เจ้าโง่_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

12th Shoot : เด็กเลี้ยงแกะที่โกหกไม่เก่ง

ชื่อตอน : 12th Shoot : เด็กเลี้ยงแกะที่โกหกไม่เก่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 682

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2562 21:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
12th Shoot : เด็กเลี้ยงแกะที่โกหกไม่เก่ง
แบบอักษร

12th Shoot

เด็กเลี้ยงแกะที่โกหกไม่เก่ง



                พี่ศร’s Part


                “อ๊า…” อาการเจ็บที่ลำคอและอาการปวดเมื่อยไปทั่วทั่งตัวเข้าจู่โจมผมทันทีที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ผมต้องค้างอยู่ในท่าเดิมอยู่นานกว่าจะเริ่มขยับตัวเป็นปกติได้ เมื่อคืนนี้ผมจำได้แค่ว่ากลับมาที่ห้องกับไอ้เด็กปุณย์แล้วเผลอหลับไป หลังจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย มารู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยและเจ็บไปหมดทั้งตัวแบบนี้ แถมยัง…ลงมานอนอยู่ข้างๆเตียงแบบนี้อีก

                พอเริ่มตั้งหลักประคองตัวให้ลุกขึ้นยืนได้สายตาผมก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กของใครอีกคนที่กำลังนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ที่ผมใช้อ่านหนังสือเป็นประจำ

                “หลับไปได้ยังไงเนี่ยหา?” ผมค่อยๆลุกขึ้น ลองเดินเข้ามาดูใกล้ๆ เด็กนี่ปกติก็ชอบทำตัวแปลกๆไม่เหมือนใครอยู่แล้ว นี่ยังจะมานั่งหลับบนเก้าอี้ทั่งๆที่มืออีกข้างยังถือหนังสือเอาไว้แบบนี้เนี่ยนะ ชักจะเก่งในเรื่องแปลกๆมากไปแล้วนะไอ้เด็กเตี้ย

“เตี้ย!” ตัดสินใจสะกิดแขนปลุกอีกคนให้ตื่น ขืนปล่อยในนั่งหลับท่านี้นานๆตื่นขึ้นมาเด็กนี่ต้องปวดคอแน่ๆ

“…”

“ไอ้เด็กเตี้ย” เมื่อเรียกครั้งแรกแล้วอีกคนยังไม่ตื่นผมเลยออกแรงสะกิดอีกครั้งแรงขึ้นกว่าเดิม

“เฮ้ย!”

“อย่านะ! ผมสู้พี่จริงๆนะ” ผมเบี่ยงตัวหลบเกือบไม่ทัน ไอ้เด็กปุณย์ที่รู้สึกตัวขึ้นก็โว้ยวายเหวี่ยงหนังสือที่ตัวเองถืออยู่ไปมาไม่หยุด

“เฮ้ย! มึงเป็นอะไร นี่กูเอง”

“พะ…พี่ศรเหรอครับ” อีกคนค่อยๆชะงักหยุดแล้วช้อนสายตามองมาทางผม

“ก็เออสิวะ ทั้งห้องก็อยู่กันแค่สองคน ไม่ใช่กูแล้วจะเป็นใคร”

“…” อีกฝ่ายมีท่าทีสลดลงอย่างเถียงไม่ได้ แต่ที่น่าแปลกใจทำไมเด็กนี่ถึงทำหน้าเหมือนกลัวอะไรสักอย่างแถมยังกำหนังสือในมือไว้แน่นอย่างระวังตัวอีก

“ทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้น มึงกลัวอะไร”

“ปะ…เปล่าครับ” อีกคนปฏิเสธ เปล่าที่ไหน ยังมีหน้ามาบอกว่าเปล่าอีก อีกคนจะรู้ไหมว่าท่าทางของตัวเองตอนนี้น่ะโคตรจะมีพิรุธเลย

“ไหนมานี่สิ” ทั้งๆที่ตื่นมาก็เห็นว่ากำลังหลับสบายอยู่แท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้ขอบตาของไอ้เด็กเตี้ยนี่ถึงได้ดูคล้ำจัง ทำอย่างกับว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนหรือนอนน้อยมาอย่างนั้นแหละ

“พี่จะทำอะไร” แต่พอผมยื่นมือจะไปจับขอบตาของอีกคนดู ไอ้เด็กเตี้ยก็ปัดมือผมในแทบจะทันทีแถมท่าทางตื่นกลัวของอีกคนยังทำให้ผมต้องขมวดคิ้วอีกด้วย

หรือว่าเมื่อคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น…

“ไอ้เด็กเตี้ย” จนสุดท้ายผมตัดสินใจเอ่ยถาม

“คะ…ครับ”

“กูถามจริงๆนะ เมื่อคืนนี้มีอะไรเกิดขึ้นไหม”

“พะ…พี่หมายความว่ายังไง” พูดติดอ่างแบบนี้โคตรมีพิรุธเลย

“กูก็หมายถึง…เมื่อคืนมันไม่ได้เกิดเรื่องอะไรที่…ไม่ดีใช่ไหม”

“มะ…ไม่มีนะครับ”

“ถ้าอย่างนั้นแล้วกูมานอนอยู่ข้างล่างนี่ได้ยังไง”

“คือ…พี่เมาหลับไปแล้วผมแบกพี่ขึ้นเตียงไม่ไหวน่ะครับ ก็เลยต้องปล่อยให้พี่นอนอยู่ตรงนั้น ขอโทษนะครับ”

“เออ ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่แล้วทำไมตามึงคล้ำจัง เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ จริงสิ!แล้วทำไมมึงไม่ไปนอนที่เตียงมานอนตรงนี้ทำไม”

“เอ่อ…คือผม คือว่า…ผมนอนไม่หลับน่ะครับ ผมก็เลย…ผมก็เลยมานั่งเล่นแล้วก็เผลอกลับไป”

 หึ! พูดติดๆขัดๆ ไม่ยอมสบสายตา แถมยังทำท่าร้อนรนแบบนี้ดูก็รู้ว่ากำลังโกหกอยู่ แล้วก็เป็นการโกหกที่ไม่เนียนเอาซะด้วย คิดจะทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะ แต่ดันซื่อบื้อโกหกไม่เก่งเอาซะเลย

ผมเปลี่ยนจุดสนใจลองที่จะมองไปที่ใครอีกคน รอยแดงบนคอกับปากที่มีอาการบวมเจ่อผิดปกติมันก็ทำให้ผมพอจะรู้ว่าเมื่อคืนมันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ก็คงจะดีกว่าถ้าจะเลือกที่จะไม่พูดออกไป ดูก็รู้ว่าไอ้เด็กเตี้ยนี่ไม่ได้ต้องการจะให้ผมรู้ว่าเมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ไม่งั้นก็คงไม่พยายามโกหกแบบนี้หรอก

เหอะ! ทั้งๆที่พยายามจะโกหกอยู่แท้ๆ แต่ร่างกายนี่โคตรจะมีพิรุธเลย ไอ้เด็กเลี้ยงแกะอ่อนหัดเอ้ย!

“แสดงว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นจริงๆนะ กูคงไม่ได้จู…”

“ไม่มีครับไม่มี! ไม่มีเรื่องผิดปกติอะไรทั้งนั้นครับ ก็เราสองคนเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่นี่ครับจะมีเรื่องผิดปกติได้ยังไง จริงไหมครับ ฮ่าๆ” ผมยังไม่ทันได้พูดจบเด็กนี่ก็ร้องเสียงดังแทรกขึ้นมาก่อน พูดจบเด็กนี่ก็หัวเราะแห้งๆออกมาพยายามจะทำให้เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องตลก จะรู้บ้างไหมว่าตัวเองน่ะปล่อยไก่ออกมากี่ตัวแล้ว แต่ก็นั้นแหละนะ ในเมื่อยิ่งถามอีกคนก็ยิ่งปล่อยพิรุธออกมาแบบนี้ งั้นลองแกล้งทำเป็นไม่รู้ถามต่อหน่อยแล้วกัน ดูสิว่าจะทำยังไง

“จริงสินะ เราเป็นผู้ชายกันทั้งคู่นี่เนอะ ถ้าเผลอจูบกันก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง กูก็เมาแถมมึงก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับกูหรอกจริงไหม”

“ระ…รู้สึกเหรอครับ”

“อืม รู้สึกชอบไง มึงคงไม่ได้ชอบกูหรอกจริงไหม”

“ผม…” 

หึ! แล้วไอ้เด็กเตี้ยก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบผมอย่างที่คิดไว้จริงๆ แต่ก็นั้นแหละ มันก็เป็นการปฏิเสธแบบเด๋อๆที่เต็มไปด้วยพิรุธอย่างเคยนั้นแหละ ไม่ชอบอะไรกันก็เขียนใส่สมุดบันทึกไว้ชัดเจนซะขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ อยากจะรู้นักว่าถ้าผมบอกว่าได้อ่านสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้วอีกคนจะทำหน้ายังไง แถมเมื่อกี้ลองที่จะพูดเรื่องจูบออกไป เด็กนี่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเพราะมัวแต่ห่วงเรื่องชอบที่ผมใช้เบี่ยงประเด็น

แสดงว่าเมื่อคืนผมคงจะเผลอ…จูบมันไปแล้วจริงๆสินะ

จนสุดท้ายได้แกล้งจนเห็นว่าใครอีกคนหน้าแดงจนขึ้นสีแบบนี้รู้สึกอารมณ์ดีชะมัดเลย แค่นี้ผมก็พอจะเดาออกว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ก็อีกคนเล่นเผยพิรุธออกมาจนหมดเปลือกแบบนั้น ปล่อยไก่ออกมาจนเต็มห้องแล้วมั้ง ถึงแม้ใครอีกคนจะคิดว่าตัวเองเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่โกหกเก่งก็เถอะ

จะเสียดายก็แค่…เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนผมเมาจนจำอะไรไม่ได้แค่นั้น

พิรุธของไอ้เด็กเตี้ยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งออกจากห้องมาใครอีกคนก็ไม่ยอมสบสายตาผมตอนคุยกันอีกเลย แถมจากเด็กที่พูดเก่งเป็นที่สุดตอนนี้กลายเป็นคนที่ถามคำตอบถามไปซะแล้ว

เฮ้อ! คิดดูดีๆผมก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาแล้วเหมือนกัน ถึงเจ้าเด็กเตี้ยนี่จะชอบทำตัวว่าเข็มแข็งกว่าใครก็ตาม แต่ลึกๆแล้วทำไมผมจะไม่รู้ว่าใครอีกคนก็เป็นแค่เด็กอ่อนต่อโลกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่ตัดสินใจมาเรียนที่นี่คนเดียวเพียงเพื่อแค่จะมาเห็นผมยิงธนูได้ยังไงกันนะ หรือว่าเมื่อคืนนี้ผมจะทำอะไรที่มันมากกว่าจูบหรือเปล่าเด็กนี่ถึงได้ดูแปลกๆไป

ไม่สิวะ! คงไม่มีอะไรอย่างที่คิดเกิดขึ้นหรอกมั้ง เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ยังไงผมก็ต้องจำได้บ้างแหละ

หมับ!

“เหวอ!” แต่ยังไม่ได้เอ่ยถาม ไอ้เด็กปุณย์ที่มัวแต่เหม่อจนไม่ทันระวังว่างทางเดินข้างหน้ามันเป็นฟุตบาทต่างระดับ สุดท้ายก็เดินสะดุดเข้าให้จนได้ ถ้าผมไม่จับแขนดึงตัวเอาไว้ก่อนคงได้ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้ว

“ระวังหน่อยสิวะ” ผมเผลอร้องเอ็ดอีกคนเสียงดังอย่างลืมตัว จนเมื่อได้เห็นสีหน้าของอีกคนที่กำลังตื่นกลัวก็รู้สึกผิดที่เสียงดังออกใส่ทันที

“เดินยังไงไม่ดูทาง” ผมเลยเปลี่ยนมาถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติขึ้นกว่าเดิม

“ขอโทษครับ” อีกคนพูด แต่ก็ยังหลบสายตาผมเหมือนเดิม อาการเดิมที่เป็นตั้งแต่ที่ผมตื่นมาเจอมันตอนเช้า ตอนแรกผมก็ไม่คิดอะไร แต่ดูเหมือนอาการของเด็กนี่จะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องตกอยู่ในบรรยากาศอึดอัดแบบนี้ไปตลอด

“มึงเป็นอะไร” ผมจับไหล่อีกคนให้กระชับแน่นก่อนที่จะถามคำถามนั้นออกไป

“เปล่าครับ” อีกคนตอบกลับมาเสียงเบา ยังคงก้มหน้าหลบสายตาเหมือนเดิม

“เรื่องเมื่อคืน…” มาถึงตอนนี้ผมกลับลังเลที่จะพูดออกไป ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น ร่องรอยที่เหลืออยู่บนตัวของอีกคนกับสีหน้า ท่าทางตื่นกลัวแบบนี้ผมก็พอจะเดาออก แต่สิ่งที่รบกวนความคิดผมอยู่ตอนนี้คือผมกลัว...กลัวว่าผมจะทำอะไรมากกว่านั้น ที่กลัวไม่ใช่เพราะผมจะต้องรับผิดชอบหรือมีภาระอะไร แต่กลัวเพราะถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆผมคงจะรู้สึกผิดมากที่เมาจนไม่รู้เรื่องแล้วทำแบบนั้นลงไป

“…”

“เรื่องเมื่อคืน...ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น กูหมายถึง...ถ้ามีอะไรที่กูต้องรับผิดชอบ มึง...มึงบอกกูได้นะ กูไม่อยากให้มึงเป็นแบบนี้ กูชอบมึงที่เป็นแบบเดิมมากกว่า ”

“คือผม…”

“กูจะถามมึงอีกครั้งนะ จะบอกกูได้ไหมว่าเมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” ผมจับเข้าที่แก้มของอีกคนเบาๆ ประคองใบหน้าเล็กให้เงยขึ้นสบตา ก่อนที่จะค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆจนสบตากัน

“ว่าไง” ผมเอ่ยคำถามอีกครั้ง

แต่ถึงจะถามออกไปแบบนั้น สิ่งที่ได้กลับมาก็คือการที่อีกคนส่ายหน้าแทนคำตอบเท่านั้น ดื้อและปากแข็งจริงๆเลยเด็กคนนี้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็คงจะไม่อยากบอกจริงๆสินะ

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆครับ” 

“จริงนะ”  

“จะ...จริงคับ แล้วพี่จะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำไมเล่า”

“โอ๊ย!” ผมร้องออกมาเพราะเจ้าเด็กเลี้ยงแกะที่โกหกไม่เก่งนี้ออกแรงผลักตัวผมซะเต็มแรงเลย

“ผมขอโทษ พี่เป็นอะไรไหม”

“ก็เจ็บน่ะสิถามได้ ยังเจ็บแขนจากตอนที่ยิงธนูไม่หายแถมเมื่อเช้าตื่นมายังรู้สึกปวดตามตัวอีก”

“….”

“เป็นอะไรทำไมทำหน้าแบบนั้น”

“เปล่าครับ พี่...พี่เจ็บมากไหม”

“ก็ไม่มากเท่าไหร่ สงสัยเป็นมาตั้งแต่วันที่ยิงธนูนั้นแหละ ไม่ได้ยิงธนูนานๆแล้วกลับมายิงอีกที กล้ามเนื้อมันยังไม่เข้าที่ แบบนี้แหละอีกหน่อยถ้ายิงบ่อยๆก็ดีขึ้น”

                “ผม...”

“ทำไมต้องทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดแบบนั้นด้วยวะ เรื่องแบบนี้กับนักกีฬามันก็เป็นปกติไหม ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นก็ได้ กูไม่เป็นอะไรหรอก” ว่าจบผมยื่นมือไปลูบหัวอีกคนอย่างปลอบโยน ตอนนี้เด็กนี่ทำหน้ารู้สึกผิดเหมือนจะร้องไห้อีกแล้ว

“ถ้าพี่ไม่ไหวก็บอกผมนะครับ ผมจะพาพี่ไปหาหมอเอง”

“เออ เอาไว้ไม่ไหวแล้วกูจะบอกแล้วกัน ว่าแต่มึงตอนนี้ห่วงตัวเองก่อนไหม เป็นอะไรตั้งแต่เช้าซึมยังกับลูกหมา”

“เปล่าครับ ผมไม่ได้เป็นอะไร”

“อืม...ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ถ้างั้นก็กลับมาเป็นแบบเดิมได้แล้ว ซึ้มๆแบบนี้กูไม่ค่อยชิน เป็นแบบเดิมที่เคยเป็นนั้นแหละดีแล้ว”

“ผมที่เป็นแบบเดิม? แบบไหนเหรอครับ”

“ก็แบบที่เป็นเด็กเตี้ยพูดมาก แถมยังทำอะไรวุ่นวายอยู่ตลอดไง”

                “พี่ศร! ผมมีชื่อนะครับ ทำไมชอบเรียกเตี้ยจังเลย” อีกฝ่ายพูดไปพลางทำท่ายู่จมูกไม่ชอบใจ บอกว่าตัวเองทำตัววุ่นวายไม่ว่าแต่ไม่ชอบใจที่ถูกเรียกว่าเตี้ยสินะ

“ก็มึงนะมันเตี้ยจริงๆนี่” ผมยื่นมือออกไปจับหัวอีกคนอย่างอดไม่ได้ ลองดูดีๆแล้วตัวเล็กๆผอมของมันยิ่งทำให้มันดูเตี้ยจริงๆนั้นแหละ

“ผมเตี้ยกว่าพี่ก็จริง แต่สำหรับคนอื่นผมก็ปกตินั้นแหละ”

“มึงจะหาว่าสูงเกินคนอื่นเอง ว่างั้น?”

“ก็...” ไอ้เด็กเตี้ยทำสีหน้าเลิกลักไม่กล้าตอบ มองดูแล้วตลกชะมัด

“กูไม่ได้เรียกเพราะจะว่าหรือดูถูกส่วนสูงอะไรของมึงหรอกนะ ก็กูไม่รู้จะเรียกว่าอะไรมึงว่าอะไรนี่หว่า ถ้าเรียกชื่อมึงดีๆมันก็ไม่สนิทใจ ให้กูเรียกเตี้ยแบบเดิมนั้นแหละดีแล้ว เพราะยังไงก็เรียกแค่มึงคนเดียว”

“…”

“หึ! ทำหน้าเอ๋ออีกแล้ว หรือจะให้เรียกไอ้เอ๋อดี”

“ไม่ๆ ไม่เอานะพี่ เรียกอะไรก็ได้แต่ไม่เอาเอ๋อ”

“ทำไมละ?”

“ก็ผมไม่ได้เอ๋อสักหน่อย” อีกคนพูดด้วยสีน้ามุ่งมั่น ทำตาโตใส่อีกด้วย คงจะไม่ได้รู้ตัวเลยละมั้งว่าตัวเองนะเหมือนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยแหละ ไอ้ความเอ๋อเนี่ย  แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่ออีกคนอยากจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นแบบนั้นผมก็จะยอมตามใจให้หน่อยแล้วกัน แถมตอนนี้ยังทำหน้ามุ่ยแบบกวนๆซะด้วย เรื่องเมื่อคืนที่ทำให้ซึมๆไปน่ะ คงลืมไปแล้วสินะ

“โอเคๆ ไม่เอ๋อก็ไม่เอ๋อ แต่เรื่องเตี้ยน่ะคงปฏิเสธไม่ได้นะ ก็หลักฐานมันฟ้องซะขนาดนี้” พูดจบผมปรายตามองอีกคนเป็นเชิงขบขัน

“พี่ศร!”

“เสียงดังแบบนี้แสดงว่ากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วละสิ”

“ก็พี่นั้นแหละแกล้งผม” อีกคนยังยู่หน้าทำท่าไม่พอใจไม่เลิก

“แกล้งอะไรก็พูดความจริงทั้งนั้น”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อยเหอะ”

ผมได้แต่ยืนมองคนที่กำลังพยายามอธิบายว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเอ๋ออยู่ตรงหน้า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเผลอฉีกรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัวออกมา จะว่าไปผมเองก็ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกมีความสุขกับเสียงพูดที่ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยของอีกคน มีความสุขกับสีหน้าที่จริงจังกับทุกเรื่องที่ตัวเองกำลังพูดถึงอยู่ แถมยังโคตรจะรู้สึกผิดเลยที่เผลอไปทำเรื่องอะไรแบบนั้นกับอีกคนเมื่อคืนนี้  ถ้าเกิดเด็กนี่โกรธและเกลียดผมขึ้นมาจริงๆผมคงจะรู้สึกแย่มากๆ

                ลึกๆแล้วใจจริงผมอยากรับผิดชอบ อยากขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่ในเมื่ออีกคนยังยืนยันคำเดิมว่าเมื่อคืนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น นั้นก็หมายความว่าไอ้เด็กปุณย์มันไม่ต้องการจะพูดถึงเรื่องนี้อีก ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็จะทำตาม ผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรไปก่อนแล้วกัน เพราะยังไงการที่มีไอ้เจ้าเด็กเลี้ยงแกะที่โกหกไม่เก่งในเวอร์ชั่นร่าเริงอยู่ข้างๆ มันก็ดีกว่าเวอร์ชั่นที่ชอบทำหน้าซึมแบบเมื่อเช้านี้แล้วกัน

                และถ้าวันนึงอีกคนจะให้ผมรับผิดชอบ ผมก็ยินดี



_______________________________

เอ๋? พี่ศรอยากรับผิดชอบน้องแบบนี้ไม่ธรรมดาแล้วแหละ อิอิ

#รักตรงเป้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}