ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ห่วง...100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.5k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 16:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ห่วง...100%
แบบอักษร

จนมันเข้ามาในซอยแล้วก็พบคนที่นึกเป็นห่วง แต่ทว่ายามเมื่อจะหยุดรถแล้วลงไปช่วยเธอกลับมีคนมาชุบมือเปิบไปเสียก่อน จึงทำได้เพียงแต่จ้องมองอยู่ห่างๆเพราะรู้ดีว่าคนที่เขาไปช่วยนั้นเป็นใครซึ่งมันคงจะดีกว่าเขาเป็นหลายเท่าที่ตอนนี้เพียงเศษเสี้ยวใบหน้าสาวเจ้าคงไม่อยากจะมองเสียด้วยซ้ำไป...

   ในบ้านหลังใหญ่ร่างของเขมมิกาที่กำลังก้าวเดินลงจากบันไดด้วยอาการที่ซวนเซจวนจะล้มเสียให้ได้ ดวงตาก็เริ่มที่จะพร่ามัวมีอาการมึนเวียนศีรษะจนแทบอยากจะอาเจียนสิ่งที่เพิ่งจะใส่เข้าไปออกมาให้หมด เธอตั้งหลักให้ตัวเองนั้นมั่นคงอยู่นานมือข้างหนึ่งก็จับราวบันไดไว้แน่น พยายามพยุงร่างให้ลงมาข้างล่างให้จนได้

 เท้าของสาวเจ้าเริ่มขับเคลื่อนอยู่บนบันไดอีกครั้ง แต่ทว่ามันไม่มีท่าทีว่าอาการเหล่านี้ที่เป็นอยู่จะดีขึ้นเลยสักนิด อีกเพียงแค่ไม่กี่ขั้นเท่านั้นเธอก็จะก้าวไปถึงชั้นล่างอยู่แล้ว ขอร้องเถอะ...แต่ทว่าคล้ายว่าฟ้าจะไม่รับคำร้องขอของเธอ ยามเมื่อปล่อยมือออกแล้วเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ร่างนี้ก็เสียหลักแล้วร่วงลงสู่พื้นที่อยู่เบื้องล่าง...

“เขมมิกา!!!”

 อัศวินที่กลับมาออกจากห้องครัวก็ตกใจกับสิ่งที่เห็นคือร่างของหญิงสาวที่กำลังจะล่วงสู่พื้น เขาจึงรีบเร่งตัวไปรับร่างนั้นอย่างเร็วไว หัวใจนั้นแทบจะล่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารับเธอให้เข้ามาอยู่ไว้ในอ้อมกอดได้ทัน สายตาคมจ้องมาที่ใบหน้าของสาวเจ้าที่ก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นอย่างเร็วไวมากเมื่อครู่

 “คะ...คุณวิน” เธอแทบอยากจะร้องไห้ หากว่าไม่มีเขาเข้ามารับเธอไว้ได้ทันก็ไม่รู้ว่าปานนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง...

 “ปะ...เป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงเขานั้นดูออกอย่างชัดเจนว่ามันกำลังสั่นเครือ

 เขาจับประคองร่างของเขมมิกาให้ยืนขึ้น แต่ทว่ามือหนานี้ไม่อาจที่จะปล่อยให้หลุดออกจากร่างของหญิงสาวได้ ด้วยเกรงว่าเธอนั้นจะยังทรงตัวได้ไม่มั่นคงพอที่จะยืนด้วยตัวเอง พลันเขาก็นึกขึ้นมา หากว่าเขามาไม่ทันที่จะเข้ามารับร่างนี้ไว้ ก็ไม่รู้ตอนนี้เขมมิกาจะเป็นเช่นไรบ้าง หากว่าเธอร่วงลงไปกองที่พื้น เขาจะทำเช่นไร...เขาต้องจะทำยังไง ยามนี้สมองที่มันมีอยู่คิดคำนวณอย่างหนักหน่วง หัวใจก็สั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก มันวูบวาบและเจ็บหน่วงไปเสียหมด

 “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ”

 “จะไม่เป็นอะไรได้ยังไง เมื่อกี้ถ้าฉันมาไม่ทันแล้วเธอจะเป็นยังไง รู้บ้างหรือเปล่า”

 “อยู่ดีๆมันก็เวียนหัวขึ้นมา”

 “แล้วทำไมไม่บอกฉัน รู้หรือว่าทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วง” อารมณ์มันพลุ่งพล่านจนลืมตัวพลั้งพูดบางสิ่งออกไป แม้ว่าเขานั้นจะไม่ได้ใส่ใจนักแต่คนที่ได้ยินอย่างเขมมิกานั้นได้ยินเต็มทั้งสองรูหู

 “ห่วง...?”

 “ใช่ห่วง! ห่วงมากด้วย” แล้วมันก็เหมือนเดิมเขาพูดแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเพราะอารมณ์ที่มันกำลังปะทุอยู่บวกกับความห่วงใยที่มีให้กับสาวเจ้าอย่างใจจริงหาใช่สิ่งที่เสแสร้งหรือฝืนใจพูด

 “......” เธอไม่อาจที่จะพูดอะไรออก สับสนกลับความรู้สึกของเขาเสียจริง

 อัศวินก็หาทราบความรู้สึกจริงๆของตัวเองในยามนี้ได้แน่ชัดเช่นกันว่า ความเกลียดชังที่เขาเคยมีให้กับผู้หญิงคนนี้มันเริ่มจะจางหายไปแล้วหรือ ทำไมเขาถึงกล้าที่จะพูดได้เต็มปากว่ารู้สึกห่วงใยคนตรงหน้านัก

 เมื่อรู้ตัวแล้วว่าพูดอะไรออกไปสีหน้าของอัศวินก็ถอดสีอย่างเห็นได้ชัด

 “ฉันขอตัวนะคะ” เห็นว่าเขาไม่ได้จะพูดอะไรต่อ เธอจึงเอ่ยขอตัวออกไปแต่ทว่าเอกลับชะงักเท้าหยุดด้วยคำพูดของเขา พร้อมทั้งดวงใจที่มันสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูกว่ามันควรจะรู้สึกเช่นไรกันแน่

 “ไปโรงพยาบาลมั้ย?” คำถามนี้เขาอยากจะบอกกับเธอหลายครั้งเพราะเห็นสภาพร่างกายแล้วมันชั่งน่าเป็นห่วงนัก

 “.....” เธอไม่รู้ว่าควรจะตอบตกลงที่จะไปกับเขาดีมั้ย อีกอย่างถ้าเขารู้ในสิ่งที่เธอเองก็ยังไม่อาจจะแน่ใจ เขาจะยอมรับมันอยู่หรือ เขาจะยอมให้มีสิ่งนี้อยู่กับเธออยู่ใช่มั้ย...?

 “ถ้าเธอเงียบถือว่าตกลง”

 “มะ...ไม่นะคะ”

 “อย่าปฏิเสธ เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ”

 “แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ”

 “โกหกคนอื่นได้แต่เธอโกหกสภาพร่างกายของตัวเองไม่ได้ เมื่อกี้มันแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วไม่ใช่หรอ ถ้าฉันเข้ามาไม่ทันเธอจะเป็นยังไง คิดสิเขมมิกา”

 “.....”

 “ไปโรงพยาบาลกับฉัน”

เวลานี้เธอควรจะทำอย่างไรดี....

 “ไปกับฉันเถอะนะ เพื่อตัวเธอเอง”

 “ตะ...แต่ ฉันมีธุระกับที่บ้าน”

 “ตรวจเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะพาเธอไปส่งทันที” คำของเขานั้นยืนคำขาด จะคะยั้นคะยอให้เธอนั้นไปตรวจเสียให้ได้

 “ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น คุณก็ไม่น่าที่จะถามให้มันเหนื่อยตั้งแต่ครั้งแรกว่าจะไปมั้ย เพราะยังไงฉันปฏิเสธไปเท่าไหร่คุณก็ไม่เคยรับฟังเลยสักนิด”

 เธอไม่ได้ตัดพ้อแต่เธอพูดในสิ่งที่มันเป็นจริง เขาไม่เคยให้สิทธิ์เธอได้ออกปากออกเสียงทำอะไรตามใจตัวเองเลยสักนิด

 “ฉันบังคับเพราะเพื่อตัวเธอเองทั้งนั้นเขมมิกา เพราะฉันเป็นห่วง...”

  “ขอร้องนะคะหมอ ได้โปรดอย่าบอกเขา” เธอไม่รู้ว่าเขาจะยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นอยู่ในยามนี้ได้หรือไม่ ถ้าหากว่าเขารับมันไม่ได้จริงๆ เธอควรจะทำอย่างไรแล้วเขานั้นจะทำอะไร เธอห่วงหัวใจดวงน้อยๆที่มันเต้นตุบตับ อยู่ภายในท้องของเธออย่างเป็นที่สุด เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด ที่ต้องเกิดขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งของคนที่ขึ้นชื่อว่าพ่อและแม่ เกิดขึ้นมาจากความเกลียดชังหาใช่ความรักที่มีให้กัน


 “แต่หมอเกรงว่าถ้าไม่บอกกับสามีคุณ ตัวคุณเองจะน่าเป็นห่วงที่สุดนะครับ”


 “ฉันขอร้องนะคะ” เธอมีเหตุผลของเธอ ถ้าเธอพูดออกไปคนที่จะจำใจเจ็บปวดที่สุดก็คงจะไม่พ้นคนที่เป็นแม่เช่นเธอ


 “มันคือความต้องการของคุณ ผมก็คงจะคัดค้านอะไรไม่ได้แต่อย่างน้อยผมก็อยากจะให้คุณได้ลองพูดลองบอกเขาดูนะครับ”


 “ค่ะ ฉันจะเป็นคนบอกเขาเองเมื่อมันถึงเวลาที่สมควร”


 “ยังไงหมออยากให้คนไข้ดูแลตัวเองดีๆนะครับ ช่วงนี้จะเริ่มเป็นช่วงที่จะแพ้ท้องหนักที่สุด เพราะคนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณหกสัปดาห์แล้ว ดูแลตัวเองดีๆนะครับ”


 “ขอบคุณหมอมากๆนะคะ” เขมมิกาพยักหน้ารับ ใช่! เธอต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อตัวเธอเองและเพื่ออีกคนหนึ่งที่กำลังจะลืมตาดูโลกใบนี้


 “เดี๋ยวหมอจะจัดยาให้นะครับ”


 “ค่ะ”


 จากนั้นเธอก็ลุกออกมาจากห้องตรวจ โดยที่ข้างนอกนั้นมีร่างของอัศวินที่นั่งรออยู่ สีหน้าเขาไม่ได้เอ่ยบอกอะไรได้แน่ชัดว่ากำลังรู้สึกอย่างไร เขากำลังจะตั้งหน้าตั้งตารอผลตรวจหรือเปล่า เธอก็ไม่อาจที่จะถามใจของเขาได้


 “ผลตรวจเป็นยังไงบ้าง” เสียงเรียบๆที่เอ่ยออกมาเรียกกระตุกให้ต่อมรับความรู้สึกของเธอเริ่มทำงาน ไม่! มันยังไม่ถึงเวลาที่เขานั้นควรจะรู้เรื่องราวที่มันเกิดขึ้น เธอยังไม่พร้อมที่จะพูดเรื่องนี้กับเขาในยามนี้


 “แค่หน้ามืดเป็นไข้ธรรมดาเท่านั้นค่ะ ไม่ได้มีอะไรมาก” เธอโป้คำปดคำโตบอกเล่าแก่ชายที่อยู่ตรงหน้า


 “แน่ใจแล้วหรอ?”


 “ค่ะ ฉันขอตัวไปรับยาก่อนนะคะ คุณไปรอที่รถก่อนเลยก็ได้ มันคงไม่นานนัก” อัศวินไม่ได้โต้ตอบสิ่งใดออกไปมีแต่เพียงแค่ลมหายใจที่หายใจเข้าออก เขาเดินจากหญิงสาวไปอย่างว่าง่าย ท่าทีที่ดูนิ่งเงียบของเขามันทำให้ใจของเธอนั้นรู้สึกหวั่นไหว ยามนี้อัศวินแปรเปลี่ยนจากคนใจร้ายเป็นคนเย็นชาแล้วหรือทำไมเขาถึงได้ทำตัวเงียบขรึมได้เช่นนี้


 หลังจากที่เธอไปรับยาที่ช่องรับยาเรียบร้อยแล้วก็เดินพาตนเองนั้นมาขึ้นรถที่จอดไว้ในโรงจอดรถที่ในนั้นมีร่างของอัศวินที่กำลังนิ่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เขมมิกาขึ้นรถที่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ปลายหางตาเหลียวแลเหลือบมองไปที่คนที่อยู่ใกล้กัน เขาทำท่าทีที่ไม่ได้มีความสนใจใดๆเลย แถมยังไม่มีคำสอบถามอะไรหลุดออกมาจากปากเขาสักนิด


 เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเขาไม่พูดเธอก็ไม่จำเป็นที่จะพูดเหมือนกัน อยู่อย่างลำพัง การเงียบคงจะเป็นการดีที่สุดสำหรับเธอ จะได้ไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าสร้างคำโกหกแก่กัน อีกอย่างเธอจะได้ไม่ต้องมานั่งตอบคำถามที่มันยากเกินกว่าที่เธอนั้นจะสามารถเอ่ยพูดมันออกมาได้อย่างเต็มปากได้


 “เขาให้ยาอะไรมากิน” นั่งรถไปได้สักพักเสียงเข้มของอัศวินก็ดังเอ่ยขึ้นถามเขมมิกาที่นั่งตัวลีบอยู่ที่เบาะข้างคนขับ


 “ยะ...ยาแก้ไข แก้ปวดหัวทั่วไปค่ะ” ตั้งตัวแทบไม่ทัน อยู่ดีๆเขาก็ถามขึ้นมาเสียดื้อๆ


 “เธอมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกฉันหรือเปล่า” เขาเหลียวสายตามามองเขมมิกาเพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนที่จะทอดมองไปยังถนนเบื้องหน้าเหมือนเดิม


 “........” เธอไม่ได้ตอบคำถามเขา แต่แปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่จับจ้องมองไปที่เขาแทน เธอหารู้ได้ชัดเจนว่าอัศวินนั้นต้องการที่จะพูดถึงอะไรกันแน่?


 “ฉันถามว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้บอกฉันมั้ย!” ครั้งนี้น้ำเสียงกดต่ำ กดขบสันกรามแน่น เขมมิกาที่เห็นท่าทีของเขาที่ก็นึกหวั่นเกรงแต่ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยออกไปราวกับว่ามันไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจริงๆ


 “มะ...ไม่มีค่ะ”


 “.......!!!” ครั้งนี้หาใช่คำพูดแต่กลับเป็นสายตาที่ตวัดมองเธอด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดใจเมื่อเขาไม่ได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการ ก่อนที่อารมณ์นั้นมันจะพลุ่งพล่าน แล้วพลานจะให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อัศวินจึงเลี้ยวรถลงไปในซอยๆหนึ่งที่แทบจะไม่มีผู้คนสัญจร


 “คุณวิน ฉันจะกลับบ้าน” เมื่อเห็นว่าเขาอารมณ์เริ่มที่จะไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอจึงย้ำในสิ่งที่เธอต้องการจะไปให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้มีเวลามานั่งรับรู้ว่าเขาจะทำอะไรในยามนี้ แต่สิ่งที่เธอต้องการทีสุดในตอนนี้คือการกลับบ้านเพื่อไปรับฟังบางสิ่งจากปากของมารดาเธอ


 “พูดกับฉันให้รู้เรื่องก่อน”


 “เรื่องอะไร ฉันไม่มีอะไรจะต้องพูดแล้ว”


 “ผลตรวจ...!”


 “......!”


 “กะ...ก็บอกไปแล้ว ว่ามันไม่ได้มีอะไรแค่ไข้หวัดอาการปวดหัวธรรมดาเท่านั้น”


 “มันยังมีมากกว่านี้เขมมิกา!”


 “ไม่มีแล้ว ฉันบอกคุณไปหมดแล้ว”


 “ทำไม! ทำไมมันจะไม่มี!!!”


 “ฉันพูดออกไปหมดแล้ว พาฉันกลับบ้านเถอะนะ”


  “เรื่องลูก!!!” จู่ๆเขาก็เอ่ยในสิ่งที่เขมมิกาเองก็ยังตกใจว่าเขารู้ได้อย่างไรกัน!


 “........!!!!” เธอตกใจที่เขารู้เรื่องนี้ เขารู้ได้เช่นไร เขารู้มาจากไหน แล้วเธอควรจะทำอย่างไร...!


 “บอกฉันมาสิ เขมมิกา”


 “มะ...ไม่ใช่” เธอยังไม่อยากจะบอกเรื่องนี้กับเขา ถ้าเธอเลือกที่จะเอ่ยคำโป้ปดออกไปแล้วเขาจะเชื่อในสิ่งที่เธอพูดอยู่หรือ


 “คุณเอาอะไรมาพูด” น้ำเสียงเธอเริ่มที่จะตะกุกตะกัก หัวใจไหวหวั่นเต้นส่ำไม่เป็นจังหวะ


 “แล้วเธอคิดว่าฉันจะเอามันมาจากไหนล่ะ”


 “คุณวิน...”


 “เธอปิดฉันทำไม! เธอจะปิดเรื่องลูกกับฉันทำไม!!!”

 “........”

 “พูดสิเขม! พูด!” ตอนนี้สติเขาแทบจะขากสะบั้น เมื่อรู้ว่าเขมมิกาพยายามที่จะโป้คำปดคำโตให้เขาเลิกเชื่อเรื่องลูกเสีย

 “คะ...คุณรู้มาจากไหน แน่ใจแล้วหรอ” แม้ว่าสิ่งที่คิดจะปกปิดในคราแรกเขาจะรู้เสียแล้ว แต่เธอก็อยากจะให้เขาเชื่อคำโกหกของเธอบ้างเพราะในยามนี้เอไม่รู้เลยว่าเขาจะทำอะไรยังไงต่อไป

 “ถ้าฉันไม่คิดที่จะห่วงเธอแล้วเปิดประตูเข้าไป ป่านนี้ฉันก็คงจะโง่เป็นควายแล้วล่ะที่เมียตัวเองคิดจะปกปิดเรื่องลูกกับคนที่ขึ้นชื่อว่าพ่อ!!” ในตอนนั้นเขาอดใจที่จะรอเขมมิกาไม่ได้ เพราะนึกห่วงใยมากจึงถือวิสาสะคิดที่จะเปิดประตูเข้าไปแต่ทว่าสิ่งที่ทำได้เพียงแค่คือเปิดประตูได้เพียงไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตรด้วยซ้ำ บทสนทนาของหมอและเขมมิกามันจึงทำให้เขาต้องหยุดชะงักเสียทุกอย่าง

 ในใจตอนแรกมันแสนจะดีใจที่เขาใกล้จะเป็นพ่อคนแล้ว แต่ทว่าประโยคต่อมาของเขมมิกามันก็ทำให้เขาหัวใจของเขามันแทบจะร่วงลงไปที่ตาตุ่ม คำพูดที่เธอพูดกับหมอเขาได้ยินหมดทุกถ้อยคำ เธอพยายามจะปกปิดเรื่องนี้แกเขา แม้ยามเมื่อออกมากห้องตรวจก็พยายามถามซ้ำอีกรอบเพราะความหวังที่ว่าเธออาจจะบอกให้เขาได้ดีใจแต่ที่ไหนได้สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงแค่คำที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก หาได้มีในสิ่งที่เขาปรารถนาจะได้ยินมันที่สุด

 ระหว่างทางที่ขับรถมาหัวใจนั้นมันแทบจะปะทุออกมาเสียให้ได้ อัศวินอยากจะพูดกับเขมมิกาให้รู้เรื่องเสีย แต่สุดท้ายมันก็เหมือนเดิม เขาอึดอัดใจที่ต้องทำเป็นคนไม่รู้แบบนี้ต่อไป เขาทนทำมันไม่ได้จริงๆ

 “คะ...คุณได้ยิน”

 “ใช่! ฉัน ได้ ยิน ทุก คำ พูด!”

 “ยังคิดที่จะปกปิดไปอีกนานแค่ไหนเขมมิกา ทำไมเธอถึงไม่บอกฉัน ทำไม! พูดออกมาสิ!” อารมณ์เขามันเกินที่จะต้านทานได้แล้ว มือหนาของอัศวินเผลอบีบแน่นลงที่หัวไหล่ของเขมมิกาทั้งสองข้าง จับเธอเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนไปหมด

 เขมมิกาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรยังไงต่อไปดี ในตอนนี้น้ำตาใสมันไหลออกมาทั้งสองข้าง เธอกลัว กลัวว่าเขานั้นจะไม่ยอมรับเด็กคนนี้ เด็กที่เกิดขึ้นมาจากผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนรักของพ่อของเขาเอง ผู้หญิงที่พ่อของเขาไม่ได้มีความรักหรือความห่วงใยอะไรให้แก่แม่ของเขาเลย เธอสงสาร สงสารเด็กน้อยตาดำๆที่ต้องเกิดขึ้นมา...ถ้าเขาไม่ยอมรับ เธอจะทำเช่นไร...

 “คะ...คุณจะยอมรับหรอ ฮึก! เด็กที่เกิดขึ้นมาพร้อมความเกลียดชังของคุณเอง ฮึก! ฮือ!”

 “เด็กที่เกิดมาจากพ่อที่เกลียดแม่ของเขา เด็กที่เกิดขึ้นมาพร้อมความเคียดแค้นของพ่อเขาเอง!!! ฮึก! ฮืออ!!!”

 “เขมมิกา...” น้ำตาที่มันเอ่อนองของเขมมิกา มันกระตุกต่อมอ่อนไหวของเขาเสียเหลือเกิน แต่ทว่าความโกรธที่มีมันก็ยังคงหลงเหลืออยู่ มือหนานั้นไม่อาจที่จะเอื้อมไปดึงร่างนั้นให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของตนเองได้

 “ฮึก! ถ้าฉันบอกคุณไป คุณจะทำยังไง คุณจะรับเด็กคนนี้ได้หรอ คุณลองถามตัวเองดูสิ ว่าฉันคิดถูกหรือผิดที่เลือกจะไม่บอกคุณ” เธอรวบรวมแรงกล้าที่มีทั้งหมดพูดออกมาตามสิ่งที่เธอคิดทั้งหมดสิ้น ให้เขาได้ลองถามตนเองดูว่าเธอนั้นเลือกถูกหรือผิดกันแน่ ว่าการตัดสินใจของเธอมันสมควรแค่ไหน

 อัศวินได้ยินในสิ่งที่เขมมิกาเอ่ยออกมาทั้งหมดเต็มทั้งสองหู เขาแทบจะนิ่งเงียบไปเลย เมื่อหญิงสาวพูดในสิ่งที่มันเป็นจริงทุกอย่างออกมา ที่ถามว่าเขานั้นจะยอมรับเด็กคนนั้นได้หรือเปล่าก็อาจจะตอบได้ว่าเขาก็ไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้เลย ทุกอย่างที่มันแล่นเข้ามาในหัวยามนี้มีเพียงแค่หญิงสาวคนเดียวเท่านั้น เป้าหมายที่หมายจะทำให้เธอได้เจ็บปวดในคราแรกมันเริ่มจะเลือนรางหายไปจากต่อมความรู้สึกนึกคิดของเขาแล้ว เขาควรจะต้องรู้สึกอย่างไร ทำเช่นไรกัน

 “ฉะ...ฉัน”

 “คุณยังไม่สามารถจะให้คำตอบฉันได้เลย แล้วคิดว่าฉันควรที่จะบอกเรื่องนี้อยู่อีกหรือ” เธอจ้องมองเขาด้วยดวงตาเศร้า มันเป็นไปตามคาดอัศวินไม่อาจที่จะให้คำตอบที่แน่ชัดแก่เธอได้เลย แล้วอย่างนี้เธอควรจะพูดเรื่องนี้กับเขาไปทำไมกัน

 “แต่ยังไงฉันเป็นคนทำเด็กคนนี้ขึ้นมา เธอก็ควรที่จะพูด!”

 “........” อันนี้เธอไม่เถียงว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตจริงแต่ทว่าทุกครั้งมันแทบจะไม่มีครั้งไหนเลยที่เธอเต็มใจตั้งแต่เริ่ม มีเพียงแค่ตัณหาของเขาคนเดียวเท่านั้น

 “ฉันจะดูแลเด็กคนนี้เอง คุณไม่ต้องเข้ามายุ่ง” เธอพูดเสียงเรียบในเมื่อเขาตัดสินใจไม่ได้ เธอก็ควรที่จะมีสิทธิ์กับเด็กคนนี้แค่เพียงคนเดียวเท่านั้น

 “ไม่!”

 “เขาคือลูกของฉันคนเดียวเท่านั้น!”

 “อย่ามาพูดกับฉันแบบนี้เขมมิกา เธอไม่มีสิทธิ์มาตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก!”

 “ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อพ่อมันเลว!”

 “เขมมิกา!”

 “หรือคุณจะเถียงว่าสิ่งที่ฉันพูดมันไม่ใช่ความจริง ฮึก!”

 “เออเลว! แต่ยังไงเด็กคนนี้ก็ต้องมีพ่อแล้วคนที่เป็นพ่อได้ก็ต้องเป็นฉันแค่คนเดียวเท่านั้น!”

 “เพลี๊ยะ!”

 “คุณยังจะกล้าพูดได้เต็มปากอีกหรอ!” เธอเหลืออดแล้วจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกมีพ่อแต่ว่าการกระทำของเขาที่ผ่านมามันทำให้เธอไม่สามารถเชื่อใจได้เลยว่าเขาจะรักและดูแลเด็กคนนี้ได้

 อัศวินหน้าหันเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวกับแรงตบของหญิงสาวที่มันเข้ามาปะทะหน้าอย่างจัง จนเกิดรอยปรื้ดแดงอยู่บนแก้มสาก เวลานี้มันไม่มีใครลดละคารมณ์ต่อกันเลย อีกคนก็แรงอีกคนก็ไม่ยอม

 “เขมมิกา ฉันบอกไว้เลยว่าถึงแม้ว่าฉันจะเลวแต่ฉันก็มีความรับผิดชอบมากพอ ดีแค่ไหนที่ไม่พาเธอไปทำแท้ง!”

 “ถ้าคุณทำอย่างนั้น คุณจะเป็นคนเลวที่เลวเกินกว่าคน ฆ่าได้แม้กระทั้งชีวิตของเด็กตัวน้อยๆที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วยเลยสักนิด ฮึก!”


มาเเล้วจ้าา

นางรู้เเล้วว่าเขมเราท้อง เเล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น