หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 20 การพบกันโดยบังเอิญ

ชื่อตอน : บทที่ 20 การพบกันโดยบังเอิญ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 660

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2562 13:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 การพบกันโดยบังเอิญ
แบบอักษร

[ต้องไปทริปเที่ยวแบบกะทันหัน ไม่นานก็กลับมา] [ข้อความยังไม่ได้อ่าน]

เมื่อยุ่งอยู่กับเรื่องเขียนบทจนเสร็จแล้ว ก็เหลือบมาเห็นข้อความที่แสดงอยู่บนหน้าจอมือถือ เริ่นจื่อหลิงอึ้งไปชั่วครู่ จากนั้นก็ใช้มือตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมพูดว่า “ไอ้เด็กคนนี้ มาใช้วิธีนี้กับฉันอีกแล้ว คิดว่าตอนนี้ปีกกล้าขาแข็งพอจะไปไหนมาไหนโดยไม่บอกกล่าวได้แล้วอย่างนั้นเหรอ!!”

เริ่นจื่อหลิงรีบกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาลั่วชิว

“ขอโทษค่ะ เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติอต่อได้ในขณะนี้...”

“โอ๊ย!!!!!”

เริ่นจื่อหลิงได้แต่นั่งลงด้วยความโมโห จากการที่เธอทำงานมานานหลายปีทำให้เธอเก็บอารมณ์และไม่พูดคำหยาบเช่น ‘ไปหาพ่อแกเหรอ’ หรือ ‘แม่งเอ๊ย’ อะไรพวกนั้นออกมาจากปาก

......

......

ลั่วชิวนั่งลงกับที่ตามคำเชิญของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แน่นอนว่าเพื่อนคู่กายที่ไปกับเขาด้วยนั่นคือโยวเย่

โยวเย่เปลี่ยนชุดจากชุดสาวใช้ที่ใส่อยู่ในสมาคมมาเป็นชุดเสื้อยืดสีขาวใส่ทับด้วยเสื้อคลุมถักไหมพรมบางๆ สีเขียว คู่กับกางเกงยีนส์สีขาวและรองเท้าส้นเตี้ยสีเงิน

มองดูเธอแล้วให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดไปจากเดิม

แม้ว่าลั่วชิวจะไม่เคยเอ่ยขอเข้าไปดูในห้องนอนของโยวเย่ แต่ก็พอเดาได้ว่าตู้เสื้อผ้าของโยวเย่น่าจะมีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้

และแน่นอนว่าเมื่อพนักงานต้อนรับเห็นว่าลั่วชิวมากับผู้หญิง เธอจึงไม่ได้แสดงกิริยานอกเหนือจากหน้าที่ให้บริการของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สมุดภาพที่ได้กลับมาจากร้านขายของเก่ากู่เย่ว์ไจได้เขียนสถานที่ในการประมูลของไว้อย่างชัดเจน แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองที่ลั่วชิวอาศัยอยู่ ทั้งยังไกลกันพอสมควร ซึ่งเกินกว่าขอบเขตของลั่วชิว ถ้าจำเป็นต้องไปก็มีวิธีการเดินทางเพียงอย่างเดียวที่ไปกลับได้ภายในวันเดียว และมีเวลาพักผ่อนเต็มที่ อีกทั้งคำนึงถึงสภาพการเงินของสมาคมทราฟฟอร์ด และคำนึงถึงจงลั่วเฉินที่คาดว่าจะกลับมายังสมาคมในอีกไม่ช้า ลั่วชิวจึงเลือกที่จะเดินทางโดยเครื่องบินเพื่อไปยังสถานที่ทำการประมูล

เขามอบหมายเรื่องนี้ให้โยวเย่เป็นคนจัดการ เพราะคิดๆ ไปแล้วโยวเย่น่าจะมีประสบการณ์ทำกิจกรรมเข้าสังคมแบบนี้อยู่ไม่น้อย

ลั่วชิวขึ้นนั่งที่ของเขาโดยไร้ความกังวลใดๆ

“ลั่วชิว?”

ในขณะที่เขากำลังจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเป็นชื่อของเขา จากนั้นเขาก็ทำตัวไม่ถูกเมื่อได้พบกับคนสนิทในเวลานี้

เธอคือคุณหนูจากร้านกู่เย่ว์ไจ

จางชิ่งหรุ่ยมาคนเดียว ในมือถือกระเป๋า โทรศัพท์และตั๋วเครื่องบินอยู่ เธอมองมาทางลั่วชิวด้วยความสงสัย แล้วขมวดคิ้วถามขึ้นว่า “นายจะเข้างานประมูลเหรอ?”

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะต้องตกใจอะไรมากมาย

เพราะเมื่อวานลั่วชิวเพิ่งได้สมุดภาพที่เขียนข้อมูลของการประมูลเอาไว้จากร้านกู่เย่ว์ไจ ดังนั้นพวกเขาจึงได้นั่งเครื่องบินลำเดียวกันเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ทำการประมูล

ลั่วชิวเพียงแค่พยักหน้า

อาจด้วยเธอเกิดในครอบครัวที่มีฐานะทางสังคมดี จางชิ่งหรุ่ยจึงรักษามารยาทเมื่ออยู่กับผู้อื่น แล้วถามขึ้นอย่างสุภาพว่า “ท่านนี้คือ...เพื่อนของนายเหรอ?”

“โยวเย่...” ลั่วชิวพยักหน้าพร้อมพูดแนะนำ จากนั้นก็พูดเสริมอีกว่า “อืม...เป็นเพื่อนที่ยังจะต้องอยู่กับฉันไปอีกนาน”

“เป็นคนที่สวยมากเลย” จางชิ่งหรุ่ยพูดแล้วยิ้มไปด้วย

แต่ทว่าผู้หญิงทุกคนย่อมมีการเปรียบเทียบตนเองกับหญิงอื่นอยู่ในใจ ไม่ว่ามันจะมากหรือน้อย ด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่มันก็จะต้องมีอยู่ในใจของผู้หญิงทุกคน แต่กับจางชิ่งหรุ่ยกลับตะลึงกับความสวยในแบบของตะวันออกผสมตะวันตกจนเผลอพูดออกมา

ความรู้สึกพิเศษที่ให้กับผู้พบเห็นเหมือนดังดอกไม้บนยอดเขาสูง จึงทำให้ไม่สามารถหยุดสายตาของจางชิ่งหรุ่ยที่มองโยวเย่ได้ เมื่อได้ยินคำตอบอันแปลกประหลาดของลั่วชิวแล้ว จางชิ่งหรุ่ยคุณหนูจากร้านกู่เย่ว์ไจก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันไม่รบกวนพวกนายแล้ว แต่ว่าลั่วชิว ถ้านายจะไปในงานประมูลล่ะก็ ให้ฉันพาไปจะดีกว่าไหม? เพราะเราเป็นหนึ่งในผู้จัดงานการประมูลครั้งนี้ อาจจะช่วยเธอได้สักหน่อย”

เธอไม่ได้คำนึงว่าลั่วชิวจะมีกำลังทรัพย์ในการประมูลหรือไม่ เพราะที่จริงในงานประมูล จำนวนของผู้ชมมักจะมากกว่าผู้ประมูลอยู่แล้ว ว่าไปพวกเขาก็ยังถือว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน จางชิ่งหรุ่ยไม่อยากให้เพื่อนจดจำเธอในภาพที่เป็นคนหยิ่งทะนง

ลั่วชิวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบกลับไปว่า “ก็ดี”

จางชิ่งหรุ่ยกลับไปนั่งประจำที่นั่งของตัวเอง

แล้วโยวเย่ก็เข้าไปใกล้ลั่วชิว ก่อนพูดแนบหูเขาว่า “นายท่านคะ จิตใจของผู้หญิงคนนี้งดงามมาก”

ลั่วชิวอึ้งไปชั่วครู่ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป โยวแย่กำลังพูดสะกิดในความหมายเชิงให้พาจางชิ่งหรุ่ยมาเป็นลูกค้าของสมาคม แต่ตอนนี้ลั่วชิวยังไม่มีความคิดนี้

บนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงจางชิ่งหรุ่ยคนเดียวที่มีจิตใจงดงาม และลั่วชิวไม่อยากให้คนสนิทใกล้ตัวที่มีอยู่เพียงไม่กี่คน อย่างเช่นจางชิ่งหรุ่ยหรือเริ่นจื่อหลิงรู้เรื่องที่ตนเป็นเจ้าของสมาคม

“เดี๋ยวค่อยว่ากัน”

ลั่วชิวหลับตาลงอีกครั้ง

และด้วยท่าทีที่ดูสนิทสนมของโยวเย่กับลั่วชิว ทำให้ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแม้แต่จางชิ่งหรุ่ยคิดอะไรไปไกล พวกเธอตะลึงในความสวยของโยวเย่ด้วยกันทั้งคู่ และแน่นอนว่าทั้งคู่ต่างก็คิดไปในทิศทางของตนเอง

พนักงานสาวต้อนรับบนเครื่องบินจ้องที่จะจับคนรวยในเมืองแห่งความมั่งคั่งนี้ แต่เมื่อเห็นโยวเย่กลับต้องยอมให้กับความสวยของเธอ ทว่าจางชิ่งหรุ่ยกลับสงสัยว่าทำไมถึงมีคนมาชอบคนอย่างลั่วชิวได้

หรือนี่อาจจะเป็นรักแท้?

ที่เขาบอกว่าความรักทำให้คนตาบอดท่าจะจริง

หลังจากที่เงียบมาตลอดทาง เครื่องบินก็ลงจอดยังจุดหมาย จากนั้นลั่วชิวก็นั่งรถรับส่งสำหรับผู้จัดร่วมในงานการประมูลครั้งนี้ไปยังสถานที่ที่จัดงานกับจางชิ่งหรุ่ย

ในเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่

นี่เป็นเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลมาจากเมืองที่เขาอยู่และสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าเขานั้นจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็คงจะไม่ดูเกินไป แต่ถ้าจะพูดให้ถูกที่นี่ควรจะเป็นวิลล่า เป็นกิจการวิลล่าของตระกูลจงและเป็นที่อยู่อาศัยของคนในตระกูลนี้ด้วย

“เฉินอวิ๋น แกเตรียมตัวให้พร้อม ฉันจะรออยู่ตรงนี้” เมื่อจงลั่วเฉินพูดจบเขาก็เดินไปทางวิลล่าด้วยความรีบร้อน

เฉินอวิ๋นที่ไม่กล้าขัดคำสั่งเจ้านาย ในมือก็คอยกดโทรศัพท์เพื่อจะสั่งงานลูกน้องต่อ แต่ก็มองไปยังด้านในของวิลล่า ถึงแม้ว่าตอนนี้เฉินอวิ๋นจะยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปในนั้นก็ตาม

ได้ยินว่าคุณปู่ที่พักอยู่ในวิลล่านั้นอาการแย่ลง จงลั่วเฉินจึงรีบร้อนกลับมาดูอาการท่าน

บรรยากาศในวิลล่าแห่งนี้เปลี่ยนไปในทุกวัน ใบหน้าของเฉินอวิ๋นเต็มไปด้วยความหม่นหมอง แม้จะไม่บอกว่าคนในตระกูลนี้มีสงครามภายใน แต่คนก็รู้กันไปทั่วแล้ว เพราะตาแก่ก็ยังไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้สืบทอดของตระกูล และลูกหลานที่มีคุณหนูคนหนึ่งกับคุณชายสองคนซึ่งมีความสามารถเทียบเคียงกัน ถ้าตาแก่นั่นไม่รอดจากโรคนี้แล้ว ถึงตอนนั้นเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป

ในตอนนี้มีรถคันหนึ่งขับพุ่งตรงเข้าไปยังวิลล่า เฉินอวิ๋นรู้ดีว่านี่เป็นรถของคุณชายอีกคนหนึ่งของบ้านนี้

ในเวลานี้นอกเหนือจากคุณหนูของบ้านที่อยู่เฝ้าปู่ของเธอแล้ว คนรุ่นที่สามของตระกูลก็มาอยู่รวมกันพร้อมหน้า

แน่นอนว่ายังมีพวกญาติๆ ของตระกูลอีก

“ไม่นะ...นี่อากาศจะเปลี่ยนจริงๆ เหรอ?”

เฉินอวิ๋นมองไปยังท้องฟ้า แล้วพูดขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจว่า “หมอกนี่สมควรตายนักเชียว!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น