แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 23

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 205

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2562 02:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23
แบบอักษร

​ประโยคหนึ่งที่คุณท่านชอบพูดเป็นเชิงสั่งสอนคุณชายน้อยมีอยู่ว่า “กว่าผีเสื้อจะสยายปีกอวดลายงามได้ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นดักแด้ไม่น่าดูมาก่อน มนุษย์บางคนแม้จะยิ่งใหญ่ปานใด ครั้งหนึ่งก็ต้องผ่านจุดตกต่ำมาแล้วทั้งนั้น” ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าเจ้าพ่อแห่งเกาลูนไปท่องจำคำกล่าวนี้มาจากไหนหรือคิดค้นเองได้เมื่อไหร่ ทว่าเสียงส่วนใหญ่ก็โอนเอนไปในทิศทางเดียวกันว่าคุณท่านคงใช้มันเป็นอุทาหรณ์ถึงเหตุการณ์ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาซึ่งตระกูลของเขาดำเนินมาถึงจุดต่ำสุด

ตระกูลหมั่นแม้จะเปี่ยมแปล้ด้วยสินทรัพย์และอำนาจมานานร่วมศตวรรษ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว พวกเขาก็เป็นแค่กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นที่แผ่บารมีปกคลุมถิ่นของตน ฉะนั้นเมื่อญี่ปุ่นยาตราทัพเข้ามาและครอบครองฮ่องกงในฐานะดินแดนที่ถูกยึดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.1941 ซึ่งมาเรียกกันตอนหลังว่า ‘คริสต์มาสทมิฬ’ นั้น แม้แต่ข้าหลวงใหญ่ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในฮ่องกงยังก้มหัวประกาศยอมแพ้ ตระกูลหมั่นจึงมิต่างกับหิ่งห้อยตัวกระจิดที่ถูกรัศมีอาทิตย์อุทัยกลบแสง ซ้ำร้ายยิ่งกว่าคือพระอาทิตย์ดวงนั้นมีเจตนาที่จะแผดแสงแรงขึ้นไปจนหิ่งห้อยแทบจะแหลกหลอมเป็นจุณ

นอกเหนือไปจากปัญหาข้าวยากหมากแพง สูญสิ้นอิสระในการดำรงชีวิต หรือเสียขวัญเพราะภัยสงครามเช่นเดียวกับที่ชาวฮ่องกงทั่วไปต้องประสบ ครอบครัวสมาชิกสภาบริหารยังถูกเพ่งเล็งจากกองทัพญี่ปุ่นเป็นพิเศษค่าที่ร่ำรวยกว่าชาวบ้านธรรมดา ทั้งยังรับใช้จักรวรรดิอังกฤษมาหลายยุคหลายสมัย โดยตลอดระยะเวลาสามปีแปดเดือนที่ญี่ปุ่นปกครองฮ่องกง ทหารญี่ปุ่นเทียวเข้าเทียวออกคฤหาสน์สีข้าวโพดกันเป็นว่าเล่นชนิดที่พูดกันว่าหากมองลึกลงไปในเนื้อกระเบื้องอาจจะเห็นรอยคอมแบตฝังอยู่ก็เป็นได้...แรกๆพวกนั้นก็อ้างว่ามาเพื่อแสวงหาพันธมิตรบ้าง ต้องการผูกไมตรีกับคนใหญ่คนโตบ้าง แต่ต่อมาก็เริ่มเผยธาตุแท้ทีละน้อย โดยเริ่มจากการรีดไถ บีบรัดให้จ่ายค่าคุ้มครองซึ่งเรียกกันเสียสวยหรูว่า ‘ค่าบำรุงกองทัพ’ หรือเข้ามาใช้พื้นที่ในบ้านตามอำเภอใจ หนักข้อเข้าก็ปลดป้ายชื่อบ้านลงก่อนนำป้ายไม้ที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ภักดีต่อองค์จักรพรรดิ” มาติดแทน ใช้กำลังข่มขู่คุกคามคนในบ้าน รวมถึงเผาทำลายทรัพย์สินจนวอดวายไปหลายชิ้น ที่คงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมบัติทั้งหมดที่เคยมีอยู่เท่านั้น

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ในห้วงเวลานั้นยังเชื่อเสมอว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างสมาชิกสภาหมั่นถึงกับหลั่งน้ำตาทุกครั้งเมื่อคิดถึงเรื่องสมัยสงคราม และเคียดแค้นชาวญี่ปุ่นจนถึงขั้นปฏิเสธที่จะคบค้าสมาคมกับชนชาตินี้ตลอดไปอย่างแน่นอน


จริงอยู่ที่ยุคสมัยแห่งสงครามล่วงเลยมานานกว่าสิบปีแล้ว หากผลกระทบบางอย่างก็เหมือนกับรอยตะปูบนผนังซึ่งไม่กาลเวลาไม่สามารถซ่อมแซมให้ราบเรียบดังเดิมได้ กรณีนี้ไม่ต้องดูอื่นไกลที่ไหน เพราะหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือจำนวนบ่าวไพร่ของตระกูลหมั่นนั่นเอง

“แต่ก่อนบ้านเรานายเยอะบ่าวแยะ” เวลาที่ป้าเซาอารมณ์ดี แกชอบจะเล่าเรื่องสมัยก่อนให้เหล่ฟั้นฟังด้วยน้ำเสียงที่สดใสราวกับนักเล่าขานตำนานตัวยงเลยทีเดียว “ตอนที่ป้ากำลังจะออกเรือน ผู้ใหญ่เดินกันพรึบพรับ เด็กๆก็วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวกันรอบบ้าน ปนเปกันจนไม่รู้ว่าใครนายใครบ่าว หลายคนอายุใกล้เคียงกันก็นับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง ห้องของหนูทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งป้าก็เคยนอนร่วมกับหมุ่ยไจ๋อีกสี่คน กลางคืนเวลาเข้านอนนี่เบียดเสียดกันยังกับคอกหมูแน่ะ”

“เยอะขนาดนั้นเชียวหรอคะป้า”

“เยอะกว่าที่หนูคิดไว้อีก” ผู้ชรานับนิ้ว “ไม่ต้องย้อนไปไกลขนาดนั้นก็ได้ เอาแค่ก่อนสงครามสักสามปี คุณท่านเลี้ยงหมุ่ยไจ๋ไว้ราวสิบคน แบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าใครทำครัว ใครทำงานบ้าน ใครเลี้ยงเด็ก ใครดูแลคนแก่ ไม่มีหรอกที่ทำงานจับฉ่ายอย่างพวกเรา ถ้ารวมพวกผู้ใหญ่เข้าไปด้วย ทั้งบ้านก็คงมีคนรับใช้แปดคน แม่ครัวหกคน พี่เลี้ยงเด็กกับคนดูแลคนแก่อย่างละสองคน แล้วสมัยนั้นมีคนขับรถประจำอยู่ที่นี่สองคนด้วยนะ กินนอนอยู่ที่นี่แบบเราทุกอย่าง ไม่เหมือนอาหว่องที่มาทำงานแต่เฉพาะเมื่อคุณท่านเรียกใช้ หนำซ้ำยังอยู่บ้านตัวเองมากกว่าอยู่บ้านเจ้านาย”

“โอ้โฮ...” เด็กหญิงอุทานด้วยความตื่นเต้น แล้วเธอก็เงียบไปเมื่อได้เห็นความจริงที่ขัดแย้งกับอดีตอันเรืองรองโดยสิ้นเชิง

“แต่เพราะปัญหาบางอย่างก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกเลย” ข้าเก่าจบการเล่าเรื่องแต่เพียงเท่านั้น ก่อนจะลุกไปกวาดบ้านต่อเสมือนไม่ต้องการเอ่ยถึงสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงนั้นอีก

ถึงแม้ป้าเซาจะไม่ได้ขยายความอะไรต่อ แต่เหล่ฟั้นก็พอจะเดาได้รางๆว่าสิ่งที่แกละไว้หมายถึงการรุกรานของพวกญี่ปุ่นซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุหลักและปัจจัยเร่งที่สำคัญที่ทำให้ตระกูลหมั่นเข้าสู่ยุคมืดกะทันหัน...อันที่จริงก่อนสมัยสงครามสักสิบปี ตระกูลหมั่นก็ส่อแววจะร่วงโรยบ้างแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะตั้งแต่สิ้นบุญนายหัวรุ่นสองเป็นต้นไป ลูกหลานมิได้มีหัวการค้าเยี่ยงบรรพบุรุษ แต่หันไปเอาดีด้านอื่นเช่นคุณท่านซึ่งเป็นนักปกครอง ความมั่งคั่งที่เห็นอยู่แท้ที่จริงแล้วก็คือการกินบุญเก่าของต้นตระกูลซึ่งสร้างสมไว้นี่เอง และเมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ามา เงินทองภายในครอบครัวก็ร่อยหรอลงอย่างหนัก ประกอบกับกฎหมายห้ามค้าแรงงานเด็กที่ทางการประกาศใช้มาร่วมทศวรรษ จำนวนข้าทาสบริวารจึงลดลง จนในที่สุดก็เหลือจำนวนนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว

ต่อมาเมื่อเหล่ฟั้นโตขึ้น เธอถึงได้รู้รายละเอียดในเรื่องนี้เพิ่มเติมจากปากคุณท่านว่าสาเหตุที่ทั้งบ้านเหลือบ่าวไพร่เท่านี้ ใช่แต่เฉพาะฐานะทางการเงินและคนในตระกูลที่เหลือน้อยลงเท่านั้น หากเป็นเพราะความสบายใจของเจ้านายเองด้วย เหตุเพราะในระหว่างสงครามซึ่งบ้านเมืองกำลังไร้ขื่อแป มีสาวใช้กลุ่มหนึ่งรวมหัวกันฉกฉวยสมบัติล้ำค่าของตระกูลไป ส่วนคนขับรถนายหนึ่งไม่เพียงแต่พาแม่ครัวคนรักหนี แต่ยังขโมยรถไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ชวนให้เหล่ฟั้นคิดถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาเหม่ง – หมุ่ยไจ๋คนก่อนเธอที่ป้าเซาเล่าว่าหล่อนทำวิวาห์เหาะขึ้นมาโดยพลัน


ครั้นอายี่แต่งออกไปแล้ว เหล่ฟั้นก็มีเวลาส่วนตัวน้อยลง เนื่องจากเธอต้องเรียนรู้และปฏิบัติงานแทนส่วนของรุ่นพี่อีกมาก พร้อมกันไปกับคำถามที่ขยายปมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆว่าจะมีเด็กรับใช้คนใหม่มาเพิ่มหรือไม่

เด็กหญิงตกลงใจที่จะถามคุณนายเมื่อยามบ่ายของวันพฤหัสบดีด้วยรู้ว่าห้วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่หล่อนเย็นใจที่สุดในสัปดาห์...ตลอดเวลาดังกล่าว หล่อนไม่เคยที่จะทำอะไรอย่างอื่น นอกเหนือจากเอกเขนกบนโซฟาและฟังเพลงฝรั่งจากรายการเพลงทางวิทยุที่ผู้ฟังชอบโทรศัพท์ไปขอเพลงของนักร้องยอดนิยมในเวลานั้นอย่าง แพร์รี โคโม, คิตตี้ คัลเลน หรือ โรสแมรี คลูนีย์ อยู่เนืองๆ

 “รสชาติน้ำชาเป็นยังไงบ้างเจ้าคะ”

 เสียงถามที่คุ้นหูดังขึ้นในระหว่างที่หล่อนเพิ่งจะเริ่มครวญเพลง

 “ก็ดี” เจ้านายสาวบอกอย่างติดจะเคืองที่ถูกรบกวนเวลาส่วนตัว “ถ้าไม่มีธุระอะไรกับฉัน ก็เชิญแกไปนั่งเล่นที่อื่นก่อน”

“มีเจ้าค่ะ” เหล่ฟั้นหลุดปากออกไปเบาๆ “หนูมีเรื่องอยากถามคุณนายอยู่เรื่องนึง...กรุณาตอบหนูด้วยนะเจ้าคะ”

“ว่ามาซิ” หล่อนตอบรับด้วยน้ำเสียงที่แปลความหมายไม่ออก

“คุณนายจะซื้อหมุ่ยไจ๋มาอีกมั้ยเจ้าคะ”

“เรื่องอะไรฉันจะต้องซื้อมาอีก” หญิงสาวย้อนถาม “ลำพังชุบเลี้ยงพวกแกแค่นี้ฉันก็หมดเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว อีกอย่างสมัยนี้ทางการเขาตรวจเข้มขึ้น ทางแผ่นดินใหญ่ก็รณรงค์ไม่ให้ขายลูกขายหลานอีก ไอ้ครั้นจะลักลอบซื้อขายกันอย่างสมัยแกก็ทำไม่ได้แล้ว ขืนทำอีกล่ะก็ได้โดนจับใส่ตะรางกันพอดี”

“ทุกวันนี้พวกหนูทำงานหนักมากเลยเจ้าค่ะ ตั้งแต่พี่ยี่ไม่อยู่ หนูกับพี่ฉุนก็แทบไม่ได้หยุดพัก จากที่รับผิดชอบแค่งานบ้านก็ต้องมาหัดทำกับข้าวด้วย ป้าเซาก็แก่แล้ว พวกหนูไม่อยากรบกวนแก เลยอยากได้คนมาแบ่งเบาภาระ”

“แกไม่พูดบ้างล่ะว่าฉันให้สตางค์พวกแกเพิ่มด้วย ไอ้เสื้อตัวที่แกใส่อยู่ก็ซื้อมาได้ด้วยเงินพิเศษจากฉัน แล้วยังจะเรียกร้องเอาอะไรกับฉันอีก”

“แต่เงินที่คุณนายให้มาไม่ช่วยให้พวกหนูทำงานน้อยลงนี่เจ้าคะ” เธอส่งเสียงดังอย่างลืมตัว

“ไม่ต้องพูดแล้ว” คุณนายซึ่งชักจะมีน้ำโหตะโกนแข่งกับวิทยุที่กำลังเล่นเพลง ‘ลิทเทิล ติงส์ มีน อะ ลอต’...เสียงขุ่นเขียวด้วยฤทธิ์โทสะช่างฟังขัดกับน้ำเสียงเงื่องหงอยของคิตตี้ คัลเลนอย่างเหลือล้นพ้นประมาณ

“จะบอกให้ว่างานที่พวกแกทำอยู่ตอนนี้น่ะเบาจนเทียบกับหมุ่ยไจ๋เมื่อก่อนไม่ได้เลย สมัยฉันเล็กๆ หมุ่ยไจ๋ใช้แรงงานกันค่อนวันโดยที่ค่าแรงสักแดงก็ไม่ได้ พวกเด็กตัวกระเปี๊ยกก็ยังต้องอุ้มลูกเจ้านายจนหลังแอ้หลังแอ่น ไม่มีเวลามานั่งจับกลุ่มคุยเล่นทุกเช้าเย็นเหมือนอย่างพวกแกหรอกย่ะ”

นับจากนั้นมา เหล่ฟั้นก็ไม่เคยปริปากถึงหมุ่ยไจ๋คนใหม่หรือพร่ำร้องขอผู้ช่วยลดทอนภาระให้ใครได้ยินอีกเลย...เธอไม่รู้ว่าคุณท่านคิดเห็นประการใดในประเด็นนี้ แต่ก็สรุปเอาเองว่าคงไม่ต่างกับผู้เป็นภรรยานัก เนื่องจากหนุ่มใหญ่ไม่เคยเสนอสักครั้งว่าจะซื้อหาหรือจัดจ้างใครมาอีก ซึ่งพอระลึกย้อนกลับไปในวันนั้น เธอก็ตอบตัวเองไม่ถูกว่าพอใจแล้วหรือไม่ที่แบกรับภาระอย่างหนักหนาสาหัสแลกกับการได้จารึกตำนานอีกบทหนึ่งให้กับตระกูลนี้โดยไม่รู้ตัว…

ตำนานบทใหม่ ในฐานะหมุ่ยไจ๋คนสุดท้ายของตระกูลเก่าแก่แห่งเกาลูน


จวนจะย่ำเข้าวันใหม่แล้ว อากาศยามดึกหนาวยะเยือก แต่ร่างอวบของเด็กชายกลับโชกไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆที่เกาะพรายทั่วเรือนร่าง กล้ามเนื้อทุกมัดเขม็งเกร็งปานจะฉีกออกจากกันในไม่ช้า หากเจ้าของกล้ามเนื้อเหล่านั้นยังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งรอบสนามด้วยความมุ่งมั่นปานประหนึ่งว่าต่อให้โลกถล่มฟ้าทลายบัดเดี๋ยวนั้น เขาก็จะไม่หยุดพัก

“ยอมไม่ได้...เราจะยอมไม่ได้....” บุตรชายนักการเมืองแค่นเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าสลับกับเสียงหอบแฮ่กๆอันเกิดจากความเมื่อยล้า

“ไปพักเถอะ ไหว่เชิง” ภาษาอังกฤษที่แว่วมาจากแนวไม้มีแววห่วงใยในกระแสเสียง “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ถึงเวลาที่ร่างกายควรจะได้พักผ่อนเสียที”

“ครู” ไหว่เชิงหลุดปากเรียก

“เธอหักโหมเช่นนี้ไปเพื่ออะไร”

“ครูไม่เข้าใจผมหรอกครับ...ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของไอ้ตี๋คนหนึ่งที่ถูกคนอื่นเหยียดหยามรังแกหรอกว่ามันน่าเจ็บช้ำเพียงใด”

“เธอคิดผิดแล้ว” หัวหน้าหมวดพลศึกษาอมยิ้ม “ฉันเข้าใจดีเสียยิ่งกว่าที่เธอเข้าใจอยู่เสียอีก เพราะตอนที่ฉันอายุมากกว่าเธอเล็กน้อย ฉันไปคัดตัวเข้าสโมสรแห่งหนึ่งในเมืองโคเวนทรี ตอนนั้นฉันตัวเล็กมาก มิหนำซ้ำยังพูดอังกฤษไม่ชัดเพราะติดสำเนียงไอริช ฉันเลยถูกเด็กท้องถิ่นรุมกลั่นแกล้ง ก็คล้ายๆกับที่พวกคนฮ่องกงดูถูกคนยากจนจากแผ่นดินใหญ่ว่าเป็นพวกบ้านป่า”

ไหว่เชิงรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำ ขณะที่อาจารย์พละพูดต่อไปเรื่อยๆ “ฉันพยายามซ้อมเตะลูกซ้อมตะลุมบอนแทบเป็นแทบตาย คิดตลอดว่าสักวันฉันจะเล่นรักบี้ให้เก่งกว่าคนพวกนั้นให้ได้ ยิ่งคิดอย่างนั้นก็ยิ่งผูกพยาบาท จนวันหนึ่งฉันก็คิดได้ว่าที่ฉันเคยคิดมันผิด พอฉันเปลี่ยนความคิดใหม่ ทุกๆอย่างก็ดีขึ้น”

“อะไรหรือครับที่ครูคิดได้ตอนนั้น”

“ความพยายามที่ดีคือความพยายามที่จะชนะตัวเอง เมื่อไหร่ที่เราชนะตัวเองได้แล้ว เมื่อนั้นเราก็ชนะคนอื่นได้ไม่ยาก” แมคโกแวนเน้นคำ “...ขอเพียงแค่เราคิดที่จะชนะตัวเองเท่านั้น อย่าคิดแต่จะหักโค่นคนอื่นเป็นดี”

“ผมจะจดจำคำสอนของครูไว้ครับ”

“เท่าฉันที่เห็น ความพยายามของเธอก็ประสบผลสำเร็จมากแล้ว...” อดีตนักรักบี้ทีมชาติเพ่งมองดูร่างกายของลูกศิษย์ซึ่งซูบลงจากตอนพบกันครั้งแรกเมื่อสามเดือนก่อนถนัดตา – ไขมันที่เคยจับเป็นก้อนแน่นแปรเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อแบบคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก “...บอกฉันทีซิว่าคนที่เธอต้องการเอาชนะมีใครบ้าง”

“แกรนแธมกับเพื่อนๆของมันน่ะสิครับ” เด็กชายตอบอย่างคับแค้นใจ พลางนึกถึงถ้อยคำเสียดสีที่พวกมันกล่าวถึงเขามานานปี

“คงไม่ได้รวมถึงพี่ชายเธอด้วยใช่มั้ย”

“ไม่ครับ” หมั่น ไหว่เชิง เงยหน้าที่เริ่มมีเม็ดสิวขึ้นประปราย มองจันทร์เสี้ยวบนฟ้าอย่างจะมองหาคนที่ผู้เป็นครูเอ่ยถึง “ผมไม่เคยต้องการชนะพี่ชายใหญ่เลย เพราะผมรู้ว่าถึงอย่างไรผมก็ไม่มีวันเทียบชั้นเขาได้หรอก”

“ขึ้นชื่อว่าสิงห์ไม่ว่าตัวไหนๆก็สามารถล่าเนื้อได้เหมือนกัน พี่น้องร่วมวงศ์วานเดียวกันย่อมมีความสามารถไม่แผกกัน” หัวหน้าครูพละบีบมือถ่ายทอดกำลังใจให้นักเรียนชาย “ฉันไม่ได้ยุยงให้เธอโค่นล้มชื่อเสียงที่พี่ชายเธอสร้างไว้ แค่ต้องการให้เธอเลิกดูหมิ่นศักยภาพของตัวเองให้ได้ เพราะฉันเชื่อว่าความทุ่มเทที่เธอมี หากนำไปใช้ให้ถูกทาง ไม่ว่าเรื่องใดๆเธอก็ทำได้ดีไม่แพ้ไหว่ปั๋นแน่นอน”

“ครูเชื่ออย่างนั้นหรือครับ” เด็กชายทำท่าคลางแคลง

“เชื่อสิ อย่างน้อยก็รักบี้เรื่องหนึ่งล่ะ” อาจารย์แมคโกแวนซ่อนยิ้มกรุ้มกริ่ม โดยไม่บอกว่าเขาได้กันที่ในทีมโรงเรียนไว้ให้อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น