โซซอล
facebook-icon

อันยอง

บทที่ 9-2 สิ่งที่ลืมเลือน

ชื่อตอน : บทที่ 9-2 สิ่งที่ลืมเลือน

คำค้น : พันธะแห่งมังกร นิยายเกาหลี แฟนตาซี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2561 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9-2 สิ่งที่ลืมเลือน
แบบอักษร

ถึงจะเป็นเพียงแค่การยิ้มเยาะ แต่ยิ้มนั้นของเพลซันก็ได้หายไปแล้ว เพลซันทำสีหน้าราวกับปีศาจปัดมือของชีคานทิ้ง และเขาก็ปัดเสื้อผ้าราวกับว่าโดนสิ่งสกปรก

ขณะที่เพลซันปิดปากเงียบอยู่สักพัก ก่อนจะตะโกนลั่นออกมาราวกับทนไม่ไหวแล้ว

“แก! ไอ้บ้าไร้สาระ! ก็แค่คนบ้าที่ใช้เวลาอย่างไร้ค่าอยู่ในซอกหลืบตั้งแต่แรกเท่านั้นแหละ จนตอนนี้ก็ยังไปไหนมาไหนอย่างไม่มีความคิด แขวะคนอื่นไปทั่ว ไอ้คนเสียสติเอ๊ย! นึกว่าคนอื่นเขาอยากติดแหง็กอยู่ที่นี่ไปจนวันตายเหมือนแกนักรึไง!”

เสียงแหบตะโกนดังลั่น ไปทั่วห้อง เพลซันที่พ่นดูหมิ่นดูแคลนออกมานั้นมองชีคานที่ยังไม่ตอบสนองอะไรและกัดฟันกรอด

“ไอ้เฮงซวยเอ๊ย”

มุมปากของเพลซันร้อนระอุราวกับจะสำรอกออกมาเป็นลูกไฟ ระหว่างนั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย ต่างคนต่างก็จ้องมองกัน เพลซันจึงเป็นฝ่ายออกไปจากห้องก่อน 

ได้ยินคำก่นด่าและเสียงอะไรสักอย่างแตกจากทางด้านนอก เสียงนั้นไกลออกไปเรื่อยๆ จนฟังจากในห้องไม่ได้ยิน

ความเครียดคลายลง ริกซ์เองก็ถอนหายใจยาวออกมา เหมือนจะอยู่ในที่เย็นนานๆ เธอจึงจามออกมา ไม่รู้เป็นเพราะพลังความเย็นของชีคาน หรือเป็นเพราะหวาดกลัวเพลซันที่เพิ่งออกไปจากปราสาท เลยทำให้ขนอ่อนลุกชันขึ้นมาทั้งตัว

“ริกซ์...”

ชีคานขยับเข้ามาใกล้ เขากอดริกซ์ทั้งที่เธอยังอยู่ในผ้าห่ม แล้วพินิจมองช้าๆ เขาเปิดร่างกายของริกซ์ดูทุกซอกทุกมุม และปัดตรงที่มีฝุ่นออกให้ เขาที่อ้างว่าจะดูอาการและรักษาให้นั้นกวาดสายตามองหาร่องรอยตามตัวของริกซ์

ชีคานมองริมฝีปากของริกซ์เป็นอย่างแรก จูบอันรุนแรงทำให้ตรงมุมปากที่มีรอยฟันเขี้ยวนั้นฉีกขาดและบวมขึ้นมา ชีคานลูบบาดแผลนั้นหนึ่งทีและลบมันออกทันที ที่คอก็ด้วย ที่กระดูกไหปลาร้าก็ด้วย ที่หน้าอกก็ด้วย ไหล่ก็ด้วย... ขณะที่ชีคานดึงดันจะดูร่องรอยเหล่านั้น เขาก็จัดการลบร่องรอยของมังกรตัวอื่นออกไปด้วย

“ชีคาน...”

“ถ้าไอ้บ้านั่นทำอีกก็มาบอกข้า”

ตามที่ฟังมา หลังจากที่กลับมาจากถ้ำ เพลซันกับชีคานนั้นก็ได้ต่อสู้กัน ทำให้ฝนตกลงมาหลายวันเพราะผลกระทบจากสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากริกซ์สลบไปเพราะมีความสัมพันธ์อันรุนแรงกับเพลซัน ชีคานก็จะบันดาลโทสะขึ้นมา

เพราะจนกว่าทำทายาทออกมาได้ ร่างกายนี้สำคัญสำหรับพวกเขา

ริกซ์ส่ายหน้าเมื่อนึกถึงการกระทำของเพลซันในวันนี้ มันไม่ได้เป็นการกระทำที่หยาบคายเลย มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าชีคานจะเชื่อเธอหรือเปล่า นอกจากนั้นเวทมนตร์ที่เธอสามารถอดทนได้นั้นก็กำลังเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ข้าไม่เป็นไรค่ะชีคาน”

ริกซ์จงใจที่จะไม่สบตา เธออึดอัดมากจริงๆ กับการเผชิญหน้ากับชีคาน การที่เขาขออนุญาตจูบเธอหรือขออนุญาตมีอะไรกับเธอนั้นทำให้เธออึดอัด เป็นเหมือนเพลซันเสียยังดีกว่า ไม่สิ การกระทำของเพลซันในวันนี้เองก็แปลกไป

ทั้งที่จะทำไปเลยก็ได้ แต่เขากลับสั่งให้พูดในเรื่องที่ยากที่จะตอบ อีกทั้งยังไม่มีความหมายใดๆ ด้วย ยังดีที่ครั้งนี้นั้นไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา รึกซ์จึงเอ่ยปากพูดกับชีคานถึงเรื่องที่เธออยากจะบอก

“คือ... ท่านไม่จำเป็นต้องสนใจถึงเรื่องนี้ก็ได้นะคะ”

“ริกซ์...”

“ทำตามใจชีคานเถอะค่ะ—”

การสวมกอดแบบกะทันหันนั้นทำให้ริกซ์หยุดพูด ต้นกำเนิดที่ใหญ่มากๆ ของชีคานก็คือความเย็น ร่างกายของเขากำลังสั่นราวกับจุดที่เขายืนอยู่นั้นหนาวเหน็บที่สุดในห้องนี้ ริกซ์ยกมือขึ้นข้างหนึ่งเพื่อลูบเขา

“สำหรับข้า ข้าไม่ได้ต้องการเรื่องนั้นหรอก”

ริกซ์ไม่ตอบโต้ เพราะเหมือนกับว่าชีคานบ่นพึมพำราวกับพูดอยู่คนเดียว มังกรที่ใกล้เคียงกับจอมเผด็จการนั้นทำไมปฏิบัติกับมนุษย์เช่นนี้ ริกซ์เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

เพราะเครื่องหมายงั้นเหรอ หากต้องการทายาทจริงๆ จะใช้ร่างกายนี้ให้เต็มที่ไปเลยก็ยังได้ ยังไงเสียเครื่องหมายนั้นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาสร้างด้วยเวทมนตร์ และมนุษย์ก็ได้รับเครื่องหมายนั้นมาเพื่อเป็นเครื่องสังเวยอยู่แล้ว

แม้ชีคานจะปล่อยตัวเธอและกลับไปแล้ว ริกซ์ก็ยังตัวเกร็งและเหม่อมองไปยังน้ำพุ น้ำพุที่พุ่งขึ้นไปนั้นจับตัวเป็นน้ำแข็ง มองดูราวกับหนามแหลมคม

ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาถึงไม่ดีกันนะ แม้จะยังกลัวเพลซันที่คลุ้มคลั่งเดินออกไปจากปราสาท แต่ริกซ์ที่จู่ๆ ก็สามารถมองเขาได้โดยไม่กลัวจนตัวสั่นนั้นเหมือนจะมองเห็นความเศร้าในดวงตาของเขา สายตานั้นเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ ก่อนจะหายวับไป บางทีเธออาจจะมองผิดไปก็ได้

ทุกครั้งที่ตื่นมา ยังรู้สึกถึงความร้อนในทุกส่วนที่เคยสัมผัสกับเพลซันอยู่ มันหนาวเหน็บแบบนี้เลยเหรอ แม้หัวใจจะสนใจในความอบอุ่น แต่ริกซ์ก็ต้องหยุดคิดถึงเรื่องนั้น

เพราะยังไงก็จะต้องออกไปจากที่นี่อยู่แล้ว ก่อนจะมีทายาท แล้วจะเมื่อไหร่กันล่ะ

ระหว่างที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียว น้ำแข็งก็ค่อยๆ ละลายและแตก แม้กระทั่งยามที่น้ำแข็งตกลงบนพื้นเสียงดังตุ้บ ริกซ์ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเลย


* * *


การที่บอกว่าจะทำให้อยู่อย่างสุขสบายที่ปราสาทนั้นไม่ใช่คำพูดไร้สาระ เธอได้รับทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ เธอได้กินตรงเวลา อยากนอนก็ได้นอน และไม่มีสิ่งใดที่คอยทรมานเธอเลย เพียงแค่เธอทำสีหน้าเบื่อหน่ายออกมานิดหน่อย ก็จะมีพวกเอลฟ์ที่เข้ามาพูดคุยด้วย หรือไม่ก็ชักชวนเธอออกไปเล่นในสวน เหมือนร่างกายของเธอจะแข็งแรงขึ้น และความเหนื่อยล้าก็ลดน้อยลง หรือมันเกี่ยวพันกับอารมณ์ของเธอก็ไม่รู้

“ท่านริกซ์”

แม้ว่าริกซ์จะนอนมากกว่าคนทั่วไป ปกติแล้วถึงจะหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน หากมีใครมาปลุกก็จะตื่นขึ้น และก็มีบ้างที่มังกรจะมานอนด้วย

เธอสับสนเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ปราสาทมนุษย์ การที่ได้นอนโดยไม่มีใครจับตามองอย่างไร้การคุกคามใดๆ

“ท่านริกซ์ ตื่นเถอะขอรับ”

ถึงเวลาฟ้าสางแล้ว เธอไม่ได้ตื่นขึ้นมาเอง ดังนั้นสายตาของเธอจึงยังพร่าอยู่พักหนึ่ง เพราะยังตั้งสติไม่ได้ จึงพยายามจับจุดโฟกัสตรงหน้า คนที่อยู่ตรงหน้าเธอก็คือโมร์ฟิสนั่นเอง มองเห็นผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ท้องฟ้ายังเป็นสีน้ำเงินเข้มอยู่ ไม่ได้ถูกย้อมด้วยแสงสีทอง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะเช้ามืดเท่านั้น

“มีเรื่องอะไรแต่เช้าแบบนี้...”

ริกซ์พูดขณะที่ขยี้ตา ที่ข้อมือมีอะไรเปียกๆ เปื้อนอยู่ มันคือน้ำตานั่นเอง

“ท่านฝันเรื่องอะไรขอรับ”

ไม่รู้เหมือนกัน ปกติริกซ์เป็นคนที่จำความฝันไม่ค่อยได้

“ข้าคิดผิดไปว่าท่านปรับตัวได้ดีเสียอีก”

ริกซ์ลุกขึ้นนั่งอยู่กับที่ เธอคงจะร้องไห้ขณะที่นอนหลับฝัน เขาอาจจะเช็ดน้ำตาให้อยู่เสมอ โมร์ฟิสที่ถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ในมือและกำลังมองริกซ์อย่างชัดๆ การร้องไห้ขณะที่หลับนั้นคือเรื่องน่าแปลกงั้นเหรอ เขาลากเก้าอี้มานั่งมองมนุษย์ที่นอนอยู่

“เหนื่อยใช่ไหมขอรับ”

“...ก็มีบ้างบางครั้งที่ฝันน่ะ”

หากตื่นขึ้นมาก็จำไม่ได้แล้ว ริกซ์นั้นไม่เข้าใจสิ่งที่เอลฟ์พูดจริงๆ เรื่องที่เธอบอกเขาว่าเธอไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลยนั้นคือเรื่องจริง และเธอก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายด้วย

ขณะที่เอลฟ์มองริกซ์ที่พูดออกมาอย่างกับเป็นเรื่องเล็กน้อยนั้นเขาก็กระดิกหู แล้วดวงตาที่เป็นประกายสีเหลืองนั้นก็เหลือบมอง แล้วส่ายหน้าออกมา

“บางครั้งงั้นรึ ท่านเป็นแบบนั้นบ่อยเลยนะขอรับ”

“แล้ว... มันเป็นยังไง ข้าไม่ได้เหนื่อยเลยสักนิด”

โมร์ฟิสยังทำหน้าบึ้งอยู่

“ถ้างั้นเวลาคนนอนจะทำเสียงแบบนั้นเหรอขอรับ”

“ข้าพูดว่ายังไงล่ะ...”

“อยากตาย อยากตาย คนทั้งโลกเขาพูดแบบนั้นเสียที่ไหนกันล่ะขอรับ”

พูดแบบนั้นอีกแล้วสินะ ริกซ์ล้มตัวลงนอนอีกครั้งราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญอะไรเลยสักนิด

“นิสัยเวลานอนน่ะ”

“ให้ตายสิ”

ขณะฝังหน้ากับหมอนนุ่มๆ เธอก็เหลือบตามองโมร์ฟิสที่นั่งอยู่ข้างๆ ผ้าเช็ดหน้าที่เอลฟ์เคยถือไว้เข้ามาใกล้อีกครั้ง ริกซ์จึงหลับตาแน่น ผ้าเช็ดหน้านั้นจึงหยุดชะงัก จากนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้เหมือนเดิม และเช็ดเบาๆ ที่แก้มและเปลือกตาก ก่อนจะผละออกไป

ริกซ์ลืมตาอย่างเหม่อลอยโดยไม่พูดอะไร เธอนอนเยอะมาก และไม่มีอะไรจะให้ทำ แล้วเมื่อครู่เธอก็สามารถกลับไปนอนต่อได้อีกครั้ง ทันทีที่ความง่วงเข้าครอบงำ ริกซ์ก็เปิดปากหาวอีกครั้ง โมร์ฟิสก้มเข้าไปใกล้ริกซ์อีกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ออกท่องเที่ยว กินของอร่อยเยอะๆ มีเพื่อน มีคนรัก แต่งงาน และมีลูก แก่แล้วค่อยตายนะขอรับ เข้าใจไหมขอรับ?”

ริกซ์ฟังคำที่เหมือนจะเหน็บของโมร์ฟิสและแสยะยิ้มออกมาในตอนท้าย โมร์ฟิสมองรอยยิ้มเยาะนั่นด้วยความสงสัย ก่อนจะกระดิกหูยาวๆ นั่นครั้งหนึ่ง

“ผู้ถือครองน่ะ... เป็นหมันมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว”

“อะไรนะขอรับ”

ขณะที่โมร์ฟิสทำสีหน้าสับสนเล็กน้อยนั้นเขาก็กอดอก การเอียงคอไปมานั้นแสดงว่าเขาไม่เข้าใจที่เธอพูด

“ท่านริกซ์ เชื้อพระวงศ์... ไม่ใช่องค์หญิงของอาณาจักรนั้นหรอกเหรอขอรับ ได้ยินมาว่าผู้ถือครองมีความเกี่ยวข้องกับราชบัลลังก์ ถ้างั้นการสืบต่อราชบัลลังก์จะทำยังไงล่ะขอรับ ต้องสืบทอดไม่ใช่เหรอขอรับ”

“ต้องสืบทอดสิ ในตอนที่ไม่มีผู้ถือครอง รัชทายาทแห่งสายเลือดจะเป็นผู้สืบทอด และหากผู้ถือครองปรากฏตัวขึ้นก็จะถูกคัดเลือก บางครั้งคนที่ไม่ใช่เชื้อสายเองก็เป็นผู้ถือครองได้นะ”

“ว้าว เป็นอาณาจักรที่น่าทึ่งจัง”

เพราะเป็นอาณาจักรหนึ่งที่ใช้เวทมนตร์ตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เป็นเมืองที่ความสามารถนั้นสำคัญกว่าสายเลือด และเหนือสิ่งอื่นใดคือถือว่าประเพณีและเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เครื่องหมายของมังกรและผู้ถือครองนั้นคือเวทมนตร์ที่มีความหมายอันยิ่งใหญ่ในอาณาจักรเวทมนตร์ และมันก็มีอิทธิพลมากด้วย หากไม่มีผู้ถือครองคนแรก ตำแหน่งของริกซ์อาจจะเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว ไม่สิ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร เครื่องหมายและเวทมนตร์ทำให้สูญเสียพลังไปนาน นอกจากนี้เครื่องหมายที่ริกซ์ครอบครองก็ไม่ได้ชัดเจนหรือสมบูรณ์ด้วย

หากยกเว้นผู้ถือครองส่วนมากที่เกิดมาจากราชวงศ์ สายเลือดก็ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก นอกจากลูกชายคนโตของราชวงศ์แล้ว ปกติคนครอบครองก็จะไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษนักหรอก


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}