เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 16 การร้องทุกข์

ชื่อตอน : บทที่ 16 การร้องทุกข์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 439

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2562 10:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 การร้องทุกข์
แบบอักษร

“ชนะจริงๆ ฮ่าๆๆ ข้ารวยแล้ว!” แม่นางหยางตะโกนลั่นออกมาด้วยความดีใจพร้อมๆกับคนอีกไม่กี่คนที่ดูมีสีหน้าไม่ต่างจากนางนัก เพราะพวกเขานั้นต่างก็ชนะการพนันและได้รับเงินเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนผู้เยาว์ที่เหลือที่พนันข้างหม่าหยางจงนั้นต่างปวดใจจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด

“ผู้ชนะคือถังหยางหลิว” กรรมการผู้ควบคุมการประลองเอ่ยขึ้นมาเมื่อพบเห็นสภาพของหม่าหยางจงภายใต้คมกระบี่ของถังเฟยหู่

เมื่อได้ยินเสียงของกรรมการแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้ลดกระบี่ลงและสลายด้ายปราณทั้งหมดออกไปทำให้ร่างของหม่าหยางจงเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง หม่าหยางจงพยายามจะพูดบางอย่างกับถังเฟยหู่ แต่ก่อนที่คำพูดจะได้เปล่งออกมาจากปากนั้นเอง ถังเฟยหู่ก็ได้เดินจากไปแล้ว เขาได้เดินกลับไปยังโต๊ะตัวหนึ่งภายในส่วนของโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่ง

ระหว่างทางที่เดินไปนั้นเองเขาได้พบเห็นแม่นางหยางที่พึ่งรับเงินจำนวนมากจากโต๊ะพนันมา เขานั้นได้ฉุดลากนางกลับมานั่งยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ชั้นสองของโรงเตี๊ยม เขานั้นได้จ้องมองหน้านางด้วยหน้าตาเฉยเมยพร้อมกับแบมือออกมาตรงหน้าไปยังนาง

“ข้าชนะแล้ว ไหนละเงินอีกสิบตำลึงทองของข้า”

“เอาเงินของเจ้าไป” แม่นางหยางกล่าวเสร็จก็ได้หยิบยื่นเงินอีกครึ่งที่เหลือซึ่งได้จากการลงพนันข้างชายหนุ่มตรงหน้าไว้ ในครานี้นางได้หยิบยื่นให้แก่ถังเฟยหู่โดยดีนั่นก็เพราะในตอนนี้นั้นนางมีอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก นางลงพนันข้างถังเฟยหู่เพียงไม่กี่สิบตำลึงทองเท่านั้นแต่ได้กลับมาถึงห้าสิบตำลึงทอง มันเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับคนทั่วๆไปนัก แม้สำหรับนางจะดูไม่มากเพียงใดแต่สิ่งที่ได้รับคือความสนุกจากการที่นางชนะต่างหากเล่า ถึงแม้จะหักลบค่าจ้างชายหนุ่มตรงหน้าไปยี่สิบตำลึงทองแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเหลือถึงสามสิบตำลึงทอง ก็ยังนับว่าคุ้มค่าอยู่

เมื่อทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานนัก ถังเฟยหู่ก็ได้ขอตัวจากมาก่อน ส่วนแม่นางหยางนั้นยังคงรับชมการประลองอื่นๆต่อไปอยู่ที่โรงเตี๊ยมประตูมังกร ถังเฟยหู่นั้นได้ตรงไปยังหอหงส์แดงอันเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ภายในเมืองซึ่งเปล่งรัศมีพลังธาตุไฟอันทรงพลังออกมาอย่างต่อเนื้อง เมื่อมาถึงแล้วถังเฟยหู่อดจะชื่นชมภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของหอหงส์แดงไม่ได้ เขาได้เดินเข้าไปภายในหอหงส์แดงในทันที แต่แปลกยิ่งนักที่คราวนี้ไม่มีจินอี้เว่ยมาเฝ้าทางเข้าไว้ มีเพียงนักสู้ธรรมดาของหอหงส์แดงมาเฝ้าไว้

ถังเฟยหู่เดินผ่านประตูเข้าสู่ภายในด้านในหอหงส์แดงได้อย่างสบาย ดูไปแล้วเหล่านักสู้พวกนี้ดูเกียจคร้านยิ่งนัก ต่างจากจินอี้เว่ยที่เขาเจอมาในคราก่อนที่มาที่นี่ยิ่งนัก เมื่อเข้ามาได้ไม่นานนักชายร่างอ้วนคนเดิมก็ได้ออกมาต้อนรับเข้าอย่างดี

“ยินดีต้อนรับขอรับนายน้อยถัง ไม่ทราบวันนี้จะมาขายวัตถุดิบหรือซื้อขายสิ่งใดอีกไหมขอรับ” ชายอ้วนกล่าวพลางถูมือไปมาคิดถึงผลประโยชน์ต่างๆภายในหัว

“วันนี้ข้าเพียงต้องการซื้อหาวัตถุดิบเพียงเท่านั้น เหมือนที่ท่านตาของข้าถังหยางหลิวเคยซื้อหาจากหอหงส์แดง....ข้าต้องการหญ้ามังกร” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับยื่นจดหมายแนะนำจากถังหยางหลิวผู้เป็นตาของเขาให้แก่ชายอ้วนตรงหน้า

“ที่แท้นายน้อยถังผู้นี้ก็เป็นหลานชายของท่านถังหยางหลิวนี่เอง เป็นเวลาหลายปีที่ท่านผู้เฒ่าถังกับหอหงส์แดงเราทำการค้าร่วมกัน แต่พักหลังมานี้ข้านั้นไม่ค่อยได้พบเห็นท่านผู้เฒ่านักเลย” ชายอ้วนกล่าวถามด้วยความสงสัย

“ท่านตานั้นสบายดี แต่เพียงต้องอยู่ดูแลท่านแม่ข้าอย่างใกล้ชิด อาการท่านแม่นั้นไม่ค่อยดีมากนัก และนี่ก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ข้าต้องการหญ้ามังกร สมุนไพรนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการรักษาอาการของท่านแม่ให้ดีขึ้นได้” ถังเหยหู่กล่าวด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่งนักเมื่อได้กล่าวถึงอาการป่วยของมารดาตนเอง หากไม่ได้หญ้ามังกรมาไม่ทราบว่าอาการของมารดาตนเองจะทรุดหนักลงมากแค่ไหนกัน

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง วางใจเถอะนายน้อย หอหงส์แดงนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่านถังหยางหลิว พวกเราจะต้องช่วยอย่างสุดกำลังแน่นอน” ชายอ้วนยิ้มให้แก่ถังเฟยหู่เพื่อให้เขารู้สึกคลายกังวล

“ขอบคุณท่านลุงมากขอรับ นี่คือเงินค่าหญ้ามังกรยี่สิบตำลึงทองขอรับ” ถังเฟยหู่หยิบถุงเงินของตนเองออกมาจากนั้นจึงได้ส่งเงินจำนวนยี่สิบตำลึงทองออกไปให้แก่ชายอ้วนด้านหน้า ซึ่งเมื่อได้รับเงินทองมาแล้วชายอ้วนจึงได้ขอตัวไปจัดการติดต่อแค้วนซีเปยทางเหนือเพื่อนำเข้าหญ้ามังกรมาสู่เมืองฟูเจี้ยนในทันที

เมื่อถังเฟยหู่ได้จัดการธุระทั้งหมดจนเสร็จสิ้นแล้วก็รู้สึกสบายใจไปอีกเปราะหนึ่ง เมื่อเขาจัดการเรื่องของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว เขาจึงได้ตรงไปยังศาลเมืองฟูเจี้ยน ซึ่งศาลในที่นี้ไม่ใช่ศาลเจ้าอันใด แต่เป็นศาลที่ใช้ตัดสินคดีความต่างๆและร้องทุกข์แก่เจ้าเมือง ซึ่งศาลเมืองฟูเจี้ยนนี้เป็นส่วนหนึ่งของจวนเจ้าเมือง

ไม่นานนักถังเฟยหู่ก็ได้มาถึงศาลเมืองฟูเจี้ยน ด้านหน้าประตูศาลนั้นเปิดกว้างเพื่อรับราษฎรทั้งหลายที่ต้องการร้องทุกข์ ที่สองข้างของประตูนั้นมีทหารสองนายยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้น ส่วนด้านขวานั้นมีกลองโบราณขนาดกว้างสามเชียะตั้งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มนั้นได้เดินตรงไปยังหน้ากลองนั้นในทันทีและได้หยิบไม้กลองซึ่งถูกเสียบไว้อยู่ข้างๆกลอง

ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม

เสียงกลองดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณจนชาวบ้านที่เดินไปเดินมาต่างเข้ามามุงดูว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นมากันแน่ ไม่นานนักภายในศาลได้เกิดการเคลื่อนไหวของผู้คนขึ้น เจ้าหน้าที่ศาลได้ออกมายืนอยู่สองข้างทางภายในศาลซึ่งแต่ละคนนั้นมีไม้พลองสีแดงอยู่ภายในมือ ด้านบนบัลลังค์ของศาลนั้นได้มีขุนนางคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น คนผู้นี้มีอายุราวสี่สิบปีและมีหนวดเคราดกดำ ชุดขุนนางของเขานั้นเป็นสีเขียวและมีลวดลายปักด้วยหงสาสีแดงเพลิงโบยบินอยู่อันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงส์แห่งแคว้นใต้นี้ คนผู้นี้ก็คือเจ้าเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้ซึ่งมีนามว่าฉวี่ฮุ่ย ส่วนด้านข้างของเจ้าเมืองถัดลงไปนั้นมีโต๊ะไม้ขนาดเล็กอยู่ตรงนั้นซึ่งได้มีกุนซือของเจ้าเมืองนั่งอยู่ตรงนั้น

เวยยยยยย หวู่

เสียงของเจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองข้างทางเอ่ยตะโกนเสียงดังจนสะท้านก้องไปทั่วทั้งศาลดังขึ้นจนเกิดความรู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่างเกิดขึ้นภายในศาล คำสั่งสองคำนี้ที่เจ้าหน้าที่ศาลเอ่ยขึ้นนั้นหมายถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของศาล เป็นการข่มขวัญสำหรับผู้คนทั้งหลายที่เข้ามาภายในศาลเกิดความเกรงกลัวต่ออำนาจแห่งกฎหมายและไม่กล้าที่จะโกหกต่อหน้าศาล เพราะศาลคือที่ดำรงไว้ซึ่งการรักษากฎหมาย เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งห้ามผู้ใดมาลบหลู่เด็ดขาด

“เบิกตัวผู้ตีกลองร้องทุกข์” ฉวี่ฮุ่ยผู้เป็นเจ้าเมืองเอ่ยกล่าวขึ้นมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ศาลทั้งหลายจึงได้ออกไปเชิญตัวผู้ตีกลองร้องทุกข์ให้เข้ามาภายในศาล ที่ด้านหน้าศาลนั้นชายหนุ่มผู้มีตาเดียวกำลังยืนรอคอยอยู่ตรงนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลได้มาถึงจึงได้เชิญตัวชายหนุ่มเข้าไปภายในศาล

“เจ้า ตามข้ามา” เจ้าหน้าที่ศาลคนนั้นกล่าวกับถังเฟยหู่

ถังเฟยหู่ไม่ได้เอ่ยกล่าวอันใดกับเจ้าหน้าที่ศาล ได้แต่เพียงเดินตามเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเข้าศาลไป จนเมื่อมาถึงห้องโถงของศาลแล้วเจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองข้างทางก็ได้เอ่ยคำเวยหวู่ออกมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ยินคำสองคำนี้แล้วก็สามารถสัมผัสที่ความยิ่งใหญ่ของศาลได้โดยผ่านคำอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง เมื่อถังเฟยหู่ได้เดินมาถึงหน้าบัลลังค์ของศาลแล้ว ชายหนุ่มก็ได้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจ้าเมืองตรงนั้น

“ผู้มาร้องทุกข์คือใคร” เจ้าเมืองเอ่ยถามกับชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

“ข้าน้อยมีนามว่าถังเฟยหู่จากสกุลถังแห่งฟูเจี้ยน” ชายหนุ่มเอ่ยนามและที่มาของตนเองโดยไม่ปิดบังอัดใด ไม่เหมือนคราเมื่อออกไปประลองในสนามประลองที่โรงเตี๊ยมประตูมังกร ถังเฟยหู่นั้นเป็นบัณฑิตซึ่งมีการศึกษาและทราบดีถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและศักดิ์ศรีของศาล เขาไม่สามารถที่จะพูดโกหกต่อหน้าศาลนี้ได้ เจ้าเมืองฟูเจี้ยนเมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้มาจากตระกูลถังอันยิ่งใหญ่ภายในเมืองก็มีสีหน้าแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะเหล่าตระกูลที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่เคยเห็นทางการและกฎหมายอยู่ในสายตา ไม่สิ พวกตระกูลใหญ่นั้นไม่เคยนับถือตระกูลฉวี่ที่เป็นตระกูลเจ้าเมืองในสายตาเสียมากกว่า ตระกูลฉวี่เป็นตระกูลอันดับท้ายๆซึ่งไม่มีชื่อเสียงมากนัก

“นายน้อยสกุลถังวันนี้จะมาร้องทุกข์อันใดหรือ?” เจ้าเมืองถามกลับไปอีกครั้งซึ่งครานี้น้ำเสียงของเจ้าเมืองแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ราวกับว่าเจ้าเมืองมีความเกรงใจชื่อสกุลถังของชายหนุ่มตรงหน้าอยู่หลายส่วน

“วันนี้ข้าน้อยมาร้องทุกข์แทนชาวเมืองและขออนุญาตท่านเจ้าเมืองในการใช้ปากเปล่าพูดแทนการเขียนคำร้อง”

“ข้าอนุญาต” เจ้าเมืองเอ่ยอนุญาตโดยง่าย

“ขอบพระคุณท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงจึงไม่มีใครที่รู้จักข้าน้อยมากนัก แม้จะเกิดในตระกูลผู้ฝึกยุทธ์แต่ก็ไม่เก่งกาจมากนักจึงได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่างๆและมีความเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์ แม้จะไม่กล้าพูดว่าเก่งกาจที่สุดแต่ก็บอกได้ว่าพอมีฝีมืออยู่บ้าง และนี่คือเหตุที่ทำให้ข้าพบเห็นเหตุผิดปกติบางอย่างซึ่งก็คือโรคร้ายที่กำลังระบาดอยู่ภายในเมือง” ถังเฟยหู่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังซึ่งเมื่อทุกคนภายในศาลได้ยินเกี่ยวกับโรคระบาดอันร้ายแรงแล้วถึงกับแทบจะหยุดหายใจ หลายๆคนในที่นี้ต่างมีญาติพี่น้องที่ติดโรคร้ายนี้และได้แต่รอคอยความตาย การที่คนเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาตรงหน้าราวกับเป็นการสะกิดแผลใจของคนแทบทุกคน

“อย่างที่ทุกท่านทราบ ตะกูลถังนั้นเป็นเจ้าของสายเลือดแห่งจิตวิญญาณอสรพิษมรกต จึงทำให้พวกเรานั้นต่างมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งพิษเป็นอย่างมาก และวันนี้ข้าได้บังเอิญตรวจโรคให้แก่เด็กสาวคนหนึ่งในตลาดและข้าได้พบว่าโรคร้ายที่กำลังคุกคามชาวเมืองทั้งหลายนั้นเป็นพิษชนิดหนึ่ง ข้าคาดเดาว่าคงมีคนแพร่พิษนี้ใส่ชาวเมืองเป็นแน่ เมื่อได้ทราบความแล้วจึงใคร่ครวญขอให้ทางการได้โปรดช่วยชาวเมืองไว้ด้วย ขอให้ท่านเจ้าเมืองได้โปรดส่งคนออกไปตรวจสอบโดยเร็ว” ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะเป็นการขอร้องแก่เจ้าเมือง ซึ่งเมื่อได้ยินสิ่งที่ถังเฟยหู่กล่าวแล้ว ทุกคนนั้นต่างก็มีสีหน้าที่ตกใจเป็นอย่างมากกับคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้านี้

“นะ..นายน้อยถัง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถนำมาพูดเล่นได้นะ” เจ้าเมืองนั้นมีสีหน้าตกใจเป็นอย่างมาก หากสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้านี้กล่าวเป็นความจริงแล้วละก็ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมากกว่าที่เขาคิด ในตอนนี้เมืองฟูเจี้ยนได้เป็นที่ประทับของสายเลือดราชวงศ์คนหนึ่ง หากข่าวเรื่องการแพร่พิษนี้ได้เผยแพร่ออกไปแล้วละก็ จูเชว่อ๋องไม่มีทางอยู่เฉย และหากเขาหาตัวการไม่ได้แล้วละก็...ไม่ทราบว่าตระกูลฉวี่จะอยู่ต่อไปในฐานะเจ้าเมืองได้อย่างไร

“เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตผู้คนมากมาย ผู้น้อยไม่กล้าโป้ปดต่อหน้าศาลอย่างแน่นอน และอีกอย่างหนึ่ง...ในตอนนี้ผู้น้อยสามารถรักษาอาการของผู้ติดพิษคนหนึ่งได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งท่านสามารถเบิกตัวนางมาเป็นพยานยืนยันได้”

“จริงหรือนายน้อยถัง! เร็วเจ้าหน้าที่ศาล เร่งไปนำตัวผู้ป่วยผู้นั้นมาให้ข้าเห็นตัวเป็นขวัญตาหน่อย ท่านกุนซือ เร่งไปตามท่านหมอประจำศาลของเรามาตรวจดูอาการของนางเพื่อยืนยันสิ่งที่นายน้อยถังพูดเร็วเข้า” หลังจากที่ฉวี่ฮุ่ยได้สั่งการลงไปแล้วก็เกิดความวุ่นวายภายในศาลเป็นการใหญ่ ทั้งเจ้าหน้าที่ศาลที่เข้าไปสอบถามที่อยู่ของอาฉวี่และมารดาของนางจากถังเฟยหู่ ทั้งกุนซือของเจ้าเมืองที่ได้ออกไปตามท่านหมอประจำศาลมาตรวจดูอาการของอาฉวี่

ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ศาลที่ได้ออกไปยังตลาดก็ได้พาตัวของอาฉวี่และมารดาของนางมายังศาลและคุกเข่าอยู่ด้านข้างของถังเฟยหู่ ซึ่งทั้งสองนั้นดูสับสนเป็นอย่างมากว่าทำไมทางการถึงได้ให้พวกนางมาเป็นพยานในศาล เจ้าเมืองได้ถามถึงอาการป่วยของอาฉวี่ที่สามารถรักษาหายด้วยฝีมือของถังเฟยหู่และทุกคนภายในศาลก็ได้พบว่ามันเป็นความจริง ส่วนกุนซือที่ได้พาหมอประจำศาลมาตรวจอาการของอาฉวี่นั้นก็พบว่าไม่มีอาการผิดปกติอันใด ร่างกายของนางนั้นแข็งแรงเหมือนคนปกติเป็นอย่างมาก เมื่อฉวี่ฮุ่ยได้คำยืนยันจากผู้คนทั้งหมดแล้วจึงได้ให้พยานทั้งหลายกลับไปเสียก่อนโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าอาการป่วยเหล่านั้นคือพิษชนิดหนึ่ง ในตอนนี้ทุกคนในศาลที่ได้รู้ความจริงต่างก็มีสีหน้าชื่นมื่นกันถ้วนหน้าที่ได้รับรู้ว่าพิษร้ายนี้มีคนที่สามารถรักษามันได้

“นายน้อยถัง! ในเมื่อท่านสามารถช่วยเหลือคนทั้งเมืองได้ ข้าในฐานะของเจ้าเมืองแห่งฟูเจี้ยนขอให้ได้โปรดบอกวิธีการรักษาพิษชนิดนี้ด้วยเถอะ” ฉวี่ฮุ่ยลุกขึ้นยืนและประสานมือคาราวะไปทางเด็กหนุ่มตรงหน้านี้

“เรื่องนั้นคงจะไม่ได้” ชายหนุ่มตอบกลับไปด้วยสีหน้าเฉยเมย โดยไม่ได้สนใจหน้าตาของคนรอบข้างที่ตกใจกับคำพูดนี้ของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก

“มะ..หมายความว่ายังไงไม่ได้” ฉวี่ฮุ่ยเอ่ยด้วยสีหน้างุนงง

“ท่านเจ้าเมืองอย่าพึ่งเข้าใจผิด ที่ข้ากล่าวว่าไม่ได้นั้นก็เพราะว่าวิธีการรักษาพิษชนิดนี้นับว่ายากอย่างมาก แพทย์ธรรมดาทั่วไปไม่อาจรักษาได้ แต่เพราะตัวผู้น้อยนั้นมาจากตระกูลถังและเชี่ยวชาญในด้านพิษ อีกทั้งยังเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์อีกด้วยจึงทำให้ผู้น้อยน่าจะเป็นผู้เดียวในเมืองที่สามารถรักษาพิษนี้ได้ อีกเหตุผลที่ผู้น้อยมาร้องทุกข์ในวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ทางการแจ้งแก่ชาวเมืองว่าจะเปิดทำการรักษาโรคร้ายนี้ จากนั้นผู้น้อยจะมาทำการรักษาทุกผู้คนที่โดนพิษชนิดนี้”

“แล้วนายน้อยต้องการให้ข้าประกาศให้ชาวเมืองมารวมกันในวันไหน ข้าจะได้ไปจัดการเรื่องราวทั้งหมดให้แก่ท่าน” กุนซือของเจ้าเมืองได้เอ่ยถามกับถังเฟยหู่ ในตอนนี้ทุกคนภายในศาลต่างมีความรู้สึกเลื่อมใสในตัวเด็กหนุ่มคนนี้เป็นอย่างมาก

“เรื่องช่วยเหลือผู้คนไม่อาจช้าได้ ขอให้ท่านเจ้าเมืองได้โปรดช่วยรวบรวมชาวเมืองให้มาที่ศาลนี้ภายในวันพรุ่งนี้ด้วย แล้วพรุ่งนี้ในยามเช้าข้าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อรักษาทุกคนที่ติดพิษร้ายชนิดนี้” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วถังเฟยหู่จึงขอตัวอำลากลับไปเตรียมตัวยังบ้านของตนเอง ส่วนทางฝั่งฉวี่ฮุ่ยนั้นได้เร่งให้เจ้าหน้าที่ศาลติดประกาศไปรอบเมืองว่าจะมีการรักษาโรคร้ายนี้ในวันพรุ่งนี้ที่ศาลในยามเช้า เหล่าชาวเมืองที่ท้อแท้และสิ้นหวังเพราะโรคร้ายแรงชนิดนี้ต่างก็มีความหวังอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากออกจากศาลมาแล้ว ถังเฟยหู่ได้ตรงกลับไปยังบ้านพักหลังน้อยของตนเองในทันที ซึ่งเขาได้กลับมาเพื่อปรึกษาถังหยางหลิวผู้เป็นตาเกี่ยวกับพิษร้ายแรงนี้และวิธีการป้องกันโรค แต่ข้อมูลต่างๆที่ได้รับรู้มานั้นยังน้อยจนเกินไป แต่ทั้งสองคนนั้นเมื่อรู้ว่ามีคนไม่ประสงค์ดีต่อตนในเมืองจึงได้หาทางป้องกันชั่วคราวเพื่อให้ถังมู่หลิวผู้มีร่างกายอ่อนแอไม่ติดพิษร้ายนี้ไปด้วย

อาหารการกินทั้งหลายของถังมู่หลิวนั้นถูกตรวจสอบโดยเข็มเงินก่อนที่จะให้นางรับประทาน ทั้งน้ำที่ใช้ในบ้านเรือนต่างก็ต้องผ่านการต้มเพื่อฆ่าเชื้อและใช้เข็มเงินตรวจสอบก่อน ทั้งยังใช้กำยานที่ทำจากดอกวายุซึ่งสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ขึ้นมากจากการจุดกำยานนี้ สองตาหลานต่างปิดประตูหน้าต่างและช่องลมทั้งหลายและใช้กำยานนี้ในการสร้างอากาศใหม่เพื่อหายใจแทนอากาศจากด้านนอกเพื่อป้องกันพิษที่อาจมาจากอากาศ ทั้งอาหารการกินและอากาศต่างถูกป้องกันไว้อย่างดี คงเป็นการยากมากหากพิษร้ายนั้นลักลอบเข้ามาภายในบ้านหลังน้อยนี้ได้

เมื่อจัดการเรื่องราวทั้งหมดเสร็จสรรพแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้ขอตัวกลับไปยังห้องของตนเองเพื่อฝึกฝนปราณห้าพิษต่อ ปราณพิษไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างผ่านชีพจรพิษทั้งหนึ่งร้อยแปดจุด ชายหนุ่มทั้งฝึกฝนเคล็ดดึงดูดพิษและย่อยสลาย เขาฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อการรักษาชาวเมืองอย่างต่อเนื้องไม่หยุดหย่อนจนถึงช่วงใกล้ฟ้าสาง

ถังเฟยหู่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนนั้น ดวงตาสีเขียวมรกตของเขาเปล่งประกายแสงสีเขียวเข้มอันลี้ลับของพิษร้าย ดวงของเขาดุจดั่งอสรพิษร้ายที่พึ่งตื่นขึ้นจากจำศีล ชายหนุ่มกระโดดขึ้นจากเตียงและลงยืนบนพื้นในห้อง เขาวาดมือออกไปและปลดปล่อยพิษร้ายจำนวนมากออกมาเป็นควันสีเขียวเข้มล้อมรอบตัว จากนั้นชายหนุ่มได้วาดมือกลับในทิศทางตรงกันข้ามและใช้เคล็ดดูดกลืนพิษเพื่อดึงดูดพิษรอบตัวเข้าสู่ร่างโดยผ่านฝ่ามือของเขา ในชั่วพริบตานั้นเองที่ควันพิษทั้งหลายหายไปในชั่วพริบตา

ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นผลลัพธ์ของการฝึกฝนในหนึ่งค่ำคืนนี้ วิชาปราณห้าพิษของเขาพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม แม้พลังจะไม่ได้มีมากขึ้นแต่ความชำนาญนับว่ามีเพิ่มมากมายกว่าเดิมหลายเท่า สามารถใช้งานได้ดั่งใจรวดเร็วขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า ถังเฟยหู่ได้ออกไปอาบน้ำและแต่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมไปยังศาล เขาได้แต่งกายด้วยชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตาและที่ปิดตาโลหะอันเดิมถูกสวมใส่ไว้บนใบหน้าของเขา

ชายหนุ่มได้เดินออกจากบ้านของตนเองและผ่านทางเดินภายในตระกูล เขาพบเห็นผู้คนมากมายในตระกูลถังต่างใช้ชีวิตอย่างปกติสุขโดยไม่ได้รับรู้สิ่งต่างๆในภายนอกเลยแม้แต่น้อย หรือไม่แน่คนพวกนี้อาจรับรู้และไม่ได้สนใจชาวบ้านที่ทนทุกข์เลยแม้แต่น้อย คนตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างก็มีความถือดีและหยิ่งยโสเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มองเห็นคนธรรมเป็นคนเลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะถังเฟยหู่เติบโตในจุดที่ต่ำของตระกูลและถูกเหยียบย่ำมาโดยตลอดทำให้เขาไม่ได้มีความยโสนี้

ชายหนุ่มทอดถอนใจต่อคนสายเลือดเดียวกันเหล่านี้ที่มีนิสัยแบบนี้ เขาไม่ได้สนใจอันใดอีกได้แต่มุ่งหน้าออกจากตระกูลไปและตรงไปยังศาลแห่งเมืองฟูเจี้ยน ผู้คนมากมายต่างมาชุมนุมกันรอบศาลจนเนืองแน่น แทบไม่มีที่ให้คนสามารถเดินเข้าไปบริเวณศาลได้เลย ซึ่งไม่นานนักทหารและเจ้าหน้าที่ศาลก็ได้มาจัดการความวุ่นวายทั้งหลายโดยการจัดระเบียบคนทั้งหมด แบ่งคนออกไปสองฟากถนนเพื่อให้ตรงกลางคนที่ไม่ได้ต้องการรักษาอาการป่วยสามารถใช้ทางนี้สัญจรได้

ถังเฟยหู่ได้ใช้เส้นทางตรงกลางนี้เดินเข้าสู่บริเวณศาลซึ่งเมื่อมาถึงแล้วก็พบเห็นทหารและเจ้าหน้าที่ศาลที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงทางเข้า ชายหนุ่มได้เดินเข้าไปหาเหล่าคนตรงหน้านี้เพื่อที่จะเข้าไปภายในศาล แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินเข้าไปนั้นได้มีมือของใครบางคนมาฉุดดึงไหล่ของเขาไว้จากด้านหลังเสียก่อน

“เฮ่เด็กน้อย! เจ้ามาทีหลังก็อย่าได้มาแซงผู้อื่นแบบนี้ ผู้คนมากมายต่างก็มารอรับการรักษาทั้งนั้น เจ้ามาใหม่ก็ไปข้างหลังสะไป!” เสียงของชายคนหนึ่งตะโกนด่าถังเฟยหู่ขึ้นจนคนโดยรอบหันมามองกันยกใหญ่ เมื่อถังเฟยหู่หันกลับไปมองผู้ที่ฉุดดึงเขาไว้แล้วก็พบว่าคนที่เอ่ยกับเขาก็คือคนที่เขาเคยพบเจอมาครั้งหนึ่ง ชายผู้นี้ก็คืออาไห่จากหอนางโลมซึ่งถังเฟยหู่เคยขอร้องให้เขาช่วยงานตนเองตอนจัดการกับถังชิง

เมื่อพบเห็นว่าเป็นอาไห่แล้วชายหนุ่มจึงได้แต่ยิ้มให้แก่บ่าวหอนางโลมผู้นี้จริงๆ ดูเหมือนพวกเขาจะดวงสมพงษ์กันเสียจริง ชายหนุ่มได้ยกนิ้วของตัวเองขึ้นมาตรงหน้าของอาไห่ซึ่งบ่าวผู้นี้งุนงงเป็นอย่างมากกับการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้า ถังเฟยหู่ได้ปลดปล่อยปราณอันแหลมคมออกมาด้วยปลายนิ้วแต่มันเล็กมากเสียจนแทบไม่มีใครมองเห็นด้วยเคล็ดวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมย

“เจ้าจะทำอะไร?” อาไห่ทำสีหน้างุนงงเป็นอย่างมากจึงได้เอ่ยถามออกไป

“สั่งสอนคนไม่รู้ความ” ถังเฟยหู่ใช้นิ้วของเขาสกัดจุดไปยังร่างของอาไห่ด้วยความรวดเร็วและในทันทีนั้นร่างกายของอาไห่ได้แข็งค้างเพราะการสกัดจุดของถังเฟยหู่ ชายหนุ่มตาสีเขียวออกแรงผลักเบาๆทำให้ร่างของอาไห่ที่แข็งค้างนั้นล้มไปกองกับพื้นในท่าเดิมที่พึ่งหาเรื่องเขาเมื่อกี้ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคนโดยรอบ

ความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นทำให้ทหารและเจ้าหน้าที่ศาลสามารถสังเกตเห็นตัวตนของถังเฟยหู่ พวกเขาจึงได้รีบเข้ามาล้อมตัวถังเฟยหู่และขอโทษเป็นการใหญ่ที่ไม่ได้ดูแลชายหนุ่มให้ดีกว่านี้

“ท่านหมอ ข้าขอประโทษด้วยขอรับที่ไม่ได้ดูแลความปลอดภัยให้ท่าน” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ศาลเอ่ยกับชายหนุ่ม

“ว่ายังไงนะ! ท่านหมอ!!!” ชาวบ้านต่างก็ตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน หมอผู้เป็นความหวังแก่ชาวเมืองกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเสียได้....

ความคิดเห็น