หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 16 หัวล็อกหยกกับการ์ดเชิญสีดำ

ชื่อตอน : บทที่ 16 หัวล็อกหยกกับการ์ดเชิญสีดำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 710

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2562 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 หัวล็อกหยกกับการ์ดเชิญสีดำ
แบบอักษร


เดิมทีผู้ติดตามไม่กล้าพูดอะไรที่ฟังดูไม่ดี เพราะเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงได้มาเป็นผู้ติดตามของชายที่มีชื่อว่านายน้อยจง ถ้าเขาพูดอะไรที่ไม่เข้าหูนายน้อยจง เขาอาจจะเปลี่ยนผู้ติดตามคนใหม่ ซึ่งนี่ก็หมายความว่าความพยายามทั้งหมดที่เขาได้ทำมาก็สูญเปล่า

นายน้อยจงเกิดในตระกูลที่มีความลึกลับ ถึงแม้ว่าระยะหลังมานี้จะอนุญาตให้มีผู้ติดตาม แต่ผู้ติดตามคนนี้ก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับบ้านที่มีความลึกลับนี้เลย

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากรู้แต่เป็นเพราะว่าเขาไม่กล้า

ไม่กล้าพูดอะไรมาก รู้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ เพราะถ้าเวลาที่เจ้านายพอใจ เขาก็จะเล่าให้คุณฟังเอง และตอนที่เขาไม่อยากเล่าเราก็อย่าทำตัวสอดรู้สอดเห็นเกินความจำเป็น

ในขณะเดียวกันเขายังรู้อีกว่านายน้อยจงนายของเขาแตกต่างจากคนรุ่นสองของตระกูล นายน้อยคนนี้เป็นคนที่มีความอดทนมุมานะพยายามถึงแม้ว่าครอบครัวจะร่ำรวยก็ตาม

พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้เกือบเดือนแล้ว ในทุกสัปดาห์นายน้อยจงจะมาที่ร้านขายของเก่ากู่เย่ว์ไจ เพื่อนั่งพูดคุยสนทนากับหญิงชราประหลาดคนนั้น

เจ้าของร้านขายของเก่ากู่เย่ว์ไจดูเหมือนจะเป็นหญิงชราที่เข้าถึงยาก หลายครั้งที่ผ่านมาแกไม่เคยมีสีหน้าดีๆ ให้กับนายน้อยจงเลย จนบางครั้งผู้ติดตามเองก็รู้สึกทนหญิงชรานี้คนนี้ไม่ได้ แต่เจ้านายของตัวเองกลับนิ่งและไม่ตอบโต้แต่อย่างใด

ดังนั้นจึงทำให้ผู้ติดตามผู้นี้ไม่กล้าเหิมเกริม เจ้านายแบบนี้ถ้าหากคุณทำอะไรผิดพลาดไปคุณจะอดกินของดี แต่ถ้าหากคุณทำอะไรถูกใจเขา คุณจะได้รับการตบรางวัลอย่างงาม

ผู้ติดตามรู้ว่าเจ้านายของตนมีใจให้กับหลานสาวของหญิงชราประหลาดนั่น เพราะทุกครั้งก่อนจะกลับจากที่นี่ก็จะเข้าไปในห้องทำงานของจางชิ่งหรุ่ย และก็ไม่ได้ปิดบังความชอบของตนที่มีต่อจางชิ่งหรุ่ยเลยแม้แต่น้อย ทว่าดูเหมือนลูกสาวบ้านนี้จะไม่ได้มีใจให้กับเขา

ผู้ติดตามไปตามสืบเรื่องเกี่ยวกับจางชิ่งหรุ่ย รู้ว่าเธอกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย แต่เธอจะอยู่ดูแลร้านกู่เย่ว์ไจเสียส่วนใหญ่ และไม่เคยได้ยินว่ากำลังคบอยู่กับใคร ดูเหมือนว่าเธอจะยังโสดอยู่

หลังจากนั้นผู้ติดตามก็หาเวลาเพื่อที่จะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้นายน้อยจงรับรู้ เขาไม่ได้ว่าผู้ติดตามว่าชอบยุ่งเรื่องคนอื่น เขาแค่พยักหน้าแล้วบอกว่ารับรู้แล้ว อีกทั้งดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะอารมณ์ดี จึงซื้อตราหยกอันหนึ่งจากร้านขายของเก่าเป็นรางวัลให้กับผู้ติดตาม

เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ยิ่งทำให้ผู้ติดตามคนนี้อยากจะรู้เรื่องราวของจางชิ่งหรุ่ยมากขึ้น

“ฉันไม่ชอบแกที่เหมือนแมลงคอยตามตูด ดูแล้วไม่เหมือนคนเอาเสียเลย”

เสียงของหญิงชราดังขึ้น

ผู้ติดตามกำลังคิดจะไปพูดเรื่องของชายที่คุณหนูจางเชิญไปดูของเมื่อตอนเย็นอยู่เลย แต่ผู้ติดตามกลับได้ยินคำพูดที่ทำให้เสียวสันหลังเสียก่อน

หญิงชรานี่ควรจะตายๆ ไปสักที!

แต่ผู้ติดตามคนนี้ก็ไม่กล้าทำอะไร เจ้านายของตัวเองปรนนิบัติหญิงชราผู้นี้อย่างดีเมื่ออยู่ต่อหน้า ดังนั้นเขาทำได้เพียงแค่ก้มหน้าไปที่พื้นแล้วทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร

“ถ้าคุณผู้หญิงไม่ชอบ งั้นให้เขาออกไปรอข้างนอกก็ได้” นายน้อยจงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็หันตัวกลับไปพูดกับผู้ติดตามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “เฉิงอวิ๋น แกออกไปรอข้างนอกก่อน”

ผู้ติดตาม...เฉิงอวิ๋นไม่กล้าแสดงอาการไม่พอใจแม้แต่น้อย แค่พยักหน้าแล้วเดินออกไปจากห้อง

นี่เป็นห้องทำงานของเจ้าของร้านกู่เย่ว์ไจ แม้ว่าด้านนอกจะติดแผ่นป้ายดูทันสมัยที่เขียนคำว่าห้องทำงานของเจ้าของ แต่การตกแต่งข้างในห้องกลับดูมีความดั้งเดิมและโบราณอยู่

ในห้องนั้นมีภาพของชาวแมนจู มีเก้าอี้จักรพรรดิตั้งวางอยู่ข้างหน้าต่าง มีโต๊ะทำงานที่ทำจากไม้ ทางด้านซ้ายของโต๊ะตั้งที่เก็บพู่กัน กระดาษ และแท่นฝนหมึก ทางด้านขวาเป็นกองหนังสือโบราณ และในมุมหนึ่งของห้องก็มีเครื่องสีสไตล์จีนตั้งวางอยู่ มันดูสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดเลยว่าได้รับการดูแลอย่างดี

เมื่อเฉิงอวิ๋นเดินออกไป หญิงชราก็กางพัดในมือออก แล้วค่อยๆ พัด พลางพูดขึ้นช้าๆ ว่า “ลูกชายคนเล็กของตระกูลจงมีความอดทนมาก เธอดีกว่ามากเมื่อเทียบกับตาแก่อารมณ์ร้อนอย่างปู่ของเธอ”

“ท่านผู้หญิง ไม่กี่ปีมานี้ปู่ได้ฝึกเขียนภาพและนี่ก็ทำให้เขาเป็นคนใจเย็นลงเยอะ” นายน้อยจงตอบ

หญิงชราพูดว่า “ฉันออกจากเมืองหลวงมาเมื่อสิบปีก่อน นั่นก็เพราะฉันอยากให้คนที่นั่นรู้ว่าฉัน...จางหลี่ฟางไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของพวกเขา อยากจะใช้บั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าตาแก่ตระกูลจงคิดจะทำอะไร ถึงได้ให้หลานชายตัวเองมาที่นี่”

หญิงชรามองมาทางนายน้อยจง และถึงแม้ว่าเธอจะมีอายุแล้วแต่ก็ยังคงดูน่าเกรงขามอยู่ดี หญิงชราพูดกับนายน้อยจงว่า “ในช่วงที่ผ่านมาฉันเห็นเธอเป็นคนมีมารยาท หญิงชราอย่างฉันชอบเด็กหนุ่มที่มีความสุขุมอย่างเธอ ฉันจะให้โอกาสเธอบอกเล่าเรื่องราวของเธอ”

นายน้อยจงหายใจเข้าลึกๆ พลันมีสีหน้าที่ดีใจออกมาเล็กน้อย ความพยายามไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ถือว่าไม่สูญเปล่า เขานึกอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ลั่วเฉินเคยได้ยินความลับที่ออกมาจากปากของคนแก่ในบ้าน”

เขาใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าพูดต่อว่า “ได้ยินมาว่าในโลกนี้มีสถานที่หนึ่งที่จะสนองความปรารถนาทุกอย่างของคนได้ ...คนรุ่นก่อนรู้อะไรไม่เยอะเกี่ยวกับที่นี่ แต่คนแก่ในบ้านบอกกับผมว่า ท่านผู้หญิงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่นี้ดีที่สุด”

ท่านผู้หญิงจางยิ้มแห้งๆ แล้วตอบว่า “เด็กหนุ่มนี้ใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นและไม่รู้ถึงความเป็นความตายที่ตนกำลังพูด เธอรู้หรือไม่ว่าสถานที่ที่เธอพูดถึงนั้นไม่ใช่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นที่ที่ทำการแลกเปลี่ยนกับพวกปีศาจ?”

สีหน้าของนายน้อยจงดูยินดี “ตำนาน...ที่แท้เป็นเรื่องจริงนี่เอง ท่านผู้หญิงรู้จักสถานที่นั้น...และเคยไปมาแล้วด้วย”

ท่านผู้หญิงเก็บพัดที่ถืออยู่ แล้วสีหน้าเปลี่ยนในทันที พร้อมพูดขึ้นว่า “ฉันไม่ค่อยสบาย เธอกลับไปเถอะ และไม่ต้องมาที่นี่อีก!”

จงลั่วเฉินมองไปยังหญิงชราที่มีสีหน้าเย็นชาในขณะนั้น แล้วเขาก็ล้วงเข้าไปในสูท ก่อนหยิบเอากระเป๋าเล็กๆ ออกมา จากนั้นเขาก็เปิดมันออกและเทเอาของที่อยู่ในกระเป๋าใบเล็กนี้ออกมา “ท่านผู้หญิง ลั่วเฉินรู้ตัวว่าตนเองนั้นรีบร้อนเกินไป แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้ลั่วเฉินรอช้าไม่ได้แล้ว วันนี้มีข่าวมาจากทางบ้าน...ลั่วเฉินทำได้เพียงแต่พึ่งท่านผู้หญิงเท่านั้น”

สิ่งที่เทออกมาคือหัวล็อกหยก

สีหน้าของหญิงชราดูเปลี่ยนไป ก่อนหยิบหัวล็อกหยกนี้ขึ้นมาไว้บนฝ่ามือเบาๆ พลางลูบคลำอย่างละเอียด สุดท้ายก็ถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า “ตอนที่ฉันออกจากเมืองหลวง ฉันก็อดสงสารพี่น้องที่มีชะตาอันขมขื่นร่วมกันมาไม่ได้ จึงให้หัวล็อกหยกนี้ไว้กับเธอ...พ่อหนุ่ม จะใช้มันเพื่อแลกกับข้อมูลจริงๆ เหรอ?”

“คุณย่าให้มันไว้กับผมก่อนที่ท่านจะเสีย” จงลั่วเฉินพูดขึ้นด้วยเสียงเบาๆ ว่า “บอกว่าถ้าตระกูลเราพบเจอกับความยากลำบาก นี่จะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยตระกูลเราได้ ผมไม่อยากจะใช้มันเลย ถ้าไม่ได้เป็นเพราะท่านผู้หญิงรู้เรื่องเกี่ยวกับสถานที่นั้นดี ผมคงจะไม่หยิบมันออกมา”

ท่านผู้หญิงจางกำหัวล็อกหยกนี้ไว้แน่น ก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “เธอกลับไปก่อน เรื่องนี้ขอเวลาฉันคิดตัดสินใจอีกที”

จงลั่วเฉินพยักหน้า “หวังว่าท่านผู้หญิงจะให้คำตอบลั่วเฉินโดยเร็วที่สุดนะครับ”

“เธอบอกได้ไหมว่าเพราะอะไรกัน” ท่านผู้หญิงจางกล่าว

จงลั่วเฉินตอบกลับไปว่า “ผมจะไม่ปิดบังความจริงอีกต่อไป นี่เกี่ยวข้องกับปู่ของผม คนที่ท่านผู้หญิงบอกว่าเขามีนิสัยที่ก้าวร้าวอารมณ์ร้อนคนนั้น หมอบอกว่าเขากำลังจะตาย”

...

...

ลั่วชิวไม่มีความรู้เกี่ยวกับของเก่าเลย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเก่าแก่ของของเก่าที่ถูกจัดเรียงไว้อยู่ที่นี่

แต่เขาเหมือนจะยังไม่เห็นตราหยกที่เริ่นจื่อหลิงพูดว่าเคยเห็นมันที่นี่เลย

เริ่นจื่อหลิงที่รู้วัตถุประสงค์การมาของลั่วชิวในครั้งนี้ ก็ถามจางชิ่งหรุ่ยว่า “คุณจางคะ เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากที่นี่ใช่ไหมคะ? ฉันจำได้ว่าที่มาถ่ายทำครั้งก่อนจะมีของเล็กๆ วางอยู่มากกว่านี้"

จางชิ่งหรุ่ยยิ้มแล้วตอบว่า “สมกับเป็นนักข่าวจริงๆ ค่ะคุณเริ่น ทั้งสายตาและความจำยังแม่นยำ ไม่ผิดค่ะ ของสะสมในห้องนี้ถูกนำออกไปบางส่วน”

เธอหยิบสมุดภาพจากชั้นวางด้านข้างแล้วเปิดมันออก “น่าจะเป็นของพวกนี้ ที่เรานำส่งออกไปเพื่อประมูลขาย”

เริ่นจื่อหลิงเป็นคนตาไว แต่ลั่วชิวนั้นไวยิ่งกว่า มองแวบแรกก็เห็นภาพตราหยกปรากฎอยู่บนสมุดภาพเล่มนั้นเข้าแล้ว

เป็นเพราะลั่วชิวสนใจแผ่นตราหยกสีขาวก้อนนี้ เขาจึงยื่นมือออกไปดึงสมุดภาพที่อยู่ในมือของจางชิ่งหรุ่ยมา

นี่เป็นการกระทำที่เสียมารยาทมาก และลั่วชิวก็จ้องมองสมุดภาพนั้นอย่างละเอียด

เริ่นจื่อหลิงเริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที

เธอทำได้เพียงมองไปทางจางชิ่งหรุ่ยแล้วพูดขึ้นว่า “ลั่วชิวก็แบบนี้ล่ะ เวลาเห็นอะไรที่ตัวเองชอบก็จะเป็นแบบนี้ทุกที...”

จางชิ่งหรุ่ยส่ายหัวแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ถือสาอะไร “สมุดภาพนี้เรามีอยู่หลายเล่ม ถ้าชอบจะเอากลับไปก็ได้นะ”

ลั่วชิวพยักหน้า แสดงออกให้เห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่มีความเกรงใจเลยแต่อย่างใด ทว่าเขาก็ควรรักษาน้ำใจของคนอื่นบ้าง จึงพูดขึ้นว่า “ขอบใจนะ”

เมื่อรู้ว่าแผ่นตราหยกไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ลั่วชิวจะอยู่ต่อ เขาดูสมุดภาพเล่มนั้นไปด้วยพร้อมกับเดินไปทางประตู ส่วนเริ่นจื่อหลิงก็มองตามด้วยความเหลืออดกับพฤติกรรมของลั่วชิว

วันนี้เธอโดดงานเพื่อมาที่นี่กับลั่วชิว แต่ไอ้ลูกคนนี้นี่ พอรู้ว่าไม่มีของที่ตัวเองต้องการก็เดินออกมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น

จางชิ่งหรุ่ยก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูที่ดีตั้งแต่เด็กของเธอ ทำให้เธอไม่ได้พูดอะไรออกไป...ก็ถือเสียว่าไว้หน้าเพื่อนร่วมห้องก็แล้วกัน

แต่สุดท้ายเริ่นจื่อหลิงก็ทนดูต่อไปไม่ได้ จึงดึงแขนลั่วชิวมาอย่างเต็มแรง

ลั่วชิวไม่มีทางเลือก เขามองไปที่หน้าแม่เลี้ยง ก่อนขมวดคิ้ว แล้วเดินไปในมุมหนึ่งของร้านนี้

“นี่มันคืออะไร?”

ลั่วชิวชี้ไปยังของที่อยู่ในมุมหนึ่งของร้าน ของที่ถูกครอบไว้ด้วยแก้ว...การ์ดเชิญสีดำที่เขาคุ้นเคย

บนการ์ดสีดำยังมีตราสัญลักษณ์ที่ถูกประทับไว้สองครั้ง

การ์ดเชิญสีดำของสมาคมทราฟฟอร์ด...และยังเป็นการ์ดเชิญที่ยังใช้ได้อีกถึงสองครั้ง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น