป็นคนที่ sensitive เรื่องแม่ถึงได้เอาประโยคนี้มาทำให้สงสาร

“แล้วจะให้ฉันทำอย่างไรหละคะ ให้ไปบ้านคุณตอนนี้หรอ? แล้วบอกว่าลูกชายคุณแม่คิดถึงคุณแม่ค่ะ เขายืนอยู่ตรงนี้เห็นเขาไหมแบบนี้หรอ? ว่าแต่บ้านคุณอยู่ไหน หรือคุณจะไปหาร่างคุณที่โรงพยาบาล อาจจะมีปาฏิหาริย์ให้คุณสามารถกลับเข้าร่างได้เอาแบบนี้ไหมคะ” ฉันยื่นข้อเสนอ

“ผมไม่อยากกลับเข้าร่าง ผมไม่อยากอยู่แล้ว ผมแค่อยากลาแม่ก่อนที่ผมจะไปตามทางของผม” ฮายพูดด้วยแววตาเศร้า

“นี่คุณอยากตายขนาดนั้นเลยหรอ” ฉันถามด้วยความสงสัย “ในข่าวที่เขาพูดถึงก็ยังไม่ได้บอกว่าคุณตายนะ เพราะฉะนั้นคุณก็ยังมีโอกาสที่จะกลับเข้าร่างของคุณได้”

ไม่ทันที่เราสองคนจะได้สนทนากันต่อ จู่ๆก็มีมือนึงมาสะกิดที่แขนฉันเบาๆ

“คุณคะ ไม่ทราบว่าคุณยืนคุยกับใครคะ พอดีลูกชายฉันเห็นคุณยืนคุยกับใครสักคน แต่ฉันไม่เห็น ตอนนี้แกกลัวมากนั่งร้องไห้ใหญ่เลย” หญิงวัยกลางคนชี้ไปทางลูกชายที่นั่งร้องไห้อยู่ตรงเก้าอี้ไม้กับพ่อของเขา

“เอ่ออ…. คืออ...” จังหวะนั้นเองสายตาอันไวและหัวใสบริ๊งของฉันก็เหลือบเห็นผู้ชายคนนึงกำลังคุยโทรศัพท์โดยใช้บลูทูธเสียบที่หู ฉันจึงแกล้งยกมือขึ้นมาจับที่ตุ้มหูของตัวเองทันที

“อ๋ออ คือฉันคุยโทรศัพท์ผ่านระบบบลูทูธ มันจะเสียบไว้เหมือนตุ้มหูเลยค่ะ อาจจะอันเล็กไปนิดนึงเลยมองเห็นไม่ชัด เด็กๆอาจจะงงและตาฝาดไปมั้งคะ เลยเหมือนว่าฉันกำลังคุยกับใครอยู่ แถวนี้คนเดินกันไปมาเยอะแยะเลยค่ะ แกคงสับสน 5555”

  ฉันแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนหลังจากพ่นภาษาเกาหลีไฟแล่บเสมือนบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เพียงแต่ว่าสำเนียงอาจจะไม่ใช่เจ้าถิ่นแถวนี้ ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะนะ ผู้หญิงวัยกลางคนคนนี้ก็เชื่อสนิทใจ และรีบเดินไปบอกลูกชายตัวเล็กให้หายจากความกลัว พอสถานการณ์คลี่คลายฉันจึงหันกลับมาหาผู้ชายตรงหน้าอีกครั้ง

“เอออ เมื่อกี้เราคุยกันถึงตรงไหนแล้วนะคะ…??”

ไม่พบเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียกขึ้นมาทันที เนื่องจากว่าฮายไม่ได้อยู่ตรงนี้เสียแล้ว ฉันสอดสายตามองดูไปรอบๆก็ไม่พบเจอเขาอีก แม้แต่เงาก็ไม่มี เขาเป็นผีจะมีเงาได้ไงกัน!! หรือว่าเขาจะฝึกวิชาหายตัวได้แล้วนะ ก็บอกแล้วไงว่าฉันได้ยินมาจากปู่ย่าตายาย รวมถึงพระอาจารย์ทั้งหลายมา แค่คิดวิญญาณก็หายตัวได้แล้ว

บอกแล้วไม่เชื่อ ตอนนี้เป็นไงหละ หายตัวแว๊ปไปแว๊ปมา เล่นเอาเราใจหายใจคว่ำพอกันพอดี ที่ร่ายมาทั้งหมดนี่คือกลัวสุดพลังแรงเกิดเลยนะ เมื่อไม่เจอเขาก็ดีแล้วหละจะได้เดินหาของกินต่อ (ยังไม่พ้นเรื่องกิน) พอดูเวลาที่มือถือก็พบว่ายังพอมีเวลาให้เดินเวิ่นเว้อ ก่อนที่จะกลับไปเตรียมตัวสำหรับเรียนคลาสแรกพรุ่งนี้ที่ห้อง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น