หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 17 หน้ากาก

ชื่อตอน : บทที่ 17 หน้ากาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 666

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2562 23:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 หน้ากาก
แบบอักษร

เริ่นจื่อหลิงที่เห็นลั่วชิวให้ความสนใจกับการ์ดสีดำใบนั้น ก็แสดงท่าทางสงสัยออกมา และกระซิบถามว่า “ครั้งที่แล้ว...มีของสิ่งนี้ด้วยหรือ? ทำไมไม่คุ้นตาเลย?”

ลั่วชิวฟังคำถามที่เริ่นจื่อหลิงสงสัย เขาก็รู้ถึงสาเหตุ

การ์ดดำที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นของในครอบครองของสมาคมทราฟฟอร์ด ของสิ่งนี้มันอาจจะวางอยู่ตรงนี้ตลอด แต่น้อยคนนักที่จะสังเกตเห็นการดำรงอยู่ของมัน

การ์ดใบนี้ไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นจริงๆ แต่แค่ถูกทำให้มองไม่เห็นเท่านั้น การ์ดใบนี้มีพลังที่สามารถทำให้คนธรรมดาไม่อาจสังเกตเห็นได้ ก็เหมือนกับสมาคมที่มีเพียงผู้ที่มีความปรารถนาเท่านั้นถึงจะมองเห็นได้

ต่อให้สมาคมไปตั้งร้านอยู่กลางถนน คนที่ควรจะเห็นเขาก็จะเห็น ส่วนคนที่ไม่จำเป็นจะเห็นเขาก็จะไม่เห็น

“อืม มันถูกวางอยู่ที่นี่ตลอดนะคะ อาจจะเป็นเพราะว่าครั้งที่แล้วคุณเริ่นไม่ได้สังเกตเห็น” สีหน้าของจางชิ่งหรุ่ยไม่ได้ต่างจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

เธอมองไปยังลั่วชิวแล้วพูดขึ้นว่า “นายสนใจการ์ดใบนี้เหรอ?”

การดำรงอยู่ของการ์ดเชิญสีดำทุกใบมันแฝงไว้ซึ่งตัวแทนของลูกค้าหนึ่งคน และแน่นอนว่านี่เป็นสิ่งของที่เจ้าของคนเดิมทิ้งไว้ให้ ถ้าจะตอบว่าไม่สนใจก็คงเป็นไปไม่ได้

อีกทั้งถ้าหากลั่วชิวแสดงอาการดีใจที่เห็นการ์ดใบนี้ออกมา เขาจะรู้สึกเสียฟอร์ม

ดังนั้นเขาจึงส่ายหัวแล้วตอบว่า “ไม่ได้สนใจอะไร แค่รู้สึกว่ามันแปลกดี”

เขามองไปทางจางชิ่งหรุ่ยแล้วพูดว่า “การ์ดเชิญสีดำใบนี้ไม่เหมือนของเก่า แต่ทำไมถึงมาตั้งวางอยู่ในร้านขายของเก่าได้ล่ะ?”

จางชิ่งหรุ่ยยิ้มแล้วตอบว่า “เคยมีลูกค้าถามคำถามเดียวกันนี้ นายเดาสิว่าตอนนั้นฉันตอบว่าอะไร?”

ลั่วชิวส่ายหัวพร้อมกับแสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่า เธออยากจะพูดมันออกมาก็ได้ หรือถ้าไม่พูดก็ไม่เป็นไร

จางชิ่งหรุ่ยอึ้งไปชั่วครู่ คิดในใจว่าไอ้หมอนี่ช่างเป็นคนที่เข้าถึงยากจริงๆ

เพื่อนร่วมห้องที่เดือนหนึ่งเจอหน้ากันไม่กี่ครั้ง ถึงแม้ไม่จำเป็นต้องไปทำความรู้จักเพื่อนร่วมห้องที่มีอยู่คนเดียวในห้องก็เถอะ แต่ความอยากรู้เป็นเหมือนสันดานของคน และสำหรับผู้ชายอย่างลั่วชิวที่เอาแต่ทำตัวเงียบในทุกสถานการณ์ก็ยากที่จะไปทำความเข้าใจ

มันเป็นความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวของเธอ จางชิ่งหรุ่ยเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ถ้าลั่วชิวไม่อยากที่จะเปิดใจของเขา เธอก็ไม่สามารถไปบังคับเขาได้ เพราะไม่ได้สนิทกันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องที่โชคชะตาบังเอิญให้มาพบกัน แล้วก็จากกันเท่านั้น

“ไม่รู้สิ”

พอคิดมาถึงตรงนี้ จางชิ่งหรุ่ยก็ให้คำตอบนี้กับลั่วชิว

นี่ทำให้เริ่นจื่อหลิงอึ้งไปชั่วขณะ คิดในใจว่ากิริยาของลั่วชิวเหมือนจะทำเอาลูกสาวบ้านนี้ไม่พอใจเข้าแล้ว เธอได้แค่ทำตัวนิ่งๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกไป

ในฐานะที่เธอเป็นนักข่าวมานาน เธอจึงชอบสังเกต และในครั้งนี้เธอก็รู้ว่าคำพูดของจางชิ่งหรุ่ยนั้นกำลังแสดงถึงการอยากให้พวกเขาออกไปจากที่นี่

เริ่นจื่อหลิงทำเป็นดูเวลาบนโทรศัพท์มือถือ และทำสีหน้าเหมือนรีบๆ “สายแล้วเหรอเนี่ย?” ขอโทษนะคะคุณจาง ฉันเพิ่งนึกได้ว่าฉันยังจะต้องไปสัมภาษณ์อีกหลายที่เลย...อืม ขอบคุณที่ต้อนรับพวกเราอย่างดีในวันนี้ ลั่วชิวลูกชายของฉันเป็นคนนิ่งๆ คุณอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ในเมื่อเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน ถ้ามีอะไรก็ติดต่อพูดคุยกันได้ ในเมื่อเป็นเพื่อนร่วมห้อง การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนี่ก็เป็นเรื่องปกตินะ! จริงๆ แล้วเด็กคนนี้เป็นคนดีนะ เป็นคนมีน้ำใจ แล้วยัง...เอ้ยๆ เจ้าลั่วชิว ฉันยังพูดไม่จบเลยแกก็...

ความปัญญาอ่อนของผู้เป็นแม่...

ลั่วชิวที่กำลังรู้สึกขายหน้าก็ถอนหายใจและหันหน้าเดินออกไปที่ด้านนอกเป็นอันดับแรก จากนั้นเริ่นจื่อหลิงก็พูดลาจางชิ่งหรุ่ยเป็นมารยาท แล้วรีบเดินตามลั่วชิวออกไป

จางชิ่งหรุ่ยเห็นทั้งสองคนออกไปจากร้านขายของเก่าแล้วเธอจึงหุบยิ้ม

สาวงามที่มีความสวยแบบดั้งเดิมสวมชุดกี่เพ้าคนนี้กำลังขมวดคิ้ว เธอมองไปยังการ์ดเชิญสีดำแล้วเปิดมันออกจากตู้แก้วทันที อยากจะยื่นมือไปสัมผัสมัน

แต่ทว่าปลายนิ้วของเธอกลับหยุดอยู่ตรงหน้าของการ์ดใบนี้ เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเธอก็เก็บมือของเธอ  แล้วปิดครอบมันไว้เหมือนเดิม

ผู้จัดการสาวร้านกู่เย่ว์ไจขมวดคิ้ว นี่ก็เป็นเพียงปีที่สองที่เธอมาดูแลกิจการร้านกู่เย่ว์ไจ แต่คนดังที่เธอเคยพบเห็นก็ไม่ถือว่าน้อยเลย

แต่คนที่เข้ามาถึงร้านนี้แล้วน้อยคนนักที่จะสังเกตเห็นการ์ดดำใบนี้ เธอรู้ว่าย่าของเธอผู้เป็นเจ้าของร้านกู่เย่ว์ไจตั้งใจวางการ์ดใบนี้เอาไว้ตรงนี้ เธอเคยถามถึงสาเหตุว่าทำไมต้องตั้งมันไว้ แต่คำตอบที่เธอได้รับคือ ย่าของเธอส่ายหัวแล้วเงียบไป เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่

การ์ดเชิญสีดำใบนี้ดูเหมือนว่ามีพลังลึกลับบางอย่างแฝงอยู่ แค่เพียงมองมันก็จะมีความรู้สึกที่อยากจะได้มันมาครอบครอง จางชิ่งหรุ่ยถือเป็นคนที่คลุกคลีกับการ์ดใบนี้มากที่สุดรองลงมาจากย่าของเธอ และความรู้สึกอยากได้มาไว้ในครอบครองของเธอนั้นนับวันมันยิ่งแรงกล้า

ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้ ลูกค้าหลายๆ คนที่มองเห็นการดำรงอยู่ของการ์ดดำใบนี้ ก็ล้วนแล้วแต่แสดงท่าทางที่จ้องมันอย่างไม่ละสายตา มีเพียงสติเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้หลุดพ้นจากมันได้

และยังมีลูกค้าบางรายที่เสนอราคา ไม่ว่าราคาจะสูงแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา ขอแค่มีการ์ดเชิญสีดำใบนี้ไว้ในครอบครองเป็นพอ

แต่น่าเสียดายที่ของสิ่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย...ดังนั้นเธอจึงแปลกใจว่าทำไมคุณย่าของเธอถึงตั้งมันไว้ตรงนี้

“ชิ่งหรุ่ย”

ในขณะที่เธอกำลังหลุดเข้าไปในความคิดของตัวเอง จางชิ่งหรุ่ยก็ได้ยินเสียงที่ตนคุ้นเคย ใช่แล้วนั่นเป็นเสียงคุณย่าของเธอ สาวน้อยรู้สึกตกใจรีบหันหลังกลับไปตามเสียงนั้น จากนั้นก็รีบเดินไปยืนอยู่ข้างย่าของเธอ เธอจับมือของคุณย่าเธอแล้วพูดว่า “คุณย่าคะ ทำไมถึงลงมาที่นี่ล่ะค่ะ? ปกติไม่ค่อยเห็นคุณย่าจะลงมาในร้านสะสมของเก่านี้”

“อยู่ๆ ก็นึกอยากจะลงมาดู” หญิงชราพูดขึ้นเบาๆ จากนั้นก็ขมวดคิ้ว พลางพูดขึ้นว่า “บอกเธอตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปจ้องการ์ดดำใบนี้ให้มากนัก”

พ่อแม่ของจางชิ่งหรุ่ยเสียไปนานแล้ว คุณย่าเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เธอยังเล็ก เธอจึงรักและเคารพย่าของเธอมาก เธอรีบแก้ตัวว่า “เมื่อกี้ดูแลลูกค้าสองท่านนั้น ชิ่งหรุ่ยเลยไม่ทันระวัง...”

หญิงชราถอนหายใจ และเดินไปในตำแหน่งที่วางการ์ดดำใบนั้นอยู่ เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าตู้แล้วบ่นพึมพำกับตัวเองว่า “ฉันไม่ควรเก็บมันไว้ตั้งแต่แรก”

“คุณย่าคะ?” จางชิ่งหรุ่ยเรียกย่าของเธอ

หญิงชราได้แต่ส่ายหัวแล้วพูดว่า “เธอเอามันออกมา แล้วใส่มันในกล่อง ฉันจะต้องใช้มัน”

การ์ดสีดำใบนี้วางอยู่ที่นี่ตั้งแต่ร้านกู่เย่ว์ไจก่อตั้ง หลายปีมานี้มันไม่เคยถูกเอาออกไปไหนเลย จู่ๆ วันนี้บอกว่าจะเอามันออกมา ทำให้จางชิ่งหรุ่ยอดสงสัยไม่ได้ เธอจึงถามย่าของเธอไปตรงๆ ว่า “คุณย่าคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ? เมื่อกี้หนูเห็นนายน้อยจงคนนั้นมาหาย่าอีกแล้ว เป็นเพราะ...”

หญิงชราพยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหัว สุดท้ายถึงพูดออกมาว่า “ถึงแม้ว่าพ่อหนุ่มแซ่จงคนนั้นจะดูแตกต่างจากคนในตระกูลของเขา แต่เธอก็ไม่ควรไปอยู่ใกล้เขาให้มากเป็นดีที่สุด”

จางชิ่งหรุ่ยไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แต่ก็คิดอยู่ในใจว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการหลบหน้าของหมอนั่น เธอคงไม่อาสาพาเริ่นจื่อหลิงกับลั่วชิวมาที่นี่ด้วยตัวเองหรอก”

ตอนนี้จางชิ่งหรุ่ยเอาการ์ดดำออกมา แล้วเก็บใส่กล่องอย่างเรียบร้อยตามคำสั่งของคุณย่า

ท่านผู้หญิงจางพูดว่า “หากครั้งหน้าพ่อหนุ่มแซ่จงคนนั้นมาที่นี่อีก เธอก็เอากล่องอันนี้ให้เขา แต่อย่าลืมบอกเขาด้วยว่า สามารถใช้มันได้แค่ครั้งเดียว จากนั้นต้องนำมาส่งคืนให้เรา ถ้าไม่อย่างนั้นหากเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่รับผิดชอบ”

ถึงแม้ว่าจางชิ่งหรุ่ยจะรู้สึกสงสัย แต่ดูเหมือนว่าย่าของตนไม่อยากจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ เธอทำได้เพียงพยักหน้า และไม่ได้พูดเรื่องที่ลั่วชิวสังเกตเห็นการ์ดใบนี้ให้ย่าของเธอฟัง

จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร

...

...

“นายท่านคะ นี่คืออะไรคะ?”

ในช่วงเที่ยง เริ่นจื่อหลิงทิ้งลั่วชิวไว้ที่ป้ายรถเมย์กลางทาง จากนั้นก็บึ่งรถออกไปอย่างบ้าคลั่ง ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครขับ

ลั่วชิวคิดว่าไหนๆ ก็โดดเรียนมาครึ่งวันแล้ว วันนี้ไม่ต้องไปเรียนแล้วดีกว่า จากนั้นเขาก็กลับไปยังสมาคม และเริ่มเปิดดูสมุดภาพที่ได้มาจากร้านกู่เย่ว์ไจเล่มนั้น

“อืม...ไม่มีข้อมูลอะไรเลย” ลั่วชิวพูดขึ้นลอยๆ

แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างออก มองไปที่โยวเย่แล้วเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ฉันจำได้ว่าในชั้นหนึ่งของห้องใต้ดินมีหน้ากากอยู่ใช่ไหม? ช่วยหยิบมาให้ฉันหน่อยสิ”

เขาสามารถใช้ของทุกอย่างที่อยู่ในสมาคมได้ตามใจ ของพวกนี้เป็นของที่สมาคมสะสมเอาไว้

นี่ก็จะต้องพูดถึงกฎอีกข้อหนึ่งของสมาคมแห่งนี้

สิ่งของที่เก็บเข้าคลังแล้วจะไม่สามารถนำไปเป็นเครื่องบูชาได้อีก

และก็หมายความว่า ค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนที่ลั่วชิวได้มา ถ้าหากเลือกที่จะเก็บเข้าคลังสินค้าแล้วจะนำมันไปเป็นเครื่องบูชาไม่ได้อีก อีกทั้งการจะนำค่าธรรมเนียมเหล่านี้เข้าคลังจะต้องใช้อายุขัยของเจ้าของสมาคมจ่ายเป็นค่าชดเชยอีกด้วย

แค่ฟังก็น่ากลัวแล้ว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งของที่ถือเป็นค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนมันจะมีช่วงเวลาการรักษาถูกกำหนดไว้ ซึ่งในช่วงเวลานี้จะไม่สามารถนำของสิ่งนี้ออกไปใช้ได้ เลือกได้เพียงแค่ว่าจะเอามันเข้าคลังสินค้าหรือถวายเป็นเครื่องบูชา

“ได้ค่ะนายท่าน รอสักครู่นะคะ” โยวเย่ไม่ได้ถามว่าจะเอามันไปทำอะไร

ก็เหมือนกับเจ้าของสมาคมที่จะต้องรักษากฎตามหนังสือคู่มือ ในฐานะที่โยวเย่เป็นหุ่นเชิดก็จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าโดยไม่มีเงื่อนไขใด

ในขณะที่โยวเย่ไปหยิบของ ลั่วชิวก็ใช้มือลูบไปที่คางตัวเองไปมา แล้วพูดพึมพำกับตัวเองว่า “จางชิ่งหรุ่ยมีการ์ดดำอยู่ในมือ นี่จะทำให้เรื่องยุ่งยากเข้าไปใหญ่ ถ้าวันหนึ่งเธอถือการ์ดดำใบนั้นมาที่สมาคมนี้ความลับก็แตกน่ะสิ...”

พอคิดไปคิดมา ลั่วชิวก็รู้สึกว่าต่อไปตัวตนของเจ้าของสมาคมที่ปรากฏตัวขึ้น ไม่สามารถใช้ตัวตนของ ‘ลั่วชิว’ ได้อีก

อืม...เรียกว่าเป็นการปลอมตัวขั้นสูง?

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น