พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำสีหม่น (150%)...ฮีโร่!!! ใคร???

ชื่อตอน : ความทรงจำสีหม่น (150%)...ฮีโร่!!! ใคร???

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2561 18:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำสีหม่น (150%)...ฮีโร่!!! ใคร???
แบบอักษร


ชีวิตของคิริมายังคงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมๆ ทุกวันหลังเลิกเรียนก่อนกลับคอนโดเธอจะนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมเป็นประจำ ด้วยไม่อยากกลับไปจมปลักอยู่กับความทุกข์ระทมเเสนสาหัสเพียงลำพังสาวน้อยจึงเลือกที่จะทำการบ้านจนเสร็จถึงจะเก็บกระเป๋ากลับคอนโด เธอทำเช่นนี้ทุกวันตั้งเเต่ต้องพานพบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต    

หลังจากพ่อกับแม่จากไป และเพื่อนสนิทย้ายไปเรียนเมืองนอกแบบกะทันหัน เธอก็ค้นพบว่าตัวเองเหลืออยู่ตัวคนเดียวอย่างแท้จริง เพื่อนที่เคยคบหาถึงจะไม่สนิทแต่ก็พูดคุยกันบ้างต่างพากันตีตัวออกห่าง เธอกลายเป็นเหมือนแกะดำหรือไม่ก็ตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจ เพียงเพราะว่าพ่อกับแม่ของเธอแทงกันตายต่อหน้าต่อตาเธอ พวกท่านทั้งคู่เลือกที่จะจบชีวิตลงโดยทิ้งให้ลูกสาวอย่างเธอต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมันเป็นความผิดของเธออย่างนั้นหรือ เธอผิดอะไรทำไมทุกคนถึงได้มองเธอเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่อยากเข้าใกล้        

“ฉันได้ยินว่าพ่อกับแม่ยัยนั่นแทงกันตายต่อหน้าต่อตา ต้องเลือดเย็นเบอร์ไหนถึงยังลอยหน้าทำเหมือนกับว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นนั้นไม่มีผลอะไรเลย”   

“นั่นดิ พ่อกับแม่ฆ่ากันตายให้เห็นจะๆ เลยนะเว้ย”

นี่เป็นประโยคที่เธอได้ยินเสมอมาตั้งแต่พ่อกับแม่จากไป แต่ไม่เคยทำใจได้สักที น้ำตาเจ้ากรรมเจียนจะไหล หากแต่ในใจเตือนตัวเองว่าให้เข้มแข็งเข้าไว้  

“คนแบบยัยนั่นต้องหลีกหนีให้ไกล เพราะไม่แน่ว่าวันดีคืนดียัยนั่นอาจจะแทงใครแล้วทำเป็นไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ คนอะไรไร้ความรู้สึก…เลือดเย็นจนน่าขนลุก”   

เสียงซุบซิบนินทาของเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ทำให้สาวน้อยผู้อาภัพที่ตกเป็นตัวประหลาดเพียงเพราะข่าวการฆ่ากันตายของพ่อและแม่แทบปล่อยโฮออกมา อยากจะตะโกนใส่หน้าคนพวกนั้นนักว่าใครไม่เป็นเธอคงไม่มีวันเข้าใจหรอก ว่าเธอต้องอยู่กับความเจ็บปวดและทุกข์ระทมแสนสาหัสมากเพียงใด การไม่แสดงออกทางสีหน้า การไม่ร้องไห้ฟูมฟายให้คนอื่นสงสารหรือเวทนาก็ใช่ว่าเธอจะไม่รู้สึกเสียใจ   

“หนูครีม” เสียงเรียกฟังดูนุ่มนวลทำให้คนที่กำลังนั่งตัวเกร็งน้ำตาคลอได้สติ หลุดจากภวังค์เศร้า แล้วเงยหน้ามองชายวัยใกล้เกษียณที่ใจดีกับเธอเสมอ

“ลุงทนาย” น้ำเสียงสั่นเครือบวกกับนัยน์ตาแดงๆ ที่คลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ทำให้ผู้ที่มาทันได้ยินเสียงซุบซิบของเด็กนักเรียนหญิงมัธยมปลายที่นั่งห่างออกไปแค่สองโต๊ะรู้สึกเวทนาคนที่ขาดทั้งพ่อและแม่แบบกะทันหัน ก่อนจะก้มลงส่งสายตาให้กำลังใจ แล้วเอ่ยชักชวนเบาๆ  

“กลับบ้านกันเถอะลูก…ลุงมารับ”

คิริมาพยักหน้าอย่างเศร้าๆ แล้วลุกขึ้นด้วยท่าทางเนือยๆ ก่อนจะเดินตามหลังทนายความประจำตระกูลไป ไม่นานทั้งคู่ก็มานั่งข้างๆ กันในรถตู้    

“หนูมีอะไรอยากจะเล่าให้ลุงฟังไหมลูก”

หลังจากเอ่ยบอกให้คนขับรถออกรถ ทนายวิชิตก็หันมาหาคนที่เอาแต่นั่งบีบมือตัวเองและก้มหน้าไม่พูดไม่จา ท่าทางแบบนี้ทำให้คนที่รับใช้ตระกูลรุ่งเรืองโรจนไพศาลมาอย่างยาวนานรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามข่มกลั้นอารมณ์ไม่ให้ตัวเองแสดงความอ่อนออกมา  

“ไม่มีค่ะ หนูไม่ได้เป็นอะไร…หนูโอเค” สาวน้อยปฏิเสธเสียงสะท้านพร้อมส่ายหน้าจนผมกระจาย ทว่ากลับไม่ยอมเงยขึ้นสบตากับอีกฝ่าย  

“ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็พูดให้ลุงฟังได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว ถึงหนูจะไม่มีพ่อกับแม่แต่หนูก็ยังมีลุงอยู่นะลูก ถึงแม้หนูจะไม่ยอมไปอยู่ที่บ้านลุง แต่อย่างน้อยหากหนูมีเรื่องไม่สบายใจขอให้นึกถึงลุง หากอยากระบายอะไรก็ขอให้นึกถึงลุง ลุงสัญญาว่าจะเป็นผู้รับฟังที่ดี”       

วาจาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและหวังดีทำให้คิริมาเงยหน้าขึ้น แล้วมองอีกฝ่ายเหมือนเด็กหลงทาง พอนายวิชิตวางมือลงบนศีรษะนุ่มสลวยเท่านั้นแหละความอดทนอดกลั้นก็พังทลายลงในชั่วพริบตา

“หนูผิดมากเหรอคะ ที่ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น” เธอเอ่ยเสียงเครือเจือสะอื้น หยาดน้ำใสๆ หยดแหมะลงมาจากหางตาคนที่ใครต่อใครต่างพากันตราหน้าว่าเย็นชาไร้ความรู้สึก   

“หนูไม่ผิดหรอกลูก ไม่ผิดเลยสักนิด เพราะหนูไม่ได้เป็นสาเหตุของการตายของพ่อและแม่ พ่อกับแม่ของหนูเลือกจุดจบของชีวิตด้วยตัวของพวกเขาเอง” นายวิชิตเอ่ยปลอบประโลม โดยยกเอาความจริงขึ้นมาประกอบเป็นเหตุและผล ขณะลูบศีรษะน้อยของคนที่กำลังปล่อยโฮออกมาแบบสุดกลั้น    

ที่สุดคิริมาก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของคนที่เธอนับถือประหนึ่งญาติ เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะเป็นทนายความประจำตระกูลแล้วยังเป็นเพื่อนรักของผู้เป็นบิดา จากนั้นเธอก็ร้องไห้ปานปิ่มจะขาดใจ โดยมีนายวิชิตลูบหลังปลอบประโลมเบาๆ  จนเวลาผ่านไปนานพอสมควรเธอถึงได้ผละห่างจากอีกฝ่าย    

“เอ่อ…ลุงทนายคะ หนูอยากย้ายโรงเรียนได้ไหมคะ” หลังจากกลั้นก้อนสะอื้น คิริมาก็ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มแดงก่ำ แล้วเอ่ยเสียงเครือ   

“ลุงว่าทนเรียนที่นี่อีกเทอมดีไหม เพราะถ้าย้ายไปกลางเทอมแบบนี้คงไม่เหมาะเท่าไหร่” นายวิชิตเอ่ยเป็นเชิงให้อีกฝ่ายได้คิดไตร่ตรอง ใจจริงก็อยากจะให้คิริมาย้ายโรงเรียนตั้งแต่วันนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่การย้ายโรงเรียนแบบกะทันหันย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนไม่มากก็น้อย

“งั้นขึ้น ม.5 หนูจะย้ายไปกรุณาสตรีวิทยานะคะ” หลังจากนั่งนิ่งใช้สมองน้อยๆ ทว่าฉลาดเป็นกรดคิดทบทวนอย่างรอบคอบอยู่พักใหญ่ คิริมาก็พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับความคิดเห็นของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยถึงโรงเรียนที่ตัวเองต้องการจะย้ายไปเรียนในปีการศึกษาหน้า   

“ลุงว่าย้ายไปเซ็นต์มารีอาคอนแวนต์ดีกว่า ที่นั่นอาจารย์สายวิทย์มีแต่ขั้นเทพกันทั้งนั้น ครีมอยากเรียนวิศวอากาศยานไม่ใช่เหรอลูก”  

“ค่ะ”

“งั้นที่นั่นล่ะเหมาะสุด”

“ค่ะ” ที่สุดคิริมาก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

สาเหตุที่อยากย้ายโรงเรียนก็เพราะเธอทนเสียงซุบซิบนินทาไม่ไหว ใครจะว่าหนีปัญหา ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงก็ช่าง แต่จะเอาอะไรกับเด็กอายุสิบหกอย่างเธอ ที่ยังสามารถทนยืนหยัดใช้ชีวิตเพียงลำพังโดยไม่คิดสั้นตามพ่อกับแม่ไปก็ดีเท่าไหร่แล้ว เธอก็แค่อยากไปอยู่ในที่ที่คิดว่าจะสบายใจขึ้น     

ไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไปนานแค่ไหนการตายของพ่อกับแม่ก็ยังคงเป็นบาดแผลที่หยั่งรากฝังลึกในใจ พ่อกับแม่ไปสบาย แล้วเธอล่ะ คิริมาก้มลงมองตัวเองอย่างเศร้าใจ ไม่เป็นไรหรอก เธอโตแล้ว อายุตั้งสิบหก เธออยู่คนเดียวได้ หลอกตัวเองให้เข้มแข็งแต่กลับน้ำตาทะลักออกมาอีกครา      

นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เธอฝันเอาไว้ ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย


วันหยุดเสาร์อาทิตย์คิริมาจะหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แม่กับพ่อทุกสัปดาห์ วันนี้สาวน้อยตื่นแต่เช้ามาทำอาหารที่พ่อกับแม่ชอบ แล้วมาทำบุญที่วัดเพียงลำพัง หลังก้าวลงจากศาลาร่างบางก็เดินไปปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาด ก่อนจะสาวเท้าไปยังเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพ่อและแม่ซึ่งตั้งอยู่ข้างกัน แค่เห็นรูปที่ติดอยู่สาวน้อยก็ยื่นมือสั่นเทาไปลูบไล้แผ่วเบา แล้วสะอื้นฮักน้ำตาไหลทะลัก ความคิดถึงและโหยหาอัดแน่นไปทั้งหัวใจ    

“ทำไมพ่อกับแม่ต้องทิ้งครีมไปด้วยคะ…ครีมผิดอะไร” สาวน้อยตัดพ้อทั้งน้ำตา แล้วยกลำแขนเสลาขึ้นกอดตัวเองเอาไว้ด้วยความอ้างว้างสุดหัวใจ

“แล้วทำไมต้องทำร้ายกันด้วยคะ ทำไมถึงไม่รักกันเหมือนตอนที่ครีมเป็นเด็กๆ ทำไมพ่อต้องนอกใจแม่ไปมีคนอื่น” เธอรำพันอย่างเจ็บปวด แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งจะโพล่งขึ้น       

“ก็เพราะแม่ของเธอไม่ได้เรื่องเอาแต่บ้างานยังไงล่ะ พ่อถึงต้องหนีไปหาแม่ฉัน แม่ของเธอมันแย่ อยากตายก็ตายไปคนเดียวสิ ทำไมต้องลากพ่อฉันไปตายด้วย”  

สิ้นน้ำคำร้ายๆ ทำลายหัวใจคนที่ยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปก็ค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ คำว่า ‘พ่อ’ ของเด็กนั่นทำให้เธอแทบช็อก เพราะหยุดคิดเพียงนิดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายคือลูกของพ่ออีกคน อีกฝ่ายคือลูกของเมียน้อยของพ่อ และที่น่าเศร้าและเจ็บปวดหัวใจเหลือแสนคืออีกฝ่ายเป็นคนที่แย่งความรักจากพ่อไป แม้แต่พินัยกรรมในส่วนของพ่อยังยกทรัพย์สินให้ลูกสาวเมียน้อยอย่างพิริยาแต่เพียงผู้เดียว แล้วเธอล่ะพ่อให้อะไรบ้าง ครั้นลองย้อนถามตัวเองก็นึกน้อยใจเสียทุกครั้ง แต่ถึงกระนั้นความรักที่มีต่อพ่อก็ไม่เคยจืดจาง    

“ว่าไง…ทำไมแม่เธอถึงได้ร้ายกาจนัก มีสิทธิ์อะไรมาพรากพ่อไปจากฉัน”

เสียงแข็งกร้าวชวนหาเรื่องทำให้คิริมาได้สติ ก่อนที่จะโดนอีกฝ่ายผลักอกแรงๆ จนเซไปข้างหลังเพราะไม่ทันตั้งตัว ทันใดนั้นร่างบางก็สะดุ้งน้อยๆ เมื่อโดนกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ข่วนขา แต่ยังไม่ทันได้ก้มลงดูขาตัวเองที่รู้สึกแสบจี๊ดๆ อีกฝ่ายก็เดินเข้าหา แล้วตะโกนใส่หน้าด้วยท่าทางคั่งแค้น     

“แม่เธอมีสิทธิ์อะไรมาพรากพ่อไปจากฉันกับแม่!”

“เธอจะมาคาดคั้นเอาอะไรจากฉัน เธอเสียแค่พ่อ แต่ฉันเสียทั้งพ่อและแม่ ฉันไม่เหลือทั้งพ่อและแม่เธอได้ยินไหม ได้ยินไหมว่าฉันไม่เหลือใคร” คิริมาผลักอกอีกฝ่ายคืน แล้วสวนกลับอย่างเหลืออด เจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ แต่ไม่หรอกเธอจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เห็นน้ำตา การแสดงความอ่อนแอไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนา    

“ทุกอย่างมันเป็นเพราะแม่ของเธอ ถ้าแม่ของเธอไม่บ้าสติแตกเพราะความหึงหวงแม่กับฉันก็คงไม่ต้องเสียพ่อไป” คนที่ถูกแม่ฝังหัวให้เกลียดเมียหลวงและลูกมาตั้งแต่เล็กจนโตยังคงไม่เลิกราวีง่ายๆ และการปรักปรำว่าทุกอย่างเป็นความผิดของแม่เธอแต่เพียงผู้เดียวก็ทำให้คิริมาโกรธจนตัวสั่น      

“ถ้าเธอไม่รู้อะไรก็อย่าพูด และอย่าบังอาจมาใส่ร้ายแม่ฉัน!” คิริมากดเสียงต่ำตอบโต้ ตบท้ายด้วยการเอ่ยเป็นเชิงปกป้องแม่ของตนในท้ายประโยค     

“ฉันจะใส่ร้ายจะทำไม แม่เธอมันชั่ว! แม่เธอมันเลว! ได้ยินไหม!”

แทนที่จะกริ่งเกรงพิริยากลับเอื้อมมือมากระชากไหล่ของคิริมา แล้วเขย่าแรงๆ พร้อมตะโกนใส่หน้าปาวๆ และกำลังจะทำร้ายคิริมาด้วยฤทธิ์ของโทสะหากว่าเสียงกระด้างของใครบางคนไม่ดังแทรกขึ้นเสียก่อน   

“หยุดนะ!”

“อย่ามายุ่ง!” พิริยาซึ่งอยู่ในอารมณ์เกรี้ยวกราดเต็มที่ไม่สนแม้กระทั่งจะหันไปมองผู้ที่ส่งเสียงมาห้ามปรามแต่อย่างใด เธอจ้องหน้าคิริมาอย่างชิงชัง แล้วคาดคั้นเสียงแข็งๆ

“ตอบมาว่าทำไมแม่เธอต้องฆ่าพ่อฉัน…ทำไม!”

“ฉันบอกให้หุบปากยังไงล่ะ! ยัยหมาบ้า!” คราวนี้คนที่บังเอิญได้ยินบทสนทนาชวนหดหู่มาตั้งแต่ต้นถึงกับตะคอกลั่น ก่อนจะ...


โอยยยยยย…ชีวิตของหนูครีมช่างรันทดน่าสงสารเหลือเกิน ลูกเมียน้อยก็ร้ายกาจกัดไม่ปล่อย แต่อีกไม่นานนางจะมีคนมาปกป้องแล้วจ้า ฮิ้วววว ว่าแต่!!!...ใครกันน้อที่มาช่วยนาง ใครจะเป็นฮีโร่ ให้เดากันจ้า เดี๋ยวมาเฉลยให้ในตอนหน้ารับรองว่ามันจ้า อิอิ เอ้า…ใครรออยู่ ใรครอยากอ่านต่อ ใครยังตามตลอดๆ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ ถ้ามาเยอะจะมาอัพให้อ่านอย่างรัวๆ ส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่จ้า อิอิ ^^

 ###ปล.หายหน้าไปหลายวันเพราะติดธุระหลายอย่าง ทั้งพาแม่ไปหาหมอ ไปซื้อยา พาพ่อไปทำธุระ และที่สำคัญคือกำลังรอคอมเม้นท์ล่าสุดจ้า มันเป็นเงียบๆ พอเห็นเมื่อคืนมีเพิ่มมาสองเม้นท์เลยรีบมาอัพให้อ่านจ้า เม้นท์กันบ้างนะคะ คนเขียนจะได้รู้ว่ามีคนรอจ้า ^^



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น