เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 17 แพทย์อัจฉริยะ

ชื่อตอน : บทที่ 17 แพทย์อัจฉริยะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 476

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2562 14:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 แพทย์อัจฉริยะ
แบบอักษร

ชาวบ้านทุกคนต่างอ้าปากตาค้าง บ้างก็คิดว่าเจ้าเมืองกำลังเล่นตลกอันใดกันถึงได้ให้เด็กหนุ่มหน้าละอ่อนคนหนึ่งมารักษาโรคร้ายให้ชาวเมืองซึ่งไม่มีหมอคนไหนสามารถรักษาโรคนี้ได้ ญาติของผู้ป่วยบางคนถึงกับโกรธการล้อเล่นกับชีวิตคนเช่นนี้ของทางการเป็นอย่างมาก ทั้งตะโกนด่าทั้งเขวี้ยงปาสิ่งของใส่ เหล่าทหารและเจ้าหน้าที่ศาลต่างก็ต้องเอาตัวมาบดบังร่างของถังเฟยหู่ไว้เพื่อป้องกันท่านหมอตามหน้าที่

“หยุดนะ ท่านหมอตั้งใจมารักษาทุกคนจริงๆ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ศาลพยายามตะโกนบอกต่อชาวบ้านระหว่างหลบผักและสิ่งของต่างๆที่ถูกปามาใส่

“อย่ามาโกหกเลย เจ้าพวกทางการไม่เคยเห็นหัวพวกเรา คิดใช้เด็กคนหนึ่งมาหลอกพวกเราหรือ หึ! ฝันไปเถอะ!”

“ใช่! พวกแกอย่ามาหลอกพวกเรา!”

“ใช่! ออกไปสะเจ้าพวกหลอกลวง!”

เสียงตะโกนด่าทอของชาวบ้านยิ่งนานเข้าก็ยิ่งรุนแรงและกระจายออกไปในวงกว้างจนแทบไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป การจลาจลที่เกิดขึ้นมานี้ก็เพราะความไม่เชื่อใจของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวที่กระจายไปดุจไฟลามทุ่ง ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่นั้นมักจะมองผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอกโดยไม่สนใจเนื้อแท้ที่อยู่ภายใน บางคนมองเห็นขอทานทั้งหลายก็ตีค่าว่าคนพวกนั้นน่ารังเกียจและไร้ค่า โดยที่ไม่ทราบเลยว่าบางทีจิตใจของพวกเขานั้นอาจสูงค่ากว่ามหาเศรษฐีใจคดที่ชอบเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านตาดำๆ ถังเฟยหู่มองเหล่าชาวบ้านด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปต่างๆนาๆ ทั้งสงสารและไม่พอใจที่ถูกผู้คนมองคุณค่าของตัวเขาจากภายนอกมิใช่ภายในของเขา

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” ในตอนนั้นเองที่มีเสียงของเด็กน้อยคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหน้าขบวนของเหล่าประชาชนที่ประท้วงทางการ เด็กน้อยคนนั้นได้กางมือทั้งสองข้างขวางประชาชนทั้งหลายไว้ ผู้คนที่ด้านหน้าสุดนั้นเมื่อเห็นร่างของเด็กน้อยนั้นขวางไว้ต่างก็หยุดการเคลื่อนไหวทั้งทั้งหลายเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ส่วนผู้คนที่ด้านหลังก็หยุดร่างตามๆกันไป

“ถอยไปสะเด็กน้อย! กลับไปหาแม่ของเจ้าไป!!” หนึ่งในกลุ่มคนที่ก่อจลาจลตะคอกใส่เด็กน้อยตรงหน้านี้ แต่เด็กน้อยนั้นหากลัวไม่ เธอไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อยนิดภายในสายตาของเธอ ภายในดวงตานั้นมีแต่ความแน่วแน่และไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อยกับผู้คนตรงหน้า

“ข้าไม่ถอย!” เด็กน้อยนั้นเถียงกลับไป “ชีวิตของข้าถูกพี่ชายหมอผู้นี้ช่วยไว้ ก่อนหน้านี้ข้าก็ติดโรคระบาดเช่นเดียวกับพวกท่าน แต่พี่ชายหมอได้ช่วยรักษาข้าให้หายได้ ข้าขอร้องเถอะ ได้โปรดเชื่อใจข้า เชื่อใจพี่ชายหมอ ปล่อยให้พี่ชายได้ช่วยเหลือพวกท่านเถอะ!” เสียงหวานใสของเด็กน้อยอาฉวี่สะท้อนก้องเข้าสู่หูของทุกผู้คน สร้างความรู้สึกสะเทือนใจบางอย่างขึ้น และในตอนนั้นเองที่ได้มีคนผู้หนึ่งออกมายืนอยู่เคียงข้างของอาฉวี่ซึ่งก็คือจางฟางจิ้ง เจ้าของร้านตีเหล็กแห่งเมืองฟูเจี้ยนเอง

“ถูกของอาฉวี่แล้ว พวกเจ้าเป็นผู้ใหญ่สะเปล่า เด็กแล้วอย่างไร แก่แล้วเป็นไฉน พวกเจ้าไม่เคยเป็นเด็กหรืออย่างไร! หรือเด็กคนหนึ่งมีพรสวรรค์สูงส่งก็ผิดด้วยหรือ หากพวกเจ้าไม่เชื่อมั่นในฝีมือของหลานชายข้าก็ไม่เป็นไร แต่พวกเจ้าก็ไม่มีทางเลือกอะไรมากมายอยู่แล้ว…ทำไมถึงไม่คว้าโอกาสที่อยู่เบื้องหน้านี้! พวกเจ้ามันช่างโง่เง่า!!!” สองคำว่าโง่เง่าถูกเปล่งออกมาด้วยลมปราณของชายแก่จางฟางจิ้งดังก้องสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณ ราวกับสองคำนี้สะท้อนไปมาภายในรูหูของของผู้คนที่กำลังบ้าคลั่งเบื้องหน้าราวกับเป็นการเอาไม้หน้าสามมาฟาดหน้าให้ทุกคนตื่นขึ้นมาจากความเลอะเลือน

ท่าทีอันแข็งกร้าวของบรรดาญาติผู้ป่วยนั้นดูบรรเทาเบาบางลง ทุกผู้คนได้ตื่นขึ้นจากความเขลาของตนเอง ชายแก่เบื้องหน้านี้พูดถูกต้องแล้ว พวกเขาสามารถที่จะเลือกอะไรได้อีก หากรอให้เนิ่นนานต่อไปญาติพี่น้องที่ตัวเองรักจักต้องตายอย่างแน่นอน แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ละ เปรียบเสมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ มือเท้าต่างต้องแหวกว่ายคว้าทุกอย่างที่สามารถคว้าไว้ได้เพื่อมีชีวิตรอด

“…ท่านผู้เฒ่าพูดถูกแล้ว พวกเรากำลังทำบ้าอะไรกันอยู่” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาทำลายบรรยากาศที่นิ่งเงียบนี้ ทุกคนต่างหันกันมองไปชายคนนั้น ใบหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดมากมาย ทั้งความรู้สึกผิดต่อหมอวัยหนุ่มเบื้องหน้าที่อุส่าเสนอตัวออกมาช่วยทุกคนในเมืองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทั้งรู้สึกผิดต่อภรรยาของตนที่ป่วยอยู่เบื้องหลัง แต่เขากลับให้ความโกรธของตนเองมาครอบงำและพุ่งเข้าใส่คนของทางการโดยไม่คิดหน้าคิดหลังและทิ้งภรรยาของตนไว้ เขานั้นได้หันหลังกลับไปและเดินกลับไปหาภรรยาของตนเอง ฝูงชนนั้นต่างก็ได้แหวกออกเป็นทางเพื่อให้ชายผู้นั้นได้เดินตรงไปที่ด้านหลังกลุ่มจลาจล

ชายคนนั้นเมื่อเดินได้มาจนสุดทาง ผู้ที่เฝ้ารออยู่ด้านหน้าของเขาคือสตรีนางหนึ่งที่นอนอยู่ในเปลผ้าซึ่งถูกผูกไว้กับท่อนไม้สองท่อนเพื่อใช้แบกร่างของนางมายังที่นี้ ผิวกายของนางนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนเฉกเช่นเดียวกันกับอาฉวี่ในกาลก่อน ชายคนนั้นคุกเข่าลงที่ด้านของข้างสตรีนางนั้นและค่อยๆกุมมือของนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยนโดยไม่สนว่าโรคระบาดที่น่ากลัวนี้จะแพร่กระจายมาสู่เขาไหม ในแววตาของเขาดูมีความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่หลายส่วน ปากของเขาดูสั่นพร่าและเสียงที่เอ่ยออกมานั้นถูกเปล่งด้วยเสียงที่ดูสั่นอย่างแปลกๆราวกับเก็บความทุกข์มากมายไว้

“ฮูหยิน..ขะ..ข้า....ขอโทษ” เมื่อเอ่ยคำที่ยากลำบากราวกับมีบางสิ่งมาค้ำคอไว้ออกมาได้สำเร็จ ราวกับทำนบที่ถูกทลาย ความสำนึกผิดมากมายพรั่งพรูออกมา เขาเข้าไปกอดภรรยาของเขาด้วยความทุกข์เหลือคณา “ข้าพอเจ้ามาเพื่อรักษา...มิใช่มาทำสิ่งไร้สาระเช่นนี้ เมื่อเจ้าหาย...เราจะไปท่องเที่ยวสวนดอกไม้ที่เจ้าชอบ ไปกินน้ำชาที่ข้างลำธารที่เราได้พบกันครั้งแรก...เจ้าต้องหายนะ ท่านหมออยู่ที่นี้แล้ว...เขาเป็นเด็กแล้วอย่างไร ขอเพียงรักษาเจ้าได้.....สิ่งใดก็ล้วนไม่สำคัญอีกแล้ว” น้ำตาที่ไหลอาบแก้มของชายคนนั้นไหลลงมาบนไหล่ของภรรยาเขาจนเปียกชุ่มไปเสียหมด เมื่อทุกคนได้ยินได้เห็นการกระทำของชายคนนี้ที่เบื้องหน้ายิ่งบีบรัดหัวใจของพวกเขายิ่งนัก

ถูกแล้ว...เหมือนกับที่ชายคนนี้พูดขึ้นมา พวกเขากำลังทำบ้าอะไรกันอยู่!

ฝูงชนที่กำลังรุมล้อมคนของทางการและถังเฟยหู่อยู่ต่างก็ได้ถอยฉากออกมาและกลับไปหาญาติพี่น้องและคนที่ตนเองรักที่พวกเชาทิ้งไว้เบื้องหลังดุจเดียวกับชายคนนั้น เหตุการณ์เช่นเดียวกับชายคนนั้นเกิดขึ้นมากมายรอบศาล ผู้คนมากมายต่างขอโทษคนที่ตนเองรักและสำนึกเสียใจในสิ่งที่ตัวเองพึ่งกระทำไป โชคยังดีที่ชายแก่เจ้าของร้านตีเหล็กได้เตือนสติพวกเขาให้รู้ว่าตนเองโง่เง่าแค่ไหนก่อนที่จะทำเรื่องทึ่ไม่อาจแก้ไขได้

“ท่านหมอ ดูเหมือนว่าสถานะการณ์จะออกมาในทางที่ดีนะขอรับ” เจ้าหน้าที่ศาลด้านข้างถังเฟยหู่ได้กล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

“ยังหรอก...นี่ก็แค่ขั้นแรกเพียงเท่านั้น ยังไม่มีใครถูกรักษาเลยแม้แต่คนเดียว หน้าที่ของพวกเรายังมีอีกเยอะนัก ข้าจะไปจัดการเตรียมการรักษา ส่วนพวกท่านได้โปรดช่วยคัดแยกผู้ป่วยที่อาการหนักให้เข้าทำการรักษาก่อนเป็นอันดับแรก รบกวนด้วย” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับประสานมือคาราวะจากนั้นจึงได้รีบเข้าไปยังด้านในศาลในทันที โดยเขาได้ใช้ห้องหนึ่งที่ปิดมิดชิดด้านในสุดของศาลเพื่อใช้เป็นห้องรักษา เขาได้บอกกล่าวกับเจ้าหน้าที่ในศาลเพื่อกันผู้คนออกจากบริเวณห้องรักษานี้เพื่อป้องกันไม่ให้พิษนี้กระจายสู่ภายนอก...แต่นั่นก็เพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น

ถังเฟยหู่ไม่ต้องการให้ความลับเรื่องที่เขาฝึกฝนลมปราณห้าพิษอันน่าหวาดกลัวนี้หลุดรอดออกไป การทำตัวโดดเด่นจนเกินไปนั้นจะเป็นภัยต่อตัวเองเสียเปล่าๆ การทำตัวให้ดุจดั่งคมในฝักนั้นย่อมดีกว่า

ที่ด้านนอกนั้นเจ้าหน้าที่ศาลได้เชิญแพทย์ทั้งหลายภายในเมืองเพื่อร่วมวินิจฉัยและคัดกรองอาการของผู้ป่วยทุกคน ซึ่งเหล่าแพทย์ที่มั่นใจในฝีมือตัวเองเหล่านี้ต่างก็มีสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบว่าหมอที่ประกาศว่าสามารถรักษาทุกคนภายในเมืองที่แม้แต่พวกเขายังทำไม่ได้จะเป็นเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเพียงคนเดียว ถึงแม้จะไม่พอใจก็ตามแต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ในเมื่อทางการจ่ายเงินให้พวกเขาเป็นค่าเหนื่อยในการช่วยงานในครั้งนี้ พวกเขาก็จำต้องทำงานให้คุ้มกับค่าจ้าง แม้อีกใจหนึ่งพวกเขาจะมองว่าเป็นการเสียเวลาเพียงเปล่าๆที่จะให้คนรุ่นใหม่ที่มั่นใจในตัวเองมากจนเกินไปทำการรักษา แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของเจ้าเมือง พวกเขาจะทำอะไรได้?

แม้ในใจจะคิดว่าเป็นการเสียเวลาเปล่า แต่แพทย์เหล่านี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยมยิ่งนัก ใช้เวลาเพียงไม่เกินครึ่งชั่วยามก็สามารถคัดแยกผู้มีอาการหนักเบาได้เป็นระดับ โดยผู้ป่วยที่อาการหนักและมีผิวกายเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มนั้นถูกผูกแขนไว้ด้วยผ้าสีแดงซึ่งจะถูกรักษาเป็นลำดับแรก รองลงมานั้นเป็นผู้ป่วยที่ผิวกายเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนซึ่งจะถูกผูกไว้ด้วยผ้าสีส้มที่แขนและจะถูกรักษาในลำดับต่อมา รองลงมานั้นจะเป็นผู้ป่วยที่ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนเป็นจุดๆไปตามแต่ละส่วนของร่างกาย ส่วนผู้ที่ถูกรักษาเป็นลำดับสุดท้ายจะเป็นผู้ที่มีอาการเป็นไข้และมีอุณภูมิร่างกายที่สูงมากและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อยซึ่งผู้ป่วยลำดับสุดท้ายนี้จะถูกผูกไว้ด้วยผ้าสีเขียวที่แขน

เมื่อการคัดกรองผู้ป่วยทั้งหลายเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลจึงได้พาผู้ป่วยลำดับแรกที่ถูกผูกแขนไว้ด้วยสีแดงเข้าไปด้านในๆทันที ซึ่งญาติของผู้ป่วยนั้นถูกห้ามตามเข้าไปด้านใน ได้แต่เฝ้ารออยู่ด้านนอกเพียงเท่านั้น แม้ในใจญาติจะไม่พอใจ แต่พวกเขาก็เข้าใจว่าเพื่อความสะดวกในการรักษา พวกเขาได้แต่ทนรออยู่ด้านนอกเพียงเท่านั้น

ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ศาลได้พาผู้ป่วยคนแรกผ่านธรณีประตูเข้ามาภายในห้องรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ด้านหลังประตูนั้นคือโต๊ะไม้ยาวซึ่งถูกวางเรียกต่อกันกลางห้องซึ่งถูกใช้ต่างเตียงเพื่อความสะดวกในการรักษา เจ้าหน้าที่ศาลได้แบกเปลนอนของผู้ป่วยคนแรกวางไว้บนเตียงรักษาชั่วคราวนี้จากนั้นจึงค่อยเดินออกไปและปิดประตูไม้นี้ลง

ภายในห้องนั้นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากเตียงรักษาชั่วคราวนี้และเก้าอี้หนึ่งตัวด้านข้างเตียงชั่วคราวนี้ ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นี้ก็คือถังเฟยหู่ผู้ที่ถูกกล่าวขานไปต่างๆนาๆโดยมีทั้งดีและไม่ดี แต่เขาก็ได้หาสนใจไม่ ที่เขาต้องการก็คือความถูกต้อง...เขาจะต้องหยุดแผนการณ์ร้ายของใครบางคนที่ต้องการทำร้ายบ้านเกิดเขาให้ได้ และอีกหนึ่งผลพลอยได้จากเหตุการณ์นี้ก็คือ...การได้รับพิษของคนทั้งเมืองแห่งนี้เพื่อฝึกฝนลมปราณห้าพิษ

ถังเฟยหู่มองผู้ป่วยคนแรกที่อยู่บนเตียงด้านหน้านี้ คนผู้นี้เป็นหญิงชรานางหนึ่งที่มีผิวกายเป็นสีม่วงเข้ม น่าแปลกยิ่งนักที่หญิงชรานางนี้สามารถรอดมาได้จนถึงตอนนี้เพื่อรอการรักษาจากเขา “ท่านยาย...ท่านพยายามได้ดีมาก ท่านเก่งมาก ต่อจากนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” ถังเฟยหู่ใช้ลมปราณของตนเองผลักดันร่างกายของหญิงชราผู้นี้ให้อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงรักษา จากนั้นชายหนุ่มจึงได้ใช้ฝ่ามือของตนเองประทับไว้บนกลางหลังของนางและใช้ออกด้วยเคล็ดดึงดูดเพื่อดูดซับพิษในร่างของนางมาโดยเลือกดูดกลืนพิษที่หัวใจ กระเพาะ ปอด กระเพาะปัสสาวะและเส้นเลือด ตามลำดับศาสตร์ห้าธาตุภายในร่างกายได้แก่ ไฟ ดิน ทอง น้ำ ไม้

เมื่อดูดกลืนพิษทั้งหมดจากร่างของหญิงชราแล้วร่างของนางก็ได้กลับมามีสีผิวกายเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง ในคราครั้งนี้นับว่ารวดเร็วกว่าครั้งของอาฉวี่อยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนพิษที่ได้ดูดกลืนมานั้นถังเฟยหู่ได้กระจายและกักเก็บไว้ภายในตันเถียนของตัวเองโดยยังไม่ได้ใช้มันเพื่อฝึกฝนลมปราณห้าพิษ เพราะนั่นจะเป็นการเสียเวลาจนเกินไป เขาจำต้องรักษาผู้ป่วยทั้งหลายให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อรักษาหญิงชราเสร็จสิ้นแล้วชายหนุ่มจึงได้กระตุกด้ายที่ถูกผูกไว้ด้านข้างตัวของเขาหลายๆทีซึ่งด้ายนี้ถูกโยงออกไปที่ด้านนอกและที่ปลายด้านนั้นถูกผูกติดไว้ด้วยกระดิ่งเล็กๆอันหนึ่ง

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

เสียงใสของกระดิ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนจำนวนมากไปได้ ในแววตาของพวกเขามีความคาดหวังหลายๆอย่าง บ้างก็ต้องการที่จะพบเห็นว่าการรักษานี้ได้ผลไหม บ้างก็หวังจะเห็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของคนที่มั่นใจในตัวเองมากจนเกินไป ซึ่งเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งนั้น เจ้าหน้าที่ศาลที่มีหน้าที่ขนย้ายผู้ป่วยจึงได้รีบมุ่งสู่ห้องรักษาของถังเฟยหู่ในทันที เพราะพวกเขาก็คาดหวังอยากเห็นหมอหนุ่มผู้นี้สามารถรักษาพิษร้ายที่สร้างความหวาดกลัวให้กับเมืองของพวกเขาได้ พวกเขานั้นได้หยุดยืนอยู่หน้าห้องรักษาอยู่อึดใจหนึ่ง เพราะพวกเขาหวาดกลัวยิ่งนักที่จะรู้คำตอบที่อยู่ตรงหน้านี้...ใจหนึ่งก็ต้องการที่จะรู้คำตอบให้ได้ ส่วนอีกใจหนึ่งก็กลัวความผิดหวังว่าไม่เหลือหนทางใดจะรักษาอีก

“…ไปกันเถอะ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ศาลเอ่ยขึ้นดึงสติของเพื่อนๆเขา

เจ้าหน้าที่ศาลทุกคนได้เข้าไปด้านในๆทันที สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือร่างที่ยังไม่ได้สติของหญิงชรานางนั้น ในขณะนี้ผิวกายของนางนั้นได้กลับมาเป็นปกติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การได้ฟังคำบอกเล่าก็อย่างหนึ่ง การได้รับรู้ด้วยตนเองก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง พวกเขานั้นได้พบได้เห็นด้วยตาของตนเองแล้วว่าหมอหนุ่มผู้นี้สามารถรักษาพิษร้ายอย่างที่เขากล่าวได้จริงๆอย่างที่กล่าวอ้างไว้

ใบหน้าของพวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความดีใจและโล่งใจ เมืองฟูเจี้ยนมีหนทางรอดแล้ว พวกเขารีบขนย้ายหญิงชราผู้นั้นออกไปส่งต่อให้กับเหล่าแพทย์ที่ถูกจ้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในทันที ซึ่งเมื่อแพทย์เหล่านั้นพบว่าหญิงชรานี้หายจากอาการป่วยแล้วต่างก็ทั้งตกใจและเสียหน้าเป็นอย่างมาก พวกเขาถึงกับพูดไม่ออกเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ แต่พวกเขาก็จำต้องทำหน้าที่ๆได้รับมอบหมายมา พวกเขาได้ดูแลร่างกายของหญิงชราต่อซึ่งร่างของนางอ่อนแอเป็นอย่างมาก การฟื้นฟูร่างกายของนางให้หายเป็นปกติจึงเป็นเรื่องต่อมาหลังจากรักษาพิษได้แล้ว ซึ่งต่างจากร่างของอาฉวี่ที่ยังเป็นเด็กอายุน้อยอยู่จึงสามารถฟื้นคืนพลังวิญญาณได้ง่ายดายกว่านัก

ผู้ป่วยทั้งหลายต่างถูกทยอยส่งเข้าไปด้านในอย่างต่อเนื่อง ถังเฟยหู่รักษาอาการป่วยของผู้คนทั้งหลายแทบไม่ได้หยุดหย่อน ยิ่งนานเข้าความเร็วในการรักษาของชายหนุ่มยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น ความชำนาญในวิชาปราณห้าพิษถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ในแต่ละวันชายหนุ่มมักจะพักเป็นเวลาสองชั่วยามเพื่อสกัดพิษภายในตันเถียนให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการกักเก็บพิษ

พิษทั้งหลายถูกบีบอัดจนข้นคลักแต่ก็ยังไม่ถูกนำมาใช้เพื่อฝึกฝนปราณห้าพิษ ชายหนุ่มไม่อยากเสียเวลาในสิ่งที่ยังไม่จำเป็นจนมากเกินไป พิษมากมายถูกสะสมไว้ในตันเถียนแต่มันก็ไม่สามารถที่จะสร้างอันตรายใดๆกับร่างกายของเขาได้ก็เพราะเขานั้นได้ฝึกฝนลมปราณห้าพิษสุดพิสดาร ถังเฟยหู่ใช้เวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนอย่างต่อเนื่องแทบไม่ได้พักผ่อนในการักษาชาวเมือง และในวันสุดท้ายนี้เองที่ผู้ป่วยคนสุดท้ายถูกรักษาจนหายดีจากพิษร้ายที่ไม่ทราบที่มา

ถังเฟยหู่ก้าวเดินออกจากห้องรักษาที่ไม่ได้เดินออกมากว่าเจ็ดวัน แสงตะวันสาดส่องกระทบใบหน้าของเขา สายลมเย็นพัดกระทบใบหน้าของเขาให้ความรู้สึกชื่นอย่างแปลกประหลาด ราวกับน้ำฝนที่สาดใส่แผ่นดินอันแห้งผาด ความเหนื่อยกว่าเจ็ดวันนี้ราวกับได้หายไปในทันทีเมื่อร่างของเขาต้องกระทบกับสายลมเย็น

เขาเดินออกมาตามทางและออกไปทางประตูหน้าของศาล ซึ่งเมื่อเขาได้ก้าวเดินออกมาแล้วก็ได้พบกับผู้คนจำนวนมากที่ได้เฝ้ารอเขาอยู่ เมื่อชาวเมืองพบเห็นร่างของถังเฟยหู่เดินออกมาต่างก็รีบวิ่งไปหาชายหนุ่มคนนั้นในทันที ใบหน้าของเขาต่างเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในตลอดกว่าสิบวันที่ผ่านมา

“ท่านหมอออกมาแล้ว!”

“ท่านหมอ! ขอบพระคุณท่านจริงๆที่ช่วยพวกเรา”

เสียงขอบคุณมากมายต่างไหลบ่ามาดุจดั่งน้ำป่าที่ไร้สิ้นสุด สิ่งที่ชายหนุ่มได้ทำนี้ไม่ใช่เพียงเป็นการรักษาอาการป่วยธรรมดาๆ แต่เป็นการช่วยเหลือเมืองๆหนึ่งไว้ได้สำเร็จ เขาได้กลายเป็นวีรบุรุษที่ช่วยเหลือเมืองนี้ไว้ ชาวเมืองแต่ละคนต่างก็นำของต่างๆมากมายมามอบให้กับชายหนุ่มไม่ว่าจะเป็นหมู เห็ด เป็ด ไก่ พวกชาวเมืองที่เขารักษาแต่ละคนนั้นต่างก็เป็นคนธรรมดาๆที่อาศัยอยู่ในเมือง และเป็นที่น่าแปลกยิ่งนักที่คนที่ติดพิษร้ายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนชนชั้นธรรมดาในเมือง

นี่เป็นอีกหนึ่งเบาะแสสำคัญ ทำไมถึงมีแต่ชาวเมืองธรรมดาที่ติดพิษ?

ถังเฟยหู่คบคิดเรื่องนี้อยู่ภายในหัวโดยไม่สนใจสิ่งอื่นๆ เขาได้แต่บอกปัดปฎิเสธของมากมายที่ชาวเมืองมอบให้โดยเขาได้แต่บอกว่าขอรับไว้แต่เพียงน้ำใจก็พอ เขาได้ขอตัวออกมาเพื่อกลับไปยังบ้านของเขาแต่ก็เป็นเรื่องยากอีกเช่นกันที่จะออกไป นั่นก็เพราะฝูงชนของชาวเมืองต่างปิดทางเดินไว้แทบจะสัญจรไม่ได้เลยทีเดียว

และก่อนที่ถังเฟยหู่จะได้ขยับออกไปไหน ฝูกชนนั้นต่างก็แหวกออกเป็นทางอยู่ที่เบื้องหน้าของเขา ในคราแรกเขาคิดว่าชาวเมืองนั้นต้องการที่จะให้เขาได้กลับออกไปโดยง่าย แต่เมื่อสังเกตดีๆแล้วก็พบว่ามันไม่ใช่ ที่ปลายสุดของทางที่แหวกออกนั้นได้มีขบวนผู้คนมากมายในชุดผู้ฝึกยุทธ์สีเขียวและเกี้ยวรูปอสรพิษหนึ่งถูกนักสู้ร่างกำยำสี่คนแบกมา ซึ่งด้านหน้าขบวนนั้นคือผู้อาวุโสคุมกฎแห่งตระกูลถัง

ถังเฟยหู่แปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อพบเห็นคนของตระกูลเขาต่างแห่กันมามากมายถึงปานนี้ ในหัวของเขาคิดเรื่องราวไปต่างๆนาๆถึงการปรากฏตัวของผู้คนในตระกูลถัง ซึ่งเขาก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเหตุผลที่คนในตระกูลของเขาเดินมานี้พื่ออะไรกันแน่ เขาได้แต่เฝ้ารอเพื่อที่จะได้รับรู้คำตอบนี้

ขบวนของผู้คนในตระกูลถังได้เดินทางจนมาถึงหน้าศาลแห่งเมืองฟูเจี้ยนแล้ว ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะผู้อาวุโสคุมกฎซึ่งชายชรานั้นได้ยิ้มตอบรับให้แก่เด็กหนุ่มด้านหน้านี้ ชายชราได้ก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของถังเฟยหู่ ชายหนุ่มเป็นกังวลใจอย่างมากต่อท่าทีที่แปลกประหลาดของชายชรา นั่นก็เพราะตั้งแต่เกิดมาแล้วในตระกูลแทบไม่มีผู้ใดที่ทำดีกับเขาเลย

“ทำดีมากเฟยหู่” ชายชราเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขพร้อมทั้งใช้มือแตะลงบนบ่าของเด็กน้อยที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเป็นกันเอง เขาแปลกใจอย่างมากกับท่าทีของผู้อาวุโสคุมกฎ ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้พบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้

“รองผู้นำตระกูลมีคำสั่งให้นำเกี้ยวอสรพิษมารับเจ้ากลับไปยังตระกูลอย่างสมเกียรติ ให้ทุกผู้คนได้เห็นว่าวีรบุรุษแห่งตระกูลถังมีหน้าตาเป็นอย่างไร” ชายชราเปล่งเสียงด้วยลมปราณจนคนทุกคนในที่นั้นต่างก็ได้ยินสิ่งที่ชายชรากล่าว ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้กล่าวอะไรได้แต่ขึ้นเกี้ยวอสรพิษตามที่ชายชราได้กล่าวไว้ จากนั้นขบวนผู้คนจากตระกูลถังจึงได้เริ่มออกเดินและขบวนแห่นี้จึงได้ออกเดินทางไปทั่วทั้งเมืองโดยได้ตีฆ้องร้องป่าวไปตลอดทางถึงวีรกรรมของรุ่นเยาว์สกุลถังผู้นี้

ทุกผู้คนภายในเมืองต่างได้รับทราบถึงเรื่องผู้ที่ช่วยเหลือเมืองนี้ไว้ก็คือเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจากสกุลถัง ชื่อเสียงของตระกูลถังต่างก็โด่งดังขึ้นมาจนแทบจะอยู่เหนือสกุลหลิวซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของเมืองฟูเจี้ยนอยู่แล้ว แม้มองมุมหนึ่งจะเป็นการประกาศชื่อเสียงให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเมืองนี้ไว้ แต่ผู้ที่อยู่ในเกี้ยวอสรพิษนี้ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อยที่ถูกปฏิบัติเยี่ยงนี้ แทนที่จะมีใบหน้าที่มีความสุขและดีใจ เขากลับมีใบหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างมากต่อการกระทำของตระกูลถัง

เขาสามารถรับทราบในทันทีตั้งแต่ได้ยินผู้อาวุโสคุมกฎพูดกับเขาที่หน้าศาลแล้วว่าการกระทำของตระกูลถังนั้นไม่ใช่ต้องการเป็นการรับตัววีรบุรุษแห่งเมืองกลับตระกูลไป แต่มันเป็นการใช้ความหวังดีของเขาที่มีต่อชาวเมืองเป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้แก่ตระกูลต่างหาก

“หึ...คิดถึงแต่ผลประโยชน์ นี่หรือตระกูลของข้า” น้ำเสียงของเขานั้นช่างแผ่วเบาจนคนที่ได้ยินนั้นมีเขาผู้เดียวในเกี้ยวอสรพิษ น้ำเสียงของเขานั้นช่างเต็มไปด้วยความผิดหวังต่อตระกูลที่เขานั้นได้เติบโตขึ้นมา.....

ความคิดเห็น