หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 19 เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก

ชื่อตอน : บทที่ 19 เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2562 14:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก
แบบอักษร

การ์ดเชิญสีดำที่มีตราประทับสัญลักษณ์สีทองปั๊มไว้สองดวง โดยปกติแล้วจะมีสามดวง หรือในบางกรณีก็จะมีสี่ดวง ตราปั๊มแต่ละอันแสดงถึงส่วนลดในแต่ละครั้งของการแลกเปลี่ยน

อย่างเช่น ถ้ามีตราประทับสัญลักษณ์อยู่สามดวงในการแลกเปลี่ยนครั้งแรกก็จะได้รับส่วนลดสามสิบเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นก็ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนครั้งสุดท้ายก็สิบเปอร์เซ็นต์

ในครั้งแรกที่จินจื่อฝูถือการ์ดำมาทำการแลกเปลี่ยนนั้น การ์ดดำของเขาเหลือตราปั๊มอยู่เพียงแค่ดวงเดียว และอันที่จริงแล้วการ์ดเชิญสีดำที่เขาถือมาก็หมดอายุแล้ว และต่อมาการ์ดสีดำที่ลั่วชิวให้กับเฉาจื่อเชียนนั้น เป็นการ์ดที่เขาประทับตราลงไปใหม่

ส่วนการ์ดเชิญสีดำที่มีตราประทับอยู่สี่ดวงนั้น ก็จะได้ส่วนลดในการแลกเปลี่ยนถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

มันน่าสนใจจริงๆ...และการ์ดที่ว่านี้ก็คือการ์ดที่เห็นในร้านกู่เย่ว์ไจวันนี้นั่นเอง ลั่วชิวคิดแล้วก็ยิ้ม

ไม่ว่าการ์ดดำนี้จะอยู่ในมือของใครนั้นไม่สำคัญ สำคัญคือคนที่ถือมันได้มาถึงที่นี่แล้ว

ตอนนี้จงลั่วเฉินนั่งลง และลั่วชิวนั่งอยู่ตรงข้ามเขา ส่วนโยวเย่ก็เสิร์ฟชาเป็นที่เรียบร้อย แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าลูกค้ากี่คนต่อกี่คนที่เข้ามา ก็ไม่มีอารมณ์ในการลิ้มรสชานี้ จนสุดท้ายมันก็ถูกทิ้งให้เย็นไป

“คุณจงรู้กฎของที่นี่ไหมครับ?” ลั่วชิวถามขึ้นทันที ถ้าชายผู้นี้ได้การ์ดดำมาจากร้านกู่เย่ว์ไจแล้วล่ะก็ เรื่องที่เขาผู้นี้รู้จักสมาคมทราฟฟอร์ดดีระดับไหนก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

มีบ้างบางครั้งผมอาจจำเป็นต้องแจ้งกฎการแลกเปลี่ยนของสมาคมให้คุณลูกค้าทราบสักหน่อย

“คุณตัวตลกได้โปรดบอกผมเถอะ!” จงลั่วเฉินตั้งสติ แล้วมองไปทางลั่วชิวอย่างใจจดใจจ่อ สิ่งที่เขาสามารถทำได้เวลาเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับที่ไม่รู้ที่มาที่ไป คือทำตัวให้ปกติที่สุด

ลั่วชิวตอบกลับไปว่า “การ์ดดำนี้แสดงถึงการเป็นสมาชิกของสมาคม การ์ดดำที่คุณถืออยู่ยังเหลือตราประทับอยู่สองดวง ดังนั้นคุณยังได้ส่วนลดในการแลกเปลี่ยนอีกสองครั้ง”

จงลั่วเฉินพยักหน้า พลางนึกคิดในใจว่า ไม่น่าล่ะ ทำไมตอนที่ตนหยิบหัวล็อกหยกออกมาเพื่อแลกกับการ์ดใบนี้ท่านผู้หญิงถึงมีท่าทีลังเล ที่แท้ก็เพราะที่มาของการ์ดใบนี้ไม่ธรรมดา

“ถ้าอย่างนั้น...”

“คุณจะได้รับส่วนลดในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และหลังจากเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้แล้ว คุณจะได้รับส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ในครั้งถัดไป” จากนั้นลั่วชิวก็พูดขึ้นเนิบๆ ว่า “ที่จริงคุณจะได้รับส่วนลดสามสิบเปอร์เซ็นต์...แต่น่าเสียดายที่มันถูกใช้ไปแล้วครั้งหนึ่ง”

จงลั่วเฉินพยักหน้าอีกครั้งแล้วพูดว่า “คุณตัวตลก ผมเข้าใจแล้ว...แต่ผมอยากจะถามให้แน่ใจอีกครั้งว่าที่แห่งนี้สามารถซื้อได้ทุกอย่างดังใจปรารถนาจริงๆ เหรอ?”

ลั่วชิวตอบกลับไปว่า “แน่นอน...มันจะเป็นไปไม่ได้ถ้าสิ่งที่คุณปรารถนาจะซื้อนั้น คือการทำลายโลก คุณคิดว่าเราจะขายให้คุณได้เหรอ? และถ้าสิ่งที่ลูกค้าปรารถนาไม่ดำรงอยู่ในโลกใบนี้ล่ะ ถ้าเป็นแบบนี้สมาคมของเราก็จะล้มละลายเอาได้”

จงลั่วเฉินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

จากนั้นลั่วชิวก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันเบาอย่างไม่ตั้งใจว่า “ว่าไปแล้ว ถ้าสิ่งที่คุณปรารถนาคือการทำลายโลก คุณก็จ่ายค่าธรรมเนียนแลกเปลี่ยนไม่ไหวหรอก...ถึงแม้ว่าคุณจะมีส่วนลดก็ตาม”

ทันทีที่ได้ยินลั่วชิวพูดแบบนี้ หัวใจของจงลั่วเฉินก็เต้นเร็วขึ้นราวกับจะหลุดออกมา นี่เขากำลังล้อเล่นอยู่หรืออย่างไรกัน?

ลั่วชิวกล่าวอีกว่า “เราพูดนอกเรื่องไปไกลแล้ว เรามาพูดถึงความต้องการของคุณกันเถอะ”

เขามองไปทางจงลั่วเฉินด้วยสายตาสงสัย แล้วถามขึ้นว่า “เงินทอง? ชื่อเสียง? ผู้หญิง? หรือจะเป็นอำนาจ? ขอเพียงแค่คุณปรารถนาและจ่ายค่าแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมกับมันได้”

“ผมอยากได้ชีวิตคน!” จงลั่วเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

พอพูดจบ เขาก็มองดูการตอบสนองจากลั่วชิวอย่างจดจ่อ ถึงแม้ว่าลั่วชิวจะใส่หน้ากากของตัวตลกบดบังใบหน้าตัวเองไว้ แต่การแสดงออกทางร่างกายอาจจะบ่งบอกถึงการตอบสนองบางอย่างของเขาได้

แต่เขากลับมองไม่เห็นอะไรเลย

คุณตัวตลกที่อยู่ตรงหน้าไม่มีการตอบสนองใดๆ เพียงแต่มองมาทางเขาอย่างเงียบๆ บรรยากาศในตอนนั้นทำให้จงลั่วเฉินเหงื่อท่วมไปทั้งตัว จนในที่สุดก็ได้ยินเสียงจากฝ่ายตรงข้ามว่า “แน่นอน ไม่มีปัญหา ไม่ทราบว่าคุณจงลั่วเฉินอยากได้ชีวิตของใครกัน? แล้วคิดจะใช้สิ่งใดเป็นค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนครั้งนี้? ใช่แล้ว ผมลืมบอกไปว่าที่นี่ไม่รับค่าธรรมเนียมเป็นสกุลเงินใดๆ ทั้งสิ้น”

“ปู่ของผม” จงลั่วเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า “ท่านเป็นเนื้องอกในสมอง ตอนนี้หลับเป็นเจ้าชายนิทรายังไม่ฟื้นเลย พวกเราพาท่านไปหาหมอที่เก่งที่สุดในประเทศแล้ว แต่ก็ยังรักษาไม่หาย ผมหวังเพียงให้ท่านยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป”

ลั่วชิวพูดว่า “คุณลูกค้า ผมไม่สนใจว่าปู่ของคุณจะป่วยเป็นโรคอะไร แต่สิ่งที่ผมสนใจคือคุณอยากจะซื้ออายุขัยของปู่คุณ...นานเท่าไร? หนึ่งปี? ห้าปี? หรือสิบปี?”

จงลั่วเฉินมองลั่วชิวแล้วพูดว่า “ผมสามารถซื้ออายุขัยของปู่ได้นานที่สุดกี่ปี?”

ลั่วชิวตอบกลับว่า “อันนี้คุณต้องเป็นคนกำหนดเอง คุณคิดว่าชีวิตปู่ของคุณในแต่ละนาทีมีค่าแค่ไหน แล้วคุณมีกำลังซื้ออายุขัยได้มากน้อยเท่าไร”

“สิบปี...ไม่สิ...” จงลั่วเฉินพูดอีกครั้งด้วยความลังเลใจว่า “ห้าปี ขออีกแค่ห้าปีก็พอ! ส่วนค่าธรรมเนียม...ผมไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบราคาอย่างไร หวังว่าคุณจะบอกผมได้ ผมรู้ดีว่าถึงแม้ที่นี่จะเป็นสมาคมแลกเปลี่ยนที่ลึกลับ แต่ทุกๆ การแลกเปลี่ยนจะต้องมาจากการยินยอมของลูกค้าเอง ดังนั้นผมเชื่อว่าคุณจะไม่โกงผมแน่นอน”

ลั่วชิวเงียบไปชั่วครู่ ความเงียบของเขายิ่งทำให้จงลั่วเฉินรู้สึกกระวนกระวายใจ ชายหนุ่มคนนี้พยายามจะปิดบังความกระวนกระวายใจของตนด้วยการยกน้ำชาที่โยวเย่เตรียมไว้ให้ขึ้นจิบเบาๆ

‘จะใช้อายุขัยสามชั่วโมงในการซื้อข้อมูลคุณปู่ของจงลั่วเฉิน?’

‘หรือจะใช้อายุขัยสามชั่วโมงในการซื้อข้อมูลของจงลั่วเฉิน?’

‘...อืม’

ลั่วชิวแค่คิดกับตัวเองเงียบๆ แต่ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา เพราะเขากำลังสื่อสารกับแท่นบูชาที่อยู่ในห้องใต้ดินชั้นสามผ่านทางความนึกคิด หลังจากการแลกเปลี่ยนครั้งแรกเสร็จสำบูรณ์ ก็อย่างที่ลั่วชิวเคยบอกไว้ว่า พลังของเขาจะค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น

อย่างเช่นตอนนี้ เขาสามารถสื่อสารกับแท่นบูชาผ่านทางความนึกคิดได้ และพลังที่สามารถนำเอาอายุขัยของตนมาแลกกับข้อมูลที่อยากรู้นั้น บอกได้ว่าการดำรงอยู่ของแท่นบูชานี้สามารถยืดเวลาอายุขัยของเขาออกไปได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ค่อยๆ กินเวลาอายุขัยของเขาไปพร้อมๆ กัน

ด้วยตอนนี้เขายังมีตราหยกขาวที่มีมูลค่าเป็นอายุขัยเจ็ดสิบวันของเขาอยู่ในกำมือ เขาจึงไม่ลังเลที่จะเลือกซื้อข้อมูลส่วนตัว...คิดเสียว่าเป็นการลงทุนระยะสั้นก็แล้วกัน

แต่เพียงแค่พริบตาเดียวเขาก็เสียเวลาชีวิตไปแล้วถึงหกชั่วโมง คิดแล้วก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่เล็กๆ...

...

พอจงลั่วเฉินดื่มชาไปครึ่งแก้ว ลั่วชิวถึงพูดขึ้นช้าๆ ว่า “คุณลูกค้า คุณน่าจะรู้ว่าปู่ของคุณสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของใครต่อใครหลายๆ คนได้...ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตรแบบพวกคุณหรือแม้กระทั่งศัตรู แค่เพียงให้เขามีชีวิตอยู่ต่ออีกวันหนึ่ง ก็ทำให้คนตั้งมากมายกินอิ่มนอนหลับ หรือแม้กระทั่งทำให้หลายคนบ้านแตกสาแหรกขาดได้...เรื่องเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาทั้งสิ้น”

จงลั่วเฉินพูดขึ้นในทันทีว่า “ก็เพราะว่าเป็นแบบนี้ พวกเราจึงไม่อยากให้เขารีบจากโลกนี้ไป!”

ทันใดนั้นลั่วชิวก็ยื่นมือออกไปกวาดบนพื้นผิวโต๊ะ จากโต๊ะที่ว่างเปล่าก็มีไพ่ลายดอกปรากฎขึ้น “ในเมื่อคุณลูกค้าได้ให้สิทธิ์การประเมินราคากับผมแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมจะทำการประเมินราคาของคุณ”

ลั่วชิวเปิดไพ่ที่วางอยู่บนซ้ายมือของเขาออก บนไพ่เขียนเลข ‘30’ เอาไว้ ลั่วชิวอธิบายว่า “คุณต้องนำเอาเวลาชีวิตสามสิบปีของคุณมาแลกกับเวลาชีวิตห้าปีของคุณปู่คุณ”

จงลั่วเฉินอึ้งไปชั่วครู่ แล้วตอบกลับด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยพอใจนักว่า “สามสิบปีแลกมากับห้าปี? นี่มันเป็นการแลกเปลี่ยนบ้าบออะไรกัน?”

ลั่วชิวพูดขึ้นเนิบๆ ว่า “คุณจง จากที่ผมทราบว่าตระกูลคุณในยุคสมัยของคุณนั้น ถ้านับคุณด้วยแล้วมีทั้งหมดสามคน และทั้งสามคนก็มีความสามารถพอๆ กันไม่มีใครโดดเด่นกว่าใคร ดังนั้นพวกคุณสามคนมีโอกาสในการเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเท่าๆ กัน นอกจากนี้บริษัทเจียงซานของตระกูลจงก็เกิดขึ้นเพราะน้ำพักน้ำแรงของคุณปู่คุณ และถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้สืบทอดในกิจการของตระกูลที่ปู่คุณสร้างไว้ได้ คุณก็จะต้องเวลาสิบปีในการทำให้ผู้คนไว้วางใจคุณได้เท่าปู่ของคุณ คุณคงเคยคิดในส่วนนี้อยู่ใช่ไหม? และแน่นอนว่าเวลาสิบปีที่บอกนั้นเป็นแค่การคาดเดา...ดังนั้นสามเท่าของสิบปี ก็เท่ากับสามสิบปี”

จงลั่วเฉินเงียบไปชั่วขณะแล้วถามขึ้นว่า “แล้วไพ่ใบที่สองคืออะไร?”

ลั่วชิวเปิดไพ่ใบที่สองออกแล้วก็ปรากฎคำว่า ‘สติปัญญา’ ในแผ่นไพ่

อันนี้เข้าใจได้ง่ายมาก นั่นก็คือจะต้องนำเอาความฉลาดของตนมาแลกกับอายุขัยห้าปีของคุณปู่ ถ้าหากว่าเป็นแบบนี้อายุขัยของคุณก็จะไม่ลดลง และยังคงเป็นคุณชายของตระกูลจงอยู่ แต่อาจจะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ที่ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย

ความหมายจริงๆ ของมันก็คือ การเอาชีวิตมาแลกนั่นเอง และแน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่จงลั่วเฉินรับไม่ได้

“ไพ่ใบที่สามคืออะไร” จงลั่วเฉินถามขึ้นพร้อมกลืนน้ำลายตัวเองไปอึกหนึ่ง

ลั่วชิวเปิดไพ่ใบที่สามออกอย่างช้าๆ บนไพ่ใบนี้ปรากฎตัวอักษรคำว่า ‘ความสุข’

“นี่หมายความว่าอะไร?” จงลั่วเฉินขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

ลั่วชิวตอบด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ว่า “ง่ายมาก ไม่ว่าคุณจะได้อะไรมาคุณจะไร้ซึ่งความรู้สึกแห่งความสุข คุณจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของความรัก คุณจะลืมความสัมพันธ์ที่ดีต่อญาติสนิทมิตรสหาย คุณจะสูญเสียความรู้สึกดีใจเมื่อได้สิ่งที่อยากได้มาครอบครอง หรือแม้กระทั่งความพึงพอใจก็จะหายไปจากชีวิตของคุณ...ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอย่างไรก็ตาม”

พอเห็นความนิ่งเงียบของจงลั่วเฉิน ทำให้ลั่วชิวก็จะเปิดไพ่ใบที่สี่ออก

ไม่คิดว่าในขณะนั้นจะได้ยิ่งเสียงตะโกนบอกให้หยุดจากจงลั่วเฉิน “ไม่ต้องแล้ว เอาความสุขของผมมาเป็นค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนครั้งนี้เถอะ!”

ลั่วชิวพูดขึ้นด้วยความตกใจว่า “คุณจง คุณน่าจะรู้ว่าการเห็นไพ่ตัวเลือกตัวสุดท้ายนั้นก็เป็นหนึ่งในสิทธิ์ที่คุณควรจะได้รับนะ”

จงลั่วเฉินยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า “กลัวว่าเมื่อเปิดไพ่ใบสุดท้ายแล้วจะแย่กว่าเดิม ที่นี่เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนของพวกปีศาจจริงๆ ผมจะไม่ยอมเอาชีวิตของผมมาแลก และจะไม่ยอมสูญเสียสติปัญญาของผมไปด้วย!”

“นี่คือเหตุผลที่คุณยอมทิ้งความสุขไปอย่างนั้นเหรอ?”

จงลั่วเฉินเงยหน้าขึ้นแล้วพูดพร้อมกับความมั่นใจว่า “ใช่แล้ว! แต่คุณอย่าลืมว่าในการ์ดดำของผมมีตราประทับส่วนลดอยู่ ถึงแม้ว่าผมจะนำความสุขของตนมาแลก...นั่นก็หมายความว่า อย่างน้อยต้องมีสักอย่างสองอย่างที่ทำให้ผมพึงพอใจได้ ซึ่งคุณไม่มีทางเอามันไปได้”

ลั่วชิวตบโต๊ะเบาๆ แล้วพูดว่า “แล้วสิ่งที่คุณอยากเก็บรักษาไว้คืออะไร? ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เก็บรักษาไว้ได้เพียงแค่หนึ่งอย่างเท่านั้น ของที่นำพามาซึ่งความสุขนั้นมีอยู่มาก แต่สิ่งที่ได้มานั้นมีเพียงไม่กี่อย่างนั่นคือ ความรักจากคนรัก ความรักจากคนในครอบครัว ความสนใจ ความสำเร็จ และยังมีความปลอดภัย”

“อย่างนั้นขอความสำเร็จกับผม” จงลั่วเฉินกล่าวขึ้น

“แน่ใจนะ? หรือตัวเลือกที่ดีที่สุดอาจจะอยู่ในตอนสุดท้าย” ลั่วชิวกล่าวขึ้นนิ่งๆ

จงลั่วเฉินส่ายหัวพร้อมพูดขึ้นว่า “ผมเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง คุณพูดมากไปกว่านี้ก็ไร้ประโยชน์”

ลั่วชิวทำได้เพียงพยักหน้า จากนั้นก็ยื่นมือกวาดไปตรงหน้าจงลั่วเฉิน และม้วนหนังแพะโบราณก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา “คุณลูกค้า ถ้าตัดสินใจได้แล้วก็กดฝ่ามือของคุณลงบนนั้น แค่นี้ก็ถือว่าการแลกเปลี่ยนมีผลบังคับใช้แล้ว”

จงลั่วเฉินกดฝ่ามือของตนลงบนม้วนหนังแกะโบราณอย่างไม่ลังเล ในขณะนี้เขารู้สึกเหมือนกับว่าหัวใจของตัวเองบีบตัวลง เหมือนกำลังจะตายเพราะขาดอากาศหายใจ จงลั่วเฉินหายใจเฮือกใหญ่สองสามทีแล้วมองมายังลั่วชิว

ลั่วชิวพูดขึ้นเนิบๆ ว่า “อย่าได้เป็นกังวลเลย เมื่อการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ คุณลูกค้าก็จะปลอดภัย แล้วเรายังให้ของที่ลูกค้าต้องการก่อนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอีกด้วย...สัญญานี้ถือเป็นหลักประกันเล็กๆ เพราะเราไม่อยากเห็นลูกค้าได้สิ่งที่ต้องการจากเราไปแล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยน”

จงลั่วเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ได้เลย! ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ปู่ของผมก็ฟื้นแล้วสิ?” ลั่วชิวส่ายหัวแล้วตอบว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ขั้นแรกคุณต้องพาปู่ของคุณมาที่แห่งนี้ก่อน...อืม ไม่จำเป็นต้องมาหาผมถึงที่นี่ก็ได้ พาเขาไปอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง...เมื่อเสร็จขั้นตอนแรกแล้วคุณจะรู้เองว่าจะหาผมเจอได้อย่างไร”

การ์ดสีดำไปปรากฎอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขาอีกครั้ง เขาพยักหน้า แล้วเดินออกไปจากประตูของสมาคมทราฟฟอร์ดโดยเร็ว

ลั่วชิวที่นั่งดูการเดินจากไปของจงลั่วเฉินก็ส่ายหัว ที่จริงแล้วลั่วชิวไปที่นั่นได้ด้วยตัวเอง แต่เขาไม่มีพลังข้ามมิติ เขาจึงทำได้แค่นั่งรถไป

พลังของเขายังไม่แข็งแกร่งพอถึงขั้นข้ามมิติไปเมืองอื่นได้ จริงๆ แล้วพลังที่เขามีอยู่ตอนนี้สามารถไปได้แค่สถานที่ในระแวกนี้เท่านั้นเอง

ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่อะไร แค่ขี้เกียจ...

......

“ยินดีด้วยนะคะนายท่าน ผ่านไปอีกกรณีหนึ่งแล้ว”

โยวเย่พูดชมลั่วชิวอยู่ข้างๆ

ลั่วชิวถอดหน้ากากบนหน้าเขาออกแล้วพูดว่า “การแลกเปลี่ยนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อย่าเพิ่งดีใจไป อีกทั้งยังได้ลดไปตั้งยี่สิบเปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าตัวเองขาดทุนไปเยอะเลย”

แต่อย่างไรนี่ก็เป็นหนึ่งในกฎของที่นี่ แม้จะรู้สึกขาดทุนแค่ไหนลั่วชิวก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อีกทั้งถึงแม้ว่าจะได้ให้ความสุขด้านความสำเร็จกับจงลั่วเฉินไป แต่ถ้าเอาส่วนที่เหลือไปใช้เป็นเครื่องบูชาแล้วล่ะก็ คุณค่าของมันก็มหาศาลเกินกว่าการคาดเดาของลั่วชิวเลยล่ะ

แน่นอนว่าจะต้องรอหลังจากการแลกเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์

“นายท่านคะ? ไพ่ใบที่สี่คืออะไรคะ?” โยวเย่ถามด้วยความสงสัย

ลั่วชิวแค่ส่ายหัวแล้วไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็ถือไม้คฑาแล้วเดินขึ้นห้องไป

โยวเย่เอียงหัว แล้วเปิดเอาไพ่ใบที่สี่ที่ลั่วชิวไม่ได้หยิบไปด้วยออก

บนนั้นเขียนไว้ว่า ‘ทำความดียี่สิบปี’

เธอรู้ว่า การชำระค่าธรรมเนียมของไพ่ใบที่สี่นี้ไม่บรรลุผลในทันที แต่จงลั่วเฉินจะต้องใช้เวลายี่สิบปีในการทำความดีที่ได้กำหนดไว้ในขอบข่าย ห้ามทำความชั่ว จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ถึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์

ถ้าพูดในแบบคนตะวันออกแล้วก็คือ ‘การทำความดีเพื่อสั่งสมทานบารมีนั่นเอง’

การใช้ความดีที่สั่งสมมายี่สิบปีเป็นค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยน

“นายท่านเรานี่แอบร้ายอยู่นะ”

สาวใช้คนสวยยิ้มแล้วเก็บไพ่ไว้อย่างเรียบร้อย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น