เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 อาไห่ผู้น่าสงสาร

ชื่อตอน : บทที่ 10 อาไห่ผู้น่าสงสาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 457

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2561 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 อาไห่ผู้น่าสงสาร
แบบอักษร

ถังเฟยหู่เดินออกจากห้องของตนเองและตรงไปยังห้องทำงานของผู้เป็นตา เมื่อเดินเข้าห้องมานั้นเขาก็พบกับชายชราแขนเดียวนั่งอ่านตำราอยู่ตรงโต๊ะตัวเดิม ในมือถือไว้ด้วยตำราแพทย์เล่มหนึ่ง ส่วนบนโต๊ะเบื้องหน้าของชายชรานั้นคือที่ปิดตาโลหะรูปอสรพิษของตัวเขาเอง

“ข้ากลับมาแล้ว”

ชายชราเมื่อได้ยินเสียงของถังเฟยหู่ผู้เป็นแล้วก็ได้ลดตำราในมือลงพร้อมทั้งยิ้มตอบรับกลับไป ทั้งสองนั้นพูดคุยเรื่องราวต่างๆที่ได้เกิดขึ้นในป่าอสูร รวมทั้งยังมีเรื่องราวแปลกประหลาดของจิ้งจอกหิมะเก้าหางอีกด้วย เขาได้บอกต่อผู้เป็นตาว่านี่คือเรื่องราวแปลกประหลาดที่สุดของการฝึกฝนในครั้งนี้

“บางที…สิ่งที่เจ้าพบนั้นหาใช่สัตว์อสูร” ถังหยางหลิวเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอยู่บ้าง เรื่องราวในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อาจจะพัวพันถึงโทษอาญาของราชสำนัก

“แล้วเจ้าสิ้งนั้นหาใช่สัตว์อสูรแล้วเป็นอะไรละท่านตา หรือจะเป็นจิตวิญญาณของใครบางคนในบริเวณนั้น?”

“ผิดแล้ว หากข้าคาดไม่ผิดละก็ จิ้งจอกตนนั้นสมควรที่จะเป็น…” ถังหยางหลิวหนุดพูดไปกลางครันก่อนจะมองไปรอบๆว่าประตูหน้าต่างทุกช่องปิดดีแล้ว ถังมู่หลิวก็ไม่ได้อยู่บริเวณนั้นจึงค่อยหันกลับมาเอ่ยหนึ่งแก่หลานชายตน

“เผ่าเซี่ย…”

อึก

ถังเฟยหู่ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คำๆนี้นับว่าเป็นคำต้องห้ามภายในประเทศนี้ เขานึกถึงตำราที่เคยอ่านเกี่ยวกับชนเผ่าอันป่าเถื่อนนี้ ทุกคนในเผ่านี้หาใช่มนุษย์ทั้วๆไปเหมือนคนในแผ่นดินนี้ เผ่าเซี่ยคือปีศาจที่เล็ดลอดออกมาจากขุมนรก เป็นทายาทของปีศาจที่ยังเหลืออยู่บนโลก ร่างกายของพวกมันนั้นแปลกประหลาด บ้างก็มีเขี้ยวยาวแหลมคม บ้างก็มีหางที่ยืดยาว บ้างก็มีปีกงอกจากกลางหลัง

เผ่าเซี่ยหากถูกพบเห็นในแผ่นดินซื่อหลิง จะต้องโทษประหารฆ่าได้ในทันที แม้จะประชาชนก็สามารถฆ่าได้โดยไม่มีความผิด ชาวซื่อหลิงกับเผ่าเซี่ยคือน้ำกับไฟ ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ทุกผู้คนมักจะถูกสั่งสอนมาแต่เด็กว่าเผ่าเซี่ยเป็นปีศาจอันน่าหวาดกลัวและปลูกฝังความเกลียดชังต่อให้แก่ลูกหลาน สืบสานวงจรแห่งความเกลียดนี้ต่อไป

“แต่จิ้งจอกที่ข้าพบเห็นนั้น…ไม่มีอีนใดต่างจากสัตว์อสูรเลย มันอาจจะไม่ใช่เผ่าเซี่ยอย่างที่ท่านตาคาดการณ์ไว้ก็ได้....”

“....อย่าได้พูดเรื่องนี้อีกเลย หากมันไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ หากเรายังพูดคุยกันต่อ เกรงว่าแม่ของหลานจะมาได้ยินเข้า เผ่าเซี่ย...คำนี้ส่งผลกระทบต่อนางยิ่งนัก จงจำไว้ให้ดีว่าอย่าเอ่ยเรื่องนี้ออกไป หรือแม่แต่บอกเล่าให้แม่เจ้าฟัง”

“ข้าทราบแล้วท่านตา....แต่ข้ายังมีอีกเรื่องที่จำเป็นต้องให้ท่านช่วย”

“เจ้ามีเรื่องอะไรก็รีบว่ามาเถอะ”

“ข้าต้องการทราบวิธีที่จะทำให้ธาตุร้อนในกายลอทอนลง ข้ามีความคิดที่จะฝึกฝนวิชาปราณที่จิ้งจอกหิมะได้มอบไว้ให้ข้า วิชานี้ช่างแปลกประหลาดนัก จะต้องทำให้ร่างกายมีสภาวะที่พิเศษจึงจะสามารถฝึกฝนได้ ดูไปแล้วคล้ายกับการฝึกปราณห้าพิษอยู่หลายส่วน แต่ปราณห้าพิษนั้นเป็นการทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่โดนกัดกร่อนจากพิษที่รุนแรง แต่วิชานี้กลับเป็นการทำให้ร่างกายนั้นเยือกเย็นก่อนจึงจะสามารถฝึกฝนได้” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับคิดทบทวนวิชานี้ในหัวไปด้วย เขาเริ่มวางแผนการในเส้นทางการฝึกฝนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ปราณห้าพิษแม้จะมีจุดเด่นที่การพลิกแพลงและพลังพิษอันร้ายกาจ แต่รูปแบบของมันนั้นเหมาะสำหรับใช้เพื่อสนับสนุนวิชาอื่นเสียมากกว่า ปราณห้าพิษไม่ได้มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างร่างกายและกระดูกให้แข็งแกร่ง แต่หากเขาฝึกปราณเก้าเยือกแข็งเพิ่มเติมนั้นจะสามารถกลบจุดอ่อนนี้ได้ ลมปราณเก้าเยือกแข็งมีส่วนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้กล้ามเนื้อคงทนดุจภูเขาน้ำแข็งสุดเย็นเยือก

“ตาพอจะนึกออกอยู่สองทาง หนึ่งคือใช้ศาสตร์การแพทย์ ใช้ยาพิษเพื่อให้เจ้าอยู่ในสภาพกึ่งตาย แต่เพราะปราณห้าพิษของเจ้า....วิธีนี้คงจะไม่ได้ผล หรือหากใช้การฝังเข็มเพื่อให้เจ้าอยู่สภาพกึ่งตายเช่นกัน แต่หากใช้วิธีนี้....เกรงว่าเจ้าจะไม่สามารถฝึกฝนได้สำเร็จ เพราะวิธีการนี้จะทำให้เจ้าอยู่ในสภาวะที่ไม่มีสตินึกคิด เกรงว่าจะยากจนเกินไปที่จะฝึกฝนวิชาในสภาวะแบบนั้น ต่างจากปราณห้าพิษที่เจ้ายังสามารถฝึกฝนต่อได้เพราะเจ้ายังมีสตินึกคิดอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด”

“....ข้าก็เห็นด้วยที่วิธีนี้นั้นไม่น่าจะได้ผลเสียเท่าไหร” ถังเฟยหู่วิเคราะห์ตามวิธีการที่ถังหยางหลิวเสนอมา เมื่อวิธีการแรกไม่ได้ เขาจึงหันกลับไปสอบถามผู้เป็นตาของตนเองต่อ “ท่านตา แล้วอีกหนทางหนึ่งคือวิธีการใดกัน?”

“นั่นคือการใช้ปราณมรณะ”

ปราณมรณะ

คำๆนี้ทำให้ถังเฟยหู่นึกถึงคำภีร์ลมปราณมารไร้ลักษณ์อันลึกลับในห้วงความจำซึ่งได้รับมาจากจิตวิญญาณอสูรทมิฬ เคล็ดวิชาอันน่ากลัวนี้แค่เพียงขั้นพื้นฐานก็จำเป็นต้องใช้ปราณมรณะในการฝึกฝน เป็นอีกหนึ่งวิชาซึ่งจำต้องใช้สภาวะร่างกายที่พิเศษเหมือนกับลมปราณห้าพิษและเก้าเยือกแข็ง แต่วิชามารอันชั่วร้ายนี้กลับต้องช่วงชิงชีวิตของผู้อื่นเพื่อความแข็งแกร่งของตนเอง เป็นวิชาที่ไม่ควรจะมีอยู่บนโลกนี้เสียด้วยซ้ำ แต่วันนี้ผู้เป็นตาของตนเองกลับหยิบยื่นวิธีการนี้ให้ตนเองแทน ตัวของเขามีสีหน้าลำบากใจนัก

“ท่านตา….ตามที่ข้าบังเอิญทราบมา...ปราณมรณะ ได้จากการฆ่าสิ่งมีชวิต จากนั้นความอาฆาตแค้นก่อนตายจะทำให้เกิดพลังงานด้านลบ ก่อเกิดกลายเป็นปราณมรณะซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับพลังวิญญาณในสรรพสิ่ง หากพลังวิญญาณเป็นแสงสว่าง ปราณมรณะก็คงเป็นความมืดมิดที่น่าชิงชัง....ท่านตา.......หากข้าต้องฆ่าคนเพื่อฝึกตนแล้วละก็....คงไม่ต่างจากพวกมารร้าย......ขะ..ข้าทำไม่ได้” สีหน้าของถังเฟยหู่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ยากจะบ่งบอกความรู้สึกของตนออกมา ในห้วงความคิดของเขานั้นปนเปไปด้วยความรู้สึกมากมายทั้งความต้องการพลังอำนาจ แต่เหนือกว่านั้น...คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเอง ไม่ว่าใครต่างก็รักชีวิตของตน หากให้เขาไปฆ่าสัตว์อสูรย่อมกระทำได้เพราะเขานั้นฆ่าโดยเหตุผลที่ต้องการวัตถุดิบและกินพวกมันเป็นอาหาร

แต่กับมนุษย์เล่า? จะมาหาเหตุผลใดกันที่คนเราสามารถเผ่าพันธุ์เดียวกันได้อย่างเลือดเย็น ถังเฟยหู่ถามกับตัวเองแต่ก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ถึงแม้ขนาดถังชิงที่กลั่นแกล้งเขามานานหลายปี เขายังมีความคิดเพียงแค่เอาคืนเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าหากให้เขาฆ่าถังชิงละก็....เขาก็คงไม่อาจกระทำได้

“ตาทราบดีว่าปราณมรณะคือสิ่งใด แต่ที่ตาแนะนำหลานเช่นนี้ก็เพราะมีเหตุผลอันสมควรเช่นกัน ปราณมรณะนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อพลังชีวิตทุกรูปแบบ คนเป็นทั้งหลายต่างหลีกหนีต่อปราณมรณะนี้ แม้ปราณมรณะจะเกิดขึ้นจากการตายแต่เพียงไม่นานมันจะสลายหายไปเองเพราะโดนพลังวิญญาณในธรรมชาติชะล้างออกไป...ปราณมรณะนี้จะส่งผลต่อร่างกายของหลานให้อยู่ในสภาวะใกล้เคียงคนตาย ธาตุทั้งห้าภายในร่างจะรั่วไหลออกจากร่าง ความร้อนภายในร่างกายของคนเกี่ยวพันธ์กับธาตุไฟ หากใช้ปราณมรณะต่อต้านพลังชวิต ให้เกิดการเสื่อมถอยของธาตุไฟ ร่างกายของเจ้าจะเย็นเฉียบราวกับคนตาย....ด้วยวิธีการนี้อาจจะทำให้เจ้าสามารถฝึกฝนวิชาได้อย่างที่เจ้าต้องการ”

“แต่ปราณมรณะนั่น....” ถังเฟยหู่ยังคงกังวลเกี่ยวกับปราณมรณะอันน่ากลัวนี้ ถังหยางหลิวเข้าใจจิตใจของหลานชายดีว่าเป็นเช่นไร เขาจึงได้อธิบายเพื่อความคลายกังวลแก่ผู้เป็นหลานชาย “หลานไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องที่ต้องไปฆ่าผู้อื่นเพื่อปราณมรณะหรอกนะ...นั่นก็เพราะว่าบนโลกนี้มีสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นที่พิเศษ เมื่อเกิดการตายของผู้คนจำนวนมาก ปราณมรณะที่เกิดขึ้นจะทวีความรุนแรงและอาฆาต ทำให้บริเวณนั้นปนเปื้อนไปด้วยปราณมรณะ พลังวิญญาณในบริเวณนั้นจะถดถอยจนสูญสลายไป กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีแต่ปราณมรณะกำเนิดขึ้นมา...ที่แบบนี้จถูกเรียกว่าห้วงอเวจี”

“ห้วงอเวจี....แล้วข้าจะสามารถหาสถานที่แบบนั้นได้ที่ไหน”

“หึๆ ในเมืองฟูเจี้ยนของเรานั้นบังเอิญมีห้วงอเวจีอยู่เช่นกัน ที่แห่งนั้นคือสุสานร้างนอกเมือง มันเคยเป็นสถานที่ซี่งทางการเคยใช้เก็บศพของคนที่ตายภายในเมืองไว้ เมืองนี้นั้นเคยเกิดโรคระบาดเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนตอนเจ้ายังเด็ก คนที่ตายนั้นมีจำนวนมากมายนัก แม้แต่สุสานแห่งนี้ยังไม่พอที่จะเก็บศพผู้คนเหล่านั้นไว้.....ปราณมรณะที่เกิดขึ้นมากพอถึงขนาดให้กำเนิดห้วงอเวจี แต่โชคดีนักที่สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่นอกเมืองจึงทำให้ไม่ก่อเกิดปัญหามากนัก การจัดการกับห้วงอเวจีนับว่าเป็นปัญหาในทุกยุคทุกสมัย ทั้งยังเสียทรัพยากรจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องจ้างนักพรตผู้มีอาคมแก่กล้ามาจัดการ...เจ้าเมืองฟูเจี้ยนนั้นหาได้สนใจสุสานนี้ไม่ หากเจ้าจะใช้ประโยชน์จากมันนับว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรมากนัก หากเจ้าต้องการฝึกวิชาโดยวิธีการนี้จริงๆ ก็ขอให้เจ้าจงมีสติอยู่ตลอดเวลา”

“ขอรับท่านตา” ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะผู้เป็นตาเพื่อขอตัวลาออกมา เขาเดินออกจากห้องทำงานของผู้เป็นตาพร้อมผ้าปิดตาโลหะที่ถูกผูกติดเข้าไปบนใบหน้าของตนเองเหมือนเช่นที่เคยเป็น เขาได้กลับเข้าสู่ห้องนอนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ถังเฟยหู่นั่งลงบนเตียงตนเองและเริ่มเดิมลมปราณห้าพิษอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมสภาพร่างกายของตนให้พร้อม เขาได้หยิบขวดใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดจุกขวดออกก็พบเข้ากับหยดน้ำสีแดงดุจเลือดหนึ่งหยดภายในนั้น นี่ก็คือยาพิษยอดกระเรียนแดงที่ถังเฟยหู่ซื้อมาจากหอหงส์แดง เขาจัดการดื่มยาพิษนั้นลงคอไปในทันที ไม่นานนักร่างกายของเขาก็เริ่มเกิดอาการจากพิษ เส้นเลือดทั่วร่างโป่งพองออกมาราวกับจะระเบิดเป็นเสี่ยง เส้นเลือดในดวงตาแดงฉานไปแทบทั้งหมด เลือดลมภายในกายปั่นป่วยพลุ่งพล่าน ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งร่างสร้างความยากลำบากแก่ชายหนุ่มไม่น้อย เขารีบเดินลมปราณเพิ่มนำพาพิษทั้งหลายไปตามเส้นลมปราณและชีพจรเพื่อให้ชีพจรพิษของตนเองดูดกลืนพิษทั้งหมด ผ่านไปหลายชั่วยามหลังจากนั้น สภาวะร่างกายของเขาจึงค่อยกลับมาปกติอีกครั้งหนึ่ง แม้พลังฝีมือของถังเฟยหู่จะยังอยู่ในปราณขั้นสามเช่นเดิม แต่พลังพิษในกายของเขานับว่าก้าวหน้าขึ้นมากมายนัก ยอดกระเรียนแดงเพียงหนึ่งหยดยังสามารถทำให้พลังพิษเพิ่มได้มากมายเช่นนี้ นับว่าร้ายกาจยิ่งนัก แต่เสียดายที่มันมีราคาสูงจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่เขาต้องการจะรักษาแม่ของตน เงินจึงเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด

ถังเฟยหู่ลุกขึ้นจากเตียงของตน ในขณะนี้เป็นช่วงยามดึกแล้ว ดูเหมือนการฝึกฝนของเขาจะกินเวลาไปนานหลายชั่วยามนัก ถังเฟยหู่คิดถึงการฝึกฝนของตนเองและเรียงลำดับสิ่งที่ตนเองควรกระทำ หากจะให้เขาไปรับปราณมรณะเพื่อฝึกฝนเก้าเยือกแข็งในตอนนี้ก็ไม่ทราบว่าร่างกายของเขาจะทนต่อสิ่งที่เรียกว่าปราณมรณะนั้นได้มากน้อยเพียงใดกัน ดูเหมือนว่าเขาจำต้องใช้แผนการณ์กลั่นแกล้งถังชิงให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว ถังเฟยหู่แอบออกจากบ้านสกุลถังไปอย่างเงียบๆ เขาตรงไปยังหอนางโลมซึ่งไม่ห่างจากบ้านสกุลถังมากนัก เขาลอบไปทางด้านข้างเพื่อพยายามสอดส่องจากทางหน้าต่างซึ่งถูกเปิดไว้รับลม เมื่อมองเข้าไปก็พบเห็นถังชิงซึ่งเมาเหล้ากำลังคลอเคลียอยู่กับหญิงนางโลมถึงสองนาง อีกทั้งยังหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา

“เป็นตามที่คาด ถังชิงมาเที่ยวหอนางโลมอีกแล้ว เวลานี้น่าจะพอสามารถทำตามแผนการที่วางไว้ได้ ก่อนอื่นก็คงต้องนำของสำคัญมาให้ได้” ถังเฟยหู่จับจ้องไปยังถังชิงจากนั้นจึงได้เข้าไปทางหลังของหอนางโลม เมื่อเข้าไปนั้นก็พบส่วนที่เป็นลานซักผ้า ห้องพักและห้องครัว เขาหลบซ่อนอยู่ในเงามืดที่นั้นอยู่สักพักก็ได้มีบ่าวคนหนึ่งเดินออกมา บ่าวผู้นี่แบกถังไม้ใบใหญ่มาพร้อมกับตนด้วย ชายผู้นี้กำลังนำขยะไปทิ้งยังตรอกด้านหลังหอนางโลม แต่ยังไม่ทันได้ไปได้ไกลสักเท่าไหล ได้มีมือของคนผู้หนึ่งยื่นออกมาจากเงามืดและบีบคอของเขาไว้จากด้านหลัง แรงบีบของคนผู้อยู่ในเงามืดนั้นช่างมากมายราวกับนำคีมเหล็กมาบีบคอของตนไว้ สีหน้าของเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

“ปะ..ปล่อยข้าไปเถอะ! เจ้าอยากได้อะไรก็เอาไปเลย ไว้ชีวิตข้าด้วยย”

“เงียบซะ”

บ่าวผู้นั้นรีบนำมือทั้งสองข้างของตนมาปิดปากของตนเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว น้ำตาทั้งสองข้างไหลพรากไปพร้อมกับร่างกายที่สั่นเทา ตลอดช่วงชีวิตของเขาก็เป็นคนขี้ขลาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มักจะถูกกดขี่ข่มเหงจากคนรอบข้าง ได้มาใช้ชีวิตเป็นบ่าวทำงานอยู่ในหอนางโลมแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะสุขสบายนัก ยังต้องถูกเหล่านางโลมทั้งหลายใช้งานต่างๆจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เขาก็ไม่เคยที่จะบ่นมันออกมา ขอเพียงได้เพียงมีที่พักและข้าวอิ่มท้องก็พอแล้ว ชีวิตอันสุขสงบของเขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์น่าหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน เขาพยายามหันกลับไปมองหน้าของผู้ที่อยู่ในความมืดนั้น

“อย่าหันมา”

“ขะ..ขอร้บ!”

“จงฟังให้ดี ข้าต้องการให้เจ้าวางยาคนผู้หนึ่ง” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็โยนห่อกระดาษเล็กๆข้ามหัวบ่าวผู้นั้นไปหล่นยังเบื่องหน้าของบ่าวผู้ขลาดเขลา “ยานี้เป็นเพียงยานอนหลับเท่านั้น เจ้าต้องทำยังไงก็ได้ให้คุณชายถังผู้ร่ำสุราอยู่ด้านในนั้นกินเข้าไป จากนั้นเจ้าจงนำตัวเขามาให้ข้า และนี่คือข้าตอบแทน” เมื่อกล่าวเสร็จชายหนุ่มก็ปล่อยมือจากคอของบ่าวผู้นั้นและโยนเงินหนึ่งตำลึงเงินไปให้

บ่าวผู้หวาดกลัวเร่งรีบเก็บของทั้งสองอย่างเบื้องหน้าเข้าไปในอกเสื้อในทันที เขาเร่งรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปภายในหอนางโลม แต่แค่เพียงเขาจับบานประตูเท่านั้น ได้มีเสียงหนึ่งราวกับของแหวกอากาศพุ่งมาจากเบื้องหลังของเขา

ตู้มม!

โครงกระดูกสีดำซึ่งมีดวงตาเป็นเปลวเพลิงได้พุ่งเข้ามาจับหัวของเขากระแทกกับประตูไม้ด้านหน้าของเขา เมื่อเห็นภาพนี้ บ่าวผู้นั้นยิ่งหวาดกลัวตัวสั่นราวกับลูกนกตัวจ้อย ไม่ทราบว่าเพราะโครงกระดูกนั้นน่ากลัวอยู่แล้ว หรือว่าเวลาในช่วงนี้เป็นยามดึกที่ไร้แสงดาวกันแน่ ถึงได้ทำให้โครงกระดูกตนนี้ดูน่าหวาดกลัวมากขึ้นหลายเท่านัก

“จงจำไว้…อย่าได้คิดชิงหนีไปโดยยังไม่ทำงานให้สำเร็จ” เสียงเดิมในเงาได้กล่าวขึ้นมาไล่หลังตามมาหลังจากโครงกระดูกนั้นได้กดหัวของบ่าวผู้นั้นกระแทกประตู บ่าวนั้นรีบพยักหน้าถี่ยิบด้วยความกลัว เป็นความจริงที่ว่าเขาหวาดกลัวจนคิดจะหนีไปเหมือนกันในคราแรก แต่ดูเหมือนคนในเงามืดจะรู้ความคิดของเขาเสียก่อน เขาสามารถรับรู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้สามารถทำอะไรเขาก็ได้อย่างง่ายๆ สามารถทำให้เขาตายได้เพียงแค่กระดิกนิ้ว เขาเร่งรีบไปทำงานที่ได้รับมอบหมายในทันที

“อาไห่ เจ้าเป็นอะไรของเจ้า ตัวสั่นเป็นลูกหมาเชียว” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นถามบ่าวผู้ขี้ขลาด เจ้าของเสียงคือเพื่อนร่วมงานของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นบ่าวรับใช้เช่นกัน แต่อาไห่ก็บอกปัดไปว่าไม่มีอะไร แม้จะสร้างความสงสัยต่อเพื่อนของเขาเป็นอย่างมากแต่เพื่อนของเขาก็หาได้สนใจไม่ ทั้งสองคนต่างคนต่างแยกย่ยกันไปทำงานของตนเองต่อ

อาไห่เฝ้ามองเข้าไปยังห้องโถงของหอนโลมอย่างกระวนกระวาย ด้านในห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยโต๊ะกลมจำนวนมาก มีบุรุษมากมายกำลังหาความสำราญอยู่ภายในนั้น ในสายตาของเขาจับจ้องไปยังโต๊ะกลางโถงนั้น ตรงนั้นคือชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเป็นแขกประจำของหอนางโลมแห่งนี้ คุณชายถังชิงผู้มาจากตระกูลอันดับสองแห่งเมืองฟูเจี้ยน เป็นคนผู้ที่ไม่มีใครกล้าตอแยด้วยมากนัก หากเผลอไปล่วงเกินตระกูลใหญ่เช่นนี้ ไม่ทราบว่าชะตากรรมในภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร ใช่ตายโดยไร้ที่กลบฝังหรือไม่ แต่หากเขาไม่ลงมือทำ ในวันนี้เขาก็อาจจะต้องตายไปด้วยเช่นกัน หากให้เลือกตายตอนนี้หรือตายในวันข้างหน้าละก็ เขาก็จำต้องเลือกที่จะไม่ยอมตายในวันนี้เด็ดขาด เมื่อคิดได้ดังนั้น ตัวที่สั่นเทาของเขาก็ดูเหมือนจะสงบลงบ้าง ถ้าแม้แต่ไม่หายสั่นโดยสิ้นเชิง แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากนัก

“เฮ้ย! เหล้าของข้าหมดแล้ว ไปนำมาอีกป้านหนึ่ง!” ทันใดนั้นเสียงของคุณชายถังชิงเรียกหาสุรามาเติมอีก เพราะสุราในมือได้หมดลงแล้ว อาไห่เล็งเห็นจังหวะที่เขาสามารถดำเนินตามแผนการณ์ของคนลึกลับในเงาได้มาถึง เขาได้หยิบป้านสุราที่เตรียมไว้บนถาดในมือมาดื่มไปอึกหนึ่ง แม้สุราสร้างความเมามายและความเฉื่อยชาแก่ผู้คน แต่ในบางครามันกลับสามารถใช้สร้างขวัญกำลังแก่ผู้คนได้เช่นกัน มือที่สั่นของอาไห่ดูเหมือนจะหยุดลงแล้ว เขารีบนำซองกระดาษมาเปิดออกแล้วจัดการเทผงยาสีขาวนั้นลงไปในป้านสุราที่เตรียมไว้ในทันที จากนั้นจึงรีบวิ่งไปหาโต๊ะของคุณชายถังในทันที แต่ดูเหมือนจะช้าไปเพียงก้าวหนึ่ง เขาพบเห็นเพื่อนของตนซึ่งพบกันก่อนหน้านี้กำลังนำสุราอีกป้านหนึ่งไปให้แก่โต๊ะคุณชายถัง อีกทั้งเพื่อนคนนั้นดูเหมือนจะอยู่ใกล้กว่าตัวของเขามากเสียอีก

‘บัดซบ! แกเจ้าคิดจะฆ่าข้าเหรอยังไง! ไอ้เพื่อนทรยศ!’ อาไห่ร้อนใจเป็นอย่างมากที่พบเห็นเพื่อนของตนทำแบบนั้น หัวใจของอาไห่บีบรัดอย่างแรงราวกับเห็นยมทูตกำลังโบกมือเรียกตนให้ไปปากทางเข้านรกอย่างไรอย่างนั้น หัวของอาไห่รีบคิดแก้ไขในทันทีว่าจะทำอย่างไร เขารีบจับป้านสุรานั้นไว้ในมือแล้วรีบวิ่งตามไปในทันที เมื่อเห็นอีกไม่ไกลที่เพื่อนของตนจะถึงโต๊ะของคุณชายถัง เขารีบตัดสินใจเด็ดขาดในทันที เขาได้เขวี้ยงถอดไม้ที่โล่งว่างไปทางเพื่อนของตนในทันที

ฟิ้ววว

ถาดไม้หมุนเป็นวงรวดเร็วราวกับใบกังหัน มันบินไปรวดเร็วและเข้ากระแทกหัวของเพื่อนทรยศผู้นั้นในทันที เมื่อโดนกระแทกเข้าอย่างจัง คนที่ไร้วรยุทธ์เช่นพวกเขาที่ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ก็สลบเหมือดไปในทันที ร่างของเพื่อนทรยศล้มลงอยู่ตรงหน้าโต๊ะของคุณชายถังพอดิบพอดี พร้อมทั้งถอดที่ถูกเขวี้ยงมาหล่นอยู่ด้านข้างร่างของเพื่อนผู้นั้น อาไห่ที่วิ่งตามมาก็หยุดวิ่งแทบไม่ทัน เหยียบหัวของเพื่อนตนเองไปอย่างถนัดถนี่

“ขะ..ข้าทำอะ…ไรผิดกัน…อ็อก” เพื่อนทรยศได้สติเพียงไม่นานก็ถูกเท้าของอาไห่เหยียบกระแทกอีกครั้งหนึ่งก็สลบไปอีกคำรบหนึ่ง

“ขออภัยด้วยขอรับคุณชายที่ทำให้ตกใจ ข้าน้อยเผลอทำถาดหลุดมือไป ทำให้น้อยตกใจ…ขะ..ขอประทานโทษขอรับ เชิญท่านรับสุรานี้ไปแทนแล้วกันครับ” อาไห่ยื่นป้านสุราในมือไปให้ถังชิงในทันที ซึ่งถังชิงก็ไม่ได้สนใจอะไร ขอเพียงมีสุราให้ดื่มเขาก็พอใจ

อาไห่รีบลากร่างของเพื่อนตนที่สลบไปในทันทีท่ามกลางสีหน้าฉงนของผู้คนในห้องโถงนั้น อาไห่แอบเฝ้ามองอยู่ในห้องครัวด้านหลังไม่ไกล เมื่อคุณชายถังดื่มสุรานั้นไปแล้ว ไม่นานนักเขาก็สลบไสลไปในทันที พร้อมทั้งนางโลมด้านข้างซึ่งถังชิงยัดเยียดให้กินสุราเหล่านั้นเป็นเพื่อนตน

ไม่นานนักหัวหน้านางโลมของหอก็ได้สั่งให้อาไห่พาคุณชายไปนอนที่ห้องพักด้านบน ซึ่งนางถือวิสาสะเปิดห้องให้แก่ถังชิงโดยพละการ เพื่อให้เขาได้อยู่พักที่นี่ต่อเพื่อเก็บเงินเพิ่มคิดได้ในยามที่คนเหล่านั้นตื่น อาไห่ได้พาคุณชายขึ้นไปนอนในห้องพักดังกล่าว แล้วค่อยหลบออกมา จากนั้นจึงค่อยๆแอบเข้าไปในห้องพักนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขาได้พยุงร่างของถังชิงออกจากไป ซึ่งในสภาพนั้นดูทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้เขาสามารถรู้ได้เลยว่ายาที่ได้นำมาให้คุณชายถังผู้นี้กินเข้าไปมีประสิทธิภาพดียิ่งนัก เพราะเขาเผลอเรอทำคุณชายกลิ้งตกบันไดด้านหลังไปยังไม่อาจทำให้คุณชายถังผู้นี้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เขาแอบนำพาร่างของถังชิงมาถึงลานด้านหลังหอนางโลมได้ในที่สุดอย่างทุลักทุเล

อาไห่นำพาร่างของถังชิงมาที่เงามืดอย่างยากลำบากนัก ทั้งใช้เวลาในการตรวจดูไม่ให้ใครพบเห็น ทั้งเดิมอ้อมหลบรอดสายตาผู้คน หรือแม้แต่เอาร่างของถังชิงไปซุกซ่อนไว้ตามทางไม่ให้ใครเห็นกว่าจะถึงที่แห่งนี้ ทางใกล้ๆเพียงนี้แต่ก็ใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เขาได้ก้มมองพื้นไม่กล้ามองเข้าไปในนั้น เขานั่งรอคำตอบอยู่อย่างนั้น

“เจ้าทำงานได้ดีมาก…เจ้าไปได้แล้ว”

“ขะ..ขอบพระคุณที่ไว้ชีวิตข้า!” อาไห่ไม่รีรอ เร่งรีบวิ่งหนีไปในทันที ทิ้งไว้ให้ชายในเงามืดอยู่กับถังชิงไปอย่างนั้น

“หึๆ ถังชิง ต้องลำบากเจ้าแล้ว แต่ก็ขอบใจล่วงหน้านะ” ถังเฟยหู่แบกร่างของถังชิงขึ้นมาจากนั้นก็เดินหายไปทางตรอกด้านหลังหอนาง ตรงกลับไปยังบ้านสกุลถังในทันที

ความคิดเห็น