โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9-3 สิ่งที่ลืมเลือน

ชื่อตอน : บทที่ 9-3 สิ่งที่ลืมเลือน

คำค้น : พันธะแห่งมังกร นิยายเกาหลี แฟนตาซี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2561 14:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9-3 สิ่งที่ลืมเลือน
แบบอักษร

ในกรณีของริกซ์นั้นเรียกได้ว่าเลวร้ายที่สุด เหตุผลนั้นคือการเกิดของริกซ์ไม่อยู่ในขนมธรรมเนียนประเพณีและมีฐานะเป็นเพียงลูกนอกสมรส การมีชู้คือสิ่งไม่ถูกต้องในประเพณีอันสูงส่งของราชวงศ์ ทำให้ลูกนอกสมรสโดนกดขี่ข่มเหง ตำนานและเรื่องของวีรบุรุษ ผู้คนที่ชื่นชอบในเรื่องราวความรักนั้นสร้างเรื่องเลวร้ายให้เธอ

เธอไม่ใช่แค่ลูกนอกสมรส นั่นก็... อ้า ความคิดเก่าๆ นั้นไม่ดีเลยสักนิด ริกซ์พับความคิดเก่าๆ ที่ตนเองชอบนึกถึงลงและส่ายหน้า

“แล้วก็ โมร์ฟิส... มากกว่าเจ้าหญิงนั้น...”

“ขอรับ”

“ทุกคนถูกเรียกว่ารัชทายาทได้โดยไม่แบ่งแยกชายหญิง”

สีหน้าของริกซ์คลายลงราวกับอธิบายในสิ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างมาก โมร์ฟิสทำเสียงเชอะออกมาอย่างไม่พอใจ

“อ้า ขอรับ— ฝ่าบาทผู้สูงส่ง”

“หึหึ ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”

และเธอก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่จะได้รับการดูแลจากเอลฟ์ตรงหน้าด้วยซ้ำ แม้สิ่งที่เอลฟ์โพล่งออกมานั้นจะดูเหมือนเหน็บแนม แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย ริกซ์ยิ้มออกมาเบาๆ กับการหยอกล้อของเขา

โมร์ฟิสถอนหายใจออกมา

‘ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะลำบากงั้นสินะ’

โมร์ฟิสเอ่ยออกมาเสียงต่ำราวกลับจะร้องเพลงกล่อมเด็กให้แก่ริกซ์ที่ขยี้ตาและกำลังจะนอนอีกครั้ง เขาตั้งใจพูดออกมาเสียงต่ำโดยไม่สนว่าเรื่องราวจะเกี่ยวข้องกันไหม

“ข้า... ข้าเองก็จะรีบออกไปจากที่นี่ขอรับ”

แล้วเขาก็หยุดพูดสักพักก่อนจะพูดต่อ

“เหมือนกับท่านริกซ์ขอรับ”

“เอลฟ์อยู่กับมังกรน่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ”

เป็นการกระทำที่ไม่สมกับเอลฟ์ที่แนะนำตัวว่าตัวเองเป็นชนชั้นที่เดินตามเวทมนตร์เลย แน่นอนว่าโมร์ฟิสนั้นแตกต่างจากเอลฟ์ที่มาดูแลริกซ์ในตอนแรกเล็กน้อย บรรยากาศระหว่างเหล่าเอลฟ์ในปราสาทมังกรเองก็ต่างออกไป ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขานั้นก็ดูไม่ค่อยสนิทสนมกันสักเท่าไหร่ และยังแตกต่างจากเอลฟ์ที่เธอเคยเห็นบ้างบางครั้งที่ปราสาทร้างด้วย

ตอนที่ออกไปที่สวนด้วยกันคราวนั้น เธอได้ยินสิ่งที่เหล่าเอลฟ์ตนอื่นๆ พูดและเหล่มองมาที่เขา แม้จะคุ้นเคยกับสายตาที่ดูถูกดูแคลนแบบนั้น แต่คราวนี้สายตาเหล่านั้นไม่ได้มุ่งตรงมาที่เธอ สายตาที่เมินเฉยในพระราชวังนั้นจะเหมือนกับเธอในตอนนี้หรือเปล่านะ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็รู้สึกคล้ายๆ กัน

ต้นกำเนิดของโมร์ฟิส ดวงตาสีแดงที่เป็นตัวแทนของความร้อน ริกซ์มองเขาที่จมอยู่กับความคิดและรอคอยคำตอบจากเขา

“ข้าบอกแล้วไงขอรับ เวทมนตร์ที่หลอมรวมอย่างไม่จำกัดแบบนั้นน่ะข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต การอยู่กับท่านริกซ์น่ะดีกว่าอยู่กับมังกรเสียอีกขอรับ”

“งะ งั้นเหรอ”

“อ้า ใช่ ข้าน่ะเป็นเอลฟ์ที่ค่อนข้าง... ไม่สมบูรณ์น่ะครับ ร่างกายของข้าไม่ค่อยรับเวทมนตร์เท่าไหร่ แน่นอนว่าแค่ด้านเวทมนตร์ขอรับ ไอ้พวกที่บอกว่าข้าเป็นคนเซ่อซ่านั่นแหละที่โง่ยิ่งกว่า”

โมร์ฟิสพูดแบบนั้นพลางเชิดหน้าขึ้น แล้วฮัมเพลงไปด้วย

“เจ้าออกไปกับข้าได้ด้วยเหรอ”

“ข้าแตกต่างกับท่านริกซ์อย่างสิ้นเชิงขอรับ ข้าน่ะ เกลียดมังกร”

ริกซ์ได้ยินว่าเอลฟ์ตนอื่นเรียกเขาว่า ไอ้เซ่อ ไอ้บ้า แม้จะเป็นเอลฟ์ที่มีต้นกำเนิดน้อยกว่าสองก็ตาม โมร์ฟิสก็แนะนำตัวเองว่ามีเพียงหนึ่งตั้งแต่แรก บอกว่าพยายามเพิ่มให้เป็นสองอยู่ เขาไม่ทะนงตนว่าตัวเองนั้นรู้อะไรมากมาย และเขาไม่เหมือนเอลฟ์เลยสักนิด จะอธิบายอย่างไรดีล่ะ

“ข้าเองก็จะไปขอรับ ยังไงเสีย ข้าก็ต้องออกไปเมื่อถึงเวลาอยู่แล้ว ที่จริงข้ามีสิ่งที่จะไปตามหาอยู่น่ะขอรับ”

ใช่ มันเล็กน้อยในฐานะเพื่อนมนุษย์ การมีต้นกำเนิดเพียงหนึ่งเดียวเป็นแบบนั้น

เขาที่เป็นเอลฟ์บอกว่านักเวทย์ไม่จำเป็นต้องเรียนดาบ แต่ก็ยังสอนให้ แม้ริกซ์จะยืมดาบมาหนึ่งเล่ม แต่เขาก็มักจะห้อยดาบสองเล่มไปไหนมาไหนอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ค้างอยู่ที่ปราสาทมังกรตลอดเวลา สาเหตุที่ทำให้เขาไม่ยอมพักค้างแรมอยู่ท่ามกลางเหล่าเอลฟ์ผู้หยิ่งยโสเป็นเวลานานๆ คืออะไรกันแน่ หรือเพื่อลดความรู้สึกขัดแย้ง

“เจ้าจะไปหาอะไรเหรอ”

ในดวงตาสีแดงของเอลฟ์เหมือนมีความรู้สึกราวกับเหม่อมองออกไปยังที่ห่างไกล แล้วก็กลับมาเหมือนเดิม เอลฟ์เปิดปากเล็กน้อยก่อนจะหุบปากลง แล้วจึงเริ่มพูดออกมาอีกครั้ง

“อ้า คือ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านริกซ์ต้องใส่ใจหรอกขอรับ เพราะข้าบอกแล้วว่าจะช่วยให้ท่านออกไปจากที่นี่ ท่านริกซ์จะไม่ลำบากคนเดียวหรอกขอรับ มีที่ไหนที่ท่านอยากไปอยู่เป็นพิเศษไหมขอรับ”

“อืม  ไม่มีหรอก...  แค่สถานที่ที่ไม่มีใครอยู่...”

‘และตายคนเดียวก็พอ’

ริกซ์ซ่อนคำที่ตัวเองนึกขึ้นมาได้ไว้ และตอบเอลฟ์ไปแค่นิดหน่อย เพราะแค่ตอนเธอนอน เขาก็ได้ยินคำนั้นอยู่บ่อยๆ แล้ว

“และมีชีวิตอยู่คนเดียวก็พอ”

“จะไม่ลำบากเหรอขอรับ”

“ไม่เป็นไร ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับการได้รับการดูแลจากใครน่ะ อยู่คนเดียวสบายที่สุดแล้ว”

สีหน้าของริกซ์ที่เอลฟ์มองเห็นนั้นมีความสับสนอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสงบลง

“ไม่คุ้นเคยกับการได้รับการดูแลจากคนอื่น นั่นมันหมายความว่ายังไงกันครับ ท่านเป็นรัชทายาทนะ”

“หึหึ”

ดวงตาสีขาวเงินของริกซ์ที่สบตากับเอลฟ์นั้นกำลังขุ่นมัวเพราะความเหนื่อยล้า

“ถ้างั้นตอนที่ออกไป คงต้องเก็บพวกอัญมณีเอาไว้เยอะๆ ข้าเห็นมันกระจัดกระจายอยู่ที่นี่เต็มไปหมด ถ้าไปยังโลกมนุษย์มันจะกลายเป็นของล้ำค่า อ้า ใช่ พวกเขาให้อะไรท่านมาบ้างขอรับ ตอนที่มาจากโลกมนุษย์ ท่านน่าจะได้รับอะไรมาบ้างมิใช่รึขอรับ น่าจะต้องมีค่าตอบแทนสิ”

“เวทมนตร์ที่จะช่วยขยายยุคเวทมนตร์ของอาณาจักรได้หลายร้อยปี”

“โอ้โห! ไม่ธรรมดาเลยนะ ข้าเองก็รู้จักยุคที่จบสิ้นไปแล้วเป็นอย่างดี... มนุษย์เองค่อยๆ เลิกยึดติดกับยุคนั้น และค้นหาวิธีอื่น”

‘มนุษย์’ งั้นเหรอ เหมือนจะเป็นคำพูดแปลกที่เอลฟ์พูดออกมาเลยนะ ริกซ์หัวเราะออกมาอย่างไร้ความหมาย  นานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่ได้นึกถึงเขา

‘จะสบายดีไหมนะ’

“มีคนที่คิดแบบเดียวกับเจ้าอยู่ด้วยนะ”

เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่อาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์คนสุดท้ายที่สูญเสียพลังเวทย์ หากเป็นเช่นนี้คงต้องประคองชีวิตเอาไว้ ริกซ์คิดขณะที่พูดคำนั้นออกมา

องค์รัชทายาทนิกคิส หากยุคแห่งเวทมนตร์ถูกยืดออกไป คนที่ได้เปรียบจะเป็นเหล่าพวกนักเวทย์มากกว่าเขาที่เป็นองค์รัชทายาท โครงสร้างพวกนี้เริ่มบิดเบี้ยวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน... ริกซ์จัดการกับความคิดที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ เมื่อเจอคาร์ดัมครั้งต่อไป เธอมีเรื่องที่อยากจะลองร้องขอเขาแล้ว

“...ยกเว้นเรื่องนั้นแล้ว ท่านริกซ์ไม่ได้รับอะไรมาเลยเหรอขอรับ”

โมร์ฟิสมองไปยังริกซ์ที่หลับตาอยู่อย่างใจลอย เขาพบเจอมนุษย์มามาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอคนที่ไม่มีความต้องการและไม่มีพละกำลัง ความรู้สึกที่น่าเสียดายนี้อาจจะเป็นความเห็นอกเห็นใจก็ได้ การที่ได้คอยดูแลความสะดวกของริกซ์นั้น แม้จะเป็นหน้าที่โมร์ฟิส แต่ตอนนี้มันกำลังปะปนไปกับความรักและความหวงแหนหญิงสาวไปเสียแล้ว

แม้จะตื่นสาย แต่เขาก็ตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้ได้ ผลลัพธ์ของการคอยเฝ้าสังเกตในทุกวัน เขาพบว่าเจ้านายใหม่ของเขาชอบของอร่อยมากๆ หากได้กินของหวานสีหน้าของเธอก็จะผ่อนคลายลงเล็กน้อย และเขาชอบที่จะเห็นเธอยิ้ม

“มีอะไรที่อยากกินไหมขอรับ”

โมร์ฟิสตั้งใจฟังคำพูดของริกซ์ที่ตอบมาสั้นๆ ทั้งที่ยังคงง่วงนอนอยู่ เค้ก ทาร์ต พาย พวกของหวาน แม้ภายนอกจะไม่แสดงออกมาจนเกินไป แต่ริกซ์ก็ตอบออกมาได้อย่างไม่ลังเล

เป็นความจริงที่ริกซ์อยู่ที่นี่อย่างสุขสบาย ดูจากการที่เธอมีน้ำมีนวลขึ้นเรื่อยๆ แม้รูปร่างในตอนแรกของริกซ์ในสายตาของเอลฟ์จะดูดีมาตั้งแต่แรกเห็น แต่หากเทียบกับตอนนี้แล้วร่างกายที่เคยเห็นในตอนแรกนั้นผอมเสียเหลือเกิน

“นอนอีกหน่อยเถอะขอรับ ให้ข้าอ่านหนังสือให้ฟังไหมขอรับ”

“อื้ม”

เอลฟ์หยิบหนังสือในวงแขนออกมาให้ เสียงร้องเบาๆ เสียงเปิดหน้าหนังสือ ริกซ์ง่วงงุนเพราะได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่กล่อมอยู่ใกล้ๆ แม้จะได้ยินแบบไม่ปะติดปะต่อ แต่เธอเหมือนจะรู้ว่าเขาอ่านหนังสืออะไรอยู่

เป็นเรื่องราวที่พูดถึงวีรบุรุษมากมายที่มีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องราวที่มีมายาวนาน เอลฟ์ชอบเรื่องพวกนี้ด้วยงั้นเหรอ เรื่องราวเหล่านี้เริ่มจากคำทำนายตั้งแต่เริ่มแรก เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีค่าขนาดนั้น

บทสรุปของเรื่องราวนั้นเป็นอย่างไรล่ะ คำสุดท้ายของการทำนายนั้นว่าอย่างไร... ว่ายังไงกันนะ...

เสียงที่ได้ยินอย่างเนิบๆ นั้นไม่ค่อยเข้าหูเธอสักเท่าไหร่แล้ว เหมือนเพียงแค่พึมพำอยู่ข้างหูเธอเท่านั้น และบางครั้งก็ขาดหายไปเป็นช่วงๆ ด้วย

ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วจริงๆ ตอนนี้แสงแดดอบอุ่นขึ้นมาก เมื่อร่างกายสบายขึ้น ความคิดหลายๆ อย่างที่เคยอัดแน่นภายในหัวของริกซ์ก็หายไปด้วย

“...เพราะฉะนั้น พวกเขาที่เสียสิ่งสำคัญไปทีละอย่างนั้นก็มุ่งหน้าไปสู่ทางที่ตนเองต้องการ ‘ผู้สูญเสียความทรงจำ’ ‘ผู้ป่วยเป็นโรค’ และ ‘ผู้ค้นคว้า’ ผู้คนเหล่านั้นจะสร้าง ’ภัยพิบัติใหญ่หลวง’- ”

แม้วันนี้จะสดใส แต่ริกซ์ก็เข้าสู่ห้วงแห่งความฝันไปแล้วเรียบร้อย สีหน้าของเธอในตอนนี้ดูสบายไม่ฝันร้ายแล้ว โมร์ฟิสปิดหนังสือและมองริกซ์ชัดๆ พอเขายื่นมือออกไปเพื่อแตะผมสีขาวที่ตกลงมานั้น เขาก็เลิกล้มความคิดนั้นไป

“ท่านริกซ์”

เขาเรียกดูเพื่อตรวจสอบว่าเธอนอนไปหรือยัง ร่างกายที่ขยับขึ้นลงช้าๆ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอเป็นไปตามธรรมชาติ ผิวที่ขาวกว่าเส้นผมนั้นที่โผล่ออกมานอกผ้าห่มยังมีร่อยรอยของการร่วมรักเหลืออยู่ ขณะที่เอลฟ์ให้ความสนใจกับสิ่งนั้นเขาก็ยกผ้าห่มขึ้นมาห่มให้

“ข้าเจอแสงสว่างของข้าแล้วขอรับ”

เมื่อมั่นใจแล้วว่าเธอหลับสนิท เขาจึงลองตอบคำถามที่เขาตอบกำกวมไปตอนที่หญิงสาวถามเมื่อกี้ เขาปลอบโยนหัวใจที่ว่างเปล่ามาตั้งแต่เกิดด้วยเป้าหมายใหม่ สิ่งนั้นคือการท่องเที่ยว

“ข้ามีสิ่งข้าต้องพูดให้ได้ มีเรื่องที่ข้าต้องบอกท่าน”

เป็นคำพูดและความคิดที่ไร้สาระ โมร์ฟิสส่ายหน้าและหันไปคิดเรื่องอื่น

เขาลองจินตนาการถึงภาพของริกซ์ที่มีผมสีทองในตอนแรกดู หากเกิดมาจาก ‘อาณาจักรนั้น’ ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นราชวงศ์ด้วยล่ะก็ เส้นผมสีทองน้ำผึ้งที่ใครๆ ต่างก็พากันอิจฉา

“ท่านคือผู้บริสุทธิ์ขอรับ”

โมร์ฟิสพูดราวกับกระซิบออกมาและกลืนคำสุดท้ายลงไป

“คนน่าสงสาร ผมหงอกแบบนี้ได้อย่างไรกัน ถ้าหากเส้นผมไม่ขาวแบบนี้ มันจะส่งประกายเจิดจาเหมือนผมสีทองของคาร์ดัมหรือเปล่านะ”

“องค์หญิง”

‘ดินแดนของมังกรที่ยิ่งใหญ่ หากเป็นรัชทายาทของอาณาจักรนั้น จะได้ชื่อแบบนี้ไหม ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ดินแดนที่ได้รับความกรุณาจากมังกร ถ้าอย่างนั้นก็ซวยจริงๆ ซวยมาก’

จิ๊บๆ เสียงนกร้อง ขณะที่โมร์ฟิสนับขนตาสีขาวของริกซ์ที่กระทบกับแสงแดด เขาก็ละสายตาไปจากริกซ์ไม่ได้ไปชั่วขณะ เขามีสิทธิ์ไปบังอาจเห็นใจหญิงสาวด้วยหรือ โมร์ฟิสหัวเราะออกมาหนึ่งที และลุกขึ้นจากที่เพื่อไปเตรียมของหวาน



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น