l-mine

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 :

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2558 19:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 :
แบบอักษร







ตอนที 8 

 

 

 

 

 

 

พึ่บ

 

ผมหันหลังกลับแทบไม่ทัน เมื่อเจอร่างสูงคุ้นตานั่งไขว้ห้างเล่นมือถืออยู่ใต้คณะ

 

“จะไปไหนนนน”

 

“ชู่ว์ เบาๆมึง” ผมใช้นิ้วชี้แตะปากตัวเอง เป็นสัญญาณให้วันวานที่เดินตามลงมาเงียบไป

 

“ทำไมอะ กะจะหลบพี่กูว่างั้น?”

 

“เออดิ มึงมาก็ดีละ ไปลากพี่มึงออกไปหน่อยดิ กูไม่อยากเจอ”

 

“ทำไมวะ พี่ฌอนกับมึงไม่ได้เข้าใจกันดีแล้วเหรอวะ”

 

“ก็...ไม่เชิง แต่ตอนนี้กูยังไม่พร้อม กูไม่อยากมีใคร กูไม่อยากโดนตื้ออะ”

 

“พลุ กูว่ามึงเครียดไปนะ ตอนนี้กูว่ามึงแค่กลัวจนไม่ยอมเปิดใจเท่านั้นแหละ จริงๆมึงก็ยังรักพี่ฌอนอยู่ ไม่ยอมเปิดใจไปหน่อยละวะ”

 

“ไม่เอา อย่ายุกูหน่า”

 

“เออๆ กูไม่สปอยพี่กูละ จะยังไงก็แล้วแต่พวกมึงแล้วกัน อุ้ย พี่ทิมมาแล้ว ไปนะ”

 

“เฮ้ย วาน! วันวาน กลับมาช่วยกูก่อน ชิทแม่ง”

 

ผมกระซิบเค้นเสียงไล่หลังวันวานที่กระโดดเขย่งไปทางพี่ทิม หลายวันมานี้ตั้งแต่วันนั้น พี่ฌอนก็ตามรับเที่ยวส่งผมเหมือนเดิม แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันน่าอึดอัด น่าอึดอัดยังไงน่ะเหรอ...

 

“ป่ะ ไปกัน”

 

ร่างสูงยิ้มฝืนส่งให้ผม ผมโตแล้วนะ ไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ว่ารอยยิ้มนั่นมันจอมปลอม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมร่างสูงถึงพยายามจะฝืนยิ้มให้ผมแบบนั้น รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้า

 

“วันนี้มึงไปทำงานต่อที่ร้านแฟนยุ้งใช่ไหม”

 

“ครับ”

 

สรุปสุดท้าย ผมมารู้ทีหลังว่าพี่ฌอนกับพี่ยุ้งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ญาติจริงๆ เหอะ ถึงว่าทำไมพี่ยุ้งดูยุให้ผมคู่กับพี่ฌอนจัง

 

“เดี๋ยวจะรอ” พี่ฌอนบอกด้วยหน้านิ่ง

 

“อืม”

 

ผมตอบรับไปเพราะรู้ดีว่ายังไงพี่ฌอนก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่ ตั้งแต่วันนั้นที่ผมพูดทำร้ายจิตใจพี่มันไป ผมก็คิดอยู่นะว่าควรจะทำให้มันเด็ดขาดกว่านี้ไหม แต่พอคิดจะทำๆทีไร ผมก็ทำไม่ลงทุกที

 

“มึงนี่ก็อึดดีนะ”

 

“ครับ?”

 

“ใจแข็งยิ่งกว่าครกหินของเสืออีก”

 

พี่ยุ้งแซะผมเบาๆ ขณะที่อยู่ในระหว่างการทำงาน ก่อนจะปรายตามองไปยังพี่ฌอนที่นั่งสั่งแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กิน

 

“หลายวันแล้วนะ”

 

“เขาทำของเขาเอง”

 

“หือ มึงนี่ใจแข็งใช้ได้ว่ะ”

 

“ไม่ได้ใจแข็งอะไรนะพี่ แต่ผมบอกพี่ฌอนไปแล้วว่าผมไม่พร้อมจะมีใคร เขาไม่ถอยเอง ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง”

 

“แล้วมันยังไงวะ น้องกูนี่ไม่ดีถึงขนาดทำให้มึงยอมเปิดใจไม่ได้เลยอ่อ”

 

“นี่พี่โกรธผมปะเนี่ย - -

 

“กูไม่ได้โกรธ แต่กูก็อดสงสารไอ้ฌอนไม่ได้ มันน่าสงสาร...”

 

พี่ยุ้งพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินเข้าครัวไป ผมหันไปมองพี่ฌอนที่นั่งดื่มอยู่ที่โต๊ะไม่ใกล้ไม่ไกลนั่น พี่ฌอนที่ทั้งหล่อ รวย การศึกษาดี ทำกับข้าวเก่ง วันๆคิดจะหลับนานแค่ไหน จะตื่นตอนไหนก็ทำได้ เพราะเงินที่เขามีก็เหลือใช้จนไม่จำเป็นต้องกระดิกตัวทำอะไรเลย

 

ผมไม่เข้าใจ ทั้งพี่เดียว วันวาน พี่ทิม แล้วนี่ยังมีพี่ยุ้งอีก ทำไมกัน.. ทำไมถึงบอกว่าคนๆนี้น่าสงสาร?

 

“ดื่มมากผมไม่นั่งกลับด้วยนะ”

 

ผมเดินเข้าไปประชิดโต๊ะนักดื่มประจำร้าน

 

“มึงก็รู้ว่ากูไม่เมาง่ายๆหรอก ไปทำงานของมึงต่อเถอะ”

 

ผมพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ตอนนี้ร้านมันใกล้จะปิดแล้ว เครื่องดื่มขวดใหญ่สองขวด ที่ขวดที่สองพร่องไปกว่าครึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะพี่ฌอน ตอนนี้ท่าทางของร่างสูงกำลังเมาแอ้ เท้าคางนั่งจ้องผมตลอดอย่างไม่คลาดสายตา

 

ผมจะเดินไปไหน ใบหน้าคมนั่นก็จะเลื่อนตามไปมองด้วย อึดอัดสุดๆ

 

“ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำแล้ว ที่เหลือพวกกูจัดการเอง มึงไปดูไอ้ฌอนหน่อยไป”

 

พี่ยุ้งบอก ผมจึงเดินเข้าไปหาร่างสูง พี่ฌอนมองผมด้วยสายตาเยิ้มๆตามจังหวะการนั่งลงของผม ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วมองเขา

 

“ไหนบอกว่าจะไม่เมาไง”

 

“กูก็ไม่ได้เมา~...”

 

“เมาแบบนี้แล้วใครจะไปส่งผม”

 

“เฮ้ย กูไปส่งได้~...”

 

“ไม่เอาหรอก ผมไม่อยากตาย”

 

“งั้นเหรอ... เอิ่ก”

 

เราเงียบกันไป คนเมานั่งดื่มต่อ ผมหยิบขวดเครื่องดื่มเปล่าแล้วไล่อ่านดู เหอะ ดีกรีแรงขนาดนี้ ดื่มไปขนาดนั้น คอแข็งยังไงผมก็ว่าไม่รอด

 

“กูว่ามันคงไม่ไหวแล้วว่ะ ลากเข้าบ้านเถอะ”

 

“ฮะ!? 0_0

 

“กูหมายถึงบ้านกู ..มึงคิดอะไร”

 

ผมหลุบสายตาใส่เฮียเสือ จะให้คิดอะไรล่ะ จู่ๆเฮียมันก็เดินเข้ามาเงียบๆ กอดอกยืนค้ำหัวอยู่ด้านหลังแล้วพูดออกมา ถามว่าผมที่อยู่ในภวังค์อยู่จะคิดเป็นประเด็นอื่นทันไหม ถ้าไม่ใช่ให้ลากพี่ฌอนเข้าบ้านตัวเอง - -

 

“เอ้า! ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ ช่วยกูด้วย”

 

เฮียเสือที่เข้าไปแบกร่างพี่ฌอนมา สั่นตัวพี่ฌอนยิกๆ ผมจึงเข้าไปช่วยประคองแขนอีกข้างหนึ่ง โดยพาดมันลงกับไหล่ แค่แขนยังหนัก...

 

ผมกับเฮียเสือช่วยกันประคองพี่ฌอนที่ยังพอมีแรงเดินอยู่บ้าง ออกจากบ้านและตรงไปยังบ้านที่ถัดจากตัวร้านไป2-3หลัง เหมือนพี่ยุ้งจะเคยเล่าว่าที่นี่คือบ้านของเฮียเสือ แต่ร้านนั่นเป็นร้านของพี่ยุ้งกับเฮียเสือที่หุ้นกัน สมัยตั้งแต่ยังเป็นเพื่อน

 

ทั้งที่ผมไม่ถามอะไร แต่พี่ยุ้งก็เปิดปากเล่าเรื่องตัวเองออกมาเฉยเลยว่าเมื่อก่อนเคยเป็นเพื่อนกับเฮียเสือมาก่อน แอบชอบเฮียมัน แต่ไม่กล้าบอก สุดท้ายวันหนึ่งที่ตัดสินใจบอกไป เฮียเสือก็เปลี่ยนไปอย่างที่คิด แต่พี่ยุ้งก็ยังตื้อต่อ จนสุดท้ายก็ได้มาเป็นแฟนกัน

 

เล่าแบบรวบยอดแบบนี้คงดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ผมว่าพวกเขาก็ผ่านอะไรกันมาเยอะเหมือนกัน ซึ่งอะไรๆของพวกเขาตอนนี้ ผมก็คิดว่ามันก็คงมีเข้ามาเป็นระลอกๆ

 

ตุบ

 

ผมกับเฮียเสือทิ้งร่างพี่ฌอนบนโซฟานุ่ม จากนั้นร่างสูงที่โวยมาตลอดทางว่าตัวเองไม่เมาก็หลับตานิ่ง ยกขาขึ้นโซฟาก่อนจะขดตัวให้พอดีที่จะวางได้ตลอดตัว ก็พี่มันสูง - -

 

“เสือ! นี่อะไร...”

 

จู่ๆพี่ยุ้งก็เดินเข้ามาในตัวบ้าน กดคีย์เสียงต่ำถามเฮียเสือ พร้อมในมือที่ถือถุงยางอนามัยใช้แล้ว

 

!!

 

“ที่มึงหายไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเมื่อกี้ มึงหายไปใช้ไอ้นี่มาใช่ไหม!

 

“...!

 

ผมหวังในใจตลอดว่ามันคงไม่ใช่ แต่เฮียเสือกลับนิ่งแล้วไม่พูดอะไร ผมมองหน้าพวกเขาสลับกันไปมา

 

“เหอะ!

 

คำสบถหนึ่งพยางค์ที่มาพร้อมกับหยดน้ำตาของพี่ยุ้ง แววตาเจ็บปวดฉายมองไปยังเฮียเสือที่ยืนอยู่นิ่ง ผมที่ไม่รู้จักเฮียเสือดีในตอนนี้มองไม่ออกเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่

 

“กูชอบนะที่มึงไม่เคยโกหก แต่ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้มึงก็ยังมีกูคนเดียวไม่ได้ ฮึก”

 

“ยุ้ง คือกู...” เฮียเสือทำท่าจะเดินไปหา

 

“งั้นมาแฟร์ๆกันไหม มึงมี กูก็มี มีชู้กันทั้งๆที่ยังคบกันเนี่ยแหละ ฮึก เพราะกูเลิกกับมึงไม่ได้.. ฮึก เพราะงั้น... กูจะทนมันเอง”

 

ตึงๆๆๆๆๆ

 

สิ้นสุดคำพูด พี่ยุ้งก็วิ่งตึงตังขึ้นชั้นบน ตลอดทางผมเห็นตลอดว่าพี่ยุ้งปาดน้ำตาที่เอ่อไหลไม่หยุดนั่นตลอด คงเพราะมันเอ่อจนบังม่านตาและมองทางไม่ชัด

 

“ชิทแม่ง! มึงพูดอะไรของมึงออกมาฮะ!!

 

เฮียสบถดังก่อนจะวิ่งตามขึ้นไป ด้วยภาพจากข้างหลังที่ผมมองดู ช่วงก้าวย่างที่เร็วและสง่าราวกับเสือตัวจริงนั่น ผมว่าเฮียเสือคงตามตะครุบเหยื่ออย่างพี่ยุ้งได้แน่ๆ

 

พอเห็นแบบนี้แล้วผมก็สงสัย.. ความรักคืออะไร?

 

พี่ยุ้งรักเฮียเสือมาก เฮียเสือก็ดูเหมือนจะรักพี่ยุ้งมาก แต่ก็ยังไปมีคนอื่น แล้วสุดท้ายมันจะจบที่พี่ยุ้งก็ต้องประชดอีกฝ่ายไปด้วยงั้นเหรอ...?

 

“กูหยุดได้นะ ถ้าคบ.. กูหยุดให้มึงได้นะ”

 

ผมที่ยืนอยู่ก้มหน้าลงมองพี่ฌอนที่พูดเสียงยานคานออกมา มือหนายื่นออกมา ทำท่าไขว่อากาศ เหมือนจะจับอะไรบางอย่างแต่กะตำแหน่งไม่ถูก

 

“ถ้าคบ.. กูจะมีมึงคนเดียว”

 

“เฮ้อออ”

 

ผมถอนหายใจพรืดยาว กางมือออกไปให้ชนมือหนานั่น พี่ฌอนอมยิ้มก่อนจะพูดอะไรบางอย่างแล้วดึงผมลงไปนั่งพื้นที่บนโซฟาที่ร่างสูงขยับไว้ให้

 

“อยู่นี่นี่เอง”

 

ที่แท้ที่ไขว่อากาศอยู่เมื่อกี้ก็แค่จะหาตัวผม เมาระดับไหนละให้ทาย

 

“เหนื่อยไหม”

 

“...” ไม่รู้ว่าคนเมาจะเข้าใจรึเปล่า แต่ตอนนี้พี่ฌอนกำลังส่ายหัวปฏิเสธอยู่

 

“รู้เหรอว่าผมหมายถึงอะไร”

 

“รู้สิ มึงก็กำลังจะบอกกูว่าเหนื่อยไหมที่กูมาตามตื้อมึง ทั้งๆที่น่าจะรู้ว่ามึงไม่เล่นด้วย”

 

พี่ฌอนพูดเสียงยาน สายตาฉ่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์มองมาทางผม

 

“แต่พลุ.. ขอโทษทีว่ะ กูหยุดไม่ได้แล้ว~... กูน่ะ มี-มึง-คน-เดียว”

 

พี่ฌอนเน้นไปทีละคำ จับมือผมแล้วเอาไปวางที่หัวเขา

 

“เล่นผมหน่อย”

 

ผมนั่งลูบผมสีดำขลับเล่นอย่างเพลินมอง พี่ฌอนยิ้มเคลิ้มๆแล้วนอนมองผมอยู่อย่างนั้นอย่างเงียบๆ พักใหญ่มั้งกว่าร่างสูงจะเอ่ยปากพูดมาอีก

 

“ในชีวิตกูน่ะ.. เหมือนมีคนอ้อมล้อมเยอะแยะเลยใช่ไหมล่ะ~.. หึๆ แต่จริงๆกูไม่มีใครหรอก”

 

“...”

 

“กูมีแค่มึงเท่านั้นแหละ”

 

พี่ฌอนฉีกยิ้มหวานที่สร้างมาจากความเมาให้ผม ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆลืมไป ผมตั้งใจจะผละออกทันที แต่กลับถูกร่างสูงดึงมือผมไว้ให้แนบกับหัวเขาซะก่อน

 

“ขออีก.. ยี่สิบนาที”

 

 

 

 

 

 

“พลุ แบบฟอร์มขอเข้าร่วมค่ายอาสาของนายผ่านแล้วนะ”

 

จอง เพื่อนต่างคณะเดินเข้ามาบอกผม ขณะที่ผมกำลังเดินอยู่ข้างวันวาน เพื่อมุ่งหน้าไปหาอะไรกินที่ร้านสหกรณ์

 

“อ๋อออ โอเค งั้นเดี๋ยวเราเข้าไปเอาข้อมูลค่ายที่ชมรมนะ”

 

“อืม”

 

แล้วจองก็เดินจากไป คงเหลือแต่วันวานที่จ้องจับผิดผมไม่หยุด

 

“อะไร ค่ายอาสา หมายความว่าไง” วันวานพ่นน้ำเสียงหาเรื่องใส่ทันที

 

“กูเห็นชมรมค่ายอาสาเขารับสมัครจิตอาสา กูเลยลองไปสมัครดู”

 

“ชมรมเขารับคนนอกชมรมด้วยเหรอวะ เท่าที่กูรู้มึงไม่ได้อยู่ชมรมนี้นิ”

 

“ใช่ กูไม่ได้อยู่ แต่กูอยากไปเลยลองยื่นไปดู เพราะเป็นคนนอกชมรม กว่าจะผ่านขั้นตอนการอนุมัติมันเลยยากหน่อย นี่กูก็ขอไปนานแล้ว เพิ่งจะมีข่าวมาบอกว่ากูผ่านเนี่ยแหละ”

 

“หือออ อ่าหะๆ กูเข้าใจก็ได้ แล้วนี่มึงบอกพี่กูยัง?”

 

“กูเพิ่งรู้พร้อมมึงเมื่อกี้นี่นะวันวาน - -

 

“เออว่ะ”

 

“แต่ถึงยังไงกูก็ตั้งใจจะไม่บอกเขาอยู่แล้วนะ”

 

“เฮ้ย ไมวะ ...อ้อ หรืองอนที่พี่กูไม่มาเทียวรับเทียวส่ง?”

 

“ประสาท”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าพี่ฌอนมันติดโปรเจคคณะ ถาปัตย์งานหนักจะตายมึงก็รู้ แต่กูก็เห็นมึงกับพี่มันคุยกันตลอด นี่มึงยังจะงอนที่พี่ฌอนไม่มีเวลาให้?”

 

“ตลก มึงนี่ไปลงเอกตีความมโนศาสตร์เหอะไป ที่กูบอกว่าตั้งใจจะไม่บอก เพราะกูคิดว่าถ้าบอกพี่มันไป ก็มีแต่จะทำให้วุ่นวายขึ้นเปล่าๆ กูไม่อยากให้ทางชมรมมีปัญหา และอีกอย่างกูก็อยากไปจริงๆ เกิดพี่ฌอนรู้แล้วทำอะไรขึ้นมาล่ะ”

 

“มึงหมายถึงว่าพี่กูอาจขัดขวาง?”

 

“มึงก็รู้นิสัยพี่มึงดี”

 

“ก็จริง”

 

“เพราะงั้นมึงห้ามบอกพี่ฌอนเด็ดขาด รวมทั้งพี่ทิมด้วย เข้าใจ?”

 

“ไม่เข้าใจ”

 

“ไอ้วันวาน...”

 

“ก็ทำไมอะ กูอยากเข้าข้างพี่กูบ้าง”

 

-*-!

 

“พลุ~ มึงจะไม่ลองใจอ่อนให้พี่กูหน่อยเหรอวะ พี่ฌอนมันน่าสงสารมากเลยนะเว้ย”

 

น่าสงสาร... คำนี้อีกแล้วกับผู้ชายคนนี้ พี่ฌอน...จะน่าสงสารตรงไหนวะ?

 

“แต่ครั้งนี้กูขอให้มึงเข้าข้างเพื่อนอย่างกูบ้าง จะได้ไหม?” ผมถามเสียงจริงจัง

 

“โห้ยพลุ มาโหดว่ะ เออๆ กูไม่บอกอะไรพี่มันก็ได้ แต่ถ้ามันรู้เอง กูไม่รู้ด้วยนะ แล้วตกลงนี่มึงจะไปไหนวะ”

 

“ต่างจังหวัดนู่นเลยแหละ”

 

“เหรอ แล้วที่ไหนวะ”

 

“เหนือๆว่ะ เชียงใหม่มั้งมึง”

 

กึก

 

ทันทีที่ผมพูดจบ วันวานก็เหมือนจะดูชะงักไป

 

“ทำไมวะ ทำไมมึงดูอึ้งๆ”

 

“ทำไมมึงไปเหนือจังวะ” วันวานถามย้อนกลับ

 

“กูไม่ได้เลือกเองสักหน่อย พี่ที่ชมรมเลือกเถอะ”

 

“อ่อ ถ้ามึงไปถึงแค่เชียงใหม่ก็ดี..”

 

“ฮะ?”

 

“เปล่าๆ”

 

“มึงนี่แปลกๆ เออ กูคงยังไม่เคยเล่าให้มึงฟัง จริงๆบ้านกูก็อยู่เหนือนะ ใกล้ๆเชียงใหม่น่ะแหละ”

 

ผมพูดบอกอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำวันวานเข้าคลาสไป คาบนี้เราเรียนกันสองชั่วโมงติด เป็นคาบแล็กเชอร์ภาคบ่าย ที่ถ้าไม่เตรียมกาแฟหรือมะขามเปรี้ยวมาแหกตาดีๆ คุณจะได้นอนภายในสิบนาทีแรกแน่ๆ เช่นวันวานในตอนนี้

 

“อืมม.. .”

 

มีครางอือด้วย ดูมัน -*-

 

 

 

 

 

 

ตึง

 

SEan : หิวข้าว ขอข้าวหน่อย

 

ไลน์เด้งขึ้นมาพร้อมประโยคนี้ จากใครคงไม่ต้องบอก เพราะชื่อมันก็ขึ้นๆอยู่

 

พลุ : ผมไม่ได้ตั้งโรงทาน ผิดแชท

 

SEan : เร็วววว กูหิว

 

พลุ : หิวก็ลงไปซื้ออะไรกินสิ

 

SEan : เหนื่อยยยย ซื้อข้าวมาให้กูที่คอนโดหน่อย วันนี้มึงไม่มีงาน กูรู้

 

พลุ : แต่ผมมีการบ้านต้องทำ ถ้าเหนื่อยพี่ก็นอนไปสิ มาพิมพ์กวนผมทำไม

 

SEan : ใจร้าย *Read*

 

SEan : กระเพาะไก่ไข่ดาวเผ็ดๆพิเศษกล่องหนึ่ง

 

เข้าใจรึยังว่าการบังคับเนียนๆของพี่ฌอนคืออะไร นี่ยังไม่รวมที่พี่มันตั้งสเตตัสไลน์ว่า หิวมาก ปวดท้อง ผมส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมเด็กๆนี่ แต่จนแล้วรอดสองเท้าของผมก็ยังพาตัวเองเดินไปซื้อข้าวและนั่งเมล์ไปลงแถวคอนโดพี่ฌอนอยู่ดี

 

เกือบครึ่งชั่วโมงได้ที่ไลน์จากพี่ฌอนเงียบไป  แต่ถึงอย่างนั้นก็มีไลน์ของจองเด้งขึ้นมาแทน

 

Jongp : กำหนดการนัดยังอยู่บนโต๊ะเรานะ

 

พลุ : เฮ้ยๆ โทษที เราลืม ตอนนี้เราออกมาข้างนอกแล้ว เก็บไว้ให้หน่อยได้มั้ย

 

Jongp : ออกมอเร็วจัง รีบไปไหน

 

พลุ : เก็บไว้ให้หน่อยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเอา

 

Jongp : ตอนเช้าเลยมั้ย เราว่าง

 

พลุ : ได้ๆ

 

แล้วไลน์ก็เงียบไป จองเงียบ ผมก็ไม่มีอะไรจะคุยต่อ เลยนั่งมองข้างทางไป ตอนนี้ผมกำลังอยู่บนรถเมล์ ข้างนอกหน้าต่างรถนี่กำลังมีฝนตกอยู่ ผมเหม่อมองเม็ดฝนที่ตกมาเกาะตรงกระจก มองหยดน้ำมันค่อยๆไหลลงตามแรงลมของรถที่วิ่งไปข้างหน้า

 

มันเพลินตาดี เมื่อหยดหนึ่งหายไป ผมก็เริ่มมองหยดใหม่

 

ตึง

 

Jongp : ให้เราเล่ารายละเอียดค่ายให้ฟังก่อนมั้ย

 

พลุ : ว่างเหรอ ถ้าว่างจะเล่าก็ดีนะ

 

Jongp : ว่างดิ

 

พลุ : งั้นว่ามา

 

Jongp : ค่ายนี้เราขึ้นไปจัดที่เชียงใหม่ นายคงรู้แล้วเนอะ

 

พลุ : อืม

 

Jongp : ก็ไม่มีอะไรมาก สถานที่ก็ขึ้นดอย ที่นั่นไม่มีค่อยสัญญาณ ไม่ค่อยมีไฟ จะใช้ทีต้องปั่นเอา

 

เราเคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง  ลำบากมาก แต่สนุกนะ

 

ที่เราจะไปเป็นหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ มีโรงเรียนอยู่ เราจะไปสอนเด็กที่นั่น แล้วก็ทำกิจกรรมหน่อยๆร่วมกับชาวบ้าน

 

นายคงสนุก อ่อ แล้วก็มี...

 

            ผมอ่านถึงแค่นั้น กดปิดหน้าจอไว้ ก่อนจะรีบลงเพราะถึงป้ายแล้ว ผมรีบวิ่งเข้าซอยคอนโดพี่ฌอนไปทันที เพราะฝนมันตก เมื่อถึงหน้าห้อง ผมก็กดออดเรียกเจ้าของห้องออกมา

 

แอด

 

“เฮ้ย ทำไมเป็นลูกหมาตกน้ำงี้วะ”

 

“ก็ใครล่ะสั่งข้าว”

 

“แต่มึงก็ไม่น่า... แม่ง ไปๆ เข้าไปอาบน้ำก่อนเลย”

 

“ไม่เป็นไร ผมแค่เอาข้าวมาให้ เดี๋ยวก็จะกลับ”

 

“พลุอย่าดื้อ เข้ามาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เร็ว”

 

ผมถูกพี่ฌอนลากเข้าหา ไม่พูดร่ำทำเพลง ร่างสูงดันหลังผมให้เข้าห้องน้ำพร้อมปิดประตูให้เลย ผมก็พยายามจะเปิดออก แต่ดูเหมือนคนข้างนอกจะจับลูกบิดดึงไว้อยู่

 

“ถ้ามึงออกมา กูจะจับมึงอาบน้ำให้”

 

“พี่นี่...”

 

“กูห่วง.. อาบๆไปเถอะหน่า”

 

พี่ฌอนพูดเสียงติดไม่พอใจนิดๆ ก่อนที่เสียงจะเงียบไป ผมก็คิดชั่งใจว่าควรจะออกไปเลยตามที่ตัวเองว่าไหม เพราะยังไงผมก็เปียกแล้ว จะเปียกตอนขาลับอีกหน่อยจะเป็นไรไป

 

ก็คิดอยู่นาน สุดท้ายผมก็ตัดสินใจถอดเสื้อผ้าออกแล้วอาบน้ำล้างตัวตัวเอง สักพักก็มีเสียงเคาะประตู พร้อมมือหนาที่สอดรอดประตูเข้ามา พี่ฌอนแค่เปิดแง้มๆพอให้มือสอดเข้ามาได้เท่านั้น

 

“ผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้า”

 

ผมรับมันมา ก่อนจะวางไว้ตรงเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าหินอ่อน แล้วก็กลับไปอาบต่อ อาบเสร็จก็เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า จะก้าวออกห้องน้ำแล้ว ถ้าไม่สะดุดตรงชั้นในสีขาวที่วางไว้มุมขอบเคาน์เตอร์หินอ่อน

 

แอด!

 

“พลุ! กูลืมของ... อะ เอ่อ”

 

“อะไร”

 

ผมเกี่ยวนิ้วหยิบชั้นในสีชาวนั่นขึ้นมา ถ้าผมจำไม่ผิดมันเป็นตัวที่ผมใส่เมื่อคราวนั้น วันที่เกิดเรื่อง

 

“คือ.. ก็คิดถึง งานยุ่ง ไม่ได้เจอมึงเลย ก็เลย...”

 

ผมเหลือบมองชั้นในที่เลอะคราบอะไรบางอย่างอยู่ ก่อนจะนึกภาพตามคำพูดของพี่ฌอน ถึงได้รู้ถึงสาเหตุของมัน ผมปล่อยชั้นในตัวนั้นให้ล่วงตก ร่างสูงก็ผวาเข้ามารับอย่างเร็ว

 

“เฮ้ย! ของสำคัญมากนะเว้ย”

 

“พี่โรคจิตปะ”

 

ผมพูดด้วยน้ำเสียงหวาดๆก่อนจะถอยตัวหนี

 

“เรื่องกามเรื่องหื่นเป็นธรรมดาของผู้ชาย โรคจิตเหี้ยไรมึง พูดให้ดี กูเสียหาย -*-

 

“เหอ.. เหอๆ”

 

ผมหัวเราะเฟื่อนๆใส่ก่อนจะทำหน้าเหยเกให้ ผมรีบเดินออกจากห้องน้ำ หนี้คนโรคจิตมาตากผ้าเช็ดตัวทิ้งไว้ เพราะมันจะได้ไม่อับ

 

“ออกมาไม่ดูเลยนะมึง ลืมโทรศัพท์แล้วยังไม่รู้ต่ะ... แล้วเจอกัน ...จอง ใครวะ?”

 

ฟุบ!

 

ผมรีบพุ่งเข้าไปคว้ามันมาทันที ไลน์คงแค่เด้งเตือน หวังว่าพี่ฌอนจะยังไม่ได้อ่านอะไรข้างใน

 

“ไม่มีอะไร”

 

“อะไรพลุ ตอบกูดีๆ!

 

“ไม่มีอะไรไง”

 

“งั้นก็ตอบกูมาว่าจองมันคือใคร”

 

“เพื่อน”

 

“หรือชู้?”

 

“ผมโสด”

 

“เหอะ แล้วกูที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับมึงเลยงั้นสิ”

 

“พี่น้องไง ผมให้พี่ได้แค่นี้แหละ”

 

“แต่กูจะเอามากกว่านั้น! แล้วอีกอย่างมึงไม่โสดพลุ กูกับมึงยังไม่ได้เลิกกัน!

 

“พูดไม่รู้เรื่องว่ะ”

 

ผมที่เหนื่อยจะพูดต่อ เลยเดินหนีซะเลย คราวนี้พี่ฌอนไม่ตามมา ร่างสูงเอาข้าวกล่องไปเปิดกินอยู่ในครัว ส่วนผมก็นั่งเล่นบนโซฟาหน้าทีวี สักพักร่างสูงก็จงใจเดินผ่านหน้าผมไป ตัดจอทีวีที่ผมกำลังตั้งใจดูอยู่ ออกไปข้างนอกระเบียงที่ฝนยังคงตกแรง

 

พี่ฌอนปิดประตูเลื่อนกระจก ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ แต่เพราะลมและฝนที่สาดกระหน่ำเข้ามาแรงเกินไป บุหรี่จึงจุดติดยาก บ้างก็ไฟแช็กดับ บ้างก็บุหรี่เปียก ผมมองท่าทางหัวเสียนั่นอยู่สักพัก ก่อนจะลุกไปเปิดประตูกระจกออก

 

ลมแรงที่พัดเข้ามาพร้อมเม็ดฝนปรอยๆ ทำเอาผมพูดไม่ออก หนาวสัด

 

“จะออกมาทำไม เข้าไป”

 

พี่ฌอนเดินเข้ามาประจันหน้าผมเต็มๆ แต่ถึงอย่างนั้นจากการยืนท่านี้ พี่ฌอนจึงบังฝนให้ผมเต็มๆ

 

“พี่ล่ะ ฝนสาดขนาดนี้ จะออกมาทำไม”

 

“อย่าเพิ่งกวนกู กูกำลังหงุดหงิด เข้าไปไป”

 

มือหนาทำท่าจะดันผมเข้าไป แต่ผมก็ดื้อแพ่ง เปิดประตูให้เลื่อนกว้างซะเลย นั่นหมายความว่าเม็ดฝนจะสาดเข้าห้องเต็มๆ แถมยังโดนผมเข้าไปด้วย

 

“พลุ!

 

พี่ฌอนพูดเสียงดุก่อนจะเดินเข้ามาในตัวห้อง นั่นทำให้ผมต้องถอยหลังตามไปด้วย ปิดหนาเอื้อมมือไปปิดประตูจากด้านหลัง แล้วจ้องผมด้วยสายตาโหดๆ

 

“ฟังกันบ้าง!!

 

อึก

 

ไม่รู้ทำไมผมถึงกลับสะอึกกับสายตาและน้ำเสียงดุกร้าวนี่

 

“แค่นี้ก็หงุดหงิดจะตายห่า มึงจะปั่นประสาทกูไปถึงไหนวะ! จะแกล้งกูไปถึงไหน! แค้นมากนักรึไง ชาตินี้จะไม่อภัยกูไม่ได้เลยใช่ไหม! รักจะตายห่าแต่แม่งทำอะไรไม่ได้เลย!!

 

“...”

 

พี่ฌอนดูเหมือนคนสติหลุด ร่างสูงระบายออกมาอย่างดัง มือหนาบีบต้นแขนผมพร้อมเขย่าไปด้วย ผมใช้ความเงียบเข้าข่ม พี่ฌอนจึงดูได้สติขึ้นมา มือหนาค่อยๆคลายก่อนจะทิ้งแรงตกลงข้างตัว ใบหน้าคมก้มมองต่ำ

 

“...เมื่อก่อนกูก็เป็นแบบนี้ใช่ไหม”

 

“ไปนอนเถอะ” ผมเบี่ยงประเด็น

 

“เมื่อก่อนกูก็ไม่ใส่ใจมึงแบบนี้ใช่ไหม”

 

“...”

 

“กูก็ไม่สนใจมึง เมินมึง ไม่แคร์มึงแล้วก็ทำให้มึงเจ็บแบบนี้ใช่ไหม”

 

“...”

 

“ที่รักจะตายห่านี่ มึงก็เคยเป็นแบบนี้ใช่ไหม”

 

“...”

 

“หึ.. มึงเคยรู้สึกแบบนี้นี่เอง”

 

“ไปนอนเถอะ”

 

ผมพูดอีกครั้ง เมื่อพี่ฌอนดูเพ้อไปไกล ร่างสูงแค่นยิ้มเยาะตัวเองก่อนจะเดินเข้าห้องไป ผมมองตามแผ่นหลังหนา ก่อนจะถอนหายใจ สงสารอยู่นะ แต่...ผมก็ทำตามที่เขาต้องการไม่ได้เหมือนกัน

 

ผมนั่งดูทีวีรอฝนจนมันหยุด ผมก็เขียนโน้ตทิ้งไว้ว่าจะกลับแล้วก็ออกไปเลย ผมขึ้นเมล์กลับบ้านตัวเอง ขณะอยู่บนรถ ผมนั่งไล่อ่านไลน์ที่จองส่งมา เป็นรายละเอียดของค่าย จองก็เล่าๆไป แต่ท้ายๆดูเหมือนจองจะถามประมาณ ผมยุ่งเหรอ ทำไมไม่อ่าน คงจะยุ่ง งั้นไม่กวน แล้วก็จบด้วยประโยค แล้วเจอกัน

 

“เฮ้อออออ”

 

ผมถอนหายใจยาว ทิ้งตัวนอนหงายบนเตียง พลุยังไม่เก็บมา แต่ก็ยังไลน์มาหาเป็นพักๆเพื่อให้ผมรู้ว่าเขายังสบายดี

 

กับพี่ฌอน ผมจะเอายังไงดีนะ? ผมไม่อยากให้มันยืดเยื้อแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะจบยังไง ในเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่เรียกร้องให้เรากลับไปเป็นเหมือนก่อน มันจะเหมือนเดิมได้ไง ในเมื่อผมไม่ได้รักเขามากขนาดนั้นแล้ว แถมที่รู้สึกอยู่ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าความรักในแบบนั้นรึเปล่า

 

ไม่รู้จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย..

 

ตึง

 

SEan : ถึงบ้านรึยัง

 

พลุ : ถึงแล้ว

 

SEan : หาข้าวแดกด้วย อย่าทำกินเอง

 

พลุ : อือ

 

ผมตอบส่งๆไป ยังไม่อยากคุย.. เข้าใจความรู้สึกผมไหม? พี่ฌอนเงียบไปนาน ก่อนที่จะพิมพ์มาอีกครั้ง

 

SEan : ไม่ว่ายังไงเราก็ยังไม่เลิกกัน

 

 

 

 

 

 

----PAIN----

 

 

TALK :

สงสารฌอนมั้ย ตอบบบบ

ไม่รู้ทำไมชอบแต่งบททำร้ายจิตใจพระเอก มันเป็นความโนคจิตส่วนตัว ฮ่าาา แต่ก็ใช่ว่าพระเอกของเราจะหงอยตลอดนะ มันต้องมีพลิกกันบ้างแหละ 

ขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านนะ :)

 

 

 

 

ความคิดเห็น