หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 21 ตราหยกขาว (1)

ชื่อตอน : บทที่ 21 ตราหยกขาว (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2562 18:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21 ตราหยกขาว (1)
แบบอักษร

พี่รองมาแล้วเหรอคะ?

จงลั่วเฉินมองหน้าน้องสาวของตน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากรีบถามน้องสาวว่า “คุณปู่อาการเป็นอย่างไรบ้าง?”

น้องสาวคนเล็กของตระกูลจงตอบด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนักว่า “หมอบอกว่าช่วงสองสามวันมานี้ คุณปู่ท่านกำลังสับสนและจำใครไม่ได้เลย”

จงลั่วเฉินแค่พยักหน้า แล้วผลักประตูเข้าไปในห้องที่ปู่ของเขานอนอยู่

ในห้องอันหรูหรา เต็มไปด้วยเหล่าญาติๆ ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วงรายล้อมอยู่รอบเตียง ทั้งยังมีคุณหมอสองท่านกับพยาบาลอีกสามคนคอยเฝ้าดูอาการของคุณปู่ผ่านทางเครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจอย่างใกล้ชิด

“ลั่วเฉิน ในที่สุดแกก็กลับมา” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่ข้างเตียงกล่าวทักทายเขา

จงลั่วเฉินรีบพยักหน้าพร้อมกลับเดินเข้าไปข้างในห้อง ตระกูลจงนั้นเป็นตระกูลใหญ่ แต่หากจะนับสายเลือดโดยตรงแล้วมีเพียงไม่กี่คน เพราะเจ้าสัวตระกูลจงหรือปู่ของจงลั่วเฉินมีลูกชายและลูกสาวแค่อย่างละคนเท่านั้น

พ่อของจงลั่วเฉินได้รับเชื้อจากโรคประหลาดชนิดหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาพ่อของเขาก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็น แม้กระทั่งพูดคุยทั่วไปก็ยังไม่คล่องเลย ส่วนคุณป้าพี่สาวของพ่อจงลั่วเฉินก็เสียไปด้วยสาเหตุการคลอดบุตรยาก และชายที่ทักทายเขาเมื่อครู่นี้ก็คือสามีของป้าที่มีชื่อว่า หวังกั๋วลี่

“ลั่วเฉิน แม่กลัวว่าปู่ของลูก...สองสามวันนี้เธอคอยอยู่ดูแลปู่เธอที่นี่เถอะ” แม่ของจงลั่วเฉินพูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ

จงลั่วเฉินจึงรีบพูดขึ้นมาในทันทีว่า “แม่และทุกคนหลบไปก่อน...คุณหมอทั้งสองท่านเตรียมตัวให้เร็ว เพราะผมจะเคลื่อนย้ายตัวคุณปู่ไปอยู่ที่อื่น”

อันที่จริงแล้วสถานการณ์ตอนนี้ควรจะอยู่ในบรรยากาศเศร้าโศกเสียใจ แต่ท่าทางของจงลั่วเฉินกลับดูจริงจังและเด็ดขาดมาก การกระทำของจงลั่วเฉินนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ตกตะลึง...และเหมือนจะไม่มีใครกล้าขัดใจเขาเลย

“ลั่วเฉิน แกทำบ้าอะไร?”

ในเวลานี้เองที่ชายหนุ่มอีกหนึ่งเดินมาจากทางด้านหลัง เขาคือหลานชายคนโตของตระกูลจง จงลั่วอวิ๋น! เขาเดินพุ่งตรงมายังจงลั่วเฉินแล้วพูดว่า “หมอบอกว่าคุณปู่อาการแย่มาก อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายคุณปู่ตอนนี้เลย หรือแกอยากเห็นคุณปู่ทนทุกข์ทรมานจากการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของแกในวินาทีสุดท้ายของชีวิตท่าน? ”

“ลั่วเฉิน?” แม่ของเขามองลูกชายของตนด้วยความสงสัย

จงลั่วเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ฟังผมนะ ผมไม่มีเวลามากพอที่จะมาอธิบาย แต่ว่า...ถ้าทุกคนอยากจะช่วยชีวิตของคุณปู่ ให้ทำตามสิ่งที่ผมพูด! เราจะช้าไม่ได้แล้ว!”

จงลั่วอวิ๋นขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “หมอที่เก่งที่สุดในประเทศก็ไปหามาแล้ว แกยังมีวิธีอะไรอีก”

“เอาน่า มันเป็นวิธีที่จะทำให้คุณปู่รอด” จงลั่วเฉินส่ายหัว ก่อนหันไปพูดกับหมอที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งว่า “มัวยืนอึ้งอยู่ทำไม? ผมให้พวกคุณไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้!”

“ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้!” จงลั่วอวิ๋นพูดขึ้นด้วยความโมโห แล้วคว้าจับไหล่ของน้องชายตนเอง พลันพูดว่า “ลั่วเฉิน ฉันไม่รู้ว่าแกคิดจะทำอะไร แต่ถ้าแกไม่พูดและอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน แกก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่...สองสามวันมานี้ทุกคนกำลังขวัญเสียกับอาการที่ทรุดลงของคุณปู่ ฉันจะไม่ยอมให้แกพาคุณปู่ออกไปแบบนี้คนเดียวแน่นอน น้องเล็ก เธอจะอยู่ข้างใคร?”

ลูกคนที่สามของตระกูลเจอคำถามกะทันหันแบบนี้ก็ตอบไปพร้อมกับขมวดคิ้วว่า “หนูเห็นด้วยกับคำพูดของพี่ใหญ่ค่ะ แต่ก็ยังอยากจะฟังคำอธิบายของพี่รอง ถ้ามีวิธีไหนที่รักษาคุณปู่ได้ หนูจะสนับสนุนเป็นคนแรกเลย พี่รองคะ การเคลื่อนย้ายตัวของคุณปู่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ...ถ้าตอนนี้พี่มีอะไรอยู่ในใจก็ควรบอกกับทุกคนที่อยู่ที่นี้ให้เข้าใจนะคะ”

จะให้พูดยังไงล่ะ? ให้พูดเรื่องของสมาคมอย่างนั้นเหรอ? เรื่องเหลือเชื่อแบบนั้น...พูดออกไปไม่ได้หรอก และถึงแม้ว่าจะพูดก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี

“ถ้าหากทุกคนคิดว่าผมจะทำอะไรระหว่างทางเคลื่อนย้ายตัวคุณปู่ล่ะก็ ให้ตามผมไปได้” จงลั่วเฉินกล่าวขึ้นอย่างรีบเร่งอีกว่า “ทุกคนฟังนะ ถ้าคุณปู่ยังอยู่ที่นี่ก็เหมือนกับรอวันตายเท่านั้น แต่ถ้าจัดการตามที่ผมบอก คุณปู่จะรอด! แทนที่จะนั่งนอนรอความตายอยู่ที่นี่ ไม่สู้ลองปล่อยมือไปดูสักตั้งล่ะ”

“ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมา หากไม่พูดให้เรื่องมันชัดเจน ฉันจะไม่มีวันเห็นด้วยกับการกระทำของแกอย่างแน่นอน” จงลั่วอวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “ตระกูลจงในเวลานี้ยังไม่ถึงคราวที่แกจะเป็นผู้ตัดสินใจได้ในทุกเรื่อง!”

“ช้าก่อน”

ในขณะนั้นเองชายชราที่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างเตียงก็เอ่ยปากขึ้น

เมื่อชายชราพูดขึ้นแน่นอนว่าสายตาของทุกคนย่อมจับจ้องไปทางเขา ชายชราคนนี้ไม่ได้แซ่จง แต่ก็มีอำนาจในตระกูลนี้พอตัว เพราะตลอดทั้งชีวิตของชายชราผู้นี้ได้ติดตามเจ้าสัวตระกูลจงไปทุกหนทุกแห่ง และพูดได้ว่ากิจการที่ตระกูลจงเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ครึ่งหนึ่งก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ซึ่งเป็นชายชราไร้ลูกขาดมิตรที่อยู่อย่างสันโดษ เจ้าสัวตระกูลจงนับว่าเขาเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ แม้กระทั่งเคยกล่าวไว้ว่าหากมีฉันอยู่ก็จะมีชายชราคนนี้อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งยังยกคนรุ่นสามของตระกูลจงทุกคนเป็นหลานบุญธรรมของเขาอีกด้วย

“คุณปู่หลัว!” จงลั่วเฉินมองไปยังชายชราคนนี้ด้วยสายตาเป็นประกาย

แล้วชายชราก็พูดในสิ่งที่เขาเข้าใจกันสองคนว่า “ลั่วเฉิน หลานเห็นคนคนนั้นแล้วใช่ไหม?”

จงลั่วเฉินพยักหน้า

สายตาของชายชราแซ่หลัวคนนี้เปล่งประกายขึ้นมาทันที และดูเหมือนว่าใบหน้าที่เศร้าหมองของเขาได้หายไปแล้ว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า “มัวทำอะไรอยู่อีก? ยังไม่รีบเคลื่อนย้ายตัวของเจ้าสัวอีกเหรอ? หากใครช้าฉันจะไม่ให้โอกาสมันหายใจอีกต่อไป!”

ในที่สุด! ชายชราที่มีอำนาจเด็ดขาดของตระกูลจงก็เห็นด้วยกับจงลั่วเฉิน?!

สีหน้าของจงลั่วอวิ๋นกับน้องคนเล็กเปลี่ยนไปในทันที จงลั่วเฉินไปทำท่าไหนนะถึงได้รับความไว้วางใจจากคุณปู่หลัว?!

......

......

ลั่วชิวพยักหน้าให้กับจางชิ่งหรุ่ยผ่านทางกระจกรถ พร้อมพูดขอบคุณกับเธอ และลงรถตรงหน้าอาคารที่จะทำการประมูล

อันที่จริงแล้วจางชิ่งหรุ่ยอาสาจะพาลั่วชิวเข้าไปในงานประมูลกับเธอ แต่ด้วยลั่วชิวกลัวว่าคนอื่นจะสงสัย และกลัวว่าเรื่องมันจะวุ่นวายจึงปฏิเสธเธอไป

พอลั่วชิวปฏิเสธเธอแล้ว จางชิ่งหรุ่ยก็ไปลงรถทางชั้นใต้ดินของตึกที่จัดการประมูล ส่วนลั่วชิวเข้าทางประตูปกติกับโยวเย่

“การรักษาความปลอดภัยของที่นี่ไม่ค่อยเข้มงวดสักเท่าไรนัก”

ในขณะที่เดินอยู่ โยวเย่ก็พูดขึ้นอย่างไม่ลังเลว่า “นายท่านคะ ถ้านายท่านอยากจะประมูลตราหยกแผ่นนั้นมา โยวเย่สามารถเอามันมาได้อย่างง่ายดาย เพราะเมื่อเทียบกับความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในฝรั่งเศสแล้วล่ะก็ ต่างกันเยอะค่ะ”

ลั่วชิวมองไปรอบๆ และไม่ได้สนใจคำพูดของโยวเย่ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อ หากแต่ว่าเขาเชื่อเธอมากจึงปฏิเสธเธอไป

“ฉันรู้ว่าเธอเคยได้สัมผัสกับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มาแล้ว...แต่จางชิ่งหรุ่ยเป็นเพื่อนของฉัน ฉันไม่อยากสร้างความวุ่นวายให้กับเธอ” ลั่วชิวส่ายหัวแล้วพูดต่ออีกว่า “ว่าไปแล้ว ฉันก็แค่สนใจแต่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะครอบครองตราหยกอีกอันนั้น”

อีกทั้งสิ่งของที่ไม่ได้มาจากค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนก็ไม่สามารถถวายเป็นเครื่องบูชาได้

และไม่ว่าจะได้ตราหยกอีกอันหนึ่งมาไว้ในกำมือหรือไม่ หรือมันจะมีอะไรบางอย่างเชื่อมถึงกัน หรือมันก็อาจจะเป็นแผ่นตราหยกที่คู่กันมาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ตอนนี้มันก็แยกออกจากกันเป็นสองแผ่น และมีความหมายในตัวของมันเอง แล้ว

เพียงแต่ว่า ลั่วชิวยินดีที่จะเอาตราหยกของตัวเองเก็บเข้าคลังไป เพื่อที่แผ่นตราหยกที่เขามีในครอบครองจะไม่ใช่ค่าธรรมเนียมอีกต่อไป 

“ฉันเข้าใจแล้ว” โยวเย่ยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นใช้วิธีใสสะอาดเอามันมาก็พอแล้วสินะคะ?”

“วิธีใสสะอาด” ลั่วชิวอึ้งไปชั่วครู่ ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ฉันรู้ว่าสมาคมทราฟฟอร์ดแห่งนี้มีเงินทองมหาศาล แต่ในสมุดคู่มือเขียนไว้อย่างชัดเจน ว่าทรัพย์สินเหล่านี้จะใช้ได้แค่กับสิ่งของที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนกับลูกค้าเท่านั้น ก็หมายความว่าฉันเองก็ไม่มีสิทธิ์ใช้มันกับเรื่องส่วนตัว?”

โยวเย่ยิ้มแล้วพูดว่า “เมื่อก่อนมีลูกค้าบางคนให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ กับฉันเหมือนกันนะ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น