แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 200

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2561 04:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22
แบบอักษร

เด็กหญิงหลับตาลงเบาๆราวจะลืมภาพที่อยู่เบื้องหน้าให้หมดสิ้น แล้วเพียงลมหายใจเดียว เธอก็รู้สึกประดุจว่าภาพจำเก่าๆไหลพรั่งพรูออกมาไม่รู้จบ

อึดใจนั้น เหล่ฟั้นมองเห็นตัวเองสมัยที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ รอบกายเธอแวดล้มไปด้วยเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน ซึ่งต่างกำลังเล่นลูกข่างจีนอย่างสนุกสนานที่ริมโบสถ์ โดยมีแววตาปรานีของซิสเตอร์กวานทอดมองอยู่ไม่ห่าง จากนั้นสักครู่ เสียงระฆังทองเหลืองลูกโตซึ่งแขวนอยู่บนเพดานโบสถ์ก็ดังกลบเสียงหึ่งๆของลูกข่างในมือเด็กๆเสียสิ้น ก่อความฉงนฉงายแก่เด็กผู้หญิงทุกคนในที่นั้น

“ดูนั่นซิจ๊ะเด็กๆ เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวมาแล้ว”

ภาพที่พวกเธอเห็นอยู่ไกลลิบคือชายหญิงในเครื่องแต่งกายสีขาวสะอ้านที่ควงแขนกันออกมาจากในโบสถ์ ในมือของหญิงผู้นั้นมีช่อดอกไม้ซึ่งหล่อนกำไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ริ้วรอยแห่งความปรีดาฉายชัดบนดวงหน้าของพวกเขา รวมไปถึงเหล่าญาติมิตรทั้งโขยงที่กำลังตั้งแถวโห่ร้องแสดงความยินดีตรงหน้า

“เจ้าสาวสวยจังเลยค่ะ ซิสเตอร์” เด็กคนหนึ่งบอกด้วยสุ้มเสียงเริงร่า “หนูอยากเป็นเจ้าสาว อยากแต่งตัวสวยๆ อยากถือช่อดอกไม้แบบพี่สาวคนนั้นบ้าง หนูต้องทำยังไงคะซิสเตอร์ รบกวนบอกหนูหน่อยนะคะ”

ภคินีสาวหัวร่อต่อกระซิกเมื่อเด็กคนอื่นเริ่มจะอ้อนวอนตาม

“เอาละๆ ก่อนอื่นพวกหนูเข้าใจแล้วหรือยังจ๊ะว่าเจ้าสาวคือใคร...เจ้าสาวก็คือผู้หญิงที่เข้าพิธีแต่งงานกับผู้ชายที่เรียกว่าเจ้าบ่าว ผู้ชายกับผู้หญิงนั้นก่อนจะแต่งงานกันได้ก็ต้องมีความรักต่อกันก่อน ถ้าพวกเขาไม่รักกันก็แต่งงานกันไม่ได้ เพราะงั้นการที่ผู้หญิงจะกลายเป็นเจ้าสาวได้ก็ต้องรักผู้ชายก่อน และผู้ชายก็ต้องรักตอบด้วย”

เหล่ฟั้นกลอกตาด้วยความงงงวยกับคำอรรถาธิบายของซิสเตอร์ เป็นเวลาเดียวกับที่เพื่อนอีกคนพูดขึ้นอย่างมาดมั่นว่า “หนูอยากมีความรักกับผู้ชาย จะได้เป็นเจ้าสาว แต่งชุดยาวๆสีขาวแบบเจ้าสาวคนนี้มั่ง”

“อะไรกัน เป็นเด็กเป็นเล็กก็คิดอยากมีความรักแล้วหรือ” ท่านยิ้มอ่อนโยน “รอให้หนูโตกว่านี้ก่อนนะจ๊ะ เมื่อไหร่ที่ถึงวันฉลองนักบุญอักแนส ซิสเตอร์จะให้หนูไปทำพิธีช่วงหัวค่ำที่เชื่อกันว่าจะทำให้ได้สามีดีๆในอนาคต”

เสียงฮือฮาดังขึ้นสลับกับเสียงหัวเราะอย่างสดใสของเด็กๆ ก่อนเด็กหญิงตัวเล็กซึ่งมีคนตั้งชื่อเล่นให้ว่า ‘เจ้าแมวน้อย’ เพราะเธอมีอุปนิสัยซุกซนเหมือนลูกแมว จะโพล่งถามพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ผู้ดูแล

“ซิสเตอร์แต่งตัวเหมือนเจ้าสาวเลย” เจ้าแมวน้อยเอียงคอ “ซิสเตอร์เป็นเจ้าสาวด้วยรึเปล่าคะ”

“ไม่ใช่จ้ะ” นักบวชหญิงอดที่จะขำกับความไม่รู้เดียงสาของคนถาม “ถึงหนูจะเห็นซิสเตอร์ใส่ชุดสีขาว แต่ซิสเตอร์ก็ไม่ใช่เจ้าสาว และก็เป็นเจ้าสาวไม่ได้หรอกนะจ๊ะ เพราะซิสเตอร์ทุกคนต้องถือพรตเด่นๆสามข้อ ได้แก่ ความนบนอบ ความยากจน และพรหมจรรย์ เพราะข้อสุดท้ายซิสเตอร์จึงแต่งงานไม่ได้”

“พรหมจรรย์แปลว่าอะไรคะ” คือคำถามของเหล่ฟั้น

“ถามโง่ๆ พรหมจรรย์ก็แบบแม่พระไงล่ะ” เป็นเด็กอีกคนที่ว่าขาน

“จุ๊! โป๋วโป๋ว อย่าพูดไม่เพราะกับเพื่อนอย่างนี้อีกนะ”

ผู้ใหญ่คนเดียวในกลุ่มทำเสียงดุ ก่อนแหงนหน้าขึ้นมองประติมากรรมหินอ่อนรูปพระแม่มารีย์ในท่าประนมกรแช่มช้า พานให้เด็กหญิงชะเง้อคอมองตาม เสื้อคลุมยาวสีขาวโพลนกลมกลืนกับรูปปั้นแม่พระด้านหลัง อีกทั้งสีหน้าแววตาทั้งสองยังดูเปี่ยมด้วยความเมตตาไม่แผกกัน จนบ่อยครั้งไปที่เหล่ฟั้นวาดภาพมารดาพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเธอไม่เคยเห็นพระองค์ในคราบของซิสเตอร์กวานแทน

“ส่วนเหล่ฟั้น ซิสเตอร์ตอบหนูไม่ได้ เพราะวัยของหนูยังไม่สมควรรับรู้เรื่องนี้จ้ะ” ภคินีตอบเลี่ยงๆ “เอาเป็นว่ามันคือสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะลูกผู้หญิงอย่างพวกหนูต้องหวงแหน อย่างน้อยที่สุดก็จงเก็บรักษามันไว้จนกว่าจะแต่งงาน หรือถ้าใครอยากเป็นซิสเตอร์ก็จงรักษามันไว้ให้ได้ตลอดชีวิต ตามนี้แล้วกันนะจ๊ะ”

เหล่ฟั้นไม่อาจคาดเดาได้ว่าเพื่อนๆของเธอเข้าใจสิ่งที่ได้ยินหรือเปล่า ทว่า ณ จุดนั้น เธอก็จดจำขึ้นใจว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตมนุษย์ และความรักเท่านั้นที่จะเป็นใบเบิกทางสู่ประตูวิวาห์ได้


“เธอคิดอะไรอยู่เหรอ”

อาฉุนขมวดคิ้วเมื่อเห็นคู่สนทนานิ่งนานจนผิดสังเกต

“ป...เปล่าค่ะพี่ ก็คิดเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้น”

“ฉันเดาว่าคิดเรื่อยเปื่อยของเธอ ลงท้ายแล้วก็วนอยู่แต่ในรั้วโบสถ์อยู่ดี” ลูกสาวชาวนาจากจูไห่ว่าเยาะๆ “เกือบลืมแน่ะว่าเธอมันเด็กวัดฝรั่งเก่า ได้เห็นพิธีแต่งงานแบบคริสตังจนชินตาแล้ว คราวนี้ก็ลองดูแบบจีนบ้างซิ”

“ดูไม่เหมือนกันเลย”

“แหงสิจ๊ะน้องสาว มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง ของฝรั่งเขาเน้นสีขาวๆ ของจีนเราเน้นสีแดงๆ” อาฉุนพูดพลางขยับตัวลุกขึ้น

เหล่ฟั้นยิ้มเนือย และคิดว่าคู่สนทนาคงไม่เข้าใจที่เธอกำลังจะสื่อ

“ในงานแต่งงานแบบจีน เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไม่จำเป็นต้องรักกันหรือคะ” เด็กหญิงปรารภขณะมองดูอีกฝ่ายเหยียดแขนไล่ความเมื่อยขบ “ถ้างั้นหนูขอไม่แต่งงานดีกว่า ถ้าจะไม่ได้แต่งกับคนที่หนูรัก”

“เธอนี่มีความคิดประหลาดๆอยู่เรื่อย อิสรภาพน่ะไม่อยากได้หรือไง จะทนดักดานเป็นนางทาสแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่”

เด็กสาวเตือนสติด้วยน้ำเสียงที่เป็นจริงเป็นจัง

“ฝันไปเหอะ หมุ่ยไจ๋ที่ไหนจะได้แต่งงานกับชายที่รัก”

กลายเป็นคนแซ่กวานที่เซื่องซึมลงไปเสียเอง...เหล่ฟั้นนั่งพิงผนัง นึกสังเวชกับชะตาชีวิตของตนที่เสมือนกับถูกกลั่นแกล้งโดยพระผู้เป็นเจ้า เธอปล่อยจิตใจให้ครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช้าๆ ก่อนสะท้านไปทั้งใจเมื่อคำกล่าวของผู้ถนอมเลี้ยงเธอเมื่อหลายปีก่อนแว่วหวิวมาจากที่ใดสักที่หนึ่ง

คำกล่าวของซิสเตอร์กวานที่ว่า “สำหรับคนที่อยากแต่งงาน ซิสเตอร์เชื่อเสมอว่าพระเจ้าจะอวยพรให้พวกหนูได้คู่ครองที่ดีในอนาคต เขาคนนั้นต้องเป็นผู้ชายที่พวกหนูรัก และขณะเดียวกันเขาก็ต้องรักพวกหนูสุดหัวใจเฉกเช่นเดียวกัน”


อายี่ซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งตัวเจ้าสาวแบบโบราณ ก้มคำนับผู้ใหญ่ทั้งสามคนเป็นครั้งสุดท้าย โดยมีสาวใช้รุ่นน้องสองคนถือซองอั่งเปาซึ่งได้รับจากการกั้นประตูเงินประตูทองยืนมองอยู่ข้างหลัง

“หนูกราบลาเท่านี้นะเจ้าคะ คุณท่าน คุณนาย ป้าเซา”

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะ อายี่” เจ้าของบ้านที่วันนี้สวมเสื้อคอจีนสีเลือดหมูให้ศีลให้พร “ขอให้พวกเธอครองรักเนิ่นนานดุจขุนเขาทะเลใต้ ใช้ชีวิตคู่ราบรื่นตลอดกาล มีลูกชายสืบสกุลเร็วๆ”

“รักกันนานๆ” คุณนายพูดโดยไม่มองหน้า

คนที่ตื้นตันที่สุดคงจะเป็นป้าเซา ผู้ชราแอบซ่อนน้ำตาไว้ใต้รอยยิ้มแห่งความปีติ ขณะเอื้อมมือไปจัดปิ่นทองกับใบทับทิมประดับผมเจ้าสาวให้เข้าที่

“รักษาตัวด้วยนะอายี่ ป้าจะไม่ลืมหนูเลย” แกแตะบ่าเจ้าสาวเบาๆ พลันเลื่อนแววตาฉ่ำชื้นไปยังเจ้าบ่าวที่นั่งคุกเข่าข้างๆกัน “ฝากดูแลหลานฉันด้วยนะอาชาน เป็นผัวเมียกันแล้วก็จงปรองดองกันเสีย พวกเธอยังหนุ่มเหน้าสาวแส้กันทั้งคู่ ตั้งท้องกันได้ไม่ยาก รีบๆผลิตทายาทเข้า แก่ตัวไปจะได้ไม่เหงาเหมือนอย่างป้า”

ฝ่ายหญิงหน้าแดงแจ๋ไม่แพ้ชุดที่ใส่ รู้สึกตัวว่าพวงแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องก้มหน้าหลบด้วยความขวยเขิน ส่วนฝ่ายชายเพียงแต่ยิ้มเจี๋ยมเจี้ยม

“ล่ำลากันเสร็จหรือยังครับ จะเลยฤกษ์ออกเกี้ยวอยู่แล้วนะ” นายจ้างร่างอ้วนของเจ้าบ่าวผู้รับหน้าที่เถ้าแก่ในพิธีตะโกนย้ำด้วยเสียงอันดัง

“พวกหนูคงต้องไปจริงๆแล้ว” เจ้าสาวไล่มองทุกองค์ประกอบรอบตัวปานจะผนึกภาพบ้านตระกูลหมั่นไว้ในดวงจิตตลอดไป ขณะเดียวกันนั้น น้องสาวของเธอก็เอ่ยขึ้นพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่นองแก้ม “โชคดีนะพี่ใหญ่...ว่างเมื่อไหร่ก็...กลับมา...เยี่ยมกันบ้างนะ”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของผู้เป็นน้อง อายี่ก็ทำท่าเหมือนจะเสียน้ำตาตาม เธอเก็บพัดสำหรับประกอบพิธีไว้ในอกเสื้อ ยื่นมือไปบีบมือน้องๆทั้งสองคน – คนหนึ่งเป็นน้องแท้ๆ ส่วนอีกคนแม้ไม่ใช่น้อง แต่ก็เหมือนหน่อเนื้อเชื้อไขเดียวกัน

“ลาก่อนนะ อาฉุน อาฟั้น น้องๆที่น่ารักของฉัน”

ทั้งๆที่เตือนตัวเองทุกขณะจิตว่า “งานมงคลห้ามร้องไห้” แต่ที่สุดแล้ววินาทีนั้นเด็กหญิงรุ่นทั้งสามก็ไม่อาจต้านทานอาการบ่อน้ำตาทะลักทลายได้อยู่ดี…สามคนกอดกันกลม ส่งเสียงสะอื้นไห้ฮักๆ ปล่อยน้ำตาที่เกิดจากความอาลัยรักไหลหลากมานองรวมกันเป็นสายเดียว – สายที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเธอทุกคน


เพราะคนออกเรือนเป็นแค่สาวใช้ พิธีส่งตัวเจ้าสาวจึงถูกจัดขึ้นในรูปแบบที่ค่อนข้างเรียบง่าย หากในความเรียบง่ายนั้นก็ยังไว้ชื่อตระกูลหมั่นอยู่ ถึงไม่มีการว่าจ้างสิงโตมาเชิดอย่างงานมงคลสมรสของคนร่ำรวยทั่วไป แต่เสียงประทัดหนึ่งพันนัดที่อึกทึกครึกโครมขณะพาเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวก็ดังพอจะระดมชาวบ้านให้มารวมตัวกันหน้าบ้านได้อย่างง่ายดาย ตามมาด้วยขบวนดนตรีมโหรีซึ่งประกอบด้วยกลอง ฆ้อง ปี่ และแตรที่สร้างความตื่นตาแก่ผู้พบเห็นทั่วไป เพียงไม่ช้า จากที่มีชาวบ้านซึ่งรู้ข่าวงานแต่งงานเฝ้าดูไม่ถึงยี่สิบคน ถนนสายนั้นก็พลุกพล่านไปด้วยขาจรซึ่งห้อมล้อมเข้ามา จนในที่สุดแล้วก็มีสภาพประหนึ่งจลาจลกลายๆ

พลเกี้ยวซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ออกแรงยกเกี้ยวที่ตบแต่งด้วยริบบิ้นและดอกไม้นานาชนิดขึ้นบ่า ทั้งหมดออกเดินเทิ่งๆไปตามถนนที่ผู้คนนับร้อยตั้งแถวมุง โดยมีเสียงมโหรีดังระงมคอยนำทาง...ในที่แห่งนั้นคงไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าบนถนนเส้นเดียวกัน จะมีรถจี๊ปของเจ้าหน้าที่ตำรวจคันหนึ่งกำลังแล่นมาพอดี

“เฮ้ย ข้างหน้านั่นอะไรวะ” ชายหนุ่มที่อยู่หลังพวงมาลัยอุทาน มือบีบแตรแข่งกับเสียงอึงอลของผู้คนและดนตรี “จะว่าม็อบพวกนิยมระบอบคอมมูนก็ไม่ใช่ ประท้วงกันทั้งที ไม่น่ามาก่อหวอดกันที่จิมซาโจ๋ยนี่”

“งานแต่งงานรึ” ผู้บังคับบัญชาหัวทองโพล่งออกมาเมื่อแลเห็นขบวนส่งตัวเจ้าสาวถนัดตา

“อุวะ มาต่งมาแต่งอะไรกันเวลานี้ ไม่รู้หรือว่าเรากำลังรีบ”

“ใจร้อนไปทำไมเล่า” นายร้อยตำรวจเอกซึ่งนั่งตำแหน่งข้างคนขับปรามเพื่อนเกลอ “เราก็แค่มากินข้าวกัน ช้าหน่อยจะเป็นไรไป”

“งานแต่งงานใครกัน” ผู้กำกับชาวเมืองแม่ยังไม่คลายความกังขา “ดูเหมือนไม่ใช่คนฐานะธรรมดา เจ้าของงานคงเป็นเศรษฐีกระมัง”

“เรื่องนี้ต้องถามเกาเฉ่งครับนาย” นายร้อยหนุ่มอารมณ์ร้อนโบ้ยให้เพื่อน และถามอย่างนึกสนุกว่า “ในฐานะที่นายเคยประจำอยู่เขตนี้หลายปี พอจะรู้บ้างมั้ยว่าแถบนี้มีเศรษฐีคนจีนกี่คนที่สามารถจัดงานใหญ่ขนาดนี้ได้”

ผู้กองหวู่ลูบคางตนเอง สลับกับผ่อนลมหายใจยาวๆ

“มีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น ซึ่งผมก็รู้จักดีเสียด้วย” เขาบอก “ตระกูลหมั่นของท่านสมาชิกสภาบริหาร หมั่น ช่งจี”

“อ๋อ จริงด้วยสิ คฤหาสน์ตระกูลหมั่นอยู่แถวนี้นี่นา”

“จะว่าไปฉันก็ไม่ได้มาแถวนี้นานมากแล้ว คงต้องหาเวลาว่างแวะมาเยี่ยมท่านบ้าง” 

ร.ต.อ.หวู่ เกาเฉ่ง พูดกับตัวเองพลางพิศดูขบวนส่งตัวเจ้าสาวที่เริ่มจะลับตาไป 

“นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้พบอาจารย์เลย”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น