เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 15 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 01:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 15 [100%]
แบบอักษร

15

 __—————

“เอื้อไปไหนแล้ว?” เขาถามตอนกลับลงมาอีกครั้ง หลังลืมเอกสารฉบับหนึ่งไว้ในห้องทำงาน เมื่อมื้อเช้าจบลงจึงเดินกลับขึ้นไปหยิบเอง แต่พอกลับลงมาก็ไม่ได้ยินเสียงอิษฎี ไม่เห็นแม้แต่เงา

อนงค์เงยหน้าขึ้นยิ้มขณะกำลังเก็บโต๊ะอยู่ระหว่างทำความสะอาดไปด้วย แม่บ้านเลยวันกลางคนตอบเจ้านายหนุ่มที่กำลังออกไปทำงานดั่งเช่นทุกวัน ทว่าเท่าที่เธอทราบเห็นว่าจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด พรุ่งนี้ถึงกลับ

“ไข่พาไปนั่งเล่นให้ย่อยอาหารอยู่ข้างสระว่ายน้ำข้างนอกค่ะ ต้องการให้ตามไหมคะ?”

คนในบ้านนี้ต่างชินแล้วกับคำถามประจำของตรีภพ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความเป็นไปของอิษฎีทั้งสิ้น

เอื้ออยู่ไหน?

เอื้อทำอะไรอยู่?

เอื้อทำอะไร?

เอื้อเป็นยังไง?

คำถามเหล่านี้หากเจ้าบ้านหนุ่มถามกับใคร คนนั้นต้องตอบให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็จะได้รับสายตาตำหนิแบบปราศจากคำพูด คนที่ตอบได้เป็นประจำและตอบได้ดีเสมอเมื่อถูกถามก็มีแต่เจ้าไข่คนดูแลประจำตัวอิษฎีที่ติดสอยห้อยตามราวเงาร่าง

“ไม่เป็นไร ผมต้องไปแล้ว” ตรีภพปฏิเสธหลังยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาด้วยสีหน้าเรียบขรึม ให้ความรู้เหมือนน้ำนิ่งไหลลึกสะท้อนอยู่บนสีหน้าและดวงตาทั้งสองของเขา

เขาเพียงถามถึง รู้ความเป็นไปของเจ้าตัวก็อุ่นใจ....

ตรีภพเดินออกจากบ้านไปยังโรงจอดรถด้านข้าง ขึ้นรถได้ก็วางกระเป๋าเดินทางประจำใบเล็กที่ใส่เสื้อผ้าไว้ชุดสองชุดถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยเขาที่ทำสิ่งเหล่านี้เองจนชินไว้บนเบาะนั่งด้านข้าง กระเป๋าใส่แฟ้มและซองเอกสารรวมถึงแล็ปท็อป

พลันเห็นเงาร่างหนึ่งพาดผ่านหน้ารถไปอย่างรวดเร็ว ตรีภพทันเห็นเลือนรางเพียงหางตา เขาหยุดมือจากสิ่งที่ทำแล้วหันไปมองเบื้องหน้า ทว่ากวาดมองไปโดยรอบก็ไม่พบใครอยู่ในบริเวณนี้ เขาคิดว่าตัวเองตาฝาดไป อาจเป็นเงาของนกที่บินผ่านไปก็ได้

เขาสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับเคลื่อนมันออกจากจุดจอด คนรับใช้สาวทำหน้าที่ประจำของเธอได้เป็นอย่างดี ประตูรั้วเลื่อนเปิดอัตโนมัติรอรถของเขาขับออกไปไว้แล้ว

ฉับพลันอยู่ๆ ใครบางคนก็กระโจนออกมาจากพุ่มไม้ด้านข้างขวางหน้ารถที่เบรกได้ทันก่อนจะเกิดการปะทะ โชคดีที่เขายังไม่ได้เหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วพาพาหนะพุ่งทะยานพรวดพราดโฉบเฉี่ยวออกไปอย่างทุกวันอีกด้วย ยังไงก็ตามการเบรกกะทันหันก็ทำให้คนขับอย่างตรีภพหน้าทิ่ม อกของเขาเกือบกระแทกเข้ากับพวงมาลัย

ทันทีที่เขาตั้งหลักหลังจากเสียศูนย์แล้วเงยหน้ามองตัวต้นเหตุที่อยู่ๆ ก็พุ่งกระโจนออกมากางแขนกางขาจังก้าบนทางสายเล็กที่รถใช้สัญจร

อิษฎีเด็กบ้าทั่วตัวแม้แต่เส้นผมก็รุงรังไปหมดยืนกางแขนกางขาฉีกยิ้มแป้นแล้นไม่รู้ซึ่งความผิดที่กล้าก่อเรื่องชวนตำหนิมาให้เขา ผ่านปราการที่กางกั้นสายตาสองคู่เอาไว้ โดยกระจกคอนโซลติดฟิล์มกรองแสงสีดำสนิท ทว่าสองสายตาที่ต่างฝ่ายต่างสบกันนั้น เหมือนไม่มีกระจกทึบขวางกั้น ตรีภพเห็นอิษฎีแต่ไม่รู้ว่าอิษฎีที่ยิ้มแป้นแล้นส่งสายตาเป็นประกายทะลุกระจกรถมาให้จะเห็นเขาเหมือนที่เขาเห็นหรือไม่

ตรีภพลงจากรถแล้วผลักประตูปิดเสียงดังปัง เดินเร็วเข้าประชิดตัวอิษฎี

“ไปไหน…”

“เมื่อกี้นี้เราทำอะไร เรารู้ตัวหรือเปล่า?” ตรีภพถามเสียงเข้มหน้าดุ แม้เปิดฉากพูดหลังคนบ้า แต่ตัดบทพูดคนบ้าได้อย่างเฉียบขาด

“เมื่อกี้นี้ทำอะไร?” อิษฎีทวนคำพลางย้อนนึก “อ๋อ ทำอย่างนี้...อย่างนี้...แล้วก็อย่างนี้ๆ”

อิษฎีสาธิตให้ตรีภพดู กลับเข้าไปข้างพุ่มไม้ใหม่แล้วกระโจนออกมา จากนั้นก็กางแขนกางขาให้ดู อิษฎีทีเล่นแต่ตรีภพทีจริง หากเป็นเวลาอื่น เขาคงระอาแกมเอ็นดูให้ แต่เวลานี้และเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ที่อิษฎีทำ ความเอ็นดูที่มีก็ช่วยบรรเทาไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นอาจะคิดว่าเรารู้ตัวว่าเราทำอะไรลงไป”

คนหนึ่งกล่าวสรุปเสียงราบเรียบ อีกคนพยักหน้าสุ้มเสียงและแววตาสดใส

“เรารู้ๆ เรา...”

ตรีภพกอดอกชี้นิ้ว กล่าวเสียงเข้มกระด้างตีหน้าดุ “อย่าขวางหน้ารถอีก ห้ามทำอย่างนี้อีก ต่อไปนี้ถ้าอาขับรถออกไม่เว้นแม้แต่ตอนขับรถเข้าแล้วเห็นเอื้อป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ต่อให้ไม่ขวางก็ถือเป็นความผิด อาตีเอื้อไม่ลงหรอกแล้วเอื้อก็โตแล้ว ไม้เรียวใช้ไม่ได้ แต่การกักบริเวณน่าจะใช้ได้ผลเสมอ ที่นี่มีห้องปิดตายห้องหนึ่ง ไม่มีคนไม่มีใคร ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ผนังรอบด้าน นอกจากประตูเข้าออกหนึ่งบาน นอกนั้นแม้แต่รูเล็กๆ รูหนึ่งยังไม่มี เข้าไปแล้วไม่รู้เวลา ไม่เห็นวันคืน อาจะขังเอื้อไว้จนลืมว่ามีเอื้ออยู่ในห้องนั้น”

ใต้ความบ้าที่เป็นปกติ อิษฎีพึ่งตระหนักว่าการที่เขาขวางหน้ารถทำให้ตรีภพไม่พอใจ

เขาก็แค่...

อุตส่าห์เห็นว่า...ก็เลย...

แต่ถึงกับจะขู่ขังกันเลยเหรอ?

ฟังแล้วเหมือนไม่ใช่ขู่เล่นๆ แล้วคนอย่างตรีภพตอนไม่พอใจก็ไม่มีทางพูดเล่น มีแต่พูดจริงทำจริง ถ้าอิษฎียังป้วนเปี้ยนในตอนที่รถของตรีภพเข้าออก อย่างนั้นก็หมายความว่าต่อไปนี้ถ้าเห็นรถตรีภพไม่ว่าจะเข้าหรือจะออก หากอิษฎีอยู่ในบริเวณไหนก็ตามที่ตรีภพเห็นจากบนรถ อิษฎีจะต้องระเห็จลี้ภัยไปที่อื่นทันที ประหนึ่งหลบยักษ์ไล่เขมือบ ตรีภพจะได้ขังเขาในห้องปิดตายไม่ได้

“...ขังเรา...ขัง...” อิษฎีหลุบตาละล่ำละลักกับตัวเอง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยท่าทางหวาดกลัว “ไม่ขังเรา...ไม่ขัง เรากลัว เราไม่ชอบ มืดไปหมดเลย ไม่มีใครเลย เรากลัวมาก เราร้องดังๆ แต่...แต่ แต่ๆ ไม่มีใครได้ยินเรา แต่...แต่ แต่ๆ เราได้ยินคุณนิมหัวเราะ คุณนิมตลกมากๆ คุณนิมอารมณ์ดี”

อิษฎีถอยห่างจากตรีภพ ทำให้ตรีภพรู้สึกว่าที่เขาถอยห่างเพราะกำลังคิดว่าตรีภพเป็นคนเช่นเดียวกับนิมมาน ระหว่างนั้นพลางซ่อนของที่อยู่ในมือไว้ด้านหลัง

ในเมื่อไม่พอใจเขาก็ไม่ต้องได้ของเขา

ไม่ให้แล้ว ไม่ต้องได้ ไม่ต้องเอา...

นิมมานเคยแกล้งขังอิษฎีไว้ แน่นอนว่าในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ทำให้อิษฎีทุรนทุราย หวาดกลัวจับจิตจับใจอย่างที่แสดงให้นิมมานรู้สึกสนุกสะใจที่ได้รังคัดรังแกอิษฎี ตอนที่เขาร้องโวยวายอย่างคนเสียสติอยู่ในห้องว่างเปล่าห้องนั้น จำได้ว่าเขายังนั่งอยู่หลังบานประตู ทุบตีประตูสารพัดจะทำ แต่สีหน้าเบื่อหน่ายเกียจคร้านและสมเพชการกระทำของนิมมานเป็นที่สุด

ต่อมาเรื่องถึงหูนิรุตผู้เป็นพ่อของลูกบุญธรรมทั้งสองคน คนที่ถูกขังอยู่ในห้องนั้นราวกับตัวตายตัวแทนก็ไม่พ้นเป็นนิมมาน รายนั้นร้องโหวกเหวกเหมือนหมูถูกเชือดยิ่งกว่าคนแสร้งบ้าอย่างอิษฎีเสียอีก เพราะนิมมานกลัวที่ปิดตายขึ้นสมอง

“นิมมานเคยขังเราใช่ไหม?” ตรีภพขมวดคิ้วถามหน้าเครียดแต่แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย ก่อนที่อิษฎีจะหวาดกลัวจากคำขู่ของเขา แต่เคยประสบจากฝีมือของคนอื่นเป็นผู้กระทำ แล้วถอยตัวเหินห่างเขาไปเรื่อยๆ ตรีภพสืบเท้าเดินหน้าเข้าหา จับต้นแขนของคนที่เอาแต่ก้มหน้าละล่ำละลักพึมพำคำพูดวกวนมากมายอย่างสั่นเทา ทว่าสองมือไพล่หลังอย่างผิดสังเกต

“จะจับเราขังอีกแล้ว...ไม่ขัง...ไม่ๆ เรากลัว ไม่ขังเรา เราไปแล้ว ไปห่างๆ เลยนะ จะไม่อยู่ใกล้ๆ เรารู้จะต้องอยู่ให้ห่าง เราไม่ใกล้คนนี้แล้ว คนนี้ไม่ขังเรา”

ตรีภพตกใจ เขาไม่อยากให้อิษฎีกลัวเขาเพราะเขาเป็นคนเลวร้ายอย่างนิมมาน นี่ไม่ใช่หงอเพราะถูกดุ แต่กริ่งเกรงหวาดหวั่นพรั่นพรึงเพราะเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ทำร้ายจิตใจ เมื่อครู่ตรีภพเพียงแค่ต้องการขู่ ไม่คิดว่าคำขู่ของเขาดันเป็นปูมหลังที่เลวร้ายของอิษฎี

ยิ่งกว่านั้น...แค่ได้ยินอีกฝ่ายบอกปาวๆ ว่าจะอยู่ให้ห่างจากเขา ไม่เข้าใกล้เขา ในอกของเขามันร้อนรนดั่งคำพูดของอิษฎีเป็นเหมือนไฟร้อนคอยจี้จนต้องดิ้นพล่านให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อบรรเทา

ชัดเจนแล้วเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายอยู่ห่างจากเขา ไม่อยากให้อีกฝ่ายไม่ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เขา ไม่อยากให้เด็กหนุ่มวิปลาสคนนี้อยู่นอกสายตาของเขา ทุกวันนี้หลังเสร็จจากการงานข้างนอก เมื่อถึงบ้านเขาเป็นต้องใส่ใจในชีวิตประจำวันของเจ้าตัว ถามกับใครต่อใครในบ้านแทบทุกวันว่าอิษฎีอยู่ไหนทำอะไร

จะทำอะไรก็ตามให้ได้อยู่ใกล้ๆ ไม่มีทางให้ห่าง

ตรีภพละทิ้งความไม่พอใจเพราะห่วงอิษฎีที่โผล่มาตัดหน้ารถเขาจนเกินไป ละทิ้งแทบจะลืมสิ้นตั้งแต่ได้ยินคนวิปลาสเอ่ยปากอย่างหวาดกลัวว่าจะเหินห่างไม่ใกล้ชิดกับเขาอีก แววตาดุขรึมติดตำหนิก็พลันหายไปด้วย เขาดึงตัวอิษฎีเข้ามากอดปลอบ

“อาไม่ทำ อาพูดไปอย่างนั้น อาไม่ขังเอื้อ ไม่มีวันทำกับเอื้ออย่างที่นิมมานทำ” เขาบอกเสียงทุ้มนุ่มผ่านแววตาหนักแน่น

“...ไม่ขัง...ไม่ขังเรา...อาไม่ขังเรา อาไม่ทำอย่างคุณนิม อาไม่ตลก อาไม่อารมณ์ดี อาไม่หัวเราะ อาไม่ขัง” อิษฎีเวียนท่อง ซบหน้าผากพิงกับอกกว้าง สองมือยังคงไพล่หลังไว้แม้จะถูกกอด

ตรีภพได้เปรียบที่สูงกว่าแม้จะเหลื่อมล้ำกันไม่มาก แต่เขาก็ได้ประโยชน์จากความแตกต่างทางสรีระ ถึงได้เหลือบเห็นสิ่งที่สองมือซึ่งเอาแต่ไพล่หลังอยู่นั้นกำลังกุมกำซ่อนไว้จากสายตาของเขา

อันที่จริงหากเขาตั้งใจสังเกตให้ดีตั้งแต่อิษฎีกระโดดออกมาขวางหน้ารถด้วยท่ากางแขนกางขา เขาจะเห็นสิ่งที่อิษฎีถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่งตั้งแต่แรก

“นี่อะไร?” ตรีภพกระชับวงแขนข้างหนึ่งให้แน่นขึ้น ป้องกันไม่ให้อิษฎีทันได้รู้ตัวว่ากำลังถูกเขาแย่งของสิ่งนั้นมาไว้ในมือตัวเอง พร้อมกันนั้นยังปล่อยให้เจ้าตัวเป็นอิสระ ชูหลักฐานในมือขึ้นถามด้วยอยากรู้

“ของเรา!” อิษฎีสลดได้ไม่เท่าไหร่ พอรู้ตัวว่างานฝีมือที่เขาตั้งใจเรียงร้อยมาถูกฉกไป หลังตกอยู่ในอ้อมกอดของคุณอาหนุ่มที่ริอาจเป็นหัวขโมย ลักเอาของคนบ้าไปหน้านิ่งๆ เลยกระชากเสียงแสดงความเป็นเจ้าของอย่างหวงแหน

เดิมตั้งใจทำมาให้ เห็นว่าชอบดอกไม้ชนิดนี้นักหนา แถมเหตุผลที่ชอบก็มีเขาเป็นเหตุผลลึกซึ้งเขย่าจังหวะหัวใจ อีกอย่างวันนี้ไปแล้วไม่กลับเหมือนวันที่ผ่านมา...

อย่า!

ห้ามเรียกว่าของดูต่างหน้าหรือของแทนใจเด็ดขาด!

ไม่ใช่!

มันก็แค่...แค่...แค่ให้นั่นแหละ ให้เฉยๆ ไม่ต้องมีอะไรมากำกับกะเกณฑ์

แต่พอโดนดุเรื่องที่โผล่มาขวางหน้ารถก็เลยเปลี่ยนใจไม่ให้แล้ว

“ของเรา เอามา!” อิษฎีเอื้อมมือไปฉกคืน

“พูดดีๆ” ตรีภพเตือน หลบมือเบี่ยงไปทางอื่นไม่ให้อิษฎีแย่งคืนไปได้

“ของเรา” อิษฎีปรับน้ำเสียงแล้วยืนกราน เอื้อมมือไปแย่งคืนอีก

“จำปาของอา” ตรีภพแสดงความเป็นเจ้าของไม่ต่างกัน น้ำเสียงนิ่งกว่าและหน้านิ่งยิ่งกว่า หากภายในใจเขากำลังเพลิดเพลินกับการหยอกเย้าคนบ้าให้หน้าหงิกหน้ามุ่ย พร้อมกันนั้นก็เบี่ยงมือที่กุมกำของสิ่งนั้นไว้หลบเลี่ยงอย่างคล่องแคล่ว

“ของเรา” จะแย่งคืนให้ได้ เพราะยังไงก็ไม่อยากให้แล้ว ดุนักก็ไม่ต้องได้

“อาซื้อมา” ในเมื่อได้มาแล้ว ยังไงก็ไม่ให้คืน

“ของเรา” ซื้อมาแล้วยังไง แต่เขาเป็นคนทำเองกับมือ เขาย่อมเป็นเจ้าของคนแรก

“อาเป็นคนปลูก” เจ้าของคนแรกคือคนที่ซื้อและเอามาปลูก คนวิปลาสถึงมีเอาไปเรียงร้อยได้ ถ้าเขาไม่ซื้อ ไม่ปลูก อีกฝ่ายจะทำของชิ้นนี้ขึ้นมาได้อย่างนั้นเหรอ เขาก็แค่ใช้อภิสิทธิ์แกมโกงเล็กน้อยมาทวงสิทธิ์

“ไม่ให้”

“อาขอ”

“ไม่ให้ขอ”

“อาอยากได้”

“ไม่ให้อยากได้”

“อาชอบ”

“ไม่ให้ชอบ”

“อาเอามาแล้ว อยู่ในมืออา เป็นของอา”

“ขโมยเรา ขโมยไป ไม่เป็นของอา เป็นของเราก่อนเป็นของอา”

“ขโมยจากต้นของอา เอาไปร้อยพวงมาลัย จำปาไม่ใช่ของเรา เป็นของอาตั้งแต่ต้นหยั่งราก ก่อนดอกเป็นของเรา สุดท้ายเราทำจากของๆ อา เลยเป็นของๆ อา”

คงเพราะตรีภพคลุกคลีอยู่กับอิษฎีมากไปเลยติดพูดจาวกวนตามกัน

“เอ๊ะ งงจังเลย” อิษฎีโดนคนปกติย้อนเข้าให้ ทำเอาเขาอ้าปากเหวอ

ตลกที่อุตส่าห์พาทีอย่างคนบ้า แต่คนบ้าดันงงให้กับการพาทีของคนที่ไม่ได้บ้าแล้วอยากสื่อสารกับคนบ้าให้เข้าใจ ปรากฏคนบ้าไม่เข้าใจ ทำหน้างุนงงจนคนไม่บ้ากลั้นขำ

“ไม่ต้องงง”

“เรานี่งงเลยนะ”

“ง่ายมาก...” ตรีภพเตรียมอธิบายสรุปความพลางชี้นิ้วระบุความเป็นเจ้าของไปยังคนตรงหน้า

“...” อิษฎีทำหน้าฉงนเลิกคิ้วชี้นิ้วใส่ตัวเองตามบ้าง

“นี่เป็นของอา” เจ้าของกำลังระบุความเป็นเจ้าของ

เพราะภายนอกต้องแสร้งบ้าจึงต้องทำเป็นไม่รู้ความ ทว่าข้างในหัวใจเต้นระส่ำระส่ายหวั่นไหววูบวาบ ตั้งแต่วินาทีที่ปลายนิ้วชี้ของตรีภพชี้มาทางเขา ความรู้สึกปั่นป่วนข้างในเป็นความจริง

“นี่ก็เลยเป็นของอา” ตรีภพยกพวงมาลัยดอกจำปาในมือขึ้นมา

/////////////////////////////

รถเลกซัสสีเทาเมทัลลิคคันหรูวาววามเป็นมันปลาบของผู้บริหารหนุ่มใหญ่วัยสามสิบเก้าในชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนสำหรับทำงานกำลังมุ่งหน้าสู่สนามบินอันเป็นจุดหมายปลายทางที่ยังไม่สิ้นสุด แล้วเปลี่ยนจากพาหนะทางบกเป็นพาหนะทางอากาศ บินขึ้นเหนือไปยังจังหวัดชื่อดังของภูมิภาค คลังพัสดุหนึ่งในสี่สาขาใหญ่ตั้งทำการอยู่ที่นั่น แต่ละเดือนการขึ้นเหนือล่องใต้ไปทั่วทุกภูมิภาคเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดาของผู้บริหารสูงสุดอย่างตรีภพ อัครนิตย์ เจ้าของธุรกิจโลจิสติกส์ที่กำลังรุ่งโรจน์ไปแล้ว

บรรยากาศด้านนอกรถเป็นยังไง คนในรถไม่ขอรับรู้ราวกับตัดขาด เพราะบรรยากาศภายในรถนั้นมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดมากกว่า ไม่ต่างจากถูกครอบงำดำดิ่งอยู่ในห้วงสุขพิสุทธิ์ ถึงขนาดที่คนเคยหน้านิ่งสุขุมจริงจังไม่เป็นนิตย์อีกต่อไป ซ้ำยังผ่อนคลายตลอดการขับรถอยู่บนสายทาง ประดับยิ้มมุมปากเพียงเจือจาง ทว่ากลับขับให้วงหน้าอ่อนโยนและอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไปหลายปี เพียงยิ้มน้อยยิ้มเดียวบนใบหน้ากลับกวาดล้างความดุขรึมจริงจังหายไปหมด

เหตุที่ตรีภพเป็นอย่างนี้ มาจากกลิ่นหอมนวลนุ่มจรุงใจจากของจำปาตลบอบอวล ดอกจำปาเวลานี้ถูกเอามาร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายผูกต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างสะเปะสะปะไม่เป็นขั้นเป็นตอน ปมด้ายขมวดขยุกขยุยเป็นก้อนยุ่บยั่บ จนกลายเป็นพวงมาลัยไร้ความประณีต หน้าตาโดยรวมจึงออกมาประหลาด ซึ่งหากรู้ว่าต้นตอของผู้ที่ทำพวงมาลัยดอกจำปาที่หาความงดงามอ่อนช้อยทั้งที่จัดว่าเป็นงานฝีมือเหมือนกันไม่ได้ พวงมาลัยหน้าตาแปลกประหลาดส่งกลิ่นหอมหวานพวงนี้จะไม่ดูประหลาดตาอีกต่อไป

พวงมาลัยดอกจำปาพวงนี้ได้ความน่าเกลียดน่าชังด้านรูปลักษณ์ไม่พอ ยังน่ารักน่าเอ็นดูในด้านความรู้สึกอีกด้วย

คนที่เรียงร้อยขึ้นมาเป็นคนบ้า งานฝีมือของคนบ้าย่อมต้องบ้าๆ บวมๆ ผิดแผกแปลกและแหวกจากคนปกติทั่วไปทำกันเป็นธรรมดา

คนบ้าคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นหลานชายวิปลาสพ่วงตำแหน่งคนในสมรสของเขาเอง

เมื่อได้มาตรีภพก็วางไว้บนที่นั่งด้านข้าง ไม่เพียงทำให้โสตประสาทการได้กลิ่นเป็นสุขด้วยกลิ่นหอมนวลนุ่มจากดอกไม้ที่เขาชื่นชอบ แม้แต่โสตประสาทการได้ยินในตอนนี้ก็เป็นสุขไปพร้อมๆ กัน เขาเปิดเพลงสากลคลาสสิกท่วงทำนองไพเราะที่บรรเลงโดยเครื่องดนตรีชนิดโปรดอย่างแซกโซโฟนแทนการขับร้อง

เสพในกลิ่นสุขจากเสียง บันเทิงอรรถที่สร้างให้ตัวเองได้ง่ายๆ

ก่อนจะค้นพบว่าชอบดอกจำปาและที่มาเพราะพราหมณ์น้อยคนหนึ่งรีบร้อนจนทำตกไว้ ก่อนหน้านั้นรสนิยมความชอบและของสะสมของเขาล้วนชัดเจน ชอบฟังเพลงคลาสสิกพอกับที่ชอบเครื่องดนตรีสากลอย่างแซกโซโฟน ความชอบในอย่างหลังทำให้เขาเล่นเครื่องดนตรีเป็น เขาหลงใหลมันพอกับรสชาติของไวน์แบบที่ถอนตัวไม่ขึ้นจากทั้งสองสิ่งนี้จนต้องสะสม ไม่ถึงขั้นตัวยงควานหามาครอบครองเป็นกิจวัตร เขาอยู่ในระดับมือสมัครเล่น มีไว้แค่พอหอมปากหอมคอ

เขาเป่าแซกโซโฟนได้และมีเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไว้ในครอบครองหลายชิ้น จนเมื่ออยู่รวมกันในที่สุดก็กลายเป็นครอบครัวตระกูลแซกฯ เขาสะสมชิ้นใหญ่สุดไปยันชิ้นเล็กสุด ตั้งแต่คอนทร่าเบสแซก บาริโทนแซก เทนเนอร์แซก อัลโต้แซก โซปร่าโน่แซก ซีปราโน่แซกและโซปรานิโน่แซก เสน่ห์ของมันนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่สลับซับซ้อนแล้วกับรูปทรงและสีทองที่แสนคลาสสิก ยังมีเนื้อเสียงที่ให้ความอ่อนหวานนุ่มนวล ทุ้มละมุนหรือจะแผดให้แสบร้อนไปจนถึงกระซิบกระซาบตรึงจิต

เครื่องดนตรีบนโลกใบนี้อาจมีหลายร้อยหลากพัน แต่แซกโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวที่ผู้ชายธรรมดาๆอย่างตรีภพฝึกฝนเพราะหลงใหลในเนื้อเสียงอันมีเสน่ห์ของมันจนเล่นเป็น ในภายหลังเมื่อโตขึ้นและมีเงินมากพอ เขาถึงจ่ายเงินซื้อมันเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองในปีหนึ่งช่วงที่อายุยังมีเลขสองนำหน้า

ด้วยหน้าที่การงานที่ค่อนข้างหนักหน่วงกินเวลาชีวิตต่อวันไปกว่าครึ่ง นานมากแล้วที่ไม่ได้หยิบเครื่องดนตรีชิ้นโปรดมาเป่าเล่น เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่จับมันคือเมื่อไหร่ ถึงแม้จะไม่ได้หยิบมาเป่าเล่น แต่เสียงของแซกโซโฟนไม่เคยขาดหายไปจากชีวิตของเขา มันผสมผสานอยู่ในบทเพลงที่เขามักเปิดคลอเป็นประจำในเวลาที่ต้องการผ่อนคลาย ไม่ได้ฟังเพื่อเสพความรื่นรมย์เพียงอย่างเดียว เสียงแซกโซโฟนเป็นดนตรีบำบัดที่ช่วยเขาได้ดีในเวลาเครียดหรือเยียวยาในบางเวลาที่รู้สึกว่ากำลังโดนความโดดเดี่ยวรุมเร้ากัดกินจนจิตใจเว้าแหว่ง

หนึ่งพวงดอกไม้ส่งกลิ่นหอมที่ชื่นชอบผสมผสานรวมหนึ่งเสียงเพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีที่โปรดปรานเข้าไว้ด้วยกัน การเดินทางไปทำงานในวันนี้ไม่จำเจเหมือนเช่นทุกวันของชีวิตที่ผ่านมา เขาในตอนนี้ไม่ต่างจากแพนเค้กแห้งๆ แผ่นหนึ่ง ที่จู่ๆ ก็ถูกอุ่นให้นุ่มนิ่มแล้วราดด้วยน้ำเกรวี่วาววามสีสวยที่เข้ามาให้เขาที่จืดชืดมีรสชาติ

ตรีภพหวนนึกกลับไปที่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้กว่าที่จะได้มา

น่าขัน...

จะเอาของเพียงชิ้นเดียวจากมือคนบ้า ต้องล่อลวงได้มวลคำมากมาย

เขาเอาเปรียบอิษฎีโดยตั้งใจแท้ๆ

ขณะรถเลกซัสกำลังเลี้ยวโค้ง ตรีภพผ่อนความเร็วตามปกติ ไม่นึกว่าในวินาทีนั้นเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น รถที่ขับตามหลังมาสูญเสียการควบคุมความเร็ว พุ่งเข้ามาชนท้ายรถของเขาแล้วผลักดันไปข้างหน้า ตรีภพมีสติตั้งรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เหยียบเบรกสุดความสามารถทานแรงที่ผลักดันให้เดินมาหน้ามาจากด้านหลัง ที่สุดแล้วรับมือได้ไม่กี่วาินาทีเขาก็พลอยเสียการควบคุมตามไปด้วย ความเสียหายจบลงที่รถเลกซัสชนแบริเออร์ ถูกอัดเป็นกระป๋องบุบบี้ทั้งหน้ารถและท้ายรถ

///////////////////////////

ในจอมอนิเตอร์ปรากฏเป็นหน้าผู้ชายท่าทางขึงขังสองคน ถัดไปจากชายแปลกหน้าสองคนเป็นรถสีดำตู้คันหรูจอดอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดยังอยู่ด้านนอกประตูรั้ว พวกเขากำลังแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายกับไข่ที่รับสายจากการกดกริ่งของชายแปลกหน้าสองคน

“คุณตรีภพอยู่โรงพยาบาลในตอนนี้ คุณสายธารเลขาส่วนตัวของคุณตรีภพเป็นคนส่งพวกผมมาจากบริษัท เพื่อมารับคุณอิษฎีไม่เยี่ยมคุณตรีภพที่โรงพยาบาล คุณนิรุตเองก็อยู่ที่นั่นด้วยครับ”

“คุณตรีภพเป็นอะไรถึงอยู่โรงพยาบาล ตอนนี้คุณตรีภพควรจะอยู่บนเครื่องบินแล้วไม่ใช่เหรอ อยู่โรงพยาบาลจะเป็นไปได้ยังไง?” ไข่สอบถามหน้าเครียด ในแววตาที่มองภาพชายแปลกหน้าสองคนผ่านจอมอนิเตอร์ภายในบ้านเจือความระแวงระวังระไม่ไว้วางใจอย่างเปิดเผย เขาไม่อยากจะเชื่อว่าตรีภพอยู่โรงพยาบาล

“ประสบอุบัติเหตุรถชนท้ายบนทางด่วนก่อนถึงสนามบินครับ”

“...” ไข่พินิจมองด้วยสองตาคมปลาบของเขาแทบทะลุจอ เพื่อหาพิรุธของอีกฝ่ายให้เจอ แต่กลับไม่พบอะไร คนตอบก็ตอบได้ซื่อตรง อีกคนก็ยืนนิ่งๆ ค่อนข้างสุภาพสำรวม ไม่ได้ดูคุกคามแฝงอันตรายอะไร

“ถ้าคุณไม่ให้คุณอิษฎีออกจากบ้าน เพื่อให้พวกผมทำตามหน้าที่ ตามคำสั่งของคุณสายธาร พาคุณอิษฎีไปโรงพยาบาล พวกผมคงโดนตำหนิและมีปัญหากับที่ทำงานแน่ๆ”

ยังไงก็ต้องรอบคอบรัดกุมไว้ก่อน ไข่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วติดต่อหาตรีภพ

“รอเดี๋ยว ผมขอคุยกับคุณตรีภพก่อน”

หลังไข่บอกและอยู่ในระหว่างรอสาย ชายแปลกหน้าคนที่พูดกับไข่ทำอะไรบางอย่างหล่นจากมือ กลายเป็นทั้งสองคนลงไปช่วยกันเก็บขึ้นมา มุมกล้องจากมอนิเตอร์ด้านนอกเก็บภาพได้แค่ครึ่งตัวคน ไข่เลยไม่เห็นว่าทั้งสองคนช่วยกันเก็บอะไรขึ้นมา

ความสงสัยขาดหายไปในตอนที่ปลายสายรับและทักทายอย่างสุภาพ

[สวัสดีครับ]

“คุณตรีภพ นี่ไข่เองนะครับ” ไข่พยายามเงี่ยหูฟังเสียงอื่นในสายนอกจากเสียงของตรีภพ

[ไข่มีอะไรหรือเปล่า ตอนนี้ฉันกำลังยุ่ง]

“คุณตรีภพตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ อยู่โรงพยาบาลหรือเปล่า?”

[ใช่ ตอนนี้ฉันอยู่โรงพยาบาล]

“คุณตรีภพประสบอุบัติเหตุรถชนหรือเปล่าครับ?”

[รถฉันชนก่อนถึงสนามบิน…คุณครับ ผมขอร้องเถอะครับ อย่าเอาเรื่องผมเลยนะครับ ผมไม่มีปัญญาหามาชดใช้ให้...เรื่องนี้ผมจะให้...] นอกจากเสียงของตรีภพก็มีเสียงเว้าวอนของคนอื่นดังแทรกเข้ามา

“คุณตรีภพได้ให้คนมา…คุณตรีภพ...คุณตรีภพ?  เฮลโหล! ฮาโหล! อาโหล! คุณตรีภพ!?”

ไข่กำลังถามคำถามสำคัญเพื่อให้ตรีภพช่วยยืนยันอีกเรื่องว่าชายแปลกหน้าสองคนที่อ้างว่าถูกส่งให้มารับอิษฎีไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลถูกส่งมาโดยเลขาส่วนตัวของตรีภพจริงหรือเปล่า ทว่าปลายสายกลับเงียบไปก่อนสัญญาณจะถูกตัด พอโทรอีกครั้งก็ติดต่อไม่ได้

ที่แน่นอนว่าคำบอกกล่าวของชายแปลกหน้าเป็นจริงสองประการ หนึ่งตรีภพอยู่โรงพยาบาลและสองตรีภพประสบอุบัติเหตุรถชน แต่ประการที่สามกลับไม่อาจพิสูจน์ได้

จะยังไงตรีภพก็เป็นเจ้านายคนหนึ่ง ที่สำคัญยังเป็นคนที่เจ้านายน้อยของเขาแต่งงานด้วย ประสบอุบัติเหตุถึงขั้นอยู่โรงพยาบาล ต่อให้รับสายของเขาและพูดคุยกับเขาได้ ทว่ายังไม่ทันไถ่ถามแทนเจ้านายน้อยว่าบาดเจ็บตรงไหน หนักหนาสาหัสหรือไม่ ปลายสายก็ขาดการติดต่อไปแล้ว

ผัวเมียกันยามเจ็บป่วยได้ไข้ต้องดูแลเป็นห่วงเป็นใยกันถึงจะถูก

ตามหลักอิษฎีควรไป ต่อให้ไม่รู้ความก็ควรไป อีกอย่างที่นั่นก็มีคุณท่านอยู่ด้วย เขาจะคิดมากไม่เข้าท่าแล้วระแวงระวังจนเสียเวลาไปให้มากเรื่องทำไม

“คุณครับ ถ้าไม่ไป ผมขออนุญาตกลับไปโรงพยาบาลแล้วรายงาน…”

“เดี๋ยวผมพาคุณเอื้อออกไป รออีกสักครู่หนึ่งนะครับ”

ไข่เดินขึ้นชั้นบนไปยังห้องนอนของอิษฎี พบว่าคนในห้องกำลังทอดกายเหยียดขาเอนหลังพิงหัวเตียงโดยมีหมอนใบโตรองรับให้ความนุ่มนิ่มไว้ บนตักมีโน้ตบุ๊กรองด้วยหมอนอีกใบ สิบนิ้วเรียวยาวกำลังเคาะแป้นพิมพ์บนคีย์บอร์ดรวดเร็วคล่องมือ

“เราดูคลิปกล้องวงจรปิดรอบนอกตามมุมบ้านแล้วนะ ดูหลายรอบมาก...” อิษฎีรีบบอกอย่างกระตือรือร้น ตั้งแต่ไข่ปรากฏตัวเข้ามา

เขาได้คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่รอบนอกตามมุมบ้านของเดชาธร ซึ่งไม่ได้มีมากมุม เป็นคลิปในวันที่นุชาตาย คลิปนี้ได้มาจากนิรุต ไข่ติดต่อขอมาให้ ระบุว่าอิษฎีสงสัยและต้องการตรวจสอบเพราะคาใจกับการตายของนุชา

ถึงจะพอเดาได้ว่าลัคนัยน่าจะเกี่ยวข้อง แต่เมื่อดูคลิปเหตุการณ์ในวันนั้นแล้ว อิษฎีถึงกับสับสนไม่แน่ใจ

“คุณเอื้อ คุณเอื้อต้องไป...” ไข่แทรกตัดบทอิษฎี ก่อนจะถูกอิษฎีที่กำลังหมกมุ่นยุ่งยากใจอยู่กับปริศนาการตายของนุชาตัดบทคืนบ้าง

“ฟังเราก่อน ก่อนลุงชาตาย ในวันเดียวกันและเวลาไล่เลี่ยกันมีคนสามคนไปหาลุงชา ยังไม่รวมคนดูแลสองคนนั้นด้วยนะ คนที่เข้าออก ไม่ได้มีแค่ลัคนัยคนเดียว นิมมานก็ไปเรือนเล็ก คนสุดท้ายคือลุงรุต ถ้ามีแค่ลัคนัย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครทำให้ลุงชาด่วนจากไปอย่างกะทันหันอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่นึกว่าลัคนัยที่พึ่งกลับมาจะทำให้ลุงชาถึงที่ตายไวขนาดนี้ด้วย ภายในวันเดียวกันเรือนเล็กรับแขกตั้งหลายคน นิมมานร้อยวันพันปีเคยแยแสลุงชาที่ไหนกัน จู่ๆ ก็โผล่ไปหา เราอยากรู้ว่านิมมานไปหาลุงชาด้วยเรื่องอะไร นิมมานพูดอะไรกับลุงชา ส่วนลุงรุตถึงจะไปเป็นคนสุดท้าย แต่ก็ตัดไปได้เลย ลุงรุตเป็นน้องชายลุงชา ให้ความดูแลลุงชาอย่างดีมาโดยตลอด ฝ่ายลุงรุตไม่มีเรื่องราวให้บาดหมางหวังผลประโยชน์ต่อกัน ยังไงเราก็เชื่อว่าลุงชาไม่ได้ตายเอง แต่มีคนอื่น...ใครสักคน อาจจะนิมมานหรืออาจจะลัคนัย ไม่ก็คนดูแลสองคนนั้น ที่ทำให้ลุงชาตาย”

อิษฎีคุยกับไข่ แต่สิบนิ้วยังคงดีดเคาะแป้นพิมพ์ สองตาให้ความสนใจจดจ่ออยู่กับหน้าจอโน้ตบุ๊กโดยไม่ได้ละไปสบมองคู่สนทนา ก่อนจะยกมือลูบริมฝีปากบางซีดแต่ชุ่มชื่นเป็นกระจับแล้วกุมใต้คางอย่างครุ่นคิด ขมุบขมิบซักถามแล้วบ่นพึมพำ

“เรื่องนั้นช่างไว้ก่อนคุณเอื้อ ตอนนี้คุณเอื้อรีบ...” ไข่สู้อุตส่าห์ใจเย็นฟังอิษฎีคิดวิเคราะห์จนจบถึงพูดบ้าง แต่พอพูดก็ถูกความจริงจังของอิษฎีเล่นงาน

อิษฎีเงยหน้าสวนไข่ทันที “ช่างไว้ได้ไง เรื่องนี้มันช่างไม่ได้แล้วก็ไม่ควรช่างด้วย พยานเราตายทั้งคน เราประมาทเอง ทุกแผนการของลัคนัยที่คิดร้ายต่อลุงชา ที่พวกเราล่วงรู้ได้ก็เพราะความไม่ระวังปากของคนดูแลสองคนนั้น เราถึงได้รู้ แล้วมันก็ทำให้เราชะล่าใจ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้จริงๆ เราเองสะเพร่าไม่รอบคอบ ตอนลุงชาอยู่ก็ไม่ให้ลุงชาทำอะไรสักอย่าง เพื่อสารภาพความชั่วที่ก่อไว้กับครอบครัวเรา แล้วก็เปิดโปงไอ้ฆาตกรตัวการคนนั้นด้วย”

เขากำลังโดนความเครียดกัดกินอารมณ์ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนสารเลวที่พรากครอบครัวไปจากเขา อิษฎีไม่อาจไม่จริงจังแล้วใช้ชีวิตที่รอดตายมาได้อย่างมีความสุข นอกจากความเคร่งเครียดที่สะท้อนออกมา ยังมีความสับสนอับจนและผิดหวังผสมผสานอยู่ในคำพูดที่กล่าวโทษตัวเอง

การตายของนุชาทำให้อิษฎีมืดแปดด้าน

“อาศัยหลักฐานที่พ่อรวบรวมทิ้งไว้ให้ อย่างมากก็เอาผิดอย่างถึงที่สุดได้แค่นุชา ที่ผ่านมาเรากลับไม่ได้ทำ เราอยากให้ลุงชาเป็นพยาน ลุงชาด่วนตาย เราเหมือนโดนความผิดหวังกระแทกหน้า ส่วนไอ้สารเลวคนนั้น พ่อแค่พาดพิงถึงด้วยคำพูดกับภาพที่พวกมันอยู่ด้วยกัน สุมหัวกันทำความชั่ว แต่ภาพก็คือภาพ ไม่ได้ช่วยชี้ชัดว่ามันร่วมมือกับลุงชา มันมีอำนาจมากอิทธิพล แค่คำกล่าวหาของคนตายจะทำอะไรมันได้สักเท่าไหร่ นี่มันไม่ต่างจากมดกัดช้างเลยนะ ตั้งแต่ลุงชาตาย เรานิ่งนอนใจไม่ลง สุดท้ายพอเห็นคลิปวันนี้ ทำเราคิดได้ต้องตัดใจด้วยความจำเป็น จ้างคนไม่รู้จักหน้าค่าตามาช่วยเปิดไฟล์ที่พ่อล็อกไว้”

คนแสร้งบ้าทั้งบ่นทั้งระบาย คิดอ่านแล้วพูดออกมาอย่างรัวเร็ว อยากให้ใครสักคนเข้าใจความเครียด กังวลและความล้มเหลวกับพฤติการณ์ยากจัดการนี้ แล้วไข่คนสนิทเสมือนเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากก็คือใครคนนั้นที่อิษฎีอยากระบายทุกความรู้สึกนึกคิดให้ฟัง

อิษฎีเคยมีความมั่นใจที่จะเอาชนะ หลักฐานที่พ่อทิ้งไว้ให้กับนุชาเปรียบเสมือนรองเท้าที่ดีที่สุดที่จะพาเขาวิ่งไปให้ถึงเส้นชัย แต่การตายของนุชาพลอยทำลายความมั่นใจของเขาไปด้วย เขาเริ่มตระหนักและรู้ซึ้งว่าเขามันก็แค่เด็กไร้ประสบการณ์คนหนึ่ง เขารอดชีวิตมาอย่างแข็งแกร่ง แต่การแสร้งบ้าแล้วเติบโตในรั้วบ้านใต้หลังคากว่าสิบปีนี้ทำให้เขาอ่อนแอ

การตายอย่างไม่เป็นธรรมของครอบครัวเขาควรได้รับการผลักดันให้เรื่องนี้มันคืบหน้าได้แล้ว พ่อทิ้งหลักฐานปริศนาไว้หลักฐานหนึ่ง วันเวลาที่บันทึกหลักฐานนี้ไว้ถูกบันทึกไว้ในลำดับท้ายสุด อิษฎีไม่เคยเปิดเข้าไปได้เลยเขาลองใส่มาหลายรหัสแล้ว ก่อนที่ไข่จะเข้ามา อิษฎีติดต่อแฮ็กเกอร์ใต้ดิน กว่าจะติดต่อได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเว็บมืดเป็นตัวกลางระหว่างการติดต่อ ทิ้งไวรัสไว้หลากหลายรูปแบบ ทำโน้ตบุ๊กรีเซ็ตไปหลายรอบแล้ว แต่เพราะความพยายามในที่สุดก็ติดต่อแฮ็กเกอร์ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้ เขากำลังพูดคุยและว่าจ้างให้แฮ็กเกอร์คนนี้ช่วยเปิดไฟล์ปริศนานี้ให้

หลักฐานที่พ่อทิ้งไว้ให้ เขาหวงแหนมากและไม่เคยเปิดเผยให้ใครได้เห็น แม้กระทั่งไข่ก็ไม่เคยเห็น แค่รู้ว่าอิษฎีมีอยู่ การตายของนุชาสร้างความเคร่งเครียดกดดันให้อิษฎี ในที่สุดแล้วเขาต้องตัดใจเผยแพร่ไฟล์ลับนี้ให้กับแฮ็กเกอร์ชาวต่างชาติ เหมือนอิษฎีกำลังแขวนความไว้ใจที่หนักหน่วงไว้บนเส้นด้ายบางๆ เส้นหนึ่ง

อิษฎีอยากรู้ว่าในไฟล์ที่พ่อล็อก เบื้องหลังมีความจริงอะไรเก็บซ่อนเอาไว้เพราะมันเป็นไฟล์เดียวที่พ่อล็อก ยากจะผ่านเข้าไป ไม่มีรหัสก็ไม่อาจเข้าถึง ถึงอย่างนั้นการค้นพบและทบทวนพึ่งเกิดขึ้นในวันนี้ หลังสังเกตวันเวลาที่ไฟล์ถูกบันทึก ไม่ถือว่าไม่ได้อะไรเสียทีเดียว

หลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่ถูกล็อกด้วยรหัส ได้รับการบันทึกในวันเดียวกับที่ครอบครัวของเขากำลังออกเดินทาง เป็นเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่หลักฐานชิ้นนี้จะปะปนมากับกล่องเก็บชุดเกมเพลย์ของเขาในภายหลัง

“พ่อใส่อะไรลงไปในกล่องเกมของเอื้อเหรอ?”

“แผ่นเกมไง พ่อซื้อไว้ให้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ให้ก็เลยให้มันซะตอนนี้เลย”

“จริงเหรอ!? เอื้อขอดูได้ไหมว่าพ่อซื้อเกมอะไรมาให้เล่น”

“ไว้ค่อยว่ากัน ไปขึ้นรถได้แล้วเรา...”

พ่อไม่รู้หรอกว่าเขาจะรอด พ่อแค่รอบคอบและหวังว่ามันจะถูกค้นพบ หากมีใครสักคนสงสัยการเสียชีวิตยกครัวของไนยชน หรือบางทีพ่อไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะถูกเอาชีวิต พ่ออาจแค่เผื่อไว้หากอีกฝ่ายเปลี่ยนใจเล่นตุกติก หลักฐานที่ยังมีอยู่นี้สามารถใช้เอาผิดได้ทุกเมื่อ

“...” อิษฎีเป็นฝ่ายเงียบไปเอง สารพันคำพูดที่สะท้อนผ่านความคิดหมกมุ่นวุ่นวายในสมองของเขาถ่ายทอดออกไปหมดแล้ว เขายกนิ้วมาบีบปากล่างของตัวเองเล่น การอยู่นิ่งๆ ในช่วงที่ความคิดความกังวลกำลังยุ่งเหยิงมันส่งผลถึงการกระทำ อาการไฮเปอร์ยังหลงเหลืออยู่เพียงเสี้ยวและมันก็ติดเป็นนิสัย ไม่ได้ทำประจำแต่ทำลงไปอย่างหลงลืมตัว

“คุณเอื้อ ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องเป็นวันที่ชีวิตของคุณเอื้อเหมือนฟ้าที่สดใสแน่นอน” ไข่เดินไปจับมือข้างที่อิษฎีใช้นิ้วบีบปากล่างตัวเองเล่นให้หยุดการกระทำนั้นไว้แล้วพูดต่ออย่างใจเย็น แม้ว่าข้างนอกบ้านจะมีคนรออยู่ก็ตาม “คุณเอื้อไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เราจะไปโรงพยาบาลกัน”

อิษฎีเงยหน้าไถ่ถามทันที “ไปโรงพยาบาลทำไม? ไข่เป็นอะไร เจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า? บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ากินเผ็ดมาก...”

“คุณตรีภพรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล พี่เลขาของคุณตรีภพคนนั้นส่งรถมารับแล้วตอนนี้รถจอดรออยู่หน้าบ้าน” ไข่พูดแทรกแจ้งเหตุร้ายให้อิษฎีได้รู้

“อาตรีรถชน?” คนบนเตียงทวนคำที่ได้ยินด้วยความตกใจ “เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

“ไข่ได้คุยกับคุณตรีภพแล้ว แต่ทางนั้นคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากอยู่มั้ง ยังไม่ทันได้ถามว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า คุณตรีภพก็สายหลุดไปก่อน ติดต่อไปอีกครั้งก็ติดต่อไม่ได้แล้ว”

อิษฎีพลันตึงเครียดระคนเป็นห่วงคุณอาหนุ่มที่เมื่อเช้าตีหน้านิ่งยึดพวงมาลัยดอกจำปาไปจากเขาอยู่ๆ ดี หลายชั่วโมงต่อมาแทนที่จะเหินฟ้าอยู่ในเวหากลับไปอยู่โรงพยาบาลเสียได้ เขาปิดโน้ตบุ๊กแล้วลุกขึ้นลงจากเตียง ไข่หยิบเสื้อผ้าชุดที่เรียบร้อยและเป็นทางการกว่าชุดอยู่บ้านของอิษฎีที่เจ้าตัวสวมใส่อยู่ในตอนนี้ส่งให้รับไปเปลี่ยน

ระหว่างรออิษฎีเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ ไข่ที่นั่งอยู่ริมเตียงด้านนอกก็ลังเลที่จะติดต่อกับคณิน ตั้งแต่จบวิดีโอคอลวันนั้นคณินก็หายไปเลย เขาสิควรจะไม่พอใจที่อีกฝ่ายดูถูกดูแคลนเขา แต่ใช่ว่าจะดูเจตนาไม่ออก สิ่งที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหลือร้ายเหล่านั้นคือความห่วงใย

“เอายังไงดีว้า? บอกหรือไม่บอกดี บอกเพราะอย่างน้อยคุณณินก็ชอบคุณเอื้อ ไม่บอกเพราะคุณเอื้อไม่ได้ชอบคุณณิน คุณเอื้อแต่งงานแล้ว แต่คุณณินเคยบอกว่าทุกความเป็นไปของคุณเอื้อต้องบอกให้คุณณินรู้ แต่คุณณินหายเงียบไปเลย คุณเอื้อกลับมาจะเป็นอาทิตย์แล้วไม่เห็นโผล่มา คุณณินนะคุณณิน ตอนอยู่ไม่มา ตอนมาไม่อยู่ บ้าบอแท้”

ไข่วางโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้บนเตียง พูดพล่ามพึมพำกับตัวเอง ขณะหยิบโน้ตบุ๊กที่อิษฎีหยุดให้ความสนใจในทันที ตั้งแต่รู้ว่าตรีภพประสบอุบัติเหตุอยู่โรงพยาบาล ไปเก็บให้เรียบร้อยในตู้ที่ล็อกด้วยกุญแจอย่างรอบรอบรู้ใจ

“ไข่ไปกัน” อิษฎีออกมาจากห้องน้ำ อยู่ในชุดใหม่ที่สุภาพเรียบร้อย เด็กหนุ่มเดินลิ่วไปที่ประตูก่อนใคร “อาตรีมีตั้งสี่ตาไม่ได้ช่วยให้ระวังได้เลยหรือไง มีตั้งสี่ตามากกว่าชาวเราแท้ๆ เราว่าคงเจ็บหนักมากแน่ๆ ไม่อย่างงั้นคงไม่ถึงขั้นส่งคนมารับให้คนบ้าอย่างเราไปดูใจ”

ไข่รีบเดินตามหลังแล้วนำหน้าไปเปิดประตูให้ แต่ก่อนเปิดพูดพลางกระเซ้ากระแซะด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “คุณเอื้อก็ห่วงคุณตรีภพใช่ไหม?”

อิษฎีถลึงตาใส่ แย้งทันควัน “เราบ่น เราไม่ได้ห่วง ตรงไหนในคำพูดเมื่อกี้มีคำว่าห่วง ไข่พึ่งอายุเท่านี้แต่หูตึงเป็นคนแก่อายุมากแล้วไปได้”

“ปากหนักเลยจมซะมองไม่เห็นคำว่าห่วง แต่สงสัยท่าทีห่วงใยมันเบาเลยลอยพ้นน้ำออกมาให้เห็นกันขนาดนี้ เถอะน่าคุณเอื้อ ห่วงคุณตรีภพก็คือห่วงคุณตรีภพ คุณตรีภพเป็นคนที่คุณเอื้อแต่งงานด้วยแล้วนะ ผัวเมียเจ็บทุกข์ได้ยาก ห่วงใยให้กำลังใจกันและกันมันเป็นเรื่องธรรมดามาก”

ไข่ยิ้มร่า ส่วนอิษฎียิ้มนุ่มนวล ยกมือตบไหล่ ก่อนจะเปลี่ยนจากตบเป็นบีบคลึงแล้วเปลี่ยนยิ้มนุ่มนวลให้เป็นยิ้มกระด้าง ไข่จากยิ้มร่ากลายเป็นยิ้มแหยแห้งผาก

“ครับ กูรูเหลือเกิน ชงเก่งจริงๆ เลย ห่วงไม่ห่วงไม่รู้ แต่รู้ว่า...ไม่ได้รู้สึกดีที่อาตรีต้องประสบกับเรื่องไม่ดี

/////////////////////////

อนงค์ทำความสะอาดอยู่แถวบันไดด้านล่าง เห็นเด็กหนุ่มพาเจ้านายวิปลาสลงมาก็หยุดงานในมือแล้วออกปากไถ่ถาม

“จะพากันออกไปไหน เห็นมีรถมารออยู่ที่หน้าบ้านครู่ใหญ่แล้วด้วย คุณตรีภพรู้หรือเปล่า ถ้าคุณตรีภพถาม ป้าจะได้เรียนให้ได้ถูก”

“คุณตรีภพอยู่โรงพยาบาลครับป้า อุบัติเหตุรถชนบนทางด่วน ส่วนรถที่มารออยู่นอกบ้านเป็นรถที่พี่เลขาเธอส่งให้มารับคุณเอื้อไปเยี่ยมคุณตรีภพครับ” ไข่ตอบ

“ตายจริง!” อนงค์อุทานเสียงดังยกมือทาบอก

“ยัง ยังตายไม่จริง คุณตรีภพยังไม่ตายป้านงค์” ไข่หัวเราะ

“โธ่เอ๊ย พ่อคุณเมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย”

อนงค์พูดแต่ละประโยค ทำเอาไข่ต้องรีบแก้ให้ฟังดูดีโดยที่ยังหัวเราะร่วน

“ตอนนี้ก็น่าจะยังดีอยู่นะครับ ไข่ได้คุยกับคุณตรีภพบ้างแล้ว ถ้าไม่ดีคุณตรีภพคงคุยกับไข่ไม่ได้ น่าจะแค่บาดเจ็บแต่คงไม่สาหัสครับ”

“ไปเถอะ กลับมาแล้วเล่าให้ป้าฟังด้วยนะว่าคุณตรีภพเป็นยังไงบ้าง ต้องนอนโรงพยาบาลหรือเปล่า อาหารโรงพยาบาลไม่อร่อย ถ้าหมอไม่คุมอาหารอะไรเป็นพิเศษ ป้าจะผูกปิ่นโตไปเยี่ยม”

“ครับ ป้านงค์ ไข่พาคุณเอื้อไปก่อนนะ คงไม่นานเดี๋ยวกลับมา”

ไข่กับอิษฎีออกมานอกรั้วบ้าน อิษฎีแสร้งทำเหม่อเหรอเหราเลื่อนลอย รถตู้สีดำคันหรูติดเครื่องยนต์รอคอยท่าอยู่แล้ว ผู้ชายแปลกหน้ายืนอยู่ด้านนอกรถ รอเปิดประตูให้อิษฎีกับไข่ขึ้นไป

อิษฎีขึ้นไปก่อน ไข่กำลังก้าวตามขึ้นไป ทว่าบนรถกลับมีชายแปลกหน้าอีกสองคนที่หลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังที่นั่งปรากฏตัวขึ้นมาในฉับพลันราวกับรอคอยโอกาสนี้มานาน อิษฎีตื่นตระหนกพลันเป็นเขาที่พวกมันหมายเล่นงาน พวกมันจู่โจมจับอิษฎีเอาไว้ เขาต่อต้านขัดขืนขณะถูกล็อคคออัดติดพนักพิง โดนผ้าสีทึมในมือหยาบใหญ่มากพละกำลังอุดปากปิดจมูก อิษฎีพยายามจะไม่สูดลมหายใจรับเอากลิ่นแปลกประหลาดที่ซึมติดอยู่กับเนื้อผ้าเข้าร่างกาย อิษฎีทุรนทุรายอยู่ในกำมือของกลุ่มคนผู้ไม่ประสงค์ดี

เมื่อไม่ยอมสูดดมเข้าไปง่ายๆ หนึ่งในพวกมันจึงบีบให้อิษฎีสูญเสียความตั้งใจ ด้วยการกระแทกหมัดอัดเข้าที่ช่วงท้องสองครั้งติด รุนแรงขนาดได้ยินเสียงอัดเนื้อดังตุบตับ

อิษฎียกสองขาขึ้นขดคู้ด้วยความเจ็บ สำลักอากาศไอร่วนแล้วสูดดมเอากลิ่นของสารเคมีที่ติดซึมอยู่ในเนื้อผ้าเข้าไปอย่างเสียไม่ได้

มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากในเวลาไม่ถึงนาที

ไข่ตกใจเบิกตาโพลงกับเหตุการณ์เบื้องหน้าที่เกิดขึ้น แทบจะในทันทีที่เห็นอิษฎีตกอยู่ในอันตราย ไข่ร้องเสียงดังพลางคิดต่อสู้

ทว่าเสียงกลับจุกตันอยู่ในลำคอ เลือดกายเย็นเฉียบ หัวใจเต้นกระหน่ำ ทำได้เพียงยืนนิ่งอย่างคับอกทรมานใจ

“คุณอะ...”

“หุบปาก อย่าขยับ ค่อยๆ ขึ้นรถไปดีๆ ถ้ามึงไม่อยากไส้ไหล” เสียงเหี้ยมกดต่ำสั่งเตือนลอดไรฟัน

เป็นเพราะเขาสะเพร่าไม่รอบคอบเอง เป็นเขาที่ส่งอิษฎีมาขึ้นเขียงรอเป็นหมูถูกสับ

“...” ไข่รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่จ่อประชิดติดแผ่นหลังของเขา เมื่อเขานิ่งงันไม่ขยับเขยื้อนและปิดปากเงียบตามที่มันต้องการในทันที

หากความในใจกลับไม่อาจนิ่งงันได้อย่างท่าทาว มันปั่นป่วนหลั่งไหลพรั่งพรู ทั้งหมดมีแต่โทษตัวเองและรู้สึกผิดจนดวงตาแดงก่ำกล้ำกลืน ได้แต่ยืนมองคนในรถทีกำลังดิ้นทุรนทุรายเหมือนปลาขาดน้ำ สุดท้ายก็เป็นปลาที่สลบแน่นิ่งไม่กระดิกกระเดี้ยว

อันตรายมาเกยถึงหน้าบ้านแท้ๆ รู้สึกแย่ได้ไม่เท่าโง่เขลาพลาดพลั้งยกอิษฎีใส่พานสังเวยให้พวกมันได้สมประสงค์

“ขึ้นรถ” ชายแปลกหน้าสั่งเสียงเหี้ยม กระแทกปลายกระบอกปืนใส่หลังเหยื่อที่อุตส่าห์ทนรอเป็นครู่ใหญ่กว่ามันจะออกมาติดกับ

“...” ไข่พยักหน้าก้าวขึ้นรถ ฉวยเสี้ยวเวลานั้นเหลียวหลังกลับไปมองยังประตูรั้วสูงใหญ่แสนตระหง่าน ไข่หวังให้ใครสักคนที่อยู่ในบ้านเห็นเหตุการณ์หน้าบ้านที่เกิดขึ้น ใกล้เพียงปราการกั้นเป็นประตูรั้วทับหนาสูงตระหง่าน เสี้ยววินาทีหนึ่งได้มองลอดผ่านช่องว่างเข้าไปข้างใน ทุกคนดูเหมือนจะอยู่ในบ้านกันหมด

“ตุกติกหรือมึง!”

ฉับพลันฝ่ามือใหญ่กร้านตบลงมารวดเร็วเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยง ทั่วซีกหน้าด้านนั้นชาดิกมึนงง จากที่ยินยอมแต่ฝืนใจก้าวขึ้นรถมาเอง กลายเป็นโดนผลักยัดใส่รถ ร่างกายคว่ำกระแทกใส่เบาะนั่ง เสียงปิดประตูด้านหลังดังปัง รถตู้สีดำคันหรูติดฟิล์มดำบนกระจกทั่วรถรีบพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็ว

สถานการณ์ในรถนั้นยังวุ่นวาย อิษฎีสลบไปแล้วและกำลังถูกจับมัดมือไพล่หลัง ส่วนไข่มึนตึบจากแรงตบที่ทำเอาหน้าหัน พวกมันผูกเชือกมันข้อมือของอิษฎีเสร็จก็หันมาจับไข่มัดมือไพล่หลังไม่ต่างกัน แต่ไข่ไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขืนด้วยสีหน้าเดือดดาล ไข่โมโหขาดสติทั้งที่รู้ว่าพวกมันมีมากกว่าและเรี่ยวแรงมีมากกว่า ย่อมสยบไข่ที่ตัวคนเดียวได้แน่ อีกทั้งในรถเป็นสถานที่ค่อนข้างคับแคบ ต่อสู้ออกท่าทีไม่ได้มาก การกระทำของไข่มีแต่จะทำให้พวกมันหงุดหงิดและเป็นไข่เองที่จะเจ็บหนัก

“พวกมึงเป็นใคร! ต้องการอะไร! จับตัวพวกกูมาทำไม!?” ไข่ถามซ้ำซาก ไม่ยอมให้มันจับมัดมือไพล่หลัง

“ไอ้ส้นตีนเอ๊ย!” หนึ่งในพวกมันบันดาลโทสะ

“เหี้ย! เชี่ยๆ เจ็บเว้ย!...อึก...อื้อ!” ไข่คำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด หน้าตาแดงก่ำน้ำตาเล็ด แต่ยังกัดฟันอาละวาดไม่เลิก

เหตุเกิดจากต้นแขนซ้ายถูกบังคับดึงไปด้านหลังบวกกับแรงกดจากน้ำมือใหญ่ที่มีมากจนกระดูกหัวไหล่หลุดเสียงดังลั่น

“วอนฉิบ! ไอ้สัตว์นี่! ไม่สิ้นฤทธิ์ไม่เลิก!”

มันตวาดหน้าทะมึนอย่างเลือดอดสุดจะรำคาญ เลยกระชากศีรษะไข่แล้วอัดหมัดกระแทกหน้า ทิ้งรอยช้ำเนื้อแตกเลือดซิบใต้หางตา แล้วชกซ้ำย้ำบาดแผลบริเวณหัวไหล่ที่กระดูกแขนหลุดให้สาหัสนำความเจ็บปวดมาสู่ไข่เป็นทบทวี ไข่เจ็บจนหน้ามืดตาพร่า

ในที่สุดพวกมันก็ช่วยกันสยบไข่ไว้ได้ จับมัดมือไพล่หลังแล้วต่อยท้องทิ้งท้ายอย่างไม่สบอารมณ์

“คุณเอื้อ...คุณเอื้อ ไข่ผิดเอง ไข่...ไม่ดีเอง” ไข่พึมพำเสียงแผ่วพร่า

ความเจ็บปวดจากทั่วบริเวณบนร่างกายที่ถูกกระหน่ำทำร้าย ยังผลให้เขาใกล้หมดสติตามอิษฎีไปอีกคน ก่อนรอบตัวจะมืดดับ อีกเรื่องที่เขานึกเสียใจคือโทรศัพท์มือถือที่ลืมทิ้งไว้บนเตียงนอนในห้อง เสียใจที่ไม่บอกให้คณินรู้ว่าเขาพาอิษฎีออกจากบ้าน หากยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน อันตรายก็คุกคามทำร้าย

ถ้าคณินรู้ คณินต้องไม่พอใจไข่มากแน่ๆ ที่ดูแลอิษฎีไม่ดีพอ จนเป็นเหตุให้อิษฎีต้องอยู่ในอันตรายที่ไม่รู้ได้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังเป็นใคร ลักพาตัวแบบนี้ไปเพื่ออะไร

///////////////////////////

เลขาใช้รถยนต์ส่วนตัวของเธอพาผู้โดยสารซึ่งเป็นเจ้านายมาส่งที่บ้านในช่วงบ่าย หลังจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วออกจากโรงพยาบาลมาในทันที คู่กรณีช่างเป็นคนที่น่ารำคาญอย่างที่สายธารรู้สึกอธิบายให้กับความผิดแปลกนี้ไม่ถูก การเจรจาแทนที่จะจบลงโดยไวเพราะเจ้านายของเธอไม่ติดใจเอาความ แถมยังมีน้ำใจช่วยค่ารักษาพยาบาล ทั้งที่คู่กรณีเป็นฝ่ายผิดแท้ๆ แต่การเจรจากลับยืดเยื้อกินเวลาที่ควร ฝ่ายเจ้านายเธอไม่ควรมาเสียเวลากับคู่กรณีที่พูดจามีแต่น้ำไม่รู้เนื้อ ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎหมายจราจร ทำให้ต้องเสียเวลาอธิบายเพิ่มเติมราวกับต่อความยาวสาวความยืดเกินจำเป็น

โชคดีที่ตรีภพไม่ได้บาดเจ็บอะไร ในส่วนที่เสียหายเห็นจะเป็นการทำงานในวันนี้และรถยนต์ที่มีไว้ใช้ส่วนตัวเพียงคันเดียว เมื่อสิ้นสุดการเจรจาไกล่เกลี่ยที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ประกันภัยและตำรวจที่มารวมตัวกันในสถานพยาบาล บทบาทการเจรจาเป็นสายธารมากกว่าตรีภพ แต่ไม่รู้ทำไมคู่กรณีที่น่าโมโหเอาแต่อยากคุยกับตรีภพ ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย

จนในที่สุดตรีภพตัดสินใจยกเลิกตารางงานในวันนี้ โดยที่ความจริงแล้วเขายังสามารถเดินทางไปสนามบินแล้วซื้อตั๋วใหม่ได้ ที่พักประจำปลายทางก็ยังไม่ได้ยกเลิกจอง แน่นอนว่าค่าที่พักส่วนนี้ได้จ่ายไปแล้ว แต่ปลายทางได้เปลี่ยนไปแล้วตามการตัดสินใจของเจ้านาย

“พนักงานโชว์รูมจะขับรถคันใหม่มาส่งให้ที่นี่ค่ะ”

“เวลา?”

“นัดไว้ครึ่งชั่วโมงหลังจากนี้ค่ะ”

“อืม รวดเร็วดี”

“ธารบอกว่าใช้ด่วน ทางนั้นเลยรีบจัดการให้ อีกอย่างซื้อทีเดียวสองคัน ลูกค้าใจป้ำแบบนี้ เป็นใครก็ต้องเอาใจบริการให้ดีอยู่แล้วค่ะ คุณตรีภพไหนๆ ก็ซื้อรถแล้ว หาคนขับรถส่วนตัวเพิ่มอีกสักคนด้วยดีไหมคะ? จะได้ไม่ต้องเหนื่อยขับเอง แล้วก็ช่วยทุ่นเวลาด้วยค่ะ”

ตรีภพเป็นถึงเจ้าของธุรกิจขนส่งเอกชนระดับประเทศที่มาแรงรอโค่นขนส่งรัฐวิสาหกิจในเร็วๆ นี้ นับวันยิ่งทำกำไรเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่งและไม่ดิ่งลง แต่กลับมีรถยนต์ใช้แค่คันเดียวเพราะความมัธยัสถ์ ทว่าเมื่อมีความจำเป็นต้องซื้อจ่าย ระดับประธานบริษัทจะซื้อของราคาที่ต่ำกว่าฐานะทางการเงินย่อมไม่มีทาง

เจ้านายเธอเป็นคนมัธยัสถ์ รู้คุณค่า เขาไม่ได้เค็ม ไม่ได้ขี้งก ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ค่อนข้างมีรสนิยมและราคาแพง ไหนจะสไตล์การตกแต่งที่พักอาศัย ทั้งบ้านหลังใหญ่ที่ใช้เป็นเรือนหอและก่อนหน้านั้นตอนยังโสด ห้องชุดชั้นบนสุดของบริษัท ไหนจะรถยุโรปคันใหม่ที่ซื้อคราวเดียวถึงสองคัน ทั้งหมดนี้เป็นรายจ่ายที่ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกแบบนี้ ผลลัพธ์ของความมัธยัสถ์ดูเหมือนจะทำให้เจ้านายเธอสำลักไม่น้อย ตรีภพเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เขาเป็นประธานกรรมการบริหารสูงสุดที่การงานรัดตัว พอกับนิสัยหวงแหนความเป็นส่วนตัว จนไม่มีคนขับรถและไม่คิดหา เจ้าของธุรกิจพันล้านมีใครบ้างไม่จ้างคนขับรถ ต่อให้ไม่ได้ใช้งานประจำก็ต้องมีประดับบารมี คนอย่างตรีภพไม่สนใจบารมีและภาพลักษณ์โดยรวมในปัจจุบันยิ่งกว่าน่าเชื่อถือพออยู่แล้ว ไม่ต้องมีบริวารหรือวัตถุราคาแพงมาช่วยยกฐานะให้สูงส่ง บอกผู้คนว่ามั่งมีเป็นเศรษฐีเหมือนใครอื่น

เธอแค่เสนอเพื่อที่เจ้านายจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปมากกว่านี้

“ไว้จะคิดดู”

ที่คิดดูไม่ใช่คิดเพื่อตัวเอง แต่คิดเพื่อใครอีกคน...

เขาอยากให้อิษฎีได้ใช้ชีวิตมากกว่าในรั้วบ้านของเขา ยามที่ตรีภพไม่มีเวลาหรือวันว่างให้อิษฎี หากมีคนขับรถไว้สักคน อิษฎีจะได้ไปเที่ยวข้างนอก โดยไม่ต้องรอให้เขาสะดวก มีไข่คอยดูแลและไปในสถานทีที่เขาพิจารณาแล้วว่าน่าจะไม่เป็นปัญหา

แต่แน่นอนแล้วว่าเหตุผลที่ตรีภพซื้อรถใหม่สองคันในคราวเดียว อีกคันไม่ใช่เพื่อสำรองใช้ แต่เพื่อเตรียมไว้ให้อิษฎีเดินทางไปไหนมาไหน

บางทีเขาอาจจะส่งไข่เรียนขับรถแล้วสอบทำใบขับขี่ให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก่อนหน้านั้นไข่จะต้องได้สัญชาติเสียก่อน

“ถ้าต้องการเมื่อไหร่ บอกธารมาได้เลยค่ะ ธารจะจัดหามือขับดีๆ มาให้คุณตรีภพ”

“เรื่องขอสัญชาติให้ไข่ไปถึงไหนแล้ว?” ตรีภพถาม เขาให้สายธารจัดการเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เขาตระหนักดีว่าขั้นตอนการขอสัญชาติไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้ไวแน่นอน เพียงแต่ต้องการรู้ความคืบหน้า

“ปีๆ หนึ่ง มีคนยื่นเรื่องขอสัญชาติเยอะมากกว่าจะได้รับการพิจารณา ยังไม่รวมถึงตอนพิจารณา แต่ทางนั้นก็ช่วยเร่งรัดให้รวดเร็วกินเวลาน้อยกว่าคนอื่นๆ ที่ยื่นเรื่องในเวลาเดียวกันแล้วค่ะ เป็นเพราะ...นั่นแหละค่ะ” สายธารระวังคำพูดเพราะรู้ดีว่าตรีภพต้องทำในสิ่งที่ไม่ใช่เขา

“อืม” ตรีภพรับคำอย่างรู้อยู่แก่ใจดี ทำไมการยื่นเรื่องขอสัญชาติของไข่ไม่ถึงอาทิตย์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้วและกำลังดำเนินไปยังขั้นตอนถัดไป

ไข่สำคัญกับอิษฎีมาก อิษฎีก็ได้รับความใส่ใจจากตรีภพไม่น้อยเลย

คนที่รักความถูกต้องอย่างตรีภพถึงได้ทำอะไรที่มันไม่สุจริต...

ยัดเงินใต้โต๊ะเร่งให้เรื่องนั้นสำเร็จโดยไว

“อย่าลืมเรื่องคนขับรถนะคะ ธารอยากให้คุณตรีภพสบายขึ้นค่ะ”

“ขอบคุณ” เขารับความหวังดีของเธอ นั่นหมายถึงรับคำแนะนำของเธอด้วย

ในที่สุดเขาก็ยอมฟังเธอบ้างแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพูดเรื่องหาคนขับรถส่วนตัวให้เขา เธอเป็นเลขาส่วนตัว ทำงานกับเขา รู้ชีวิตและความเป็นไปของเขาแทบจะครบเจ็ดวันของสัปดาห์ เป็นประธานบริหาร ตำแหน่งสูงสุดนี้ไม่ใช่ดำรงง่ายๆ ทุกๆ วัน คืองานที่เหน็ดเหนื่อย ตลอดสิบปีที่ตรีภพก่อตั้งธุรกิจนี้ขึ้นมาจนประสบผลสำเร็จ คือทุกเวลาที่ตรีภพอุทิศมันสมอง ความรับผิดชอบและเวลาชีวิตให้

ตรีภพประสบความสำเร็จสมประสงค์ด้านหน้าที่การงานขนาดนี้แล้ว อะไรที่ตึงมานานก็ควรหย่อน ผ่อนปรนเพื่อผ่อนคลายบ้าง เจ้านายเธอคงจะสมบูรณ์กว่านี้ ถ้าชีวิตรักจะดีควบคู่ไปพร้อมกัน

การแต่งงานกับผู้ชายที่เป็นบ้าดูจะเป็นชีวิตรักที่ผิดแผกและสุดจะแหวกเกินปกติไปหน่อย

ถึงอย่างนั้น ทุกวันที่ตรีภพไปทำงาน เจ้านายเธอดูไม่ได้อมทุกข์ไร้สุขกับการต้องแต่งงานเด็กหนุ่มคราวหลานคนนั้น ซ้ำยังเสียสติคนนั้นมาเป็นคู่ ทันทีที่หมดเวลางาน ตรีภพจะตรงดิ่งกลับบ้าน ทุกเช้าที่เข้างาน เขาจะนั่งหน้าโต๊ะและเริ่มทำงานด้วยรอยยิ้มจางๆ เสมอ บางทีเธอก็เคยเห็นเขาเผลอหลุดยิ้มขบขันอยู่คนเดียว

เห็นชัดๆ ว่ามีบางอย่างที่เป็นสาเหตุให้เจ้านายผู้ตึงเครียดจริงจังในเวลางานเสมอ กลับยิ้มและหัวเราะในเวลางานได้ และบางอย่างที่เป็นสาเหตุนั้นก็ทำให้คนที่มักเลิกงานแล้วแต่กลับยังนั่งทำงานต่ออย่างไม่รู้เวลา เปลี่ยนเป็นเก็บของแล้วเดินหน้าตรงออกจากบริษัทได้ทุกที

ตอนคบกับฐิสา ตรีภพเจ้านายเธอยังไม่เป็นเหมือนอย่างที่แต่งงานกับเด็กหนุ่มหน้าตาดีเสียดายก็แต่วิปลาสคนนั้น

“คุณตรีภพเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า?”

หลังประตูรั้วเปิดออกอัตโนมัติจากคนในบ้าน อนงค์ก็ออกมายืนรอรับ รีบออกปากไถ่ถาม เมื่อรถเทียบจอดใกล้ชานบันไดแล้วตรีภพเปิดประตูก้าวลงมายืนเต็มความสูง ความนิ่งขรึมเป็นสง่ายังคงเคลือบย้อมอยู่บนร่างของผู้ชายวัยสามสิบเก้าไม่เปลี่ยน ราวกับไม่มีอะไรมาแผ้วพานเขาได้ เขาดูเป็นปกติเหมือนก่อนออกไปด้วยซ้ำ

แม้แรงกระแทกจากการชนทำให้ตรีภพปวดเมื่อยเนื้อตัวอยู่บ้าง แต่นอกนั้นเขาไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลย นั่นเป็นเพราะเขามีสติควบคุมรถไม่ให้ศูนย์เสียมากกว่าที่ควรประสบ

“ปวดเมื่อยเนื้อตัวนิดหน่อย ไข่คงบอกป้าแล้วว่าผมรถชน” เขายิ้มอธิบายให้หญิงคราวแม่คลายกังวลแล้วหันไปเชิญเลขาที่ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องในวันนี้ให้เขาจนลุล่วง “คุณอย่าพึ่งไป ลงมารับอาหารว่างสักหน่อยแล้วค่อยกลับ ผมอยากขอบคุณ”

“ได้ค่ะ รอให้รถคันใหม่มาส่ง เดี๋ยวธารช่วยเช็กให้แล้วค่อยกลับ รบกวนด้วยนะคะ หิวมากเลยค่ะ อาหารว่างคงไม่พอ” สารธารปิดประตูรถแล้วยิ้มแห้งลูบท้องตัวเองให้อนงค์

ทั้งเลขาทั้งเจ้านายยังไม่มีใครได้กินอะไรเลย นอกจากอาหารเช้าที่ย่อยหายไปนานแล้ว

อนงค์ถอนหายใจโล่งอก เธอยิ้มให้สายธารอย่างเป็นกันเอง ก่อนเดินเข้าไปจับแขนของเจ้านายหนุ่มรุ่นลูก

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วค่ะ ป้าอกสั่นขวัญหาย ไม่อยากให้คุณประสบเรื่องไม่ดี”

“สบายใจได้แล้วครับ” ตรีภพตบหลังมือของหญิงวัยคราวแม่เขา

ทั้งหมดเตรียมจะเดินเข้าไปในบ้าน

“แล้วนี่...ป้านึกว่าไข่จะพาคุณเอื้อกลับมาก่อนคุณตรีภพ หรือไม่ก็กลับมาพร้อมกันกับคุณตรีภพ แล้วนี่ทั้งสองคนไปไหนเหรอคะ ได้กลับมาด้วยกันไหมคะ?”

เธอไถ่ถามพลางสอดส่องสายตามองหาสองคนที่พากันออกไปเยี่ยมตรีภพที่โรงพยาบาลก่อนหน้าได้หลายชั่วโมงแล้ว

“เอื้อกับไข่ออกไปไหน?” ตรีภพหยุดเดินพร้อมขมวดคิ้วถามย้อนในทันที

“อ้าว ก็ไข่บอกว่าคุณเลขาส่งรถมารับคุณเอื้อให้ไปเยี่ยมคุณตรีภพที่โรงพยาบาล ก่อนไปมีรถมาจอดหน้าบ้านอยู่เป็นนาน ดีที่ป้าถามได้ทันก่อนพากันออกไป ถึงได้รู้ว่าคุณประสบอุบัติเหตุจนเข้าโรงพยาบาล ป้ายังคิดเลยว่าคุณคงสาหัส ไม่งั้นจะส่งรถมารับกันไปทำไม แต่เห็นคุณกลับมาโดยไม่มีคุณเอื้อกับไข่ ป้าเอะใจเลยถามค่ะ” อนงค์บอกกล่าวเล่าความอย่างไม่รู้อะไร

“คุณส่งรถมา?” ตรีภพรีบหันไปถามเลขาส่วนตัวของเขา

สายธารรีบส่ายหน้า “อะไรที่คุณตรีภพไม่สั่ง ธารจะทำโดยพลการได้ยังไงคะ ธารไม่ได้ส่งรถมารับคุณเอื้อออกไปค่ะ”

ตรีภพกำสองมือข้างลำตัวแน่น เขาเครียดขรึมหน้าทะมึน แววตาเต็มเกลื่อนไปด้วยความเป็นห่วงเป็นกังวลอย่างเหลือล้น จังหวะหัวใจในอกซ้ายของเขาเต้นไม่เป็นสุข ลมหายใจเข้าออกกลายอัดแน่นไว้ด้วยความกดดัน

“มีคนตั้งใจพาเอื้อออกไป”

“ทำยังไงกันดีคะ!?” สายธารเริ่มตระหนักแล้วว่ามีเรื่องไม่ดีที่อันตรายเกิดขึ้นกับคนในปกครองของเจ้านายเธอ

“ไข่ไม่ใช่มีคนบอกมารับก็ออกไปง่ายๆ นะคะ ป้าเห็นคุยผ่านมอนิเตอร์อยู่ครู่หนึ่งแล้วคุยโทรศัพท์ด้วยค่ะ ไม่รู้ว่าติดต่อหาใคร” อนงค์ให้ข้อมูลเท่าที่เธอรู้

หลายชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ อนงค์ทำความสะอาดบ้านอยู่แถวบริเวณนั้นพอดี เดิมทีเป็นเธอที่ได้ยินเสียงกริ่งดังก่อน แต่ไข่ที่กำลังเดินผ่านและอยู่ใกล้กว่าเป็นคนกดรับการติดต่อจากคนข้างนอก

“ไข่ติดต่อหาผมเอง แต่ตอนนั้น...โทรศัพท์ของผมถูกปัดตกพื้น หน้าจอแตกแล้วเครื่องก็ดับไป” เพราะการจู่โจมเข้าหาของคู่กรณีอย่างกะทันหันทำให้โทรศัพท์มือถือของตรีภพ

“ธารว่ามันแปลกๆ แล้วนะ วันนี้คุณตรีภพมีแต่เรื่องเสียหาย เสียทั้งงาน เสียทั้งของมีค่า แถมยังต้องเสียค่ารักษาตัวให้คู่กรณีคนนั้นอีก”

เขาเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ถ้าคู่กรณีที่ขับรถชนท้ายพารถของเขาอัดแบริเออร์จงใจทำให้เขาประสบอุบัติเหตุเป็นกลอุบายของผู้ไม่ประสงค์ดีบางคน

มารู้ในตอนที่คนของเขาถูกลักพาตัวไปแล้ว...มันเป็นการรู้ถึงอันตรายที่สายเกินไป...

ตรีภพขบกรามกำหมัดแน่น

ใครทำ?

ทำไปเพื่ออะไร!?

เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของอิษฎีและโกรธเกลียดคนที่คิดร้ายต่อคนของเขา

ตรีภพเดินไปหน้าจอมอนิเตอร์ เพื่อดูภาพเหตุการณ์ย้อนหลัง

“คู่กรณีติดต่อไม่ได้แล้วค่ะ” สายธารรีบบอกให้ตรีภพรู้

“ติดต่อผู้จัดการโครงการที่นี่ ผมต้องการรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงทำงานสะเพร่า ปล่อยให้รถคันนี้เข้าออกได้ง่ายโดยไม่ตรวจสอบอะไรได้ยังไง” ตรีภพสั่งเสียงขรึม ขณะที่สองตาของเขายังคงมองผ่านเลนส์สายตาสีใส ดูการสนทนาระหว่างไข่กับผู้ชายแปลกหน้าสองคน เริ่มต้นพวกมันอ้างว่าสายธารเป็นคนส่งพวกมันมารับอิษฎีคนของเขา พวกมันรู้ว่าเขาประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าคู่กรณีที่ขับรถชนท้ายเขาในวันนี้เป็นนกต่อ พวกมันทำงานกันเป็นทอด วางแผนการมาแล้วและทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นไปตามแผนของมัน

หมู่บ้านโครงการนี้มีทางเข้าออกสองทางและรัดกุมเข้มงวดทั้งสองทาง ทุกบ้านจะได้รับบัตรสมาชิกที่มีบาร์โค้ท ทุกครั้งที่เข้าออกจะต้องสแกนบาร์โค้ทยืนยันทั้งเจ้าของบ้านตลอดจนผู้อยู่อาศัยทุกคนต้องมี ส่วนคนนอกที่ไม่ได้มีที่พักอาศัยในโครงการนี้ ทุกครั้งที่เข้าออกจะต้องใช้บัตรประชาชน

สายธารรับคำสั่งแล้วจัดการให้ตรีภพในทันที เธอเดินออกไปนอกบ้าน ระหว่างนั้นรถคันใหม่ทั้งสองคันที่ตรีภพสั่งซื้อไว้แล้วนัดหมายให้มาส่งก็มาตรงตามเวลานัดหมาย

“โชว์รูมนำรถคันใหม่ทั้งสองคันมาส่งให้ตามนัดหมายแล้วค่ะ” สายธารเดินเร็วกลับเข้ามาแจ้ง เป็นเธอที่เห็นการมาของรถทั้งสองคัน

เขาเปิดประตูรั้วอัตโนมัติให้พนักงานขับรถยุโรปคันหรูพวกนั้นเข้ามาจอดด้านใน  คันแรกที่ขับนำเข้ามาเป็น Maserati Levante S ออกแบบโครงสร้างตัวถังโดยใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมทำให้มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง สามารถรองรับการขี่ทั้งในรูปแบบออนโรดและออฟโรดได้เป็นอย่างดี เหนือระดับด้วยสมรรถนะในการขับขี่อย่างเร้าใจ เกียร์อัตโนมัติแปดสปีด พร้อมระบบควบคุมแรงบิด

นอกจากเครื่องยนต์สมรรถนะสูงแล้ว รถยนต์มาเซราติมีเสียงเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายนอกได้พัฒนาให้มีความโฉบเฉี่ยว หรูหรา สง่างาม ในมาดสปอร์ตดุดัน ตามแบบฉบับของรถ SUV ผลงานการออกแบบรถอเนกประสงค์สไตล์อิตาเลี่ยนอย่างแท้จริง อย่างกระจังโครเมียมรมดำตราสัญลักษณ์อันโดดเด่นของมาเซราติ ซึ่งถือว่าดีที่สุดในรถยนต์ประเภท SUV ทั้งหมดนี้สะท้อนความเป็นบุคลิกยนตรกรรมรถอเนกประสงค์แบบอิตาเลียนขนานแท้

คุณสมบัติและความโดดเด่นเป็นพิเศษเหล่านั้นถูกกลบไปหมด เมื่อรถสัญชาติอิตาลีที่มีสีดำสนิทใหม่เอี่ยมเป็นมันปลาบขับเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทใกล้สายตาของตรีภพ เพราะการปรากฏตัวของหนึ่งในพนักงานโชว์รูมนั้นเป็นคนที่ตรีภพรู้จักดี

คณินก้าวลงจากรถมาเซาราติด้วยรอยยิ้มยียวน ชายผู้มาใหม่เหลือบมองไปยังรถอีกคันที่ขับตามมาจอดต่อท้ายใกล้ๆ กัน อีกคันเป็นรถอเนกประสงค์ MPV Mercedes-benz Vito 116 Tourer Select ยนตรกรรมอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวและผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของธุรกิจ นักบริหารระดับสูงที่ปรารถนายานยนต์ที่สะท้อนสุนทรียภาพ พร้อมความสะดวกสบายที่สมบูรณ์แบบ แน่นอนว่าส่วนใหญ่พวกนักธุรกิจและนักบริหารมักมีรถประเภทนี้ไว้ใช้งานแทบทุกคน

ตอนนี้ก็...ไม่เว้นแม้แต่ตรีภพ

“ขอบคุณลูกค้ากิตติมศักดิ์ที่อุดหนุนกันทีเดียวมากกว่าสิบหกล้าน เรียกตรีภพคงไม่ถนัดแล้ว นับจากวันนี้ไปคงต้องเรียกเสี่ยตรี เฮียตรี ป๋าตรี สรรเสริญให้สมกับความใจป้ำ แบบนี้แล้วจะไม่ให้เจ้าของอย่างผมมาส่งสินค้าด้วยตัวเองได้ยังไง เป็นเกียรติจริงๆ” คณินยิ้มเย็นพลางปรบมือเนิบนาบเป็นเสียงดังก้องแค่สองสามครั้ง

“...” ตรีภพหน้าขรึมปรายหางตามองสายธาร

“ธาร...ผิดพลาดอะไรไปหรือเปล่าคะ?” เธอถามด้วยความไม่รู้จริงๆ เธอรู้สึกทั้งหนาวทั้งร้อนให้กับสายตาติดตำหนิของตรีภพที่มองมา

เลขาสาวไม่รู้ว่าโชว์รูมที่เธอติดต่อซื้อรถมีเจ้าของเป็นคณิน ผู้ชายที่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับตรีภพอย่างชัดเจน แน่นอนว่าเธอย่อมไม่รู้อีกว่าคณินคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สถานะรักระหว่างตรีภพกับฐิสามีอันต้องจบลงอย่างรวดเร็ว

“...” ตรีภพถอนใจท่ามกลางสองบ่าที่หนักอึ้ง เขาเชื่อแล้วว่าบังเอิญโลกกลมมันมีอยู่จริง  ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบขรึมให้เลขาเป็นธุระต่อให้ “คุณจัดการ”

ตรีภพไม่สนใจการมาของคณินและไม่สนด้วยว่าเขาจะเอาเงินตัวเองไปแลกสินค้าที่เป็นของคณิน ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของเขาในตอนนี้ ถูกอิษฎีที่โดนลักพาตัวไปครอบงำไว้หมดแล้ว ไม่สามารถเผื่อแผ่แบ่งพื้นที่สมองไปให้เรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาดันคานแว่นให้กระชับเข้าที่แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าในบ้าน

“เอื้ออยู่ไหน? ผมไม่เจอน้องมาหลายวันแล้ว มาครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาส่งรถแล้วกลับ ส่งรถให้ลูกค้าแค่เรื่องรอง หลักๆ ตั้งใจมาหาเมียในนามของลูกค้า แต่เป็นเมียในใจของผมเสมอ” คณินสองมือล้วงกระเป๋ากางเกงเดินตามหลังมา กวาดสายตาสอดส่องทำมองหาบุคคลที่สามที่เขาพาดพิงถึง คิดถึงด้วยใจจริงถึงถามหา อีกหนึ่งจงใจยียวนกวนประสาทชายผู้มีอายุมากกว่าเขาเป็นสิบปีให้ตบะแตก ส่วนเรื่องรถเขาปล่อยให้คนของเขาและคนของตรีภพจัดการไป

“...” ในยามที่ตรีภพเผชิญกับปัญหาคุกคามและเขากำลังเครียดจัด เขาพูดน้อยและแทบไม่พูด ภายนอกดูนิ่งขรึม หากแต่ภายในปั่นป่วนครวญคลั่ง การหายไปของอิษฎีทำให้เขามืดแปดด้าน เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำและต้องการอะไร ในหัวของเขากำลังคิดและหาทางช่วยเหลือ

อนงค์เดินลงบันไดมาด้วยความรวดเร็ว โดยมีสาวใช้อีกคนคอยประคอง

“คุณตรีภพคะ ป้าเข้าไปดูในห้องแล้วเจอนี่ค่ะ ไข่ลืมโทรศัพท์ไว้ ไม่น่าลืมไว้เลยของแบบนี้ เดี๋ยวนี้ใครก็มีติดตัวแทบเป็นอวัยวะที่สามสิบสาม รีบออกไปยังไงก็ควรรอบคอบ ป่านนี้ทั้งสองคนจะเป็นยังไงบ้าง ป้าเป็นห่วงเหลือเกินค่ะ”

ด้วยความที่อนงค์แก่แล้วให้รีบยังไงก็ต้องเคลื่อนไหวอย่างระวัง พอถึงเชิงบันไดเลยรีบให้สาวใช้ส่งโทรศัพท์มือถือของไข่ให้ตรีภพรับไป คณินหยุดยืนขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจสถานการณ์ภายในบ้านตรีภพตอนนี้และกำลังจะเข้าใจในอีกไม่ช้า

ตรีภพหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา เขาถอดเปลี่ยนสับซิมการ์ดของตัวเองเข้าไปในเครื่องของไข่แล้วเปิดการใช้งาน ข้อความแจ้งเตือนจากสัญญาณเครือข่ายขึ้นเตือนระรัว มีเบอร์แปลกพยายามติดต่อหาเขานับสิบครั้ง

“เอื้ออยู่ไหน?” คณินถามด้วยประโยคเดิมแต่น้ำเสียงและสีหน้าต่างออกไป เขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้น มันเกี่ยวกับคนสนิทของอิษฎีและมันอาจจะส่งผลไปถึงอิษฎีด้วย

ชื่อนี้สะท้านสะเทือนไปทั้งใจคนถูกถาม ตรีภพก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนของเขาที่หายไปอยู่ไหน ตอนนี้เป็นยังไง ถูกทำให้กลัวจนเสียสติแล้วเสียติอีกหรือเปล่า พวกมันทำร้ายคนของเขาให้เจ็บปวดทรมานหรือไม่

เขาก็อยากจะรู้! อยากรู้ยิ่งกว่าใคร!

คณินเริ่มซักไซ้ราวกับตรีภพเป็นผู้ต้องหาที่ต้องให้การรับสารภาพ

“เอื้ออยู่ไหน คุณตั้งใจไม่ให้เอื้อเจอผม คุณกีดกัน...”

ตรีภพไม่อาจเก็บกักหลากความรู้สึกหนักบ่าถ่วงสมองแล้วทับถมไว้ผ่านความนิ่งสุขุมได้อีกต่อไป คำถามของคณินเหมือนเอาธูปที่ถูกจุดมาจี้หัวใจเขา ฉับพลันนั้นเขาหันขวับกลับไปทันทีแล้วคว้าคอเสื้อกระชากคณินในทันใด สีหน้าของเขาไม่เหลือความสุขุมอีกต่อไปแล้ว เขาเดือดดาลเป็นกังวล ทุกข์จนร้อนเหมือนเลือดทั้งกายถูกมือมืดเผาผลาญไปหมดแล้ว!

“ฉันก็อยากจะรู้ว่าเอื้ออยู่ไหนเหมือนกัน! อยากรู้ว่าเอื้อเป็นยังไงในตอนนี้! ฉันก็อยากจะรู้!”

ไม่ต้องอธิบายให้กระจ่าง คณินรู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องไม่ดีกับอิษฎีและไข่ ท่าทางและคำพูดของตรีภพช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี คณินตอบโต้กลับไม่ต่างกันในทันใด เขากระชากคอเสื้อตรีภพ ใช้สุ้มเสียงและสีหน้าแบบเดียวกันกับตรีภพย้อนคืนทุกระเบียด

“แล้วทำไมถึงไม่รู้ว่าเอื้ออยู่ไหน เอื้ออยู่กับคุณ ในความดูแลของคุณ แล้วทำไมถึงไม่รู้ว่าเอื้ออยู่ไหน ไอ้เวร! ทุเรศเถอะไอ้งั่ง! ระยำแม่งไอ้แก่!”

ขณะที่ผู้ชายต่างวัยสองคนกำลังกระชากคอเสื้อกันไปมา แลกสายตาห้ำหั่นไร้คำพูด มีแต่อารมณ์รุนแรงที่ต่างก็แผ่กำจายอยู่รอบตัวคนทั้งคู่ ฟาดฟันเข่นเขี้ยวอยู่ในบรรยากาศคุระอุ หนึ่งคนหน้ากราดเกรี้ยวเอาเรื่อง ถ้าเขาไม่มาส่งรถด้วยตัวเอง เขาคงไม่รู้ อีกหนึ่งคนขบกรามแน่นด้วยความกดดัน คนที่หายไปอยู่ในความดูแลของเขา เป็นอย่างที่ชายหนุ่มเกรี้ยวกราดเลือดร้อนคนนั้นพ่นพูด มือสองคู่ต่างขยุ้มกำเนื้อผ้าอย่างดุดัน กระดูกนิ้วปูดโปนสั่นระริกจากแรงบีบเค้นราวกับจะให้เนื้อผ้าแหลกสลายคามือ

ตรีภพตระหนักและกำลังกล่าวโทษตัวเองว่าเขาละเลยอิษฎี เขายังดูแลอิษฎีไม่ดีพอ อิษฎีอยู่ในบ้านของเขาแท้ๆ ไม่นึกว่าอันตรายจากมือมืด นอกจากมาหาถึงหน้าบ้าน เพียงแค่เคาะประตูก็รับเอาคนของเขาไปง่ายดาย

วินาทีต่อมาท่ามกลางความเดือดระอุ กรรมการที่ช่วยแยกผู้ชายต่างวัยสองคนออกจากกันเป็นโทรศัพท์มือถือของไข่ที่ตรีภพกำติดมือไว้ สองตาคมปลาบที่ห้ำหั่นฟาดปะทะใส่กัน ต่างหลุบมองไปที่โทรศัพท์สายนี้ทันที

เป็นหมายเลขนั้นที่ติดต่อมาอีกครั้ง

คณินผลักตรีภพ เป็นเขาที่ปล่อยมือก่อน ตรีภพรับสายในทันที ไม่ว่าปลายสายจะเป็นใคร เขาวาดหวังให้เป็นหนึ่งในพวกมันติดต่อมา ไม่อย่างนั้นเขาสุดจะรู้จริงๆ ว่าจะตามหาอิษฎีได้ที่ไหน

“ตรีภพพูด”

[น้ำเสียงดูไม่ค่อยดีเลยนะ คุณตรีภพ คงรู้แล้วสินะว่าแก้วตาดวงใจหายไป] ปลายสายหัวเราะร่วนอย่างเหนือกว่าและสุขใจที่ตรีภพใช้น้ำเสียงแบบนี้ เพื่อเริ่มต้นการพูดคุย

“ต้องการอะไร?” เขามั่นใจว่าเป็นพวกมัน คนที่เอาตัวอิษฎีกับไข่ไป

[พร้อมให้ไหมล่ะ?] ปลายสายตามหาความพร้อมราวกับกำลังท้าทาย

“ไม่ให้ ถ้าไม่แลก” ตรีภพหน้านิ่งกล่าวเสียงเรียบเฉียบขาด

[สามสิบล้าน สามทุ่มวันนี้ ถ้าไม่ให้ ไม่แลก]

“ได้ ที่ไหน?” ตรีภพรับปาก

[วะ! ง่ายดายอย่างนี้เชียว ดีเว้ยไม่ต้องเปลืองน้ำลาย ก็ขอให้มันง่ายดายไปอย่างนี้จนถึงขั้นตอนยื่นเงินแลกคนบ้าแล้วกัน แล้วก็เงื่อนไขง่ายๆ ถ้าอยากให้ตัวประกันปลอดภัยครบสามสิบสอง อย่า...]

“ตำรวจจะไม่รู้แน่นอน”  ตรีภพตอบกลับ ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าเจ้าของเสียงไม่ใช่คนที่เขารู้จักรวมถึงพูดคุยมาก่อน

ปลายสายหัวเราะชอบใจ ก่อนจะใช้เสียงเหี้ยมขู่เตือน [มาคนเดียว ถ้าผมเห็นคุณหิ้วตำรวจมาแม้แต่คนเดียวหรือพาคนนอกเหน็บมาด้วย รางวัลที่คุณจะได้เป็นเสียงร้องโหยหวนบาดจิตทรมานใจของไอ้บ้า จำไว้]

“ฉันต้องการความมั่นใจ”

[ทำไมจะให้ไม่ได้]

สายถูกตัดไปก่อนที่ตรีภพจะทันได้ถามสถานที่นัดหมาย ทว่าแค่ไม่กี่วินาทีต่อมามีข้อความเข้าเป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมระบุสถานที่สำหรับสามทุ่มคืนนี้

-สามทุ่มคืนนี้ที่...หลังจากนี้เบอร์นี้จะใช้งานไม่ได้ ไปถึงที่นั่นตามเวลาแล้วจะติดต่อไปเอง เตือนไว้ก่อน ถ้ามาก่อนหรือทำอะไรที่มันไม่ว่ากันง่ายๆ คนที่เดือดร้อนเป็นเด็กสองคนนี้-

ภาพเคลื่อนไหวไม่เกินห้าวินาที อิษฎีกับไข่นอนสลบอยู่บนกองลังเก่าๆ ห้องนั้นค่อนข้างทึบทึม จากนั้นชายฉกรรจ์สวมแจ็คเก็ตใส่หมวกกันน็อคถือถังน้ำคลำสกปรกเข้าไปสาดใส่เด็กหนุ่มทั้งสองที่ถูกมัดเท้าและมัดมือไพล่หลัง อิษฎีกับไข่สะดุ้งตื่นแล้วภาพเคลื่อนไหวก็จบลง การเคลื่อนไหวของทั้งสองคนทำให้ตรีภพวางใจว่าทั้งสองคนยังไม่ตาย แต่ไข่ค่อนข้างสะบักสะบอมอย่างเห็นได้ชัด

คณินแย่งโทรศัพท์มือถือไปจากมือตรีภพ หลังได้ดูคลิปห้าวินาทีนั้นเป็นคนที่สอง เขาก็สบถหยาบออกมามากมายไม่หยุดปาก ตรีภพเครียดขรึม เขาใช้ความคิดพลางแย่งโทรศัพท์มือถือคืนมาจากคณิน ก่อนที่จะถูกชายหนุ่มเลือดร้อนบีบจนแตกเสียก่อน

“เราไม่รู้ว่ามันมีกันกี่คน น้ำลายโจรเชื่อไม่ได้ ไม่ต้องโง่เป็นพระเอกฉายเดี่ยวไปคนเดียวตามที่มันพูด ไปคนเดียวก็อันตราย ไปหลายคนก็อันตราย มีค่าไม่ต่าง คุณตายห่าไม่เท่าไหร่ ช่วยเอื้อไม่ได้แถมมันได้เงินนี่ฉิบหายเสียหายบรรลัยไปหมดไม่คุ้มกัน ฉะนั้นผมไปด้วย ส่วนเรื่องตำรวจ เราควรบอกและวางแผน”

“คุณตรีภพจะให้ธารบอกพี่เพไหมคะ เผื่อพี่เพจะช่วยอะไรได้” สายธารเข้ามาทันได้เห็นตรีภพกับคณินกระชากคอเสื้อกัน เธอกำลังเข้าไปแยก แต่โทรศัพท์สายนั้นทำหน้าที่ได้ดี ผู้ชายสองคนผละออกจากกัน เธอได้ยินการสนทนาที่ห้วนสั้นของเจ้านายก็พอเดาได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายแค่ไหน

“ไม่ต้องบอกเพทาย” ตรีภพบอกสายธาร มากคนมากความ ถ้าจะบอกควรบอกคนที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ดีและเขาคิดว่าเขามีคนคนนั้นแล้ว

“บอกเกย์แก่นั่นจะช่วยไรได้วะ คุณผู้หญิงตำรวจต่างหากที่ต้องบอก”

คณินมีเรื่องชกต่อยสั่งสมประสบการณ์มาตั้งแต่สมัยเรียน ถึงเดี๋ยวนี้เขาจะทำงานแล้ว แต่ฝีมือการต่อสู้ไม่ได้ถดถอย เขาออกกำลังกายด้วยการเรียนการต่อสู้หลายแขนง ถึงจะไม่จบสักแขนงเพราะติดงาน เรียนไม่จบคอร์สแต่ก็ได้ทักษะเพิ่มมาอีกมากมาย ยิงปืนนัดแรกอาจไม่แม่นยำ แต่นัดสองพอตั้งหลักได้รับรองเข้าเป้า

ตอนนี้เขาเลือดร้อน อยากไปช่วยอิษฎีไวๆ ในคลิปห้าวินาที เขาทันได้เห็นสภาพที่ย่ำแย่ของไข่ มันทำให้คณินมีโทสะ คนหนึ่งเป็นบ้าขี้กลัว อีกคนหนึ่งใช่เก่งกาจมาจากไหน ตัวเท่าเมี่ยงสงสัยไม่เจียมริสู้จนถูกพวกมันอัดเสียเยิน ถ้าเขาสื่อสารกับไข่ได้ อยากจะเอามือประกบหูทั้งสองข้างแล้วตะคอกใส่ว่าอยู่เฉยๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว

“ไม่ต้องบอกใครทั้งนั้น ตำรวจยังไม่ต้อง ในเมื่อมันไม่อยากให้ตำรวจรู้ก็ให้ทำตามที่มันบอก ไม่ตุกติก เอาใจมัน มันจะได้พอใจ คุณธารช่วยติดต่อธนาคาร ผมต้องการเงินสามสิบล้าน”

สรุปแล้วสายธารเลือกที่จะยืนเงียบๆ รอฟังคำสั่ง ทันทีที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านายก็รีบดำเนินการให้ในทันที

“ตำรวจไม่รู้แล้วใครหน้าไหนมันจะมาช่วยรับรองความปลอดภัยแล้วเอาผิดกับโจรสวะพรรค์นั้น เฮ้ย เอาอะไรคิดวะ!?”

“นั่นสิคะ ธารไม่เห็นด้วยนะคะที่คุณตรีภพจะไม่บอกใครเลย” สายธารอดแย้งไม่ได้ ถ้าตรีภพเลือกไม่บอกใครเลย รับรองว่าเธอจะลอบบอกเรื่องนี้ให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอได้รู้

“ไม่บอกตำรวจ ห้ามใครบอกตำรวจ และไม่ใช่ไม่บอกใครเลย” ตรีภพกล่าวจบก็เดินห่างออกมาสามสี่ก้าว เขากำลังติดต่อหาคนที่ดีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไหนๆ

“ตำรวจไม่ให้บอกแล้วจะบอกหมูหมากาไก่ที่ไหนไม่ทราบลุง?” คณินถอดสูทตัวนอกของเขาออกด้วยความอึดอัดที่มาจากความร้อนใจ เขาถลกแขนเสื้อเลิกขึ้น สลัดภาพลักษณ์วัยทำงานทั้งไป

“ภาสกร จรณินท์” ตรีภพตอบคณินโดยที่เขาไม่ได้หันไปมอง พร้อมกันนั้นทันทีที่เอ่ยชื่อผู้ที่น่าจะให้ความช่วยเหลือเขาเป็นอย่างดี เป็นทันทีที่ปลายสายกดรับ

ศาลเตี้ยที่ดีที่สุด...

ตรีภพเลือกใช้วิธีนี้ ท่ามกลางสีหน้าเย็นชาแต่แววตาดุดันยิ่งยวด

/////////////////////////////////

พวกมันพาตัวประกันสองคนมาขังไว้ที่อาคารพาณิชย์ล้างสามชั้นไกลจากตัวเมืองและห่างไกลไร้ผู้คน ท่ามกลางบ้านอีกหลายสิบหลังที่รกร้าง รอบข้างเป็นป่าและกองขยะท่วมท้น อันที่จริงแล้วเดิมทีแถวนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัย แต่เพราะเป็นที่ดินแอ่งกระทะ ถัดไปหลายกิโลเมตรรายล้อมด้วยโรงงานอุตสาหกรรม มีปัญหาด้านมลพิษและทุกปีจะต้องประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน จนกระทั่งหลายปีก่อนต้องเผชิญกับอุทกภัยหนัก ในที่สุดก็ทยอยย้ายออกไปจนกลายเป็นหมู่บ้านร้าง น้ำไฟถูกตัดขาด

น้ำคลำสกปรกที่ตักมาจากอ่างน้ำขังในบ้านร้างบรรจุเต็มภาชนะ ก่อนสาดใส่ร่างของตัวประกันสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนกองกระดาษลังเปื่อยยุ่ย อิษฎีสะดุ้งตื่นแล้วสำลักน้ำสกปรกเหม็นเน่าที่เข้าจมูกเข้าปาก ความชุ่มชื้นของน้ำปลุกไข่ด้วยอีกคน อิษฎีชันตัวลุกขึ้นนั่งไม่ได้ เขาเลยกระถดกายขยับเข้าหาไข่ท่ามกลางน้ำนอง ไข่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาขยับตัวไม่ได้มากเพราะเจ็บปวดเกินบรรยายจากอาการไหล่หลุด

อิษฎียังคงแสร้งบ้าสมบทบาท ทำตื่นตระหนกขลาดกลัวจนตัวสั่นระริก หน้าตาล่อกแล่กราวกับคนกำลังหลอนไม่อยู่กับร่องกับรอย ในความจริงที่เป็นปกติ เขากำลังสำรวจสถานทีที่ซึ่งถูกพวกมันจับมา ทุกคนล้วนเป็นชายฉกรรจ์ท่าทางแข็งแรงกำยำชำนาญการต่อสู้ มีหนึ่งคนในกลุ่มพวกมันแต่งตัวประหลาดดูหนาเทอะทะราวกับกำลังอำพรางสรีระจริง ปกปิดกระทั่งลำคอ ใบหน้าทั้งหมดถูกอำพรางไว้ด้วยหมวกกันน็อค

“ปิดปากมันอย่าให้ส่งเสียง” ชายสวมหมวกกันน็อคออกคำสั่งพลางทิ้งถังกระแทกพื้น

หลักฐานคามือมัน เห็นได้ชัดว่ามันเป็นคนที่สาดน้ำสกปรกใส่พวกเขา น้ำเสียงอู้อี้ได้ยินแล้วคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก

คนที่เหลือทำตามคำสั่งเอาผ้าเนื้อหนามาคาดปิดปากอิษฎีกับไข่

“อย่ายุ่งกับคุณเอื้อ! ไอ้พวกเ_ดแม่งเอ๊ย!”

ไข่เจ็บจนตาพร่า เรี่ยวแรงแทบไม่มี ตอนที่ฟื้นขึ้นมาเหมือนร่างกายของเขาถูกบดจนแหลก เจ็บคือรอยต่อระหว่างต้นแขนและหัวไหล่ ในช่วงที่เขาสลบไป ดันนอนทับแขนข้างที่เจ็บเสียด้วย

ถึงอย่างนั้นให้เจ็บปางตายแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับความต้องการที่จะปกป้องคนสำคัญเพียงคนเดียวในชีวิตที่เขาเทิดทูนอย่างซื่อสัตย์รักใคร่ให้พ้นเงื้อมมือสารเลวพวกนั้น ยามที่เห็นพวกมันช่วยกันรุมทึ้งลากตัวอิษฎีกระแทกพื้นหยาบออกห่างไปจากเขา ซ้ำยังกระทำดิบเถื่อนรุนแรงกระชากผมจนใบหน้าอิษฎีแหงนหงายแล้วช่วยกันผูกผ้าคาดปาก

ไข่ยกสองขาที่ถูกมัดไว้ถีบหนึ่งในพวกมันจนกระเด็น เขาบ้าดีเดือดใช้ร่างตัวเองเข้าปะทะไม่ให้พวกมันแตะต้องทำร้ายให้อิษฎีเจ็บปวดจากน้ำมือใคร

“อื้อ!” อิษฎีพยายามส่งเสียงร้อง ใช้สายตาส่งสัญญาณให้ไข่เลิกทำแบบนี้ มีแต่ไข่ที่จะเจ็บตัว

ไข่มองอิษฎีอย่างรู้สึกผิด เป็นเขาที่โง่เขลาไม่รอบคอบ พาอิษฎีมาส่งให้พวกมันถึงมือ ฉับพลันนั้นเอง

“วอนนักนะมึง!”

พวกมันสามคนเปลี่ยนไปเล่นงานไข่ เสียงเตะต่อยทุบตีดังระงม

“นาย! กูขอ ไอ้สัตว์หมั่นไส้เหลือเกิน ยังไงแม่งก็ไม่มีราคา”

ขณะที่หนึ่งในพวกมันกำลังกระหน่ำเท้ากระทืบไข่ไม่บันยะบันยังอย่างระบายอารมณ์ มันหันไปขออนุญาตชายที่สวมหมวกกันน็อคซึ่งกอดอกพยักหน้าตอบตกลง

“กูอยากเจิมมีดใหม่เสียหน่อย จัดแม่ง!” มันหัวเราะขณะพูดแล้วกระชากมีดคมกริบวาววับออกมา น้ำเสียงและหน้าตากระเหี้ยนกระหือรือป่าเถื่อนเหมือนพวกโหยหาความรุนแรงและโปรดปรานที่จะเห็นเลือดเหยื่ออาบย้อมเท้าถึงจะพอใจ

“อื้อ! อื้อ!” อิษฎีส่ายหน้า แววตาเบิกโพลงแข็งค้าง ได้แต่มองแทบขาดใจ

อิษฎีกระถดกระเถิบกายเข้าหา พยายามจะเข้าไปปกป้องไข่ แต่ถูกหนึ่งในพวกมันกระทำต่ำช้ากระชากผมลากไถลออกมา

ท่ามกลางม่านน้ำตาและดวงตาที่เบิกกว้างแข็งค้างของอิษฎี หัวใจหดเกร็ง ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ในครองจักษุสะท้อนภาพโหดเหี้ยมแสนทารุณกรรม มือมีดง้างขึ้นแล้วแทงลงที่ร่างบนพื้นสุดความยาวของใบมีด ไข่สะท้านเฮือกคำรามลั่น ก่อนจะฟุบหน้าลงแน่นิ่ง ไข่ถูกแทงที่ด้านหลังบริเวณเอวซ้าย เลือดแดงฉานผุดซึมอาบย้อมเสื้อเปรอะเปื้อน มือมีดหัวเราะอย่างสาแก่ใจ เสียงหัวเราะของมันช่างโรคจิตและเลือดเย็น มันปล่อยมือโดยไม่กระชากออก ราวกับต้องการตรอกตรึงจิตวิญญาณของร่างใต้ฝ่าเท้าเอาไว้ใต้น้ำมือมันตลอดกาล

วินาทีที่ไข่โดนแทงเป็นวินาทีที่วิญญาณของอิษฎีเหมือนถูกกระชากพรากออกไป อิษฎีนิ่งงันมองไข่เปลือกตาไม่กะพริบ หยาดน้ำสีใสไหลอาบปราศจากเสียงสะอื้น

“กากฉิบ! ถุด!”

มือแทงสบถก่อนถ่มน้ำลายใส่ศีรษะไข่แล้วใช้เท้าขยี้น้ำลายให้ทั่วเส้นผมเปื้อนฝุ่น

ชายสวมหมวกกันน็อคเดินเข้ามายอบกายเบื้องหน้าอิษฎี ผลักหัวอิษฎีเล่นเหมือนตุ๊กตาล้มลุก หยอกล้อด้วยอย่างรักใคร่แกมเอ็นดูผ่านการกระทำเดียดฉันท์แสนตรงข้าม

อิษฎีเอาแต่มองร่างสะบักสะบอมสาหัสของไข่ผ่านแววตาเลื่อนลอย สติของเขาหลุดหายไปแล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่เขาได้แต่มองและรับรู้เอาความโหดเหี้ยมเลือดเย็นของคนมากระชากขวัญตัวเองจนสั่นผวา จิตใจตกต่ำอย่างสุดกู่ หดหู่อย่างไม่อาจกู้สติคืนมาได้

หัวที่โดนผลักไปมา ฉับพลันก็โดนจับกระชาก เรียกเอาสายตาดึงกลับมาจากร่างแน่นิ่งเคยสดใสและช่างจ้อช่างพาที หากแต่เวลานี้แทบดูไม่ออกว่าเป็นร่างคน อิษฎีมองเงาตัวเองผ่านกระจกทึบบนหมวกกันน็อค เขาเห็นแต่เงาตัวเอง มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นดวงตาที่ถูกอำพรางซ่อนเร้นไว้ข้างหลังปราการนั้น

“ไอ้เอื้อ มึงเป็นตัวเงินตัวทองของกู”

อิษฎียิ้มเผล่ก่อนจะหัวเราะคิกคัก ฝืนยื่นหน้าเข้าไปประชิดติดกับหมวกกันน็อค เผยแววตาสดใสซุกซนราวกับค้นพบแล้วว่าใครคือคนที่เล่นซ่อนแอบอยู่ข้างในนั้น

พยายามพูดเสียงอู้อี้ลอดผืนผ้า มั่นใจว่านิมมานต้องได้ยิน

“คุณนิมเล่นกับเราแรงอีกแล้ว”

-----------------------

[เจ้านิ้วดำ]

ตอนแรกไข่โดนแทงจังหวะที่ถูกบังคับขึ้นรถ แต่ดำลำดับสถานการณ์ใหม่ ไม่งั้นกว่าจะมาช่วย ไข่ตายพอดี 555

ดำรีบพิมพ์มาก ถ้าคำผิดเยอะมากจนเสียอรรถรสดำขอโทษด้วยนะคะ


ความคิดเห็น

}