ไอลดา ลีลาวดี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : แค่เลขา (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2562 19:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แค่เลขา (100%)
แบบอักษร

“เธออย่าโง่ไปหน่อยเลย ผู้หญิงเราน่ะเหมือนมีเรดาห์ตรวจจับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวแต่งกันไปก็จับได้เข้าสักวันนั่นแหละ ดีไม่ดีท่านประธานอาจจะเบื่อมันในเร็ววันนี้ก็ได้”

สองสาวพากันหัวเราะร่วนกับความทุกข์ระทมของคนอื่น ก่อนจะพากันออกไปข้างนอก ทิ้งให้คนที่อยู่ภายในห้องน้ำได้แต่ยืนน้ำตาไหล มินตราเดินออกมาหยิบกระดาษทิชชูซับน้ำตาแล้วยิ้มให้กับตัวเอง เธอตกอยู่ในสภาพนี้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน มันคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหากเจอจะอดทนอีกสักนิดเพื่อให้มีเวลาได้อยู่กับเขา แม้จะรู้ว่ามันคงอีกไม่นานแล้วก็ตาม หญิงสาวจำได้ว่าเพื่อนร่วมงานคนไหนพูดน้ำเสียงแบบนี้ของใครกัน แต่เธอไม่ได้อยากมีปัญหาในเมื่อพวกเขาตีสองหน้า หน้าอย่างลับหลังอย่างเธอก็ทำได้

“มิ้นเที่ยงนี้ไปกินข้าวที่ไหนกัน มีเจ้าใหม่มาเปิดเห็นว่าอร่อยเชียวไปด้วยกันไหม”

หญิงสาวส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะนั่งทำงานราวกับไม่รู้เรื่องอะไร จนถึงเวลาพักเที่ยงการกินข้าวคนเดียวมันก็อร่อยดีและดูเป็นส่วนตัวด้วย หญิงสาวก้มมองภาพมารดาในโทรศัพท์เมื่อครั้งที่เธอกลับไปเยี่ยมบ้าน อากาศกำลังจะหนาวป่านนี้ดอกไม้ที่เธอปลูกเอาไว้คงกำลังจะแข่งกันบาน มือบางเขี่ยข้าวในจานไปมาจนในที่สุดก็อิ่ม ไม่รู้ที่กินไม่ลงเพราะคำพูดของคนพวกนั้นหรือเพราะคิดถึงมารดากันแน่

ตกบ่ายเธอเข้าประชุมกับคณะกรรมการเรื่องเปิดสาขาใหม่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ที่พม่าเรื่องอัญมณีสวยงามยังมีอยู่มากมาย และเขาก็ต้องการที่จะเข้าไปในพื้นที่บริเวณนั้น แต่ทุกอย่างก็คงขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของทั้งทางไทยและประเทศเพื่อนบ้านด้วย ตลอดการประชุมมินตราก้มหน้าก้มตาจดรายละเอียด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับใคร ไม่ว่าจะเวลาที่อิทธิกุลแสดงความคิดเห็นเธอก็ไม่มองหน้าเขา ยิ่งทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิดอยากจะกระชากร่างบางให้ปลิวติดมือมา แล้วเขาจะลงโทษให้ลุกไม่ขึ้นทีเดียว อิทธิกุลได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมองไปที่หญิงสาวนิ่ง

จนประชุมเสร็จในเวลาสองชั่วโมง มินตราก็ไม่หันมาสนใจเขาสักนิด คณะกรรมการทุกท่านเริ่มทยอยออกจากห้อง มินตราก็เช่นกันเธอรีบลุกจากเก้าอี้เดินตามหลังคนอื่นๆ เหลือไว้แต่อิทธิกุลที่ทำอะไรไม่ได้ จึงทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างแรงแล้วตัวเองก็เจ็บเอง เขาเดินออกมาจากห้องเป็นคนสุดท้าย มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะของเธอ

“มินตรา เดี๋ยวเอาแฟ้มการประชุมมาเจอฉันที่ห้องหน่อย”

หญิงสาวตอบรับแล้วหยิบแฟ้มงานเดินตามเขาเข้าไปในห้องตามคำสั่ง คล้อยหลังก็เหมือนเดิม เพื่อนร่วมงานจับกลุ่มกันนินทาอย่างสนุกปาก

“เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก ต้องไปพบกับลูกค้าคนสำคัญ”

“กับใครคะ” มินตราสนใจสมุดจดตารางการทำงานของเขา มากกว่าการได้สบสายตากับเขาอีก

“ฉันเพิ่งรับนัดกับเขามาน่ะ เธอไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวเราต้องรีบออกเดินทาง”

หญิงสาวรับคำ ก่อนจะเดินออกมาหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย และไม่ลืมที่จะหยิบสมุดงานมาแนบไว้กับลำตัว อิทธิกุลเดินออกมาจากห้อง เขาเดินผ่านหน้าหญิงสาวไป สายตาทุกคู่มองตาม บ้างก็หันอมยิ้มให้กัน พยักหน้าให้กัน มินตรารู้แต่เธอเลือกที่จะเงียบมาตลอด ในเมื่อที่ผ่านมาเธอก็เงียบได้ไม่มีปัญหาอะไร ก็จงอยู่แบบนี้แบบไม่มีปัญหา

อิทธิกุลขับรถไปเองโดยมีมินตรานั่งเคียงคู่ไปด้วย การจราจรติดขัดตรงทางเข้าออกของบริษัทพอดี ซึ่งสวนกับรถของมารดาและณัฐนรี ที่ตั้งใจจะมาชวนเขาออกไปหาอะไรกินกัน แต่ทั้งสองได้เห็นผู้หญิงที่นั่งเคียงคู่ไปกับเขาพร้อมกัน ณัฐนรีหันมองมารดาของชายหนุ่มอย่างต้องการคำตอบ

“เลขาฯ ของตาอิทเขาน่ะหนูนรี”

“แค่เลขาฯ เหรอคะคุณแม่ นรีรู้มาว่าพี่อิทเขาไม่ใช่เล่นๆ เลยนี่คะเรื่องผู้หญิง”

เธอเป็นคนตรงไปตรงมาไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมคอม เธอรู้จักอิทธิกุลและครอบครัวมานาน ไม่จำเป็นต้องพูดรักษาน้ำใจ ในเมื่อเธอนั้นเป็นคนจริง ชอบแต่เรื่องจริง

“เป็นธรรมดาของผู้ชายนะหนูนรี”

“เหมือนคุณพ่อน่ะเหรอคะ”

ณัฐนรีสวนกลับด้วยการถามถึงสามีของนางนภาวดี งานนี้คนสูงวัยดูอึ้งไปเล็กน้อยแต่นางก็ยังคลี่ยิ้ม มองดูณัฐนรีหลากหลายความรู้สึก อย่างน้อยที่นางเลือกผู้หญิงคนนี้เพราะหากนุ่มนิ่ม อ่อนหวาน อ่อนโยนไป ก็คงเอาอิทธิกุลไม่อยู่ ต้องแบบนี้สิถึงจะเหมาะสม แม้จะดูเหมือนก้าวร้าวไปบ้าง ตามประสาลูกคนเดียวที่เขาเลี้ยงมาอย่างเอาอกเอาใจและตามใจ

“ก็คงเหมือนกันกับพ่อของหนูน่ะ แต่แม่ของหนูก็เก่งนะจ๊ะ ยังเหนียวแน่นอยู่ในตำแหน่งนี้ได้เป็นนานสองนาน”

ณัฐนรีรู้สึกอึดอัดกับคำพูดของนาง แต่เธอจำต้องเงียบ เพราะการได้แต่งงานกับคาสโนว่าของเมืองไทยนั้น นอกจากเธอจะสุขสบายและมีหย้าตาทางสังคมแล้ว เธอยังดูเหมือนชนะผู้หญิงทั้งประเทศเสียด้วย ณัฐนรีหญิงสาวหัวสมัยใหม่ ดีกรีนักเรียนนอกด้านดีไซน์ทั้งเครื่องประดับและเสื้อผ้า ดูเหมือนหยิ่งและแรงทั้งที่จริงแล้วเธอโหยหาความรักความอบอุ่นมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวมีปัญหาเพราะบิดาเจ้าชู้และไม่รู้จักพอ มารดาก็เอาแต่สวมหัวโขนเพื่ออยู่ในตำแหน่งภรรยาประธานบริษัทส่งออกผ้าไทยที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

“ถ้าหนูถอดใจและคิดว่าไม่อาจผูกมัดลูกชายของแม่ได้ หนูนรีจะถอนตัวก็ได้นะ”

นางนภาวดีลองหยั่งเชิง ซึ่งณัฐนรีได้ยกมือห้าม เธอจ้องมองดูป้ายท้ายรถของเขาหายลับไปในท้องถนนใหญ่ หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะปั้นหน้ายิ้ม หันมาทางแม่ของว่าที่สามีในอนาคต

“แค่ผู้หญิงคนเดียวไม่เกินความสามารถหนูหรอกค่ะคุณแม่”

“ดี งั้นก็คงเป็นหน้าที่ของหนูแล้วละ”

ตั้งแต่แตกเนื้อสาวจนอายุยี่สิบแปดปีเต็ม ไม่เคยเลยที่จะมีผู้ชายปฏิเสธที่จะคบหากับเธอ แต่ด้วยที่เพราะณัฐนรีไม่เคยเจอรักแท้หรือคนที่คิดว่าใช่ที่สุด ใจของเธอจึงอ้างว้างมาตลอด และเธอก็ไม่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวกับใคร เมื่อนานวันเข้าจากที่ตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอความรัก ก็เปลี่ยนความคิดขอเป็นใครสักคนที่เหมาะสม และทำให้ชีวิตเธอมีความสุขตลอดไป ไม่ว่าจะสุขจริงหรือจอมปลอม ความรู้สึกครั้งหนึ่งที่เคยต่อต้านการกระทำของมารดาที่ยอมบิดามาโดยตลอด ตอนนี้เธอเข้าใจท่านแล้วว่าทำไมต้องทน ทำไมต้องยอม เพราะสังคมที่เรายืนอยู่มันโหดร้ายเกินไปสำหรับผู้หญิงอ่อนแอ

“ท่านประธานนัดลูกค้าที่นี่เหรอคะ”

มินตราถามเขา เมื่อรถจอดสนิทที่ร้านอาหารหรูหราร้านหนึ่งย่านชานเมือง หญิงสาวเดินถือกระเป๋าลงมามองหาลูกค้าของเขา แต่ชายหนุ่มกลับเดินนำหน้าเข้าไปด้านในทันทีจนหญิงสาวต้องวิ่งตาม อิทธิกุลเดินตรงไปยังโต๊ะที่จองไว้ และจัดการขอเมนูจากบริกรเพื่อสั่งอาหาร

“เธอจะกินอะไรก็สั่งได้เลย”

“เอ่อ...แล้วท่านประธานไม่รอลูกค้าก่อนเหรอคะ”

“เขาเลื่อนนัดฉันแล้วตอนขับรถมา”

โกหกหรือเปล่า เพราะเธอและเขาก็นั่งเงียบมาตลอดทาง แล้วจะมีลูกค้าที่ไหนเลื่อนนัดกับเขาได้ มินตราไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะเธอรู้นิสัยเขา หากไม่อยากให้ถามก็มักจะมีคำตอบงี่เง่าแบบนี้เสมอ หญิงสาวสั่งอาหารอีกหนึ่งอย่าง ก่อนจะคืนเมนูให้บริกรหนุ่ม

“สั่งแค่อย่างเดียวเองเหรอ”

“ก็ท่านประธานสั่งหลายอย่างแล้วนี่คะ เดี๋ยวกินไม่หมดเสียดายแย่”

“อาหารที่ผมสั่งขอเปลี่ยนทั้งหมดนะครับ เอาเป็นต้มยำกุ้ง ไก่เขียวหมูสับ ผัดแขนงน้ำมันหอย แล้วก็ทอดมันกุ้ง แค่นี้ครับ อ้อ...แล้วก็อีกจานที่คุณผู้หญิงสั่งด้วย ผัดเปรี้ยวหวาน”

มินตราฟังรายการอาหารที่เขาสั่งแล้วรู้สึกหัวใจพองโต เพราะมันเป็นอาหารของโปรดเธอทุกจาน มันคงเป็นความบังเอิญ อิทธิกุลไม่น่าจะจดจำรายละเอียดของเธอ หญิงสาวเสมองไปนอกกระจก มันช่างลานตาด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีสองข้างทางของจังหวัดสมุทรปราการ ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่สวยงามและยังคงธรรมชาตินี้ จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่เพียงนิดเดียว

ความคิดเห็น