ถั่ว งอก.

ติดเหรียญติดกุญแจนะจ้ะ

ถึงจะแต่งไม่จบ แต่เก็บไว้ก็เสียดาย (4)

ชื่อตอน : ถึงจะแต่งไม่จบ แต่เก็บไว้ก็เสียดาย (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2562 09:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ถึงจะแต่งไม่จบ แต่เก็บไว้ก็เสียดาย (4)
แบบอักษร

ยั ก ษ์ ท มิ ฬ

อนันตะแปลว่าไม่มีวันตาย (๑)



ธงก์ทอร์ค

ผมไม่เคยเชื่อว่าพวกยักษ์มันมีอยู่จริง...




ผมไม่ได้หมายถึงยักษ์ในนิทาน ในตำนาน หรือในเรื่องเล่าอะไรทำนองนั้น




แต่เป็นยักษ์ขาวแห่งราพณาสูรต่างหาก




ธุรกิจใต้ดินแม่งโคตรขยายอิทธิพลได้โคตรน่ากลัว มีอำนาจมากกว่าเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ข้างบนนั้นอีก




ไอ้อนันตะมันพาผมลงมาชั้นใต้ดิน ตอนแรกพวกเราก็เดินอยู่พื้นข้างบนดีๆนั้นแหละ แต่จู่ๆผมแค่เดินเข้ามาในตู้คอนเทนเนอร์แล้วทางมันก็ลงต่ำเรื่อยๆจนกระทั่งเรานั้นมีอยู่ในสถานที่ที่คล้ายกับลานประลอง...




“สังเวียนของนักมวย...” อนันต์มันพูดขึ้นพร้อมขยับเนคไทของมัน “แต่ลานประลองเป็นของยักษ์”




“มึงแม่งพูดเหมือนลิเก...” ผมต้องตะเบ็งเสียงพูดไล่หลังมันเพราะว่าเสียงเชียร์เสียงโห่นั้นดึงกึกก้องไปทั่ว




ลานประลองตกแต่งอย่างอลังการด้วยรูปปั้นยักษ์ทั้งสี่มุมสังเวียน รูปปั้นยักษ์ขนาดใหญ่สมกับเป็นยักษ์ของจริง ใบหน้าและเขี้ยวที่เมื่อมันแยกยิ้มนั้นแสนจะน่าเกรงขาม




ขณะที่ผมเดินตามหลังมันไปผมก็หันไปมองบนสังเวียนนั้นอยู่เรื่อยๆ จะมีชายสวมชุดสูทคนหนึ่งที่สวมหน้ากากยักษ์สีขาว และคู่ต่อสู้ที่จะสวมหน้ากากอื่นอำพรางตนเอง รอบๆนั้นก็เต็มไปด้วยชายที่สวมหน้ากากยักษ์ขาวปะปนไปกับผู้คนที่มาชมการประลองที่มีบ้างที่ไม่ได้สวมหน้ากาก




แต่เหมือนว่าหากใครเป็นยักษ์... พวกเขาก็จะสวมหน้ากากสินะ



...แล้วไอ้อนันต์มันจะสวมหน้ากากยักษ์มั้ยวะ ?



“มึงมานี่...” พอนึกถึง เสียงของมันก็ลอยเข้ามาในหูผม อนันตะกวักมือเรียกผมให้เข้าไปในห้องๆหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสังเวียน




ผมเหลือบมองผู้คนมากมายที่สวมหน้ากากหลากหลายรูปแบบ ท่าทางเหมือนเตรียมจะขึ้นประลอง แต่แล้วผมก็ต้องละสายตาจากพวกเขาเดินตามตูดไอ้อนันต์เข้าไปในข้างใน




“มึงสวมนี่” มันยื่นหน้ากากยักษ์สีขาวให้กับผม




“ทำไมกู...”




“เพราะมึงจะได้เจอของจริงแล้วไง” มันว่า พร้อมกับฉีกยิ้ม




ผมรับหน้ากากนั้นมาพร้อมเอามาสวม ก่อนจะแกล้งมันโดยการพูดเชิงบ่นๆ “เหม็นน้ำลายฉิบหาย หน้ากากมึงหรอ ?”




“เปล่า...” อนันตะมันคลี่ยิ้มก่อนจะเปิดล็อคเกอร์อีกตู้




ผมเลยเหลือบมองไปที่ล็อคเกอร์ที่มันเปิดแล้วเอาหน้ากากออกมา




มันมีชื่อที่ติดเอาไว้ว่า ‘อติมาน’



“เชรี่ย ! แล้วมึงเอาหน้ากากใครให้กูใส่” พอผมทำท่าจะถอดมันก็เอามือดันหน้าผมไว้




“ใส่ๆไป หน้ากากรุ่นน้องกูเอง” มันพูดก่อนจะหยิบบางอย่างออกจากล็อคเกอร์ของมัน




มันเป็นหน้ากากมารสีแดง มันต่างจากยักษ์ตรงที่มันจะมีเขา...





ก่อนที่มันจะสวมหน้ากากนั้นพร้อมหันหน้ามามองผมขณะที่สวมหน้ากากนั่น




“เมื่อสัญญาณบอกว่าจบการประลอง มึงก็รอขึ้นไปบนสังเวียนกับกู..”




“ทำไม” ผมถามออกมาเสียงอู้อี้ในหน้ากาก




“เพราะมึงจะต้องขึ้นประลอง...”




“แต่กูไม่---”




“ชู่ว...” ไอ้อนันต์มันเอานิ้วชี้แตะที่ปากของหน้ากากมากเป็นเชิงให้ผมเงียบ “คนจริงเขาไม่พูด”




คนจริงห่าเหวอะไร !



กูไม่ได้เตะต่อยใครมานานแล้วเว้ย !




เสียงฆ้องนั้นดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าให้เปลี่ยนคู่ต่อสู้บนสังเวียน ไอ้อนันต์มันพยักหน้าเชิงบอกว่าให้ผมตามมันมา แล้วมันก็แหวกม่านออกมาจากส่วนด้านในสุด เดินผ่านบรรดานักสู้ที่สวมหน้ากากทั้งหลาย




ผมเดินตามมันมาต้อยๆจนกระทั่งหยุดที่บันไดทางขึ้นวังเวียน แล้วมันก็หันมาพูดกับผม




“มึงขึ้นไปก่อน...”




“อะไรของมึง !?” ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ แต่มันคงไม่เห็นเพราะหน้ากากยักษ์ขาวที่บังหน้าของผมอยู่




“มึงเป็นยักษ์ มึงต้องขึ้นไปก่อน...” มันพูดก่อนจะดันหลังผมให้ขึ้นไปบนสังเวียน




ก่อนที่มันจะพูดทิ้งท้ายว่า “แล้วกูเป็นมาร จะมาล้มยักษ์”




แม่งเป็นวิธีสมัครงานที่แปลกใหม่มาก...




มันอัดผมซะเละบนเวที ต่อให้ผมจะพอปัดไม้ปัดมือที่มันจะใช้ต่อยตีผมซะเรียกว่าเหมือนคนไม่รู้จักกันก็เถอะ แล้วมันก็จัดการผมได้อย่างง่ายดาย




ไอ้ห่าแม่งขี้โกง มันชำนาญการต่อสู้กว่าผมเยอะ




เหมือนแม่งเรียกผมมาเป็นกระสอบทราย




แต่เอาเถอะ... เหล่ายักษ์ขาวที่พอรู้ความจริงๆว่า ไอ้อนันตะมันเอาอีกแล้ว... แม่งตัวเองเป็นยักษ์แต่ใส่หน้ากากมารขึ้นประลองทุกทีเพื่อคัดเลือกเด็กใหม่




และผมก็ดันทนมือทนตีนมันได้ดีจนพวกเขาเห็นดีเห็นงามรับผมเข้าทำงาน




...ผมได้จึงได้เป็นยักษ์แห่งราพณาสูร





และสองปีต่อมาที่ผมผ่านการฝึกของยักษ์ขาว ตอนนี้ผมก็อายุ ๒๒ ปีแล้วผมก็ได้มีหน้ากากยักษ์เป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปแย่งไอ้อติมานแม่งใส่แล้ว...




หน้าตามันแม่งแบบโคตรไม่รับแขกมาก เป็นยักษ์ที่เหมือนลูกคุณหนูฉิบหาย ผมรู้สึกหงุดหงิดแล้วก็ไม่ชอบขี้หน้ามันแค่ไหนแต่ไร




ต่อให้มันจะดำรงตำแหน่งสูงกว่าผมก็เถอะ...




จริงสิ... ผมต้องอธิบายก่อนว่าเจ้านายของผมนั้นไม่ใช่ไอ้อนันตะหรือไอ้อติมาน แต่เป็นท่านสมิง




ท่านเป็นเหมือน... ราชายักษ์




อ่าฮะ แล้วยักษ์จะมีเขี้ยวสองข้างใช่มั้ย




ดังนั้น อนันตะนั้นเป็นดั่งเขี้ยวซ้ายของสมิง ส่วนอติมานเองก็เป็นเขี้ยวขวาของสมิงยังไงเล่า




เท่านั้นก็พอจะยกระดับมันให้สูงขึ้นกว่าผมในทุกๆด้าน




พวกเขาจะมีทักษะและมันสมองที่ดีกว่าคนอื่น




แม่งโคตรเท่ฉิบหาย นายท่านของผมน่ะ ท่านสมิงมีเขี้ยวขวาคือความหยิ่งผยอง เขี้ยวซ้ายคือความเป็นนิรันดร ก็... แปลตามชื่อของทั้งสองคนนั้นน่ะนะ




ผมเชื่อสนิทใจว่าชื่อของไอ้อติมานที่แปลว่าความหยิ่งผยองนั้นโคตรเป็นความจริงสมกับชื่อของมัน




แต่ว่าชื่อของอนันตะที่แปลว่าเป็นนิรันดรนั้นมันไม่เป็นความจริง...






รูปปั้นยักษ์ขนาดใหญ่ที่มุมหนึ่งของสังเวียนนั้นล้มลงมาทับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเสียงแหลกละเอียดและของเหลวสีแดงข้นที่ไหลออกมา




สิ่งเดียวที่เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนของเขานั้นคือ...




หน้ากากมารสีแดงที่เจ้าตัวทำมันตกเอาไว้...



___________________________





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น