หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 15 ร้านขายของเก่ากู่เย่ว์ไจ

ชื่อตอน : บทที่ 15 ร้านขายของเก่ากู่เย่ว์ไจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2562 11:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15 ร้านขายของเก่ากู่เย่ว์ไจ
แบบอักษร

กู่เย่ว์ไจ

ถ้าเป็นคนแถวนี้ คงจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแน่นอน มันเป็นร้านขายของเก่าที่มีชื่อเสียงในย่านนี้ ลูกค้าของกู่เย่ว์ไจส่วนใหญ่จะเป็นคนในวงการที่มีชื่อเสียง

และที่เริ่นจื่อหลิงบอกว่าเคยเห็นแผ่นตราหยกนี้ เธอก็เห็นมาจากร้านกู่เย่ว์ไจเนี่ยแหละ ตอนที่เริ่นจื่อหลิงไปสัมภาษณ์เจ้าของร้าน เธอได้เห็นแผ่นตราหยกที่เหมือนกันนี้ในของสะสมของร้าน

ลั่วชิวจึงถามเริ่นจื่อหลิง ว่าเจ้าของร้านกู่เย่ว์ไจเป็นคนอย่างไรกันแน่

เริ่นจื่อหลิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “เป็นหญิงชราที่ดูเหมือนประจำเดือนหมดไปนานแล้วอย่างไรล่ะ!”

น้อยมากที่จะเห็นท่าทีแบบนี้บนใบหน้าของเริ่นจื่อหลิง ลั่วชิวเหวอไปกับอาการที่แม่เลี้ยงของเขาแสดงออกมา

เริ่นจื่อหลิงพูดว่า “เจ้าของร้านเขาดูแปลกๆ เวลามีคนเข้าร้านก็ไม่ค่อยสนใจลูกค้าสักเท่าไร และนี่อยู่ในช่วงอากาศอบอุ่นแท้ๆ แต่ในห้องนั้นกลับหนาวเย็นเหมือนอยู่ในฤดูหนาว อีกทั้งคำพูดของเธอยังดูเย็นชาอีกด้วย!”

ลั่วชิวถามขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “ได้ยินว่าคุณเป็นนักข่าว?”

เริ่นจื่อหลิงตอบรับแล้วกล่าวต่อว่า “เป็นนักข่าวแล้วมันทำไมเหรอ? นักข่าวจะมีความรู้สึกไม่ได้เลยเหรอ? พูดไปเวลาฉันเขียนข่าวฉันก็มีจรรยาบรรณ ฉันจะไม่เขียนใส่ร้ายใครตามความรู้สึกส่วนตัวหรอกนะ หญิงชราคนนั้นทำตัวเกินจะทนจริงๆ แต่หลานสาวของเธอก็ไม่เลวเลยนะ...อืม ดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอนี่แหละ”

ลั่วชิวมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างของรถ พลางพูดขึ้นว่า “ปีนี้ผมอายุยี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่คิดจะมีแฟนตอนนี้ เก็บความปรารถนาดีของคุณเอาไว้เถอะ อีกอย่าง เวลาขับรถเขาห้ามคุยกัน...คุณนี่นะ”

“รอดูเถอะ! ฉันจะให้เธอได้แต่งงานมีครอบครัวโดยเร็ว ฉันเคยรับปากพ่อของเธอเอาไว้ ว่าจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด จากนั้นฉันก็จะได้อุ้มหลานสักที!”

ในขณะที่เริ่นจื่อหลิงพูดอยู่ สีหน้าของลั่วชิวก็ดูตกใจ แล้วชี้ไปทางด้านหน้าว่า “ระวัง...รถ...รถ!!”

ผู้หญิงขับรถช่างน่ากลัวจริงๆ

แต่ก็นับว่าถึงร้านกู่เย่ว์ไจอย่างปลอดภัย...เริ่นจื่อหลิงเป็นรองบรรณาธิการของสำนักหนังสือพิมพ์ ถือว่าเวลางานค่อนข้างมีอิสระอยู่มากเมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่นๆ สำหรับลั่วชิว...อืม อาจารย์แก่ประจำคณะของเขาคนนั้นคงจะรู้สึกดีหากไม่มีใครมาเรียนเลย เพราะแกจะได้ทำวิจัยของตัวเองต่อ และวันนั้นคงจะเป็นวันที่แกรู้สึกดีมากๆ เลยล่ะมั้ง?

...

“ฉันจำคุณได้...คุณเริ่น”

ผู้ที่ออกมาต้อนรับลั่วชิวและเริ่นจื่อหลิงเป็นพนักงานต้อนรับสาวสวย แต่งกายสะอาดสะอ้านให้ความรู้สึกดีกับผู้ที่พบเห็น

“คุณจำฉันได้?” เริ่นจื่อหลิงพูดขึ้นด้วยความสงสัย

พนักงานต้อนรับคนนั้นยิ้มแล้วพูดว่า “ทำงานสายงานนี้ การจดจำลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะทำ คุณเริ่นเคยมาที่นี่สองครั้ง และสัมภาษณ์เจ้าของร้าน ฉันดูบทการสัมภาษณ์นั้นแล้วนะคะ เขียนได้ดีมากเลยค่ะ”

เริ่นจื่อหลิงยิ้มหวาน พลางพูดว่า “ขอบคุณค่ะ!”

เมื่อพนักงานต้อนรับคนนี้เสิร์ฟของว่างเสร็จ เธอก็พูดว่าจะไปรายงานเจ้าของร้านให้ทราบว่ามีลูกค้ามา จากนั้นเธอก็เดินจากไป ตอนนั้นเริ่นจื่อหลิงใช้มือสะกิดลั่วชิว ลั่วชิวจึงเอียงหูเข้ามาหา เธอพูดว่า “ไอ้ลูกชาย ผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ดูเรียบร้อยมีมารยาท ดูแล้วอายุน่าจะใกล้เคียงกับเธอ สนใจไหม? ฉันเป็นแม่สื่อให้เธอได้นะ?”

ลั่วชิวถอนหายใจแล้วพูดว่า “ผมน่าจะขอที่อยู่กับคุณแล้วมาที่นี่คนเดียว”

เริ่นจื่อหลิงส่ายหัวแล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า “นี่เธออายุยี่สิบแล้วนะ ลูกบ้านอื่นเขามีลูกกันตั้งแต่อายุสิบเจ็ดแล้วไม่ใช่เหรอ? หรือเธอจะรอให้ฉันแก่ก่อนถึงจะมีหลานให้ฉันล่ะ?”

“อีกสิบปีคุณก็ยังไม่แก่หรอก คุณดูแลตัวเองดีจะตายไป” ลั่วชิวพูดเนิบๆ

เริ่นจื่อหลิงพูดด้วยท่าทีที่ภูมิใจว่า “อื้ม รู้จักพูดนี่ไอ้ลูกชาย!”

พูดไปเธอก็ใช้มือตบบ่าของลั่วชิวเบาๆ พร้อมกับหัวเราะไปด้วยแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร ไม่ชอบคนเมื่อกี้ก็ไม่เป็นไร แต่คนที่จะออกมาคนนี้ ฉันมั่นใจว่าเธอจะต้องชอบเขาแน่ๆ ฉันจะบอกอะไรให้ ในสังคมสมัยนี้จะหาผู้หญิงที่สวยแบบดั้งเดิมนั้นยากมาก”

ลั่วชิวขี้เกียจจะคุยกับแม่เลี้ยงของเขาแล้ว

จะพูดอย่างไรดีล่ะ?

ถ้าเป็นแม่แท้ๆ ของเขา ก็อาจจะไม่ได้มาจัดการชีวิตของเขาขนาดนี้

“รองบรรณาธิการเริ่น”

ทันใดนั้น เสียงที่ไพเราะของหญิงสาวก็ดังขึ้น ทั้งสองหันหน้าไปมองพร้อมๆ กัน เห็นเพียงแต่หญิงสาวที่สวมใส่ชุดกี่เพ้ากำลังเดินมาทางพวกเขา

กี่เพ้ายาวลายดอกบัวสีเขียว แขนยาวระบายสีขาว และริบบิ้นผ้าไหมสีฟ้าที่ผูกติดอยู่กับรองเท้าสีขาวของเธอ

รูปร่างสูง หุ่นดี เอวบาง ดวงตาสวย ผมของเธอเกล้าขึ้นด้วนปิ่นปักผมสีขาว

ลั่วชิวอึ้งไปแล้วอ้าปากค้าง เมื่อเริ่นจื่อหลิงเห็นสถานการณ์เธอจึงสะกิดลั่วชิวแล้วพูดเสียงเบาว่า “ไหนบอกไม่สนใจ นี่มองจนตาไม่กระพริบเลย?”

“คุณเริ่นคะ ฉันคิดว่าเพื่อนของคุณคนนี้คงจะไม่ได้มองเพราะอึ้งหรอก แต่เขามองเพราะตกใจมากกว่าค่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับยิ้มไปด้วยว่า “ลั่วชิว คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอนายที่นี่”

“อืม...ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน” ลั่วชิวพยักหน้า

เริ่นจื่อหลิงมองหน้าสองคนนี้สลับกันไปมา แล้วถามด้วยความสงสัยว่า “พวกเธอรู้จักกันเหรอ?”

ลั่วชิวพูดได้เพียงแค่ว่า “เจ้านี่ชื่อจางชิ่งหรุ่ย เคยเป็นเพื่อนร่วมห้องกับผมประมาณปีกว่า”

จางชิ่งหรุ่ยพูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ลั่วชิว ใช้คำว่าเจ้านี่กับเพื่อนร่วมห้องมันเกินไปหน่อยไหม?”

ลั่วชิวพูดได้ดีที่สุดเพียงแค่ว่า “จางชิ่งหรุ่ย เพื่อนในมหาวิทยาลัยของผมเอง”

จางชิ่งหรุ่ยยิ้มแล้วพูดว่า “นายก็ยังเหมือนเดิมเลย ชอบพูดอะไรไม่เข้าหูอยู่เรื่อย”

เธอส่ายหัว ก่อนมองไปยังลั่วชิวกับเริ่นจื่อหลิง พร้อมถามขึ้นว่า “พวกคุณสองคนเป็นอะไรกันเหรอคะ?”

...

...

“ที่แท้คุณเริ่นก็เป็นแม่ของลั่วชิวนี่เอง” จางชิ่งหรุ่ยพูดด้วยความตกใจ และหลังจากที่รู้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แล้ว เธอก็ไม่ได้ซักถามอะไรไปมากกว่านั้น จากนั้นจึงถามว่า “ทำไมอยู่ๆ ถึงสนใจของเก่าขึ้นมาล่ะ?”

ลั่วชิวนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่เริ่นจื่อหลิงก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องแผ่นตราหยกนั่น พูดแค่ว่าอยู่ๆ ลูกชายที่บ้านก็เกิดสนใจของเก่าขึ้นมา เธอผู้ซึ่งเป็นแม่ก็ควรทำหน้าที่แม่คอยหาสิ่งที่ลูกต้องการมาให้

“อืม...อยู่ๆ ก็รู้สึกสนใจขึ้นมา” ลั่วชิวพูดพร้อมกับพยักหน้า

บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ลั่วชิวรู้สึกเกร็งและทำตัวไม่ถูก

อันที่จริงแล้วจางชิ่งหรุ่ยก็รู้จักกับลั่วชิวแค่ผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้สนิทกัน แต่ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมคณะซึ่งมีอยู่เพียงแค่สองคน ก็จะหลีกเลี่ยงการสังเกตอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ปกติเจอกันในชั้นเรียน ลั่วชิวก็จะอยู่กับตัวเอง มีทักทายบ้างก็เป็นครั้งคราว

ดังนั้นการเจอกันครั้งนี้จึงทำให้จางชิ่งหรุ่ยรู้สึกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้คุยกับลั่วชิวมากที่สุดเท่าที่เคยคุยกันมา

“อืม...ไม่มีปัญหา” จางชิ่งหรุ่ยพูดกับลูกค้าด้วยความสุภาพว่า “อยากดูอะไรหน่อยไหมคะ? ฉันแนะนำให้พวกคุณได้นะ และแน่นอนว่าถ้าชอบชิ้นไหน ฉันจะขายให้ในราคาที่ยุติธรรมอย่างแน่นอน”

ลั่วชิวมองไปรอบๆ

ที่นี่เป็นห้องโถงของเก่าขนาดใหญ่ ทั่วทุกทิศทางเต็มไปด้วยของเก่ามากมาย แต่ก็ไม่เห็นตราหยกที่เริ่นจื่อหลิงพูดถึงเลย

เขาส่ายหัวแล้วพูดว่า “มีของอย่างอื่นอีกไหม? ฉันหมายถึงของพวกสะสมที่ดีๆ หน่อยน่ะ”

เริ่นจื่อหลิงพูดแทรกขึ้นมาว่า “คุณจาง ของสะสมที่คุณให้ฉันดูเมื่อครั้งที่แล้ว เอามันให้ลูกชายบ้านฉันดูเป็นการเปิดหูเปิดตาหน่อยได้ไหม?”

“ได้สิ งั้นตามฉันมาทางนี้”

...

...

จังหวะนั้นก็ถูกเด็กหนุ่มสองคนเห็นเข้า คนข้างหน้าหน้าตาหล่อเหลา ส่วนคนข้างหลังก็นับว่าไม่เลว แต่คนข้างหลังดูนอบน้อมกับคนข้างหน้า ดูท่าแล้วน่าจะเป็นผู้ติดตาม

“นายน้อยจงครับ ชายคนนั้นเป็นใครกัน? ทำไมคุณหนูจางถึงพามาด้วยตัวเอง?”

ผู้ชายที่ชื่อนายน้อยจงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ตอนนี้ไปรายงานท่านผู้หญิงจางก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น