เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 หลบหนี

ชื่อตอน : บทที่ 1 หลบหนี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2561 19:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 หลบหนี
แบบอักษร

กรี๊ดดดด

เสียงกรีดร้องของหมอตำแยและบ่าวไพร่หญิงที่เข้าไปช่วยทำคลอดในห้องพักของพระชายาถังดังประสานกันขึ้นในคืนหนึ่งภายในตำหนักไป๋หู่อ๋อง ภายในห้องพักพระชายาถังนั้นเหล่าบ่าวไพร่และหมอตำแยต่างเข่าอ่อนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของพวกเธอต่างเต็มไปด้วยความหวาดผวาราวกับพบผีสางมาก็ไม่ปาน

“นะ..นางงง….ลูกนางเป็นปีศาจ มัน….ปะ..เป็นพวกชนเผ่าเซี่ย!” เสียงของหมอตำแยเฒ่าตะโกนก้องเข้าหูของทุกคนในห้องยิ่งขับเน้นให้พวกเธอต่างหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น สาวใช้คนหนึ่งที่อยู่ใกล้ประตูมากที่สุดทนต่อความกลัวนี้ต่อไปไม่ไหว นางถึงกับกรีดร้องลั่นวิ่งหนีออกไปจากห้องพระชายาถังโดยไว เมื่อคนอื่นเห็นดังนั้นจึงต่างวิ่งหนีออกไปโดยไม่หันกลับมามองห่อผ้าที่คลุมตัวบุตรของพระชายาถังอีก บุตรของพระชายาถังนั้นถูกคลุมตัวด้วยห่อผ้าต้วนสีทองถูกทิ้งไว้ที่ปลายเตียงพระชายาถัง

ถังจิ้งชิงที่รั้งรอบุตรสาวอยู่ในตำหนักไป๋หู่อ๋องเพื่อรอดูหน้าหลานของตนเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเหล่าบ่าวไพร่และหมอตำแย่ก็รู้ได้ในทันทีว่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นกับบุตรสาวของตนเสียแล้ว ถังจิ้งชิงรีบวิ่งไปตามทางเดินเพื่อไปสู่ห้องพักของพระชายาถังแต่เมื่อเขาวิ่งไปได้ไม่นานก็ได้พบกับเหล่าบ่าวไพร่ที่วิ่งสวนมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจและหวาดกลัวสุดขีด เมื่อเห็นดังนั้นเขายิ่งร้อนใจดั่งกับมีไฟมาสุมทรวง เขาห่วงเหลือเกินว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับบุตรสาวของตน ก่อนที่ภรรยาของเขาได้ตายได้ฝากฝังให้เขาดูแลบุตรสาวของพวกเขาอย่างดี หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง เขาคงไม่มีหน้าไปพบภรรยาในปรโลกแล้ว

ปังงง

เมื่อมาถึงถังจิ้งชิงรีบเปิดประตูห้องพักพระชายาถังโดยไว กลับพบเห็นกับบุตรสาวของตนเองที่อ่อนแรงเพราะการคลอดกำลังนอนอยู่บนเตียง ส่วนปลายเตียงนั้นคือบุตรของนางที่พึ่งคลอดออกมาอยู่ในห่อผ้าต้วนสีทองลายพยัคฆ์ เมื่อเห็นบุตรสาวตนเองเขารีบเข้าไปจับชีพจรเพื่อตรวจดูอาการ แต่ก็พบว่านางนั้นเพียงแค่อ่อนแรงเท่านั้น ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิตอะไร ถังจิ้งชิงก็ใจชื้อขึ้นเยอะเมื่อบุตรสาวไม่เป็นอันตรายอันใด เขาหันกลับไปทางปลายเตียงเพื่อจะได้มองดูหลานของเองอย่างถนัด เขาเดินเข้าไปหาหลานของตนพร้อมกับอุ้มห่อผ้าต้วนทองนั้นขึ้นมาด้วยด้วยความรักใคร่ ถังจิ้งชิงเลิกผ้าต้วนขึ้นเพื่อมองหน้าหลานของตนให้ถนัดตา

“นะ…นี่มัน!” เมื่อเห็นหน้าหลานของตนนั้น ถังจิ้งชิงเองก็ตื่นตระหนักเช่นกันกับเหล่าบ่าวไพร่ที่วิ่งหนีไป แต่เขาหาได้หวาดกลัวเช่นพวกบ่าวไพร่ไม่ เขาเองรู้อยู่เต็มอกแล้วเหตุใดพวกบ่าวไพร่ถึงกรีดร้องหวาดกลัวเช่นนั้น เขามีเพียงความเวทนาและความเสียใจให้กับหลานของตนเองเท่านั้น เขาเองย่อมรู้จักอาการของหลานตนเองดีว่ามันเป็นเช่นไร แต่ผู้อื่นย่อมไม่รู้ความในของอาการนี้เช่นตนเอง ถ้าถูกไป๋หู่อ๋องพบเห็นคงต้องถูกเรียกหาเป็นปีศาจ เป็นพวกคนเถื่อนเผ่าเซี่ย หรือแม้แต่ราชสำนักเองก็จะไม่ละเว้นพวกเขาที่ให้กำเนิดบุตรหลานเป็นปีศาจเช่นนี้ ไม่แน่พวกเขาอาจถูกลงโทษทัณฑ์ห้าม้าแยกร่างก็เป็นได้

หนทางเดียวมีเพียงหลบหนี!

ถังจิ้งชิงเร่งรีบโอบอุ้มหลานของตนไว้ในอ้อมอก ทั้งยังใช้มืออีกข้างพยุงร่างของถังหลิวบุตรสาวของตนหลบออกไปทางหน้าห้องพักของบุตรสาวตนเอง เขาปลดปล่อยปราณสีเขียวมรกตของตนเองออกมาเป็นละอองวนเวียนรอบตัวเพื่อปลดปล่อยทาสอสูรค้างคาวโลกันต์ออกมา ละอองแสงสีเขียวที่วนเวียนอยู่นั้นได้รวมตัวกันเบื้องหน้าของถังจิ้งชิง เบื้องหน้าของเขาคือค้างคาวสีม่วงดำขนาดใหญ่ยักษ์ ดวงตาสีแดงก่ำ เขี้ยวยืดยาวออกมาแลดูน่ากลัว ถังจิ้งชิงรีบนำพาถังหลิวและหลานของตนขึ้นหลังค้างคาวโลกันต์และบังคับให้มันออกบินไปในทันที ด้วยธรรมชาติของค้างคาวโลกันต์ที่เป็นนักล่าในยามราตรีจึงทำให้มันหลบซ่อนจากการตรวจจับทั้งหลายได้อย่างดี รวมกับด้วยร่างกายของมันที่กลมกลืนไปยามราตรี ทำให้ถังจิ้งชิงและครอบครัวสามารถหลบหนีออกไปจากตำหนักไป๋หู่อ๋องโดยไม่มีใครสามารถพบเห็น

“เจ้าหมายความว่ายังไงว่าพระชายาถังและบุตรข้าหายไป!” เฟิงหมิงตะโกนก้องตำหนักด้วยความพิโรธ ไอสวรรค์อัสนีรอบเมืองเฉิงตูสั่นสะท้านตามความโกรธของเฟิงหมิง รอบกายของเฟิงหมิงมีแต่อัสนีสีฟ้าวิ่งแล่นไปมา ทำลายห้องโถงของตำหนักเสียไม่มีดิบดี ดวงตาสีฟ้าของเขาจ้องไปยังเหล่าองครักษ์ด้วยแววตาอำมหิต เพียงพริบตาเดียวเขาพุ่งเข้าไปกระทืบองครักษ์คนหนึ่งเสียจมพื้น องครักษ์คนนั้นถึงกับกระอักเลือดออกมา เฟิงหมิงยังไม่บรรเทาความโกรธของเขา เขายังคงมองไปยังเหล่าองครักษ์ที่เหลือด้วยแววตาอาคาตแค้น ลมปราณสีฟ้าของเขาเปล่งแสงสีฟ้าก่อนมันจะแยกตัวออกมาเป็นเส้นแสงมากมายและรวมตัวกันเบื้องหน้าของเฟิงหมิง กลายเป็นพยัคฆ์ขาวตัวหนึ่งซึ่งมีดวงตาสีฟ้าและคมเขี้ยวแหลมคม ดวงตามันเปี่ยมด้วยความโหดร้ายเฉกเช่นเดียวกับนายของมัน นี่คือจิตวิญญาณพยัคฆ์เมฆา ผู้มีอำนาจควบคุมลมฟ้าอากาศทั้งหลาย จิตวิญญาณที่สืบทอดกันมาในตระกูลเซียนพยัคฆ์สามตาแห่งตะวันตก

“ฆ่า!” เฟิงหมิงเปล่งวาจาเพียงแค่คำเดียว พยัคฆ์เมฆาเปล่าประกายแสงอัสนีอาบไล้ทั่วร่างก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปฉีกกระชากร่างของเหล่าองครักษ์ออกเป็นชิ้นๆในชั่วพริบตา เปลี่ยนห้องโถงตำหนักไป๋หู่อ๋องกลายเป็นทะเลเลือดที่เต็มไปด้วยเศษซากร่างของเหล่าองครักษ์ที่อยู่ในตำหนัก เฟิงหมิงอ๋องยังคงอาละวาดเยี่ยงนั้นต่อไปยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนก่อนที่จะสั่งไพร่พลทั้งหลายให้ออกตามหาถังหลิวและถังจิ้งชิงเป็นการลับ ถึงแม้ว่าจะตามหาอย่างสุดกำลังแล้วก็ตาม เฟิงหมิงยังไม่อาจสามารถตามหาพระชายาและลูกของตนพบ ทางราชสำนักและเหล่าเพื่อนฝูงในแวดวงขุนนางเองต่างก็สอบถามข่าวคร่าวเกี่ยวกับบุตรของตนเอง เขาเองไม่รู้ทำอย่างไรต่อไปได้จึงบอกปัดไปว่าภรรยาและบุตรของตนนั้นตายด้วยโรคร้ายไปแล้ว ถึงแม้เขาจะพอรู้มาบ้างจากเหล่าบ่าวไพร่หญิงที่ไปทำคลอดให้พระชายา แต่เขาเองก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่าภรรยาที่เขารักและบุตรของตนจะกลับกลายเป็นพวกปีศาจเผ่าเซี่ยไปได้ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปีแล้วก็ไม่มีใครพบเห็นหรือได้ยินข่าวคราวของถังจิ้งชิงและถังหลิวอีก ไม่มีแม่แต่การกล่าวถึง กลายเป็นดั่งเกล็ดย้อนของเฟิงหมิงที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

ห่างออกไปทางแคว้นทางใต้นามว่าเจียงหนาน ณ ติดแดนติดขอบทะเลอันไกลโพ้นนั้น มีเมืองแห่งหนึ่งนามว่าฟูเจี้ยน เป็นเมืองท่าซึ่งมีการค้าขายทางเรือมากมาย มีสำเภาสินค้ามาจอดเทียบท่าที่เมืองแห่งนี้ ทั้งขนส่งไม้ หนังสัตว์และเครื่องเทศ ที่ใกล้ๆกับใจกลางเมืองนั้นคือที่ตั้งของจวนตระกูลแห่งฟูเจี้ยน จวนแห่งนี้นั้นเป็นจวนขนาดกลางซึ่งมีดาดเดื่อนทั่วไปในเมือง ตระกูลถังนั้นเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์อันดับสองแห่งเมืองฟูเจี้ยน ถึงแม้ว่าในอดีตนั้นตระกูลถังจะเป็นตระกูลที่โด่งดังด้วยจิตวิญญาณพิษและเป็นอันดับหนึ่งแห่งเมืองฟูเจี้ยนแต่หลายปีให้หลังกลับตกต่ำไปมากนัก

ใต้ต้นหลิวใจกลางจวนสกุลถังนั้นได้มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังบรรเลงบทเพลงอันไพเราะเสนาะหูด้วยขลุ่ยหยกเลาหนึ่งอยู่ ชายหนุ่มอายุสิบห้าปีผู้นี้มีผิวกายละเอียด คิ้วดกดำประดุจดาบพาดผ่านเหนือดวงตาข้างขวาสีเขียวมรกตอันน่าหลงไหล แต่ตาซ้ายของเขานั้นกลับเป็นที่ปิดตาทำด้วยโลหะสลักลายอสรพิษปิดอยู่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูลึกลับยิ่งนัก โดยรวมแล้วถึงแม้จะไม่ติดอันดับยอดชายงามแห่งแผ่นดิน แต่ก็หาใช่ขี้ริ้วขี้เหร่ไม่ มีสตรีมากมายต่างก็อยากทำความรู้จักกับคุณชายแห่งสกุลถังผู้นี้มากมาย แต่น้อยครั้งนักที่ถังเฟยหู่จะย่างกรายออกไปนอกจวนสกุลถัง มีเพียงเป็นครั้งคราวเท่านั้นที่เขาจะออกไปบนภูเขาใกล้ๆกับเมืองเพื่อหาสมุนไพรให้แก่ท่านตาของเขาถังหยางหลิวนำมารักษามารดาของตนซึ่งร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่ตนเองนั้นจำความได้

“เฮ่ๆ นึกว่าใครที่ไหนทำเสียงหนวกหูในจวนของข้า ที่แท้ก็เป็นเจ้าคนนอกแห่งตระกูลถังเรา ไอ้เจ้าบัณฑิตตาบอด คุณชายสามของพวกเรานี่เอง ฮ่าๆๆ! ถังเฟยหู่! เจ้าช่างเป็นความอัปยศแห่งตระกูลถังจริงๆ!” เสียงหนึ่งได้ตะโกนด่าถังเฟยหู่ด้วยเสียงอันดังจากด้านหลังของเขา ถังเฟยหู่หยุดบรรเลงเพลงในทันทีเมื่อได้ยินเสียงของผู้มาใหม่ ขลุ่ยหยกในมือนั้นแตกกระจายออกกลายเป็นละอองปราณสีเขียวสดใสก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นงูหยกซึ่งมีเกล็ดสีเขียวเข้ม ดวงตาสีเขียวมรกต ขนาดของมันนั้นเล็กมากจนสามารถพันตัวอยู่รอบช่วงคอของถังเฟยหู่ นี่คือจิตวิญญาณของถังเฟยหู่ซึ่งเป็นจิตวิญญาณระดับหนึ่งซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในสิบสองระดับจิตวิญญาณแห่งโลกวิญญาณ จิตวิญญาณระดับหนึ่งนั้นเป็นจิตวิญญาณที่มีอยู่ดาดเดื่อน ส่วนผู้ที่เรียกว่ามีพรสวรรค์นั้นสมควรที่จะมีจิตวิญญาณระดับสองถึงสาม ถึงแม้ว่าจิตวิญญาณนั้นจะสามารถพัฒนาได้ก็ตาม แต่จิตวิญญาณที่เกิดมาพร้อมพลังที่มากกว่าย่อมมีพื้นฐานที่มั่นคงกว่าย่อมสามารถพัฒนาได้มากกว่า หากเปรียบจิตวิญญาณทั้งหลายดั่งเจดีย์ เมื่อมีฐานที่คงทนแข็งแรงย่อมสามารถสร้างจำนวนชั้นของเจดีย์ได้มากมาย แต่หากเป็นเจดีย์ซึ่งมีรากฐานไม่มั่นคงแล้ว นั่นย่อมหมายถึงเจดีย์ที่ไม่อาจสร้างยอดได้สูงเทียบเท่า หากยังคงฝืนสร้างมันต่อไปแล้วนั้น เจดีย์ที่ไม่มั่นคงนั้นคงพังลงมาทั้งแถบ จิตวิญญาณที่พังทลายเพราะการฝึกฝนย่อมหมายถึงชีวิตของผู้ครอบครองเอง

ถังเฟยหู่นั้นหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาสงบ เขานั้นชินชากับเรื่องแบบนี้เสียแล้ว คนตรงหน้าของเขานั้นคือชายหนุ่มอายุเท่ากันกับเขาคนหนึ่งซึ่งมีผมสีดำและดวงตาสีเขียวมรกตเช่นกันกับเขา คนผู้นี่คือลูกหลายสกุลถังที่พลังสูงที่สุดในรุ่น ถังชิงหลานชายคนโปรดของผู้นำตระกูลถังจึงทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างก็อยากประจบสอพลอเขาทั้งนั้น แต่ทั้งถังเฟยหู่และถังชิงแม้จะเกิดมาอยู่ในสกุลถังเช่นกันแต่หาได้รักใคร่กันเฉกเช่นญาติพี่น้องทั่วๆไปนั่นก็เพราะตัวถังเฟยหู่เอง

ถังเฟยหู่นั้นราวกับเป็นคนนอกภายในตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนเสมอในเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ทั้งมารดาของถังเฟยหู่และตาของเขานั้นต่างก็ไม่ใช่สายเลือดโดยตรงของตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยน แต่เป็นครอบครัวต่างถิ่นที่ระหกะเหินมาสู่ดินแดนฟูเจี้ยนได้สิบกว่าปีแล้ว แต่เพราะพวกเขานั้นมีสายเลือดตระกูลถังเช่นกันซึ่งสามารถสังเกตได้จากดวงตาสีเขียวมรกตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสายเลือดตระกูลถัง จึงทำให้ถังจิวหูซึ่งเป็นผู้นำตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนนั้นเห็นใจและรับถังเฟยหู่และครอบครัวเข้าสู่ตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยน

แต่ผู้คนหลายๆคนในตระกูลนั้นไม่ค่อยชอบถังเฟยหู่และครอบครัวนักยกเว้นเพียงถังจิวหูผู้เมตตา เหล่าผู้คนในตระกูลนั้นต่างมองเขาเป็นเพียงคนนอกและกาฝากซึ่งสูบกินทรัพยากรอันมีจำกัดในจวนไปโดยสิ้นเปลือง ทั้งๆที่ครอบครัวของถังเฟยหู่หาใช่คนในตระกูลเสียหน่อย ความรังเกียจจากพ่อแม่ก็ถ่ายทอดสู่ลูกหลานในตระกูล ถังเฟยหู่จึงมักไม่มีเพี่อนเล่นในวัยเด็ก หรือแม้แต่ถูกรังแกต่างๆนาๆ

อีกทั้งการฝึกยุทธ์ของถังเฟยหู่หาได้ก้าวหน้ามากนัก อายุก็ปาเข้าไปปีที่สิบห้าแล้วแต่พลังของเขานั้นยังอยู่ที่ลมปราณขั้นหนึ่งระดับต่ำเพียงเท่านั้น จิตวิญญาณของเขาเองก็เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น จึงยิ่งถูกคนในรุ่นเดียวกันในตระกูลกลั่นแกล้งยิ่งขึ้นด้วยความคิดที่ว่าทรัพยากรที่ตระกูลให้กับถังเฟยหู่นั้นช่างเสียเปล่ายิ่ง

ถังเฟยหู่เองนั้นก็หาได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนเช่นเดียวกันกับคนอื่น แต่เขานั้นใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่านตำราทั้งหมดภายในหอตำราจวนสกุลถัง หรือแม้ศึกษาการดนตรี อีกทั้งยังมักชมชอบศึกษาวิชาแพทย์กับถังหยางหลิวผู้เป็นตาของตนอีก ในด้านการศึกษาถึงแม้จะได้ฉายาว่าเป็นยอดบัณฑิตแห่งฟูเจี้ยน แต่ก็นับว่าเป็นที่น่าอับอายของตระกูลผู้ฝึกยุทธ์อย่างตระกูลถังเช่นกันที่มีบุตรหลานที่ไม่เอาไหนด้านยุทธ์

“ผู้น้อยขอโทษท่านด้วยถังชิงที่ทำให้ท่านระคายหูเพราะดนตรีของผู้น้อย” ถังเฟยหู่เอ่ยกล่าวขอโทษแล้วหันหลังเดินจากไป แต่ถังชิงหาได้ยอมง่ายๆเช่นกัน เขาได้คว้าไหล่ของถังเฟยหู่ไว้และออกแรงบีบจนเขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา อีกทั้งถังชิงยังออกแรงเตะไปที่ข้อพับขาของถังเฟยหู่จนเขานั้นเสียหลักล้มลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้น ถังเฟยหู่ช่างเจ็บใจตัวเองเหลือที่เกินที่ไม่มีแรงแม้แต่จะปกป้องตัวเองได้เลย เขากำมือไว้แน่นด้วยความโกรธที่อยู่ในใจ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากเพียงต้องปล่อยวางเท่านั้น ถังเฟยหู่เองก็ค่อยๆคลายมือออกพร้อมกับอารมณ์ของตนที่ค่อยๆสงบลงไปเรื่อยๆ ทุกๆวันตลอดสิบกว่าปีมานี้เรื่องเช่นนี้ก็เกิดมานับครั้งไม่ถ้วนเสียแล้ว ความไม่พอใจทั้งหลายก็คงได้แต่เก็บกดไว้ภายในใจเท่านั้นเอง ถังชิงเองเมื่อได้รังแกถังเฟยหู่โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจตอบโต้อะไรก็พอใจยิ่งนัก นับว่าได้ระบายอารมณ์ที่โดนบิดาของตนเองด่าสั่งสอนเรื่องการฝึกยุทธ์แล้ว

“หึๆ ผู้อ่อนแอนั้นย่อมต้องสยบต่อผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ละ ฮ่าๆๆ!” ถังชิงกล่าวพร้อมกับเดินจากไปโดยทิ้งให้ถังเฟยหู่นอนหมอบกับพื้นอย่างนั้น​

ความคิดเห็น