หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 18 ตัวตลกกับคทาสีดำในมือ

ชื่อตอน : บทที่ 18 ตัวตลกกับคทาสีดำในมือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2562 11:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 ตัวตลกกับคทาสีดำในมือ
แบบอักษร

หลังจากนั้นไม่นานนัก โยวเย่ก็ถือหน้ากากที่ลั่วชิวต้องการออกมา

หน้ากากสามอันนี้เป็นสิ่งที่เจ้าของคนเก่าเก็บเข้าคลังเอาไว้ ทีนี้ก็เลือกยากแล้วสิ

ตอนแรกแค่คิดว่าจะใช้มันบดบังใบหน้า และตัวตนของตัวเองตอนที่ทำการแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่หน้ากากสามอันนี้เมื่อใส่แล้วรู้สึกว่ามันวิเศษทุกอันเลย

ลั่วชิวหยิบมันขึ้นมาอันหนึ่ง แล้วมองดูของตกแต่งบนนั้นอย่างละเอียด นี่คือหน้ากากเวนิสที่เรียกว่า ‘Bauta’ อย่างไม่ต้องสงสัย โครงสร้างมันดูแปลกแต่แฝงไว้ด้วยความงดงาม ลั่วชิวหยิบมันขึ้นมาใส่

มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าหน้ากากติดไปกับหน้าของเขา และหายไป สุดท้ายก็หลอมรวมเข้ากับผิวหน้าของเขาอย่างกลมกลืน ไม่เพียงแต่รู้สึกว่าใส่แล้วไม่อึดอัด อีกทั้งเมื่อมาอยู่บนหน้ายังสัมผัสไม่ได้ถึงน้ำหนักของมันเลยแม้แต่น้อย

ความวิเศษของหน้ากากนี้คือ จะสามารถอำพรางตัวได้เมื่อสวมใส่มัน

ข้อมูลคำพูดนี้ไหลผ่านในความคิดของลั่วชิว เขาจึงมองไปทางโยวเย่ด้วยความสงสัยแล้วถามว่า “ตอนนี้เธอมองเห็นฉันไหม?”

“มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” โยวเย่พูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆ ว่า “แต่ฉันสามารถสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของนายท่าน”

ลั่วชิวอึ้งไปชั่วครู่ แล้วหยิบกระจกมาสำรวจดูตัวเอง เขาไม่เห็นสิ่งใดในกระจกเลย เขาจึงสะดุ้งแล้วถอดเอาหน้ากาก ‘Bauta’ ออก

แม้ว่าล่องหนได้จะดูเท่...แต่มันก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เขาแค่อยากจะปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่ไม่ใช่การที่ทำให้ทุกคนไม่เห็นเขาเลย

ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นของเล่นที่ไม่เลวเลยชิ้นหนึ่ง

จากนั้นลั่วชิวก็หยิบหน้ากากอันที่สองขึ้นมา มันเป็นหน้ากากกระดาษ ถึงแม้จะทำมาจากกระดาษ แต่เทคนิคการทำให้แข็งนับว่าใช้ได้ หน้ากากสีขาวที่มีตาสีทอง ในส่วนของปากเป็นสีแดง...ที่แท้มันเป็นหน้ากากสุนัขจิ้งจอกของญี่ปุ่น

ลั่วชิวก็ลองสวมมันดู

หน้ากากเทพอินาริ***** ใช้ขอให้ทุ่งนาอุดมสมบูรณ์

อืม...นี่อาจจะมีประโยชน์ในที่ห่างไกลความเจริญไร้ซึ่งเทคโนโลยีเก็บเกี่ยว และหน้ากากสุนัขจิ้งจอกสไตล์ญี่ปุ่นนี้ไม่เข้ากับชุดที่โยวเย่จัดให้ลั่วชิวสวมใส่เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี

ต่อมาเขาก็ถือหน้ากากอันที่สามขึ้นมา เป็นหน้ากากตัวตลก

เวลาสวมใส่ก็จะเหมือนกับหน้ากากอันแรกที่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ข้อมูลเกี่ยวกับหน้ากากตัวตลกได้ไหลผ่านมาในความคิดของเขา

ตัวจริงของตัวตลกนี้ จะสามารถมองทะลุผ่านเวทมนตร์ทุกอย่างได้

และเวทมนตร์ที่ว่านี้ก็หมายถึงกลลวงที่ถูกสร้างขึ้นจากนักมายากลทั้งหลายหรือการตบตา ไม่ได้หมายถึงเวทมนตร์ที่เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด

“ยังดีที่เป็นหน้ากากตัวตลกสีขาว ถ้าเป็นหน้ากากสีสัน...เหอะๆ” ลั่วชิวหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “คงไม่มีใครที่เข้ามาแล้วอยากจะเห็นเจ้าของสมาคมอยู่ในร่างของลุงแมคโดนัลหรอกนะ?”

โยวเย่เหมือนไม่เข้าใจว่าลั่วชิวกำลังพูดถึงอะไร เธอจึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นแต่อย่างไร

“งั้นก็ใช้อันนี้แล้วกัน แม้ว่าความสามารถของมันจะใช้อะไรไม่ค่อยได้ แต่เมื่อสวมใส่แล้วมันก็ดูเข้าที่กว่าสองอันก่อนหน้านี้เยอะเลย” ลั่วชิวลุกขึ้นยืน

ตัวเขาที่ใส่หน้ากากตัวตลกกลับดูไม่เหมือนตัวตลกเลย ในทางกลับกันด้วยเสื้อผ้าที่โยวเย่เลือกสรรให้กับเขา เมื่อใส่คู่กับหน้ากากตัวตลกแล้วยิ่งทำให้เขาดูลึกลับขึ้นมา...แต่รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป

ลั่วชิวมองตัวเองในกระจกแล้วหันซ้ายหันขวา อยากจะรู้ว่ามันขาดอะไรไปกันแน่

ในขณะนั้นโยวเย่ก็หยิบหมวกทรงสูงสไตล์นักมายากล รวมทั้งไม้คทาสีดำ และถุงมือสีขาวมาจากชั้นแขวนหมวก

ลั่วชิวใส่หมวกและถุงมือ จากนั้นก็ถือไม้คทาไว้กับมือ นี่รู้สึกไม่เลวเลยทีเดียว

“อืม ต่อจากนี้ให้เรียกฉันว่าคุณตัวตลกละกัน” ลั่วชิวยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ในสถานที่แลกเปลี่ยนความปรารถนานี้มีตัวตลกอยู่มันก็รู้สึกไม่เลวนะ”

“แค่นายท่านมีความสุขก็พอแล้ว”

ลั่วชิวยังอยากจะพูดอะไรต่ออีก แต่ทว่าเสียงกระดิ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน

เพิ่งจะแปลงโฉมไปได้ไม่นานก็มีลูกค้าเข้ามาเสียแล้ว ง่วงแล้วหมอนก็มา******จริงๆ...ลั่วชิวพึมพำ จากนั้นก็เดินลงไปเพื่อต้อนรับลูกค้า

สิ่งที่เขาเห็นคือคนที่อยู่ในสภาพตื่นกลัวเล็กน้อยที่หน้าประตู เป็นเด็กหนุ่มที่กำลังมองดูไปรอบๆ สมาคมแต่ไม่ได้ตัดสินใจเปิดประตูเข้ามา

ถึงจะบอกว่าเด็กหนุ่ม แต่เมื่อลั่วชิวดูแล้วเหมือนเขาจะมีอายุมากกว่าลั่วชิวอยู่ดี

กิริยาท่าทางเป็นตัวบ่งบอกถึงนิสัยใจคอของคนคนหนึ่งได้...ลั่วชิวดูแล้วนี่เหมือนจะเป็นคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีของครอบครัวมีฐานะร่ำรวย หรืออาจจะเป็นคนมีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จ?

“ยินดีต้อนรับสู่สมาคมทราฟฟอร์ดครับ คุณลูกค้าที่เคารพ...ไม่ทราบว่ามีอะไรให้เราช่วยไหม?”

สองมือของลั่วชิวถือไม้คทาสีดำไขว้ไว้ข้างหลัง แล้วค่อยๆ เดินลงมาจากบันได สังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่มคนนี้

“คุณคือ?” แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะก้าวตามลั่วชิวเข้ามาในร้าน เขายังคงยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง

“ผมเหรอ?” เดิมทีลั่วชิวคิดจะยิ้ม...แต่เขาเพิ่งนึกได้ว่าเขาใส่หน้ากากตัวตลกอยู่ จึงพูดขึ้นด้วยเสียงนิ่งๆ ว่า “ผมเป็นเจ้าของสมาคมแห่งนี้ คุณจะเรียกผมว่าเถ้าแก่ก็ได้ หรือจะเรียกผมว่า...คุณตัวตลกก็ได้”

ลั่วชิวเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม จากนั้นเขาก็ได้กลิ่น กลิ่นที่คุ้นเคย...มันเป็นกลิ่นของการ์ดเชิญสีดำ

อืม นี่ก็เป็นการแลกเปลี่ยนครั้งที่สามแล้วสินะ นอกจากเพียนเซียนปีศาจผีเสื้อที่หลุดเข้ามาเองแล้ว สองคนที่เหลือก็มาที่นี่ด้วยการ์ดดำ

ก่อนหน้านี้การ์ดดำได้ถูกแจกจ่ายออกไปจากสมาคมเท่าไรกัน? ลั่วชิวพูดกระซิบกับตัวเอง และลั่วชิวก็ถามลูกค้าว่า “คุณลูกค้าไม่คิดจะเข้ามาเหรอครับ?”

“ที่นี่เป็นสถานที่ที่จะตอบสนองความปรารถนาทุกอย่างของมนุษย์ได้จริงๆ เหรอ?” ชายหนุ่มถามขึ้นด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด

ลั่วชิวดีดนิ้วในทันที จากนั้นก็กางฝ่ามือออก แล้วการ์ดดำใบหนึ่งก็ลอยอยู่บนฝ่ามือของเขา เขายิ้มก่อนพูดว่า “คุณลูกค้ามาที่นี่ได้ผ่านการ์ดเชิญสีดำใบนี้ ก็ควรที่จะเชื่อในสถานที่แห่งนี้สิถึงจะถูก”

ชายหนุ่มใช้มือลูบตรงหน้าอกตัวเอง จากนั้นก็ถอดสูทที่เขาสวมออก แต่พบว่าการ์ดเชิญสีดำที่เก็บซ่อนไว้ได้หายไปจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้ว

เขาหายใจเข้าลึกๆ สงบจิตสงบใจลง แล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ว่า “สวัสดีครับคุณตัวตลก ผมชื่อจงลั่วเฉิน การมาครั้งนี้ผมได้ตัดสินใจที่จะทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับคุณ”

เมื่อลูกค้ามาเหยีบถึงที่แบบนี้ ลั่วชิวก็ไม่รอช้าที่จะแสดงท่าทีมีมารยาทต่อหน้าลูกค้า เขาใช้มือทำท่าเชิญให้ลูกค้านั่ง แล้วพูดขึ้นว่า “โยวเย่ ดูแลแขกด้วย”

...

...

ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากจะมีเหงื่อท่วมตัว แต่หากอยู่ในห้องที่เปิดแอร์สิบแปดองศาแบบนี้ แล้วยังมีเหงื่อไหลท่วมตัวอีก แสดงว่า...จะต้องทำกิจกรรมอะไรบางอย่างในห้องแล้วล่ะ

เฉิงอวิ๋นจุดบุหรี่มวนหนึ่ง ก่อนมองไปยังหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความพอใจ

เธอคือพนักงานต้อนรับของร้านกู่เย่ว์ไจ

เธอไม่ได้มีพื้นเพดีอะไร แต่ค่อนข้างสวย และเป็นคนฉลาด อีกทั้งไม่มีความทะเยอทะยานไต่เต้าไปที่สูง ดังนั้นเธอจึงเลือกใช้วิธีที่รวดเร็วและได้ผลดีที่สุดแบบนี้

เฉิงอวิ๋นรู้ดีว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้อยากได้คืออะไร เพราะเขารู้ถึงความต้องการของผู้หญิง เขาเลยได้กับพนักงานต้อนรับคนนี้ก่อนที่เจ้านายของเขาจะจีบจางชิ่งหรุ่ยติดเสียอีก

แน่นอนว่าพนักงานต้อนรับสาวคนนี้หน้าตาก็ไม่ได้แย่ แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับจางชิ่งหรุ่ยที่มีทั้งพื้นเพฐานะทางบ้านดี และการศึกษาดี

แต่เฉิงอวิ๋นก็รู้อยู่แก่ใจว่าผู้หญิงแบบไหนที่เขาเล่นด้วยได้ และผู้หญิงแบบไหนที่ควรรักษาระยะห่าง

“ทำไมครั้งนี้ถึงว่างขนาดนี้ ไม่ต้องติดตามเจ้านายวัยหนุ่มคนนั้นของคุณแล้วเหรอ?” พนักงานสาวต้อนรับยิ้มแล้วถามเฉิงอวิ๋น

เฉิงอวิ๋นก็กำลังคิดไม่ตกอยู่กับเรื่องนี้ ว่าตั้งแต่กลับออกมาจากร้านกู่เย่ว์ไจเมื่อตอนเที่ยง ทำไมจงลั่วเฉินถึงกลับเข้าไปในร้านกู่เย่ว์ไจอีกครั้งด้วยท่าทีรีบร้อน จากนั้นจงลั่วเฉินก็ไล่เขาไป แล้วขับรถออกไปที่ไหนคนเดียวก็ไม่รู้

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในเมืองนี้ เฉิงอวิ๋นจะคอยจัดการทุกๆ เรื่องให้กับเจ้านายของเขา แต่ครั้งนี้เจ้านายของเขากลับออกไปคนเดียวแล้วทิ้งเขาไว้แบบนี้ เขาเลยอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ที่จงลั่วเฉินทำตัวเย็นชากับตนเป็นเพราะคำพูดเมื่อตอนเช้าของหญิงชราประหลาดคนนั้น

สมควรตาย จะปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่เขาทำมาจนถึงวันนี้ก็จะสูญเปล่า

เหมือนหญิงสาวคนนี้จะหน้าเนื้อใจเสืออยู่ไม่น้อย ถ้ารู้ว่ายังมีประโยชน์กับตัวเองก็จะทำ ถ้าไม่มีก็จะเหมือนไม่รู้จักกันไปเลย

แม้ว่าเธอเป็นคนแบบนี้ แต่ฝีมือก็ดี ทำให้เฉิงอวิ๋นอยากอยู่เล่นกับเธอไปอีกสองสามวัน ทว่าสิ่งที่สำคัญคือ เขายังจะต้องปรนนิบัติจงลั่วเฉินต่อไป เพื่อแลกมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ฐานะที่เมืองหลวงของเขาจะได้สูงขึ้น

“เมื่อตอนกลางวัน ฉันเห็นคุณหนูจางพาลูกค้าสองคนไปที่ห้องสะสมของเก่า ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครกัน?”

หญิงสาวรู้ดีว่าเฉิงอวิ๋นจะให้ความสำคัญกับเรื่องของจางชิ่งหรุ่ยเสมอมา และรู้อีกว่าที่เขาทำแบบนี้เพื่อเอาใจเจ้านายของเขา แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ขอเพียงแค่ผู้ชายให้ในสิ่งที่เธอต้องการได้ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นเธอจึงบอกทุกอย่างที่เธอรู้ให้กับเฉิงอวิ๋น

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นรองบรรณาธิการของสำนักหนังสือพิมพ์แถวนี้ เคยมาที่นี่สองครั้งแล้ว” หญิงสาวนึกย้อนกลับไป แล้วจึงพูดต่อว่า “เธอรู้จักคุณหนูจางตอนนั้นแหละ ส่วนผู้ชายอีกคน ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เริ่นจื่อหลิงเป็นคนพาเขามาด้วย แต่เหมือนพวกเขาจะสนิทกันมาก อาจจะเป็นเพื่อนกันหรือไม่ก็เป็นน้องชายอะไรประมาณนี้”

เฉิงอวิ๋นใช้แรงสูดบุหรี่เข้าไปเต็มปอด แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ว่า “เป็นแค่รองบรรณาธิการของสำนักหนังสือพิมพ์เล็กๆ อย่างนั้นเหรอ?  อืม...”


*เทพอินาริ คือเทพแห่งการเก็บเกี่ยวและความอุดมสมบูรณ์

**ง่วงแล้วหมอนก็มา หมายถึงคิดอยากจะทำเรื่องหนึ่ง แล้วเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นพอดี

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น