เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 ห้าพิษสกุลถัง

ชื่อตอน : บทที่ 2 ห้าพิษสกุลถัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 750

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2561 19:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ห้าพิษสกุลถัง
แบบอักษร

ถังเฟยหู่นั้นลุกขึ้นมาไม่นานหลังจากที่ถังชิงได้จากไปแล้ว จิตวิญญาณงูน้อยของเขาเองก็คลอเคลียด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่ห่างเช่นกัน ถังเฟยหู่เมื่อเห็นแบบนั้นเองเขาก็ถึงกับยิ้มออกมาด้วยความสุขเล็กๆในใจ ภายในตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนนั้นนอกจากมารดาและตาของตนเองแล้ว คงมีแต่เจ้างูน้อยซึ่งเป็นจิตวิญญาณของเขาเท่านั้นที่เป็นห่วงเขาด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง

เขาจัดการทำความสะอาดตัวเอง ใช้มือปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนเสื้อผ้าของตนออกไปเสียให้หมดจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าเดินไปตามทางเดินยาวไม่นานนักก็พบกับอาคารซึ่งอยู่แยกเป็นเอกเทศจากตึกหลังอื่นๆภายในตระกูล ตึกเล็กๆซอมซ่อหลังนี้คือที่ๆเขาและครอบครัวของตนอาศัยอยู่ เขาเปิดประตูเข้าไปภายในตึกหลังนั้นจากนั้นก็ไปที่ห้องรับรองของตึก เข้าไปด้านในนั้นเขาก็ได้พบกับสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งยังคงมีภาพลักษณ์ความงามในครั้งเมื่อเยาว์วัยหลงเหลือไว้บนใบหน้าของนาง ผมของนางนั้นมีเส้นผมสีขาวแซมมากมาย บ่งบอกถึงชีวิตที่ยากลำบากที่ผ่านมาของนางได้ดีนัก นางนั้นคือถังมู่หลิวผู้เป็นมารดาของเขา

“แค่กๆ”

“ท่านแม่…อาการท่านกำเริบอีกแล้วเหรอ” ถังเฟยหู่ถามพร้อมกับยื่นมือออกไปจับชีพจรของมารดาเขา อาการบาดเจ็บภายในที่เรื้อรังมานานของนางนั้นมีแต่จะทรุดลงไปเรื่อยๆเท่านั้น ที่ทำได้มีเพียงใช้ยาวิเศษทั้งหลายบรรเทาอาการทั้งหลายไว้ สมบัติที่เคยติดตัวถังหยางหลิวและถังมู่หลิวมาจากต่างแดนนั้นหมดไปหลายปีแล้วเพื่อต่อชีวิตของถังมู่หลิวออกไป ถังเฟยหู่ได้พยุงมารดาของตนเข้าไปในห้องพักจากนั้นจึงรีบไปต้มยาและรีบนำมันไปให้มารดาในทันที

ถังเฟยหู่นำยาสีดำเข้มเดินเข้ามาภายในห้องนอนแม่ของเขา โดยที่ถังมู่หลิวนั้นยังคงสลบไสลไม่ตื่นขึ้นมา ถังเฟยหู่จึงจำต้องค่อยๆป้อนยาทีละนิดทีละนิดให้กับนาง ไม่นานนักอาการของนางก็ดีขึ้น ชีพจรยังเต้นดีขึ้นยิ่งนัก ถึงแม้จะไม่หายขาดเองก็ตามแต่ก็นับว่าช่วยนางไว้ได้มากเลยทีเดียว แต่ปัญหาที่ต้องตามมาก็คือเงินทองของพวกเขานับว่าไม่พอจะใช้ซื้อตัวยาแล้ว แม้ว่าส่วนผสมหลายๆอย่างนั้นจะสามารถไปเก็บได้จากบนภูเขาก็ตาม แต่ตัวยาสำคัญนั้นจำต้องนำเข้ามาจากภูมิภาคอื่น ซึ่งก็คือหญ้ามังกรที่จำต้องนำเข้ามาจากแคว้นซีเปยทางเหนือ หญ้ามังกรนั้นมีราคาถึงยี่สิบตำลึงทอง มันเป็นราคาที่สูงเกินคนทั่วๆไปในพื้นที่ชนบทแห่งนนี้นั้นจะสามารถมีไว้ในครอบครองได้

“แม่ของเจ้าอาการทรุดหนักลงอีกแล้วเหรอ” เสียงชราเอ่ยถามขึ้นเบื้องหลังของถังเฟยหู่ ผู้มาใหม่นี้คือชายชราผมสีขาวโพลน ดวงตาสีเขียวมรกต อีกทั้งยังมีแขนซ้ายเพียงข้างเดียว คนผู้นี้นั้นก็คือถังหยางหลิวผู้เป็นทั้งบิดาของถังมู่หลิวและตาของถังเฟยหู่

“ข้าคิดว่าอาการของท่านแม่นั้นยิ่งมายิ่งหนักขึ้น ตัวยาหญ้ามังกรนั้นต้องใช้มากขึ้นกว่าเก่า สมบัติของพวกเราก็นับว่าหมดไปจนสิ้นแล้วกับหญ้ามังกรที่เคยซื้อสะสมไว้ ข้า….ข้าไม่รู้ว่าทำอย่างไรดีแล้วท่านตา” ถังเฟยหู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือกับถังหยางหลิว

ถังหยางหลิวลูบหัวถังเฟยหู่เพื่อปลอบใจเขา เพราะไม่ต้องการให้เด็กน้อยอย่างเขานั้นเศร้าสร้อยจนเกินไป เขาเดินจากมาและให้ตาของเขาดูแลมารดาของตนแทน เขาได้กลับมาที่ห้องของตนเอง ภายในห้องของเขาเป็นห้องเล็กๆซึ่งมีโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ตัว ชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ และเตียงนอนเพียงเท่านั้น เขาเดินมานั่งบนเก้าอี้ภายในห้องนั้นจากนั้นมาซองจดหมายบนโต๊ะด้วยใบหน้าลำบากใจ บนซองจดหมายนั้นเขียนไว้ด้วยอักษรไม่กี่คำบนนั้นซึ่งก็คือ ‘งานประลองยุทธ์เมืองฟูเจี้ยน’ นี่คืองานแข่งขันที่รวบรวมผู้ฝึกยุทธ์วัยเยาว์ทั้งหลายในเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้เพื่อหาผู้เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในรุ่น นัดหมายการประลองนั้นคือในอีกหนึ่งปีนับจากนี้ การแข่งขันนี้ถูกจัดขึ้นโดยเจ้าเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้ ของรางวัลในงานแข่งขันนี้นับว่ายิ่งใหญ่มาก ผู้ชนะการประนั้นจะได้รับเงินรางวัลถึงหนึ่งร้อยตำลึงทอง นั่นเท่ากับเงินถึงหนึ่งพันตำลึงเงินหรือเท่ากับเงินหนึ่งล้านอีแปะเลย ถ้าเขาชนะการประลองนี้ละก็คงสามารถแก้ปัญหาเงินทองในการใช้ซื้อยาให้มารดาตนได้…แต่นั่นก็แค่ความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น มีเหรอที่ผู้ฝึกยุทธ์ปราณขั้นหนึ่งจะชนะ

ถึงแม้เขาจะฝึกยุทธ์มาตั้งแต่อายุสิบขวบแล้วก็ตามแต่ก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นแม้แต่น้อย หลังจากทะลวงผ่านปราณขั้นหนึ่งสู่ปราณขั้นหนึ่งระดับต่ำก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นอีกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าวิชาปราณอำมหิตของสกุลถังเขาจะฝึกสำเร็จไปทั้งสามขั้นแล้วก็ตามแต่ระดับพลังยุทธ์ก็ไม่อาจจะก้าวหน้าขึ้นเลย

ถังเฟยหู่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจำต้องชนะการประลองในครั้งนี้ให้ได้ หญ้ามังกรที่เก็บสะสมไว้เองก็พอหลงเหลือให้ใช้อย่างประหยัดได้ไปอีกหกเดือน ปัญหาคืออีกห้าเดือนนับจากนี้คือเขาจำต้องหาเงินอย่างน้อยยี่สิบตำลึงทองให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตาม เขาเผื่อเวลาไว้อีกหนึ่งเดือนเพื่อให้หญ้ามังกรนั้นส่งมาให้ทันใช้งาน

“ช่างเถอะ ตอนนี้ที่ต้องทำก่อนก็คือต้องเพิ่มพลังยุทธ์ให้มากที่สุด” ถังเฟยหู่ลุกขึ้นมาแล้วย้ายไปนั่งสมาธิอยู่บนเตียงแทน เขาสำรวจสมาธิแล้วเพ่งจิตเข้าสู่จุดตันเถียนที่ท้องของเขา ขับเคลือนปราณอำมหิตตามที่เคยร่ำเรียนมาจากถังจิวหูตอนประชุมรุ่นเยาว์ในตระกูล ปราณสีแดงเข้มเคลือนที่ไปตามเส้นชีพจรทั่วทั้งร่างแล้วไหลผ่านสู่จุดตันเถียนอีกรอบ พลังส่วนใหญ่ที่สะสมจากการไหลเวียนลมปราณถูกสะสมไว้ในตันเถียนจากนั้นจึงเริ่มกระบวนการสะสมลมปราณใหม่อีกครั้ง วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆจนถังเฟยหู่เองก็ไม่รับรู้อีกต่อไปว่าลมปราณนั้นหมุนเวียนภายในร่างกายของตนไปกี่รอบแล้ว เขาได้เข้าสู่ภวังลึกจากการฝึกยุทธ์ จิตใจของเขาดำดิ่งลงไปภายในตันเถียนของตนเอง ตอนนี้ภาพที่เขาเห็นรอบตัวนั้นคือความมืดไร้ที่สิ้นสุด ด้านหน้าของคือเจ้างูน้อยซึ่งเป็นจิตวิญญาณของเขาเองนอนขดอยู่เบื้องหน้า ที่ด้านหลังของงูน้อยนั้นคือโครงกระดูกซึ่งมีดวงตาเป็นไฟวิญญาณสีแดงฉาน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ถังเฟยหู่ได้ปลุกจิตวิญญาณขึ้นแล้วลองเข้ามาในห้วงวิญญาณของตนเองนั้นเขาก็ได้พบกับโครงกระดูกแปลกประหลาดนี้อยู่ในตัวอยู่แล้ว ถังเฟยหู่คาดเดาว่าสิ่งนี้คงเป็นจิตวิญญาณอีกหนึ่งตนของตัวเอง ที่แท้แล้วเขามีจิตวิญญาณอีกหนึ่งนอกจากเจ้างูน้อยนั้น ที่แปลกประหลาดกว่าคือจิตวิญญาณอีกหนึ่งตนนี้คือต้นเหตุของการฝึกยุทธ์ที่ผิดปกติของตนเอง

โครงกระดูกนี้มักจะขโมยปราณส่วนใหญ่ที่ตนเองฝึกฝนได้ ถึงแม้ว่าปราณอำมหิตที่ฝึกฝนจนสำเร็จสามขั้นแล้วแต่ก็ไม่อาจเติมเต็มความโลภให้กับโครงกระดูกผู้โลภโมโทสันของมันได้เลย

“เห็นทีปราณอำมหิตไม่อาจจะเติมเต็มความโลภของโครงกระดูกนี้ได้…ข้าหลบหนีการฝึกยุทธ์มาโดยตลอด ไม่เคยตั้งใจจริงเพราะไม่รู้ว่าทำอย่างไรดีกับจิตวิญญาณประหลาดนี้….ในวัยเด็กข้าอุส่าดีใจคิดว่าโชคดีที่เกิดมามีจิตวิญญาณแฝด…แต่มันกลับกลายเป็นคำสาปให้ข้าไม่อาจก้าวหน้า เป็นที่ขายหน้าท่านแม่กับท่านตา….ข้าหันหน้าเข้าสู่หนทางตรงข้าม ร่ำเรียนตำราและการดนตรี….แต่วันนี้ข้าคงไม่อาจหนีได้อีก”

ถังเฟยหู่ถอนจิตตัวเองออกมาจากห้วงวิญญาณของตนเอง เมื่อรู้ตัวอีกทีนี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วตั้งแต่เริ่มฝึกฝน เขารีบเดินออกมาจากห้องของตัวเองแล้วไปหาถังหยางหลิวที่ห้องทำงานของเขาที่ตั้งอยู่ในตัวตึก เมื่อเปิดเขาไปนั้นก็เห็นถังหยางหลิว ชายชราผู้มีแขนเดียวกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งภายในห้อง ในห้องทำงานนี้นั้นระเกะระกะเต็มไปด้วยกระดาษและตำราทั้งหลาย

“ท่านตา…”

“….” ถังหยางหลิวลดตำราลงเพื่อมองดูผู้ที่เรียกหาเขา เมื่อมองไปก็พบกับถังเฟยหู่ที่เดินเข้ามาทางประตูด้วยสีหน้าและแววตาที่เปลี่ยนไป ในยามปกตินั้นแววตาของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความลังเลและไม่มั่นใจ แต่ความนี้นั้นต่างไปจากเดิมมากนัก มันเป็นแววตาที่ปราศจากความลังเลอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกดีใจที่หลานชายของตนในที่สุดก็ลืมตาตื่นมองความจริงเสียที ไม่หลีกหนีสิ่งใดอีกต่อไป สมแล้วกับที่เขายอมเสียสละพลังยุทธ์ทั้งหมดและแขนหนึ่งข้างไปเพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยคนนี้เอาไว้ เขายิ้มให้กับหลานชายของตนและเดินเข้าไปหาหลานชายของตนเองที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของตน

“เจ้าพร้อมแล้วสินะ”

“ครับท่านตา…ข้าจะไม่หนีอีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น….ครั้งนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตท่านแม่ ข้าไม่มีวันที่จะยอมท้อถ่อยอีกต่อไป”

“หึๆ ดีมากหลานชายข้า” ถังหยางหลิวยิ้มอย่างเบิกบานใจยิ่งนัก เขาใช้นิ้วชี้แตะไปบนหน้าผากของถังเฟยหู่ ในทันใดนั้นมีความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้าไปในสมองของเขาโดยตรง ถังหยางหลิวได้ถ่ายทอดวิชาประจำตระกูลให้แก่ถังเฟยหู่ไป

“ท่านตา นี่มัน…”

“…ข้ารู้ดีว่าเจ้าต้องการอะไรหลานข้า เจ้าคงคิดหวังชัยชนะในการประลองในอีกหนึ่งปีต่อจากนี้สินะ เรื่องนั้นหาใช่ความลับอันใดไม่ ทั่วทั้งเมืองใครๆต่างก็รู้กันทั้งนั้น ก็จวนเจ้าเมืองนั้นตีฆ้องร้องป่าวประกาศเรื่องนี้ตลอดสามวันสามคืน แถมพวกมันยังส่งเทียบเชิญไปให้ผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีทั่วทั้งเมือง ขนาดเจ้าถังเจี้ยนบุตรชายของถังหมิงอายุแค่สิบปียังได้เทียบเชิญ สงสัยเจ้าเมืองนั่นคงเพี้ยนไปเสียแล้ว….”

ในระหว่างที่ผู้เป็นตาก็บ่นไปนั้นผู้เป็นหลานชายก็หาได้สนใจไม่ มั่วแต่สนใจในเนื้อหาทั้งหลายที่ได้ถูกส่งเข้ามาในหัวของตนเองโดยตรงโดยหาได้สนใจตาของตนเองเลย ผู้เป็นตาเองเมื่อเห็นดังนั้นก็จงใจเรียกจิตวิญญาณของตนเองออกมาที่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ ละอองปราณสีเขียวปลดปล่อยออกมาจากตัวของเขาที่เบื้องหลังและรวมตัวกันกลายเป็นงูยักษ์สีเขียวเข้ม ดวงตาสีเขียวมรกตและหงอนบนศีรษะ ขนาดของมันใหญ่โตจนคับแคบเมื่ออยู่ภายในห้องเล็กๆแห่งนี้ นี่คือจิตวิญญาณอสรพิษมรกตที่อยู่ในระดับสี่ ต่างจากระดับหนึ่งของถังเฟยหู่ยิ่งนัก แต่การที่เรียกออกมานั้นถังหยางหลิวที่เสียพลังยุทธ์ไปแล้วก็คงใช้ได้ไม่นาน เขารีบสั่งให้มันรีบกัดไปที่ถังเฟยหู่ในทันที!

“อ๊ากก..!” ถังเฟยหู่ร้องออกมาเพียงชั่วครู่เมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาที่แขนของตนเอง เมื่อมองไปก็เห็นอสรพิษมรกตของผู้เป็นตากำลังกัดจนฝังเขี้ยวเข้ามาในเนื้อหนังของตนเอง เขาฝืนทนความเจ็บปวดไว้และไม่ร้องออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ เขานั้นที่ได้รับถ่ายทอดวิชาผ่านทางความทรงจำจากผู้เป็นตามานั้นจึงทำให้พอเดาได้ว่าตาของตนต้องการจะทำสิ่งใด เขาเพียงต้องการช่วยตนเองให้เก่งกาจยิ่งขึ้น หาได้ทำร้ายตนเองไม่ เขานั้นตอบรับความหวังดีของผู้เป็นตาด้วยความเต็มใจ เขาไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอออกมาให้ถังหยางหลิวได้เห็น

อสรพิษมรกตหลังจากปลดปล่อยพิษจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือดของถังเฟยหู่แล้วจากนั้นก็กลายเป็นกระแสลมปราณกลับสู่ตันเถียนของถังหยางหลิวอีกครั้งหนึ่ง ส่วนตัวของถังหยางหลิวเองก็แสดงสีหน้าเหนื่อยอ่อนออกมาเพราะการเรียกใช้จิตวิญญาณด้วยระดับสี่ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้เองก็หนักหนาเอาการอยู่เช่นกัน แต่ยังไม่พอเพียงเท่านั้น ถังหยางหลิวยังเรียกทาสอสูรออกมาอีกถึงสี่ตัว ทั้งค้างคาวโลกันต์ ตะขาบน้ำแข็ง แมงป่องอสูร แมงมุมรัตติกาล ทาสอสูรทั้งสี่ตัวนั้นต่างเป็นสัตว์มีพิษที่ร้ายแรง พวกมันนั้นหน้าตาช่างอัปลักษณ์และน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก ทาสอสูรทั้งสี่ตัวต่างทั้งกัด ฉกและต่อยเข้าไปที่เนื้อหนังของถังเฟยหู่ในทันที ปลดปล่อยพิษร้ายโลดแล่นเข้าสู่กระแสเลือดของถังเฟยหู่ในทันที พิษทั้งห้าต่างหนุนเสริมและต่อต้านกันไปมาราวกับสัตว์ร้ายที่ใช้ร่างกายของเขาเป็นสมรภูมิ เส้นเลือดทั่วร่างของถังเฟยหู่นั้นปูดโปนขึ้นมา เส้นเลือดเปลี่ยนเป็นสีดำทั่วทั้งร่าง ถังเฟยหู่ร่างร่วงลงไปกับพื้นดิ้นทุรนทุรายอยู่ตรงนั้น สีหน้าเปล่งไปด้วยแววเจ็บปวดเหลือทน มือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เลือดหลั่งไหลออกมามากมาย เขากัดฟันแน่นจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

ทาสอสูรทั้งสี่นั้นแตกสลายกลายเป็นกระแลลมปราณกลับเข้าสู่ร่างกายของถังหยางหลิวในทันทีหลังจากนั้น สีหน้าของเขาช่างเจ็บปวดและเหนื่อยอ่อนยิ่งนัก เขามองดูถังเฟยหู่หลานชายด้วยแววตาคาดหวังบางอย่าง เขาหวังว่าสิ่งที่เขาทำในวันนี้จะทำให้หลานชายผู้นี้สามารถก้าวผ่านความลำบากแล้วกลับกลายเป็นพยัคฆ์ผู้ทะยานฟ้าได้สมกับชื่อของเด็กน้อยผู้นี้ที่มารดาของเขาตั้งไว้ให้​

ความคิดเห็น