แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 209

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2561 17:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21
แบบอักษร

ดูเหมือนกับว่าเกาะฮ่องกงจะไม่เคยเงียบเหงาไม่ว่าจะอยู่ในโมงยามใดๆ แม้จะเป็นคืนแรมที่ไร้แสงจันทร์ หากทั้งเกาะก็ยังสว่างจ้าด้วยแสงไฟฟ้า แสงหลากสีจากป้ายไฟนีออนสร้างบรรยากาศยามวิกาลให้ครึกครื้น รถรางสองชั้นซึ่งล่องแล่นไปตามซีกเหนือของเกาะแวะจอดกลางสี่แยกเพื่อรับและส่งผู้โดยสาร รถแท็กซี่และรถลากวิ่งวนหาลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นนักท่องราตรี กลุ่มคนเมาตั้งวงก๊งเหล้ากันอย่างสนุกสนาน แหกปากร้องเพลงและลุกเต้นระบำโดยไม่สนใจใคร เป็นภาพที่ผิดกับเมื่อกลางวันซึ่งฝูงชนในมาดคนทำงานคลาคล่ำเต็มท้องถนนราวเป็นคนละเมือง

หยิงโถวหยุดยืนด้วยความชั่งใจหน้าโรงละครชื่อดังแห่งย่านนอร์ธพอยท์ หล่อนช้อนสายตามองตัวอาคารซึ่งดารดาษไปด้วยป้ายโฆษณาทั้งแบบที่มีแต่อักษรจีนตัวโตๆและแบบที่มีรูปวาดนักแสดงงิ้วในอิริยาบถต่างๆคล้ายจะถามตัวเองอีกครั้งว่าตนมาทำอะไรที่นี่ ก่อนตัดสินใจเดินดุ่มเข้าไปโดยไม่เหลียวแลบริกรสาวที่โค้งคำนับสุดตัวหรือบรรดาคุณหญิงคุณนายคนอื่นๆที่พากันซุบซิบถึงหล่อน

หล่อนทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้หุ้มเบาะหนังพลางครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ทำให้หล่อนต้องมาชมการแสดงที่นี่อย่างหัวเดียวกระเทียมลีบ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณนายฉิวชักชวนหล่อนมาเสียอย่าง หล่อนก็คงไม่มีวันเยี่ยมกรายเข้ามาในที่แบบนี้เป็นแน่แท้ และทันทีที่คิดได้เช่นนี้ หล่อนก็อดที่จะแช่งชักเพื่อนรักในวงไพ่ไม่อยู่ เมื่อจู่ๆคนชวนก็เบี้ยวนัดกะทันหันโดยสรรเหตุมาอ้างว่าตนมีไข้ ทั้งที่เมื่อเช้านี้หลายคนเพิ่งเห็นหล่อนออกงานสโมสรนักเรียนนาวิกโยธินคู่สามีผู้บังคับการเรืออยู่หยกๆ

“ผัวไม่ยอมให้มาล่ะสิท่า” ภริยาสมาชิกสภาบริหารสบถอย่างหัวเสีย พอดีกับเสียงกลองเสียงฉาบที่ดังกระหึ่มในฉากเบิกโรง

คนดูเริ่มทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งเรื่อยๆเมื่อการแสดงเบิกโรงจบ ที่นั่งถูกครอบครองตัวแล้วตัวเล่า เหลือก็แต่ตัวข้างหล่อนเท่านั้นที่ยังเงียบเหงา ไร้ผู้นั่งแม้เมื่อม่านใหญ่ถูกชักขึ้น เผยให้ผู้ชมเห็นเวทีซึ่งบัดนี้เปลี่ยนรูปเป็นท่าเรือหลวง ตัวประกอบสวมบทราชองครักษ์และนางกำนัลยืนเรียงแถวกันดาษดื่น

ผู้รับบทแม่ทัพซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้ยักเยื้องออกฉากด้วยลีลางามสง่า ใส่เกราะอ่อนปักเลื่อมแวววาว ร้องรำพึงรำพันคลอทำนองซอด้วงแสนโศกว่า “เรือน้อยลอยจากไป ขุนเขาแยกคนจากกัน ปักษาร่อนลงใต้ หากยังหวนคืนมาในวันพรุ่ง โอ้วาสนาเอ๋ย ไยชีวิตตัวข้านี้จึงแสนเศร้า”

ชั่วแวบสั้นๆที่หยิงโถวเผลอประสานสายตากับตัวประกอบหญิงคนหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ หล่อนก็อึ้งไปเมื่อพบว่าลักษณะท่าทางของเด็กสาวคนนั้นคล้ายกับตัวหล่อนในอดีตเป็นอย่างมาก

หล่อนยังจำฝังใจถึงความหลังอันเลวร้ายในโรงงิ้วเร่ที่ซึ่งหล่อนเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยถึงสามปี สถานที่ซึ่งหล่อนไม่ต้องการอยู่ หากแต่เป็นเพราะแม่จอมทารุณขู่เข็ญบังคับและจับหล่อนไปขายเพียงเพื่อจะหาเงินมาบำเรอความสุขส่วนตน โดยไม่เคยที่จะสนใจความทุกข์โทมนัสในใจหล่อนเลยแม้แต่กระผีกริ้น

เสียงดนตรีฝีมือนักดนตรีหลังฉากในวันนี้ชวนให้นึกถึงความขมขื่นในเวลานั้น เสียงเครื่องดนตรีหลากชนิด ทั้งซอด้วง ขลุ่ย พิณวงเดือน ฉาบ กรับ กลอง และม้าล่อทั้งเล็กใหญ่ ยังคงกังวานมาจากแก่นแกนแห่งความทรงจำ ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องที่หล่อนอยากจะจดจำนักก็ตาม หล่อนไม่ลืมแป้งฝุ่นที่ใช้พอกหน้า ผมปลอมที่ต้องติดด้วยความระมัดระวังบนแนวหน้าผาก พู่กันหลากขนาดที่ต้องเลือกเฟ้นใช้งานให้เหมาะเหม็ง และอีกสารพัดเรื่องราวหลังเวทีที่เล่าสามวันรวดก็ยังไม่จบ แต่คงจะไม่มีสิ่งใดฝังใจมากเท่าอีตาเจ้าของโรงงิ้วผู้ร้ายกาจกับอาวุธปลอมที่ใช้ในการแสดง อาทิ ง้าว หอก ดาบ หรือพลอง ที่มันพร้อมจะหยิบมาทุบตีลูกน้องทุกครั้งที่ทำตัวไม่ได้ดั่งใจมัน

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดแต่อย่างใดที่หล่อนสะใจยิ่งกว่าทุกเรื่องในโลก เมื่อรู้ว่าโรงงิ้วของมันเป็นหนี้มหาศาลและจำเป็นต้องปิดตัวลงเนื่องจากไม่มีกำลังทรัพย์พอจะเลี้ยงดูนักแสดงได้อีกต่อไป...

“หายากนะครับที่พระเอกชื่อดังอย่าง หย่ำ กิ๊มไฟ้ จะมาประกบคู่กับนางเอกเสียงหวานอย่าง ปัก ซึดซิ้น ในโรงละครให้ผู้ชมได้ชมกันสดๆแบบนี้ เพราะตั้งแต่มีภาพยนตร์มา ดารางิ้วดังๆก็ย้ายไปโชว์ลีลาบนแผ่นฟิล์มกันหมด...” เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งฉุดหยิงโถวให้หลุดจากห้วงภวังค์

“คุณสแตนลีย์” หล่อนหลุดปากเรียกเสียงดังจนคนอื่นหันมามอง

ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นทีเตือน

“คุณหายไปไหนมาตั้งหลายเดือน ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้คะ” ภรรยาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาลูนซักรวดเดียวหลายคำถาม “แล้วคุณดูงิ้วเป็นด้วยหรือคะ”

“ผมยุ่งนิดหน่อย...” ผู้มาใหม่บอกสั้นๆ ก่อนทรุดตัวลงข้างหญิงสาว “คุณนายฉิวยกตั๋วของเธอให้ผม หวังว่าคุณนายหมั่นคงไม่ว่าอะไรไหมครับ หากเป็นผมที่นั่งตรงนี้ แทนที่จะเป็นเพื่อนสนิทของคุณ”

“ฉันจะไปว่าอะไรคุณล่ะคะ” น้ำเสียงของหล่อนสดใสขึ้นทันตา “ก็เราสองคนเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ – มิตรภาพที่เกิดในวงไพ่ยังไงล่ะ”

หนุ่มอังกฤษยิ้มตามมารยาท ไม่เชิงรับหรือปฏิเสธ

“งิ้วกวางตุ้งขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนช้อยเหมือนงิ้วคุนฉวี่ ขณะเดียวกันก็ยิ่งใหญ่อลังการไม่น้อยหน้างิ้วปักกิ่ง และคุณนายก็คงไม่ลืมหรอกนะครับว่าผมอยู่ฮ่องกงมาตั้งแต่เด็ก ถึงร่างกายผมจะเป็นฝรั่งมังค่า แต่จิตใจผมเป็นจีนอย่างพวกคุณไปแล้ว ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ครับ”

หล่อนระบายยิ้มบางๆในสีหน้า ทั้งทึ่งใจในความรอบรู้เรื่องอุปรากรจีนและชอบอกชอบใจในความเจ้าโวหารของอีกฝ่าย

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้นั่งดูงิ้วดีๆกับคุณนายหมั่น”

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกพูดจาเป็นทางการกับฉันซะทีนะ” หยิงโถวหัวเราะเจื้อยแจ้ว “คนเป็นเพื่อนกันน่ะ พูดกันด้วยภาษากันเองก็พอ ฉันอยากให้คุณเรียกฉันด้วยชื่อตัวมากกว่าตำแหน่งอย่างที่คนธรรมดาเขาเรียกกัน”

“ได้เลยครับ คุณหยิงโถว...” เขาเบนสายตามาหาหล่อน “...ขอบคุณมากนะครับที่คุณตีค่าผมเป็นคนพิเศษ”

สองหนุ่มสาวสบตากันครู่ใหญ่ ค่อยหันกลับไปชมงิ้วบนเวทีซึ่งคู่พระ-นางกำลังโผเข้าประคองกันและกัน ขับร้องบอกความในใจที่ตนมีต่ออีกฝ่ายท่ามกลางเสียงดนตรีอันเพราะพริ้ง ก่อนที่ม่านกำมะหยี่จะรูดลงช้าๆ คืนความมืดมิดสู่โรงละครแห่งนี้อีกครั้ง


การที่คุณนายข้ามฟากไปดูงิ้วที่เกาะฮ่องกงคืนนั้นเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสำหรับคนบ้านตระกูลหมั่นทุกคน เพราะนอกจากหล่อนจะเลิกกักบริเวณตนเองแล้ว หล่อนยังดูสดชื่นแจ่มใสกว่าที่เคยเป็นมาอย่างผิดหูผิดตา จนดูเสมือนว่าอาการป่วยทางใจที่ดำเนินมาตั้งแต่เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างนั้นได้ถูกขจัดไปจนสิ้นเชิง

ไม่เคยมีใครซักถามคุณนายว่าหล่อนไปเจอะอะไรที่นั่น เนื่องจากเวลานั้นทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับงานสำคัญที่กำลังจะถูกจัดขึ้นในเร็ววัน นั่นคืองานแต่งงานของอายี่ซึ่งมีอายุครบตามเกณฑ์ที่จะได้รับการ ‘ปล่อยออก’ เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นเรื่องอื่นจึงถือเป็นเรื่องรองที่คนในคฤหาสน์สีเหลืองข้าวโพดไม่มีเวลาใส่ใจ


เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงงานแต่งงานครั้งนั้น เหล่ฟั้นก็ต้องนึกถึงแม่สื่อขาประจำของบ้านนี้เป็นของคู่กัน...แม่สื่อคนนี้เป็นแม่สื่ออาชีพ มีรายได้จากการชี้ช่องให้หนุ่มสาวสมรสกันหมุ่ยไจ๋คนเล็กสุดไม่เคยรู้ว่าแกมีชื่อแซ่ว่ากระไร จำได้แต่เส้นผมขาวโพลนทั้งหัวราวปกคลุมด้วยหิมะ มวยผมที่เกล้าขึ้นสูงจนดูน่าขัน เครื่องทองหยองที่ประดับเต็มตัวแลละม้ายต้นคริสต์มาสในโบสถ์ที่เธอเคยอยู่ ตลอดจนท่าทางตะบิดตะบอยขณะโบกพัดขนนกไปมา ที่เรียกว่าเป็นแม่สื่อขาประจำก็เพราะว่าแกเป็นธุระหาคู่ครองให้กับสาวใช้ในบ้านนี้มานักต่อนักแล้ว

การมาเยือนของแกสร้างความกระหายใคร่รู้แก่เหล่ฟั้นเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่แกมาถึง หากเด็กหญิงสะสางกิจธุระของตนเสร็จแล้ว เธอก็จะแอบดูอยู่ห่างๆ เฝ้าสังเกตขั้นตอนพิธีการทั้งหลายอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่เข้าพบคุณท่านซึ่งเป็นตัวแทนของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง พาฝ่ายชายมาดูตัว ผูกดวง ไปจนถึงดูฤกษ์วันแต่งและแจ้งข่าวมงคลแก่ญาติมิตรอันเป็นหน้าที่ลำดับสุดท้ายของแม่สื่อ

สิ่งที่ไม่คาดคิดครั้งใหญ่ที่สุดที่เด็กหญิงเคยพานพบเกิดขึ้นในวันดูตัว...เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ เมื่อเห็นหน้าตาชายที่จะมาเป็นสามีของอายี่ในอนาคตชัดเจน เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล หากเป็นลูกจ้างร้านอาหารทะเลของเถ้าแก่อ้วนที่ตลาดท่าเรือนั่นเอง เหล่ฟั้นจดจำเขาได้ดี เพราะเขาเคยขายของให้เธอแทนเจ้านายหลายครั้ง และด้วยความขยันกับคำพูดที่สุภาพเกินชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปของเขา เธอก็มั่นใจว่าเขาพร้อมจะเป็นคู่ชีวิตที่ดีของเด็กสาวที่เธอรักเสมือนพี่สาวร่วมอุทรแน่ๆ   

แต่แล้วความคลางแคลงประการหนึ่งก็แทรกตัวเข้ามาในหัวเธอ เมื่อคิดขึ้นได้ว่าคนถนัดงานครัวอย่างอายี่ซึ่งวันๆขลุกอยู่แต่หลังบ้านคงไม่รู้จักกับผู้ชายหน้าไหน ซึ่งความจริงข้อนั้นได้สำแดงอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อทั้งสองมีอาการเก้อเขินตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย นอกจากเอ่ยคำทักทายอย่างกล้ำกลืนแล้ว คนทั้งคู่ก็มิได้พูดจากันแม้แต่คำเดียว ช่างเป็นภาพที่ดูผิดวิสัยของคนจะเป็นสามีภรรยากันเหลือเกิน

ถึงเธอจะยังเด็กเกินกว่าจะรู้จักความรักอย่างถ่องแท้ หากสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาในขณะนั้นก็ทำให้เธอรู้ได้ไม่ยากว่าพวกเขาไม่เคยพบกันมาก่อน และดีไม่ดี พวกเขาอาจไม่ต้องการที่จะอยู่กินกับอีกฝ่ายเลยก็เป็นได้

วันนั้นนอกจากจะเป็นครั้งแรกที่คู่บ่าวสาวได้เจอตัวกันแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ทำให้เหล่ฟั้นได้รู้ว่าการแต่งงานไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความรักใคร่ชอบพอเสมอไปอีกด้วย


ยิ่งวันแต่งใกล้เข้ามาเท่าไหร่ อาฉุนผู้เป็นน้องสาวก็ยิ่งซึมเซาเท่านั้น เหตุเพราะยังทำใจไม่ได้ที่ต้องพลัดพรากจากกับพี่สาวซึ่งล่มหัวจมท้ายด้วยกันมาแต่เกิด

“พี่ฉุนเป็นยังไงบ้าง” เหล่ฟั้นที่เพิ่งก้าวเข้ามาในครัวเอ่ยทัก

“ก็ไม่ดีไม่ร้าย” คนโตกว่าแบ่งรับแบ่งสู้ “เธอล่ะเข้ามาในนี้ทำไม แทนที่จะอยู่ช่วยป้าเซาปักเอี๊ยมเตรียมข้าวของให้พี่ใหญ่”

“หนูขออนุญาตแกมาหาพี่”

อาฉุนพยักหน้า พร้อมทั้งเชิดหน้าขึ้นปานจะให้หยาดน้ำตาไหลย้อนสู่ภายใน “ต่อไปฉันคงคิดถึงพี่ใหญ่แย่...” เสียงของเด็กสาวสั่นเครือ “...วันนี้ฉันคิดถึงแต่วันเก่าๆที่พวกเราเคยวิ่งเล่นด้วยกันในทุ่งนาของแผ่นดินใหญ่ พี่ใหญ่ชอบให้ฉันขี่หลัง ทั้งที่ตอนนั้นตัวเราสองคนก็ไม่ได้เล็กใหญ่กว่ากันนัก แม่เลยแซวว่าเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม...ตอนนั้นถึงจะมีชีวิตที่ลำเค็ญ แต่ฉันก็มีความสุข”

เธอสูดหายใจลึกเมื่อเล่ามาถึงวันเวลาที่เลวร้าย

“เรื่องนึงที่ฉันไม่เคยบอกเธอก็คือครอบครัวของฉัน อันที่จริงเรามีกันสี่พี่น้อง พี่คนโตสุดกับน้องคนสุดท้องเป็นผู้ชาย ซึ่งพ่อก็ให้ความรักความเอ็นดูกับพวกเขาแค่สองคน และทำราวกับพวกเราไม่อยู่ในสายตา เธอก็รู้ว่าครอบครัวจีนไม่เคยเห็นหัวลูกสาวอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อแม่ตายลงในฤดูแล้ง ประจวบกับไร่นาของพ่อเพาะปลูกไม่ขึ้น พ่อจึงขายพวกเรามาที่นี่เพื่อหาเงินไว้ยังชีพและเป็นค่าทำศพแม่”

อาฉุนคายความลับด้วยสีหน้าหมองหม่น “สาเหตุที่ฉันเรียกเขาว่า ‘พี่ใหญ่’ ก็เพราะฉันถือว่าครอบครัวได้ตายจากความรับรู้ของฉันไปแล้ว เหลือแต่เราสองคนที่ร่วมกันเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่เกิดจากความลำเอียงของพ่อพวกเราเอง”

“หนูเสียใจด้วยนะคะ” เหล่ฟั้นเอ่ยอย่างจริงใจ พลางนึกในใจว่าการเกิดมาเป็นกำพร้า แต่มีคนที่ให้ความรักความเมตตาเช่นเธอ ยังโชคดีกว่าอายี่กับอาฉุนผู้มีพ่อแม่สมบูรณ์ แต่ไม่เคยใส่ใจไยดีเสียอีก

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ...” คนแซ่ถ่องผู้น้องป้ายน้ำตาด้วยหลังมือ พยายามที่จะฝืนยิ้ม “...วันมงคลเขาห้ามร้องไห้นี่”

เด็กหญิงมองออกไปยังห้องรับแขกซึ่งทุกสิ่งถูกย้อมแดงเสมือนหนึ่งศาลเจ้า สภาพโดยรวมถือว่าพร้อมแล้วสำหรับพิธีมงคลสมรสพรุ่งนี้

“นี่เป็นงานแต่งงานแรกในชีวิตฉันเลย” น้องเจ้าสาวเปลี่ยนเรื่องอย่างหมายใจจะชวนคุย “เธอล่ะอาฟั้น เคยเห็นงานแต่งกับตาตัวเองบ้างแล้วหรือยัง”

คนถูกถามรู้สึกตื้อขึ้นมาทันทีที่ระลึกถึงประสบการณ์วัยเด็ก

“เคยสิ หลายครั้งด้วย” เธอพึมพำ “เพียงแต่มันไม่ใช่แบบนี้”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น