โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 16

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2562 15:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16
แบบอักษร

การขว้างหินของอันฮยอนถือว่ายอดเยี่ยม การโจมตีที่หัวของเดดแมนสำเร็จพร้อมกับเสียงดังพลั่ก มอนสเตอร์ล้มคว่ำอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาของอันฮยอนเป็นประกายราวกับรู้อะไรบางอย่าง เขาจัดการอีกตัวที่เหลือได้อย่างง่ายดาย

“งั้นสิ ไม่ยากอะไรหรอกงั้นเหรอ นายจัดการไปแค่สองตัวเท่านั้นเอง อย่าอวดดีนักเลย”

คงเพราะรู้สึกหมั่นไส้กับท่าทีของอันฮยอน พัคดงกอลจึงเริ่มหาเรื่องเขา อันฮยอนไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆ เขาหยุดเดินและหันไปจ้องพัคดงกอล

จากนั้นเขาก็เอ่ยช้าๆ

“เพราะลุงแท้ๆ ขอบคุณมากจริงๆ”

“จู่ๆ ก็พูดบ้าอะไร”

“มอนสเตอร์ที่โจมตีซลของผมเมื่อกี้มีของหนักๆ อยู่ที่หน้าอกด้วย เป็นเพราะลุงก็เลยทำให้ผมรู้ว่าหินสามารถทะลุอกพวกมันได้ไงล่ะ”

พัคดงกอลได้ฟังคำพูดของอันฮยอนและตระหนักได้ว่ากำลังถูกเหน็บแนม ใบหน้าของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นดุร้าย

คำพูดของอันฮยอนบอกเป็นนัยๆ ว่าเกือบจะเกิดเรื่องเพราะก้อนหินที่เขาเตะ

“แกคิดว่าเป็นเพราะหินที่ฉันเตะ ทุกคนถึงต้องเจอเรื่องแบบนั้นหรือไง แกรู้ได้ยังไงว่าหินนั่นเป็นก้อนที่ฉันเตะ”

“ผมไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นสักหน่อย ก็แค่ขอบคุณเฉยๆ เอง”

เห็นอันฮยอนตอบหน้าตาเฉย พัคดงกอลยิ่งมีท่าทีโกรธเคือง แต่เขาแค่คำรามออกมาเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

“งั้นพวกแกล่ะทำอะไรบ้าง เพราะนังเด็กที่ติดหนึบกับแก พวกเราเกือบตายแล้วไม่ใช่หรือไง”

“นังเด็กนั่นเหรอ”

“ใช่ นังเด็กนั่นไง คนอื่นเขาก็ตามมาดีๆ กันหมด ไม่ใช่เด็กแล้วแท้ๆ แต่ดันลุกขึ้นยืนเองไม่ได้เนี่ยนะ”

ใบหน้าของอันฮยอนแข็งทื่อ ดูเหมือนเขาไม่มีอะไรจะแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้จึงไม่พูดอะไรออกมา อันซลแตะพี่ชายเป็นการขอโทษเพราะรู้ว่าสาเหตุมาจากตนเอง เธอก้มหน้าลงและเริ่มเช็ดน้ำตา

“เฮ้อ เกลียดการทำเป็นกร่างของลุงจัง ลองคิดดูดีๆ สิว่าสาเหตุมาจากใครกันแน่”

แต่เราก็มีสาวไหวพริบดีคนนั้นอยู่อีกทั้งคน แน่นอนว่าคราวนี้หล่อนไม่อยู่เฉย หล่อนเข้าข้างอันฮยอนทันที พัคดงกอลจึงทำหน้าบิดเบี้ยว เพราะหล่อนออกโรงปกป้อง

“นี่ นังx ถ้าแกยังไม่หุบปากสวยๆ ที่เอาแต่พล่าม ฉันจะฆ่าแกเอง เข้าใจมั้ย”

“นี่ ไอ้ห่วย ถ้าฉันเป็นแก ฉันก็คงจะขอโทษแล้วหุบปากไปซะ เรื่องมันวุ่นวายก็เพราะแก และฉันรู้อยู่แล้วว่าฉันสวย”

“นังเด็กนี่ท่าทางจะอยากตายวันนี้จริงๆ สินะ”

แม้ทั้งสามคนจะเป็นคนผิดก็จริง แต่คนที่ทำให้เกิดความเกลียดชังตั้งแต่ต้นก็คือพัคดงกอล เขาคงรู้สึกได้ว่าตัวเองจะเสียเปรียบ ในที่สุดเขาจึงเงียบลง

เหมือนจะรอดพ้นจากวิกฤติแล้ว แต่กลับต้องมาทะเลาะกันอีกครั้ง และการทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นดูเหมือนจะเกินกว่าแค่การเป็นไม้เบื่อไม้เมา

ความรู้สึกอึดอัดใจถาโถมเข้ามาอีกครั้ง ความคิดที่ว่าตัดพัคดงกอลออกไปน่าจะช่วยให้ก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ค่อยๆ ผุดขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ผมตัดสินใจถูกที่ตั้งใจจะจับตาดูสักระยะ ผมพาพวกเขามาถึงนี่ด้วยความลำบากลำบน แต่ก็พากันย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นซึ่งน่าหงุดหงิดมาก

ความทรงจำเมื่อครู่ยังชัดเจนในจิตใจของทุกคน ผมจะสามารถรวมคนกลุ่มนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้มั้ยนะ ผมกังวลแต่ก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ท้ายที่สุดผมตัดสินใจว่าควรหลีกเลี่ยงที่นี่ พูดกันตามตรง สถานที่นี้ไม่ปลอดภัยเลยสักนิดเดียว


คลิก!


เมื่อได้ยินเสียงผมขึ้นลูกธนู ทุกสายตาต่างก็จับจ้องผมเป็นตาเดียว หลังจากเตรียมลูกธนูพร้อมด้วยท่าทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมก็สบตากับทุกคน

“ก่อนอื่นเราต้องหลีกเลี่ยงเดด... เอ่อ มอนสเตอร์พวกนั้น”

“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้ แต่จะทำยังไงล่ะ”


‘ไอ้บ้านี่ท่าทางจะอยากตาย’


ผมนึกอยากจะยัดธนูใส่ปากพัคดงกอลแต่อดกลั้นเอาไว้ บางทีถ้าที่นี่มีแค่ผมกับเขา ผมคงจะทุบไอ้หมอนี่ไปแล้ว

“ถึงตอนนี้พวกเราจะร่วมมือกันก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดการอยู่ดี แล้วการโต้เถียงกันเป็นเรื่องเสียเวลาด้วย ฉันจะไปจากที่นี่สักพัก ในระหว่างนั้นทุกคนก็ลองคุยและหาสิ่งที่ควรทำดีมั้ย”

คำพูดของผมเป็นข้อเสนอที่ไม่สามารถเพิ่มเติมอะไรได้ แน่นอนผมรู้ว่าจะต้องมีคำถาม แต่คนที่ถามกลับอยู่เหนือความคาดหมายของผม

“ทำไมต้องไปจากที่นี่ด้วยคะ ถ้าจะคุยกันก็น่าจะอยู่ด้วยกันดีกว่านะคะ”

คนที่ถามคือหญิงสาวท่าทางเย็นชาที่ผมยังไม่ได้ดูข้อมูลผู้เล่นในตอนแรก หล่อนดูรุ่นราวคราวเดียวกับผมหรืออาจจะอ่อนกว่าสักปีสองปี ในขณะที่มองหล่อน ผมก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

‘ก็เพราะฉันอยากดูว่าพวกเธอจะทำยังไงกันน่ะสิ’

“...เพราะมอนสเตอร์นั่นสามารถกระโดดได้เหมือนตอนที่อยู่ในพื้นที่ว่าง ฉันจะระวังรอบๆ นี้ให้ ถ้าตกลงกันได้แล้วก็เรียกนะครับ”

“อย่าไปไกลมากก็แล้วกันค่ะ”

ผมตอบรับช้าไปหน่อย แต่โล่งอกที่สามารถเลี่ยงข้อสงสัยที่ไม่จำเป็นได้ ไม่มีใครยอมเสี่ยงอันตราย และไม่มีใครสักคนที่รั้งผมเอาไว้อีก

หลังจากที่บอกไปแบบนั้น ผมก็ค่อยๆ เดินหาที่เหมาะสมกับการซุกซ่อนตัว ที่ที่สามารถจับตามองพวกเขาได้ หลังจากที่หาที่ซ่อนในป่าได้แล้ว ผมก็ใช้เวทมนตร์ ร่างกายของผมเกิดปฏิกิริยา วิสัยทัศน์และการได้ยินชัดเจนมากขึ้น

จากจุดที่ผมแยกตัวออกมา พวกเขามองไม่เห็นผม แต่ผมสามารถสังเกตพวกเขาได้อย่างละเอียดชนิดที่ได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของพวกเขา

หลังจากที่ออกมาจากตรงนั้น ความเงียบก็กลับคืนสู่เนินเขา ศพของเดดแมนที่กระจัดกระจายใต้เนินทำให้บรรยากาศยิ่งน่าหดหู่ ไม่มีใครที่ก้าวออกมาสักคน ซ้ำยังปิดปากเงียบ

สีหน้าของทุกคนต่างกันออกไป แต่ที่น่าสนใจคือพัคดงกอล คราวนี้เขาทำหน้าบูดบึ้งอย่างน่ากลัวราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ จากนั้นก็เหยียดยิ้มออกมา ผมสงสัยจริงๆ ว่าเขาเป็นโรคจิตหรือเปล่า

เวลาผ่านไป ถ้าเป็นนิยายหรือการ์ตูน ตัวเอกก็คงจะปรากฏตัวขึ้นและช่วยให้ทุกคนรอดชีวิตออกไปได้ แต่ตอนนี้ในกลุ่มไม่มีใครมีความสามารถมากพอที่จะทำหน้าที่ผู้นำได้ การปล่อยเวลาให้เสียเปล่าแบบนี้ไม่ใช่แผนการที่ดีเลย ยิ่งเวลาผ่านไป ความกังวลในใจของทุกคนก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากเป็นเช่นนั้นพวกเขาอาจจะสูญเสียเหตุผลและการทำตามสัญชาตญาณ

ในตอนนั้น ผู้หญิงสองคนก็ลุกขึ้น

คนที่ยืนขึ้นอย่างระมัดระวังตรงกลางของกลุ่มคืออีโบริม หญิงสาวที่มีไหวพริบซึ่งลุกขึ้นยืนพร้อมกันเหลือบมองหล่อนเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงไปอีกครั้ง ผมอยากฟังสิ่งที่อีโบริมจะพูด หล่อนมองทุกคนอย่างเป็นกังวลแล้วค่อยๆ พูดออกมา

“กะ ก่อนหน้านี้ทุกคนเห็นมอนสเตอร์ไปแล้ว ที่จริงตอนที่ฉันได้ฟังเรื่องราวจากทูตสวรรค์ก็ยังคิดว่ามันเป็นแค่ฝันร้าย แต่ตอนนี้ก็คงทำได้แค่ต้องยอมรับความจริงเท่านั้น แน่นอนว่าฉันกังวลใจ ฉันกลัวจนแทบบ้า และฉันคิดว่าทุกคนก็คงเป็นแบบฉันใช่มั้ยคะ”

ไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของตนเอง จากนั้นเสียงของอีโบริมก็เริ่มดังขึ้น

“พูดกันตามตรง เพราะคนเมื่อกี้ออกไปดูลาดเลาให้ พวกเราถึงรอดมาได้ แต่ว่าเขาเองก็เหมือนกับพวกเรา เราคงพึ่งพาเขาตลอดไปไม่ได้หรอกใช่มั้ยคะ ตอนนี้ฉันคิดว่าเราน่าจะร่วมมือกันเพื่อหาทางรอดมากกว่าจะมาทะเลาะกันเองค่ะ”

เป็นคำพูดซ้ำซาก แต่คำพูดของอีโบริมก็ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญของพิธีเปลี่ยนสภาวะ นั่นคือการร่วมมือกันและการเคลื่อนไหว การโน้มน้าวของหล่อนเป็นประโยชน์ บรรยากาศมืดมนเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในที่สุดอีชินอูที่สภาพเหมือนคนตายก็พูดขึ้นมา

“ถ้างั้นพี่คิดว่าควรทำยังไงต่อดี...”

แม้ว่าคำสุดท้ายจะฟังไม่ชัด แต่ก็พอเข้าใจได้โดยคร่าวๆ เขาพูดในสิ่งที่ผมคิดก่อนหน้านี้ แต่อีโบริมดูเหมือนจะไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น จึงตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก

“เรื่องนั้น... ฉันเองก็ยังไม่รู้เลย แต่ต่อจากนี้เราอย่าทะเลาะกันแล้วก็คุยกันดีๆ น่าจะดีกว่านะ”

“ฉันเห็นด้วย”

พัคดงกอลที่รอจังหวะเหมือนกับเหยี่ยวที่จ้องจะโฉบเหยื่อก้าวออกมาข้างหน้า

สีหน้าของพัคดงกอลสุขุมและใจเย็นแตกต่างจากเมื่อครู่ ผมขมวดคิ้วทันที ถ้ามองผ่านๆ ก็ดูเหมือนจะจริงใจ แต่ไม่สามารถตบตาผมได้ ผมรู้ว่าเป็นสีหน้าที่เสแสร้งแกล้งทำ หมอนี่ต้องวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่แน่

“อีกแล้วเหรอเนี่ย ถ้าอยู่เฉยๆ ก็อาจจะไปถึงศูนย์กลางแล้วก็ได้”

พัคดงกอลที่ถูกขัดจังหวะมองหญิงสาวไหวพริบดีคนนั้นพลางขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ตอบโต้ เขาพูดด้วยเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิมเมื่อเทียบกับก่อนหน้า

“ไม่ได้ยินที่คุณผู้หญิงคนนี้บอกเหรอ เราไม่ควรจะทะเลาะกันเอง”

“ไม่ลองย้อนดูการกระทำของตัวเองจนถึงตอนนี้หน่อยเหรอ”

“ก็ได้ ก็ได้ แต่ตอนนี้เราลองฟังความเห็นของกันและกันก่อนดีกว่ามั้ย”

ทุกคนมองพัคดงกอลที่ยอมรับอย่างง่ายดายด้วยความหวาดระแวง ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นคิ้วขมวดพลางครุ่นคิดว่าพัคดงกอลกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า

“ก่อนอื่นก็ขอโทษทุกคนสำหรับเรื่องพื้นที่ว่างเมื่อกี้ อย่าใส่ใจคำพูดหยาบคายของฉันเลย เดิมทีฉันก็เป็นคนพูดจาแบบนี้แหละ ไม่ได้หมายความว่าฉันเกลียดพวกเธอหรอกนะ”

พัคดงกอลมองไปรอบๆ และก้มลงเล็กน้อย ยังคงหลงเหลือสายตาไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็อ่อนลงกว่าในคราวแรก หลังจากที่เขาค่อยๆ ขยับมากลางวง เขาก็มองปฏิกิริยาจากคนอื่นๆ ไปด้วย เขาคงคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะจะพูดคุย พัคดงกอลจึงเข้าประเด็นทันที

“ฉันเห็นด้วยกับคุณพนักงานธนาคาร ใช่แล้ว ตอนนี้การทะเลาะกันไม่มีอะไรดี ฝังความรู้สึกไม่ดีต่อกันเอาไว้ แล้วมาหาทางหนีจากมอนสเตอร์พวกนั้นดีกว่า คิดว่าไง”

“...ถ้างั้นลองบอกมาสิคะ”

“อย่างที่ฉันบอก บางคนเห็นด้วย แต่ก็มีคนไม่พอใจ ถ้าให้สรุป ฉันว่าแค่ทุกคนรู้ถึงสถานการณ์ที่แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ก็พอ”

“มีตรงไหนที่ไม่พอใจเหรอคะ”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น