facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

PINTAtalk 1 : กว่าจะมาเป็นเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น

ชื่อตอน : PINTAtalk 1 : กว่าจะมาเป็นเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21k

ความคิดเห็น : 138

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2562 08:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
PINTAtalk 1 : กว่าจะมาเป็นเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น
แบบอักษร

PINTAtalk 1 : กว่าจะมาเป็นเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น


สวัสดีนักเขียนที่รักของผมทุกท่านครับ หลังจากผ่านเวลากันมาแสนยาวนาน ทั้งคนเขียนและคนอ่าน นิยายเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น นิยายรักเรื่องแรกในชีวิตผมก็จบลงแบบสมบูรณ์แบบที่ผมตั้งใจไว้ได้ครบทุกประการ ผมเลยถือโอกาสนี้มานั่งคุยกับคนอ่านบ้าง นัยว่าเราจะรู้จักกันมากขึ้น และจะเข้าใจนิยายเรื่องนี้ของผมมากขึ้นเช่นกัน


จุดเริ่มต้นของนิยายเรื่องนี้คือการที่ผมมีปัญหาหนักหน่วงในชีวิตมาก

ตอนนี้ผมเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก มากจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิตก็ว่าได้เลยด้วยซ้ำ ผมยกเลิกเที่ยวบินไปต่างประเทศกะทันหัน และมีเวลาเหลืออยู่ 4 วันที่ผมไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่ในห้องเงียบๆ เฉยๆ และนิยายเรื่องนี้เป็นผลิตผลจากความโศกเศร้าในวันนั้น

ผมแต่งนิยายเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นภาคแรกจบภายในเวลา 4 วัน

ตอนนั้นผมเครียดมากและอยากจะหนีออกไปจากความเสียใจทั้งหมดทั้งมวล ผมตัดสินใจสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมา โลกที่ผมสามารถจะบงการหรือรังสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้ ผมพาตัวเองหลุดเข้าไปในโลกของกระดาษและหยดหมึกที่ผมสร้างขึ้นเพื่อหนีไปจากโลกใบเก่าที่ผมกำลังชิงชัง ไม่น่าเชื่อว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นจะให้อะไรกับชีวิตผมอย่างมากมาย


โครงเรื่องของเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นทั้งหมดถูกวางเสร็จตั้งแต่ผมเริ่มต้นงานเขียน

จุดนั้นผมไม่รู้เลยว่าผมจะแต่งได้ไปถึงตอนจบไหม ผมรู้แค่ว่าผมจะแต่งให้จบภาค นั่นหมายถึง นิยายเรื่องนี้อาจจะมี 40 ตอน 80 ตอน หรือ 120 ตอนก็เป็นไปได้ แต่สิ่งที่ผมทำคือวางโครงทั้งหมดจนถึงตอนจบก่อน เพราะปมหลายอย่างในตอนกลางและตอนท้ายจะเชื่อมโยงไปถึงตอนแรกแบบแยกออกจากกันไม่ได้ ผมแต่งภาคแรกจบและลงเนื้อหาจนครบ ตอนนั้นตั้งใจว่าจะเลิกแต่งแล้ว เพราะความจริงชีวิตไม่ได้มีเวลาว่างมากนัก กลัวว่าแต่งต่อจะทำได้ไม่ดีหรือเขียนไม่จบ แต่สุดท้ายก็ทำใจปล่อยให้เรื่องเหล่านั้นค้างคาในหัวต่อไปไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจถ่ายทอดออกมาให้ถึงบทสุดท้าย

ความจริงเกียร์สีขาวและกาวน์สีฝุ่นมีอะไรที่มากกว่าการเป็นนิยายรักมากพอสมควร แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกไป ผ่านการออกแบบและวางแผนมาเป็นอย่างดี ใจความ สัญลักษณ์ การกระทำ ความสัมพันธ์ต่างๆ ถูกจัดสรรขึ้นมาอย่างรอบคอบและตัดสินใจแล้ว หากผมจะปล่อยเรื่องทั้งหมดให้ตายไปกับผม ผมก็ค่อนข้างเสียดาย ผมจึงถือโอกาสจะเขียนเล่าหรือวิพากย์นิยายตัวเองสักหน่อย เพื่อเป็นการส่งท้ายเรื่องราวที่อยู่ในหัวของผมสำหรับนิยายเรื่องนี้


หัวใจหลักของเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นคือ “การรักแบบไม่ต้องครอบครอง”

ถึงแม้ว่าตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่องลงเอยแบบสมหวัง แต่ความรักที่เป็นเส้นเรื่องหลักคือ ความรักที่ไป๋มีให้อิฐ นั้นเป็นความรักที่ผมอยากจะสื่อถึงคือ ความรักแบบไม่ต้องการครอบครอง หากใครตั้งใจและจับสังเกตจะพบว่าความรักที่ไป๋มีให้อิฐนั้นเป็นความรักแบบของการอุทิศให้ อยากทำให้ มีความสุขที่ได้เห็นชีวิตคนที่รักดีมีความสุข โดยไม่จำเป็นว่าจะมีหรือไม่มีเราอยู่ในชีวิตก็ตาม ทั้งการพยายามปฏิเสธอิฐทั้งที่รักอิฐมาก เพลงไม่รักแต่คิดถึง การส่งเสริมให้อิฐมีชีวิตที่ดี การบอกลาอิฐทั้งยังรักมาก พินัยกรรม และคำสั่งเสียตอนท้ายเรื่องก็ล้วนเป็นถนนที่ทอดไปสู่ความรักแบบไม่หวังอะไรตอบแทน

ผมชูเรื่องนี้เป็นหลัก และนี่เป็นการตัดสินใจที่ผมให้ความสำคัญมาก

ผมไม่รู้ว่าชีวิตนี้ผมจะเขียนนิยายได้กี่เรื่อง ผมจะมีโอกาสพูดคุยกับนักอ่านที่ชอบผลงานของผมกี่ครั้ง ดังนั้น สารหลักในนิยายเรื่องแรกที่จะสื่อออกไปจะต้องเป็นสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่าที่ผมอยากจะมอบให้ผู้รับจริงๆ และประเด็นนี้คือสิ่งที่ผมเลือกขึ้นมา

ความรักแบบไม่ต้องการครอบครอง จะช่วยปกปักษ์รักษาหัวใจของเราได้มากกว่าความรักที่ต้องตั้งอยู่บนความสมบูรณ์พร้อมของชีวิตคู่ อยากที่ทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจ โลกความเป็นจริงของ LGBT ไม่ได้งดงามเหมือนในนิยายมากนักและความรักที่เพียบพร้อมก็ไม่ได้ถูกจัดสรรขึ้นเพื่อทุกคน การเข้าใจถึงการไม่ครอบครองจึงเป็นเรื่องที่จะเยียวยาหัวใจเราได้ อย่างที่ไป๋ชอบพูดอยู่เสมอว่า ความรักครั้งเดียวจะหล่อเลี้ยงเราไปได้ทั้งชีวิต

ผมอยากสื่อเช่นนั้นจริงๆ เราทุกคนมีความรักได้ ชีวิตเราสมบูรณ์ด้วยรักได้แม้จะไม่มีคนเคียงข้างกายเราสักคนก็ตาม เพราะความรักไม่ใช่คนรัก การมีอยู่ของใครอีกคนไม่ใช่เครื่องการันตีของความสุข เราอาจจะรักเขาแล้วเขาไม่รักตอบ เราอาจจะรักเขาแล้วเขาอยู่กับเราไม่ได้ เราอาจจะรักเขาแล้วเขาตายจากเราไป ทั้งหมดนี่เราจะอยู่ได้ หัวใจเราจะยังโรแมนติกได้ หากเราเข้าใจถึงเงื่อนไขของความรักแบบไม่ต้องการครอบครองได้มากพอ


ใจความหลักของภาค 1 คือการเข้าใจความรัก

สังเกตว่าปมหลักในภาค 1 คือปัญหาความรักแทบจะ 100% ตัวละครทุกตัวเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายใจกับการเผชิญหน้าทางความรู้สึกกับความรัก นี่เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต ตัวละครทุกตัวจะต้องเข้าใจความรักก่อน เข้าใจความสัมพันธ์ก่อน เรื่องทุกอย่างจึงจะดำเนินต่อไปได้ ใจความรองคือเรื่องมนุษยนิยมที่ผมพยายามจะแทรกลงไว้ว่า นอกจากเข้าใจความรักแล้ว เราต้องเข้าใจด้วยนะว่ามนุษย์นี่เท่ากัน ดังนั้นใครจะรักกันก็ได้ ใครจะรักกันก็ย่อมไม่ผิด ถึงแม้ว่าเขาจะมีเพศเดียวกันซึ่งอาจจะขัดกับบางวัฒนธรรมก็ตาม

ใจความหลักของภาค 2 คือการเข้าใจคนอื่น

หลายคนอ่านภาค 2 แล้วจะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องช่างยืดเยื้อและไม่มีใจความสำคัญใด ทำไมตัวละครก็ชอบกันแล้วรักกันแล้วแต่ไม่ลงเอยกันเสียที นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อ การมีแต่ความรักเพียงอย่างเดียวไม่อาจจะพาชีวิตคู่ไปอย่างตลอดรอดฝั่งได้ เราต้องเข้าใจถึงคนอื่น ซึ่งในที่นี้หมายถึงคนรักของเรา ครอบครัวของเขา และสังคมรอบด้านด้วย ใจความรองที่แทรกมาคือเรื่องความฝันของเธอ ที่นอกจะฝากไปถึงเด็กมัธยมและมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นกลุ่มคนอ่านหลักแล้ว ยังสะท้อนประเด็นถึงการเข้าใจคนอื่นด้วย เราต้องยอมรับผลที่ตามมาจากการกระทำของตนให้ได้ ซึ่งผลเหล่านั้นก็มักจะมาจากคนอื่น เพราะแน่หละ ความรักไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว

ใจความหลักของภาค 3 คือการเข้าใจตนเอง

นักอ่านจำนวนมากทิ้งผมไปเมื่อขึ้นภาคสุดท้าย หลายคนคิดว่าการอ่านเรื่องราวหลังคบกันแล้วมันน่าเบื่อและเต็มไปด้วยดราม่า แต่หากมองลึกไปถึงปมที่ผมวางไว้ ภาคสุดท้ายถือว่าเป็นภาคที่มีคุณค่าสูงสุดเพราะพูดถึงเรื่องการเข้าใจตนเอง โดยเฉพาะตัวไป๋ คนที่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจตนเองเท่าไหร่นัก อาจจะเรียกได้ว่าไป๋เข้าใจแต่ไม่อ่อนโยนต่อความรู้สึกของตนเองเสียมากกว่า การตัดสินใจในวันครบรอบ 10 ปีของไป๋ ความน้อยใจของโฟค คำสอนของเฟี๊ยต และการร้องไห้ของการสูญเสียพ่อของอิฐ ล้วนแต่สะท้อนไปถึงเบื้องลึกในจิตใจของตัวเรา สิ่งรองที่ฝากไว้ในภาคนี้คือมนุษย์สีเทา การเข้าใจถึงความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ถือเป็นเส้นทางสายหลักที่จะพาเราไปถึงการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง


นิยายเรื่องนี้จงใจแต่งให้ยาวและไม่เล่าตามลำดับเวลาเพื่อสร้างอรรถรสพิเศษแก่ผู้อ่าน

หากอ่านภาค 1 เราจะเข้าใจไป๋แบบหนึ่ง แต่ถ้าอ่านภาค 2 เรื่องอดีตของไป๋ก่อนแล้วกลับไปอ่านภาค 1 ใหม่ มุมมองที่เรามองไป๋จะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง และหากถ้าอ่านปมที่ติดอยู่ในใจไป๋มา 10 ปีในภาค 3 แล้ว ย้อนกลับไปอ่านภาค 1 ใหม่ เราก็จะได้ความเห็นอีกแบบต่อตัวตนของเขา

นิยายเรื่องนี้จงใจไม่บอกอะไรแบบตรงไปตรงมานัก สังเกตว่าไป๋ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องก็ไม่ค่อยสื่อสารอะไรกับคนอ่านแบบตรงไปตรงมาเท่าไหร่ นี่เป็นสิ่งสำคัญของนิยายของนายพินต้า คือผมต้องการให้ผู้อ่านตีความเอง และที่สำคัญ ผู้อ่านจะตีความจากแนวคิด ความเชื่อ และประสบการณ์ของตนเองที่ผ่านมา ทำให้เหตุการณ์เดียวกัน เรื่องราวเดียวกัน ผู้อ่านอาจจะตีความออกมาคนละแบบก็เป็นได้ และนี่คือสิ่งสำคัญของนิยายที่ผมอยากสร้างขึ้น คือกลับมาอ่านกี่ครั้งก็ไม่เหมือนเดิม มุมมองของเราผ่านสายตาของตัวละครจะเปลี่ยนไปตลอดตามอัตลักษณ์ของเราที่เปลี่ยนไปตามเวลา


สิ่งพิเศษสุดที่ไม่บอกคงไม่ได้ คือ เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นจะได้ตีพิมพ์ออกมาในรูปแบบรูปเล่ม

ตอนนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าจะได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ โดยผลงานน่าจะออกมาเป็นชุด 3 เล่มรวด โดยในเล่มจะมีตอนพิเศษต่างๆ ที่ไม่มีในโลกออนไลน์บรรจุอยู่ด้วย ตอนพิเศษเหล่านี้จะมีความสำคัญกับโครงเรื่องมากและบางบทบางตอนก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่จะเชื่อมไปยังนิยายเรื่องต่อๆ ไปใน NINEPINTAniverse ใครที่ชอบนิยายเรื่องนี้จริงๆ ก็อยากให้ได้อ่านตอนเหล่านี้กัน ผมจงใจแต่งเติมขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้คนที่รักและสนับสนุนผลงานของผมได้อิ่มเอมไปกับเรื่องราวของพวกเขาจริงๆ

หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงจนเกินไป ผมก็อยากชักชวนให้อุดหนุนเก็บรูปเล่มของเกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่นติดบ้านไว้เสียหน่อย ผมคงจะเรียกตนเองอย่างเต็มปากเต็มคำว่านักเขียนไม่ได้ หากตีพิมพ์ผลงานออกมาแล้วไม่มีผู้สนับสนุน หากมีความคืบหน้าอย่างใด ผมจะมาแจ้งข่าวใน PINTAtalk ตอนต่อๆ ไป อย่างไรก็ฝากติดตาม และให้โอกาสนิยายของผมได้ไปใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนด้วย ผมคงจะยินดีที่สุดเลย


สมัยมัธยมผมเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดพูดสุนทรพจน์ในหัวข้อหนังสือที่ฉันรัก

วันนั้นผมพูดบนเวทีว่า ความจริงแล้วชีวิตของเรามีโลกแห่งความเป็นไปได้มากมายมหาศาลเต็มไปหมด แต่สิ่งที่สำคัญคือทางที่จะเชื่อมไปยังโลกใหม่เหล่านั้นถูกซ่อนเอาไว้ในสิ่งที่เรียกว่าหนังสือ การอ่านหนังสือถูกเล่ม ถูกที่ ถูกเวลาจะพาเราไปยังโลกใหม่ กุญแจของทางเชื่อมนั้นมีอยู่หลายล้านเล่มบนโลกใบนี้ และนั่นเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตามหามัน

อย่างที่ผมเคยเล่าว่า “พินต้า” เป็น 1 ในชื่อเรือ 3 ลำของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสที่แล่นพาเขาไปพบกับโลกใหม่ในยุคนั้นที่มีชื่อว่าทวีปอเมริกาในทุกวันนี้ ผมใช้ชื่อนี้ด้วยความหวังใจว่าผมจะได้มีโอกาสเป็นคนพานักอ่านไปสู่ทางเชื่อม ผมหวังว่าหนังสือที่ผมสร้างขึ้นจะซ่อนไว้ซึ่งกุญแจที่พานักอ่านไปสู่โลกใหม่ที่ปราศจากความซ้ำซากจำเจ และบิดเบี้ยวไปด้วยความเป็นจริงแห่งโลกใบเดิม




หวังมาจะมีโอกาสพาคุณไปเที่ยวโลกกว้างอีกในผลงานเรื่องถัดไป




จบความรู้สึกจากใจผมแล้ว

หากผมอยากจะขออนุญาตฟังความในใจของคุณบ้างจะได้ไหม?

เขียนความคิดเห็นกันหน่อยเร็ว ผมรออ่านอยู่นะ




รักและสวัสดีปีใหม่


นายพินต้า

ความคิดเห็น