หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 3 เมื่อลูกค้ามาเยือน

ชื่อตอน : บทที่ 3 เมื่อลูกค้ามาเยือน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2561 09:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 เมื่อลูกค้ามาเยือน
แบบอักษร

​              

ลั่วชิวสังเกตลูกค้าคนแรกของเขาด้วยความเคยชิน

สีหน้าของชายผู้นี้ดูอิดโรย และถึงแม้ว่าเขาจะพยายามทำสายตาให้หยุดนิ่งไม่วอกแวก แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าชายผู้นี้ไม่น่าไว้วางใจ เขาสวมใส่เสื้อสูทสีดำแต่ไม่ได้ผูกเนคไท และติดกระดุมตรงหน้าอก

นอกจากนี้เสื้อสูทของเขายังอยู่ในสภาพที่ยับเยิน บนใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา และในตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาขาดการพักผ่อนมานาน

ถ้าพูดโดยรวมๆ แล้วความรู้สึกของลั่วชิวที่มีต่อลูกค้าคนนี้ของเขาคือ เหมือนกับคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน หรือไม่เคยได้นอนมาก่อนเลย สภาพของเขาดูแย่มากๆ

แต่ฟังสำเนียงการพูดของเขาแล้วเหมือนจะเป็นคนท้องถิ่น

อืม...สิ่งที่รู้คร่าวๆ ในตอนนี้ก็มีแค่นี้แหละ ลั่วชิวคิดในใจแล้วพยักหน้าเบาๆ หลังจากนั้น...ก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้น



เรามาดูสถานการณ์ ณ ตอนนี้กันเถอะ



ในมือของลูกค้าที่ดข้ามาถือการ์ดเชิญของสมาคมอยู่ นี่เห็นได้ชัดว่าเขาต้องรู้จักสมาคมแลกเปลี่ยนแห่งนี้ดีพอสมควร

หลังจากนั้นลั่วชิวผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของคนใหม่ของที่นี่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดเลย

...เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเขาควรทำอะไรต่อจากนี้

ควรที่จะ...ทักทายลูกค้า? แล้วจะทักทายอย่างไรดีล่ะ? หรือเราจะเลียนแบบเจ้าของคนเก่า ที่เดินออกมาเปิดตัวแบบเท่ๆ แต่ปัญหามันติดอยู่ตรงที่ว่าตอนลูกค้าเดินเข้ามาลั่วชิวก็นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว...

...หรือจะแนะนำสิ่งของที่อยู่ในนี้ เล่าถึงเรื่องราวที่คนอื่นๆ ไม่รู้เพื่อทำให้ตัวเองดูฉลาดขึ้น นอกจาก ‘พระจันทร์สีเลือด’ ที่เขาพอมีความรู้อยู่บ้าง สิ่งของอย่างอื่นเขาก็คงทำได้แค่พูดมั่วๆ ไปเท่านั้น

ดังนั้นถ้าจะสนทนาเรื่อง ‘พระจันทร์สีเลือด’ กับคนอายุมากกว่ารอบของอายุตัวเองนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นหัวข้อสนทนาที่เรียกลูกค้าได้อยู่หรือเปล่า?

ทำตัวไม่ถูกเลย บ้าเอ๊ย

ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะทำอะไรต่อจากนี้...แต่ลูกค้ากำลังรออยู่ สายตาของชายผู้นั้นมองมาทางลั่วชิวอย่างไม่วางใจ

“คุณ...มีอะไรที่อยากได้ไหมครับ?”

จากที่อึกอักมานาน สุดท้ายลั่วชิวก็พูดออกมา

“คุณคือ...” ชายวัยกลางคนผู้นั้นถามด้วยความสงสัย

“ท่านนี้คือเจ้าของสมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดแห่งนี้ คุณลูกค้า เชิญนั่งก่อนค่ะ” โยวเย่กล่าวขึ้นในทันใด

ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่หุ่นเชิด แต่ก็เป็นหุ่นเชิดที่ไม่ว่าจะมองจากทางไหนก็หาจุดบกพร่องไม่เจอเลย และยังรู้จักแก้ปัญหาให้กับนายท่านตัวเองอีก เวลานี้ลั่วชิวรู้สึกว่าสิ่งไร้ค่าที่สุดที่เจ้าของคนเก่าทิ้งเอาไว้ให้คือสมุดคู่มือเล่มนั้น และสิ่งมีค่าที่สุดคือโยวเย่สาวใช้คนเก่งคนนี้

แต่น่าเสียดายที่เธอเป็นแค่หุ่นเชิด เป็นแค่หุ่นเชิด เป็นแค่หุ่นเชิด

โยวเย่พาชายวัยกลางคนคนนั้นเดินไปนั่งในห้องรับแขก...แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่โต๊ะกลมที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งใกล้ๆ กับหน้าต่างของห้องครัวเท่านั้นเอง

พอลูกค้านั่งลง โยวเย่ถึงเดินไปข้างๆ ลั่วชิวแล้วกระชิบว่า “นายท่านก็แค่ฟังว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วพิจารณาว่าสิ่งนั้นคุ้มค่ากับการแลกเปลี่ยนหรือไม่แค่นี้ก็พอ แล้วถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่เขาจะนำมาแลกเปลี่ยนมันไม่มีค่าพอ เราก็ปฏิเสธได้”

นี่ถือว่าเป็นการเตือนสติ สาวใช้หุ่นเชิดคนนี้ช่างดีจริงๆ

ลั่วชิวพยักหน้า เขาก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องรู้สึกตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการออกมาสักเท่าไร เขาพยายามทำตัวให้นิ่งแล้วเดินไปนั่งตรงหน้าชายผู้นั้น

“คุณ...เป็นเจ้าของที่นี่จริงๆ เหรอครับ?” ชายวัยกลางคนมองหน้าลั่วชิวแล้วถาม

“มันแปลกมากเหรอครับ?” ลั่วชิวถาม

ชายวัยกลางคนผู้นี้รีบส่ายหัว กลัวว่าลั่วชิวจะโกรธเลยรีบอธิบายว่า “ไม่ๆ...แค่...แค่ไม่เหมือนกับที่ผมคิดไว้”

ลั่วชิวเป็นคนขี้สงสัยมาก เขาจึงถามตอนนั้นเลยว่า “แล้วสิ่งที่คุณคิดไว้เป็นแบบไหนเหรอครับ?”

ชายวัยกลางคนตอบว่า “ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าขานของสมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดแห่งนี้จากบรรพบุรุษของผม แม้กระทั่งปู่ของผมก็ไม่รู้ว่าสมาคมแห่งนี้มีมานานเท่าไรแล้ว”

พอพูดถึงตรงนี้ ชายวัยกลางคนก็มองไปที่ลั่วชิวแล้วพูดว่า “ตามที่ปู่ของผมเคยเล่าให้ฟังคือ ทั้งชีวิตของเขาเคยซื้อของที่สมาคมแห่งนี้อยู่สามครั้ง และหน้าตาเจ้าของร้านที่เห็นในทุกครั้งก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย..แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เด็กหนุ่ม”

“เรามาพูดเรื่องที่คุณมีความปรารถนาอะไรกันเถอะ” ลั่วชิวพูดด้วยเสียงอันเบา

เขาหวังอยากจะให้ชายวัยกลางคนผู้นั้นรู้สึกว่าที่นี่ลึกลับ...แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึก ว่าการทำแบบนี้จะช่วยการแลกเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย ก็แค่เพราะเจ้าของร้านคนเก่าเคยให้ความรู้สึกที่ลึกลับกับเขา ก็เลยอยากเรียนแบบมาใช้บ้าง

พอฟังถึงตรงนี้ ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็วางการ์ดเชิญสีดำที่กำแน่นอยู่ในมือลงบนโต๊ะ

ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะให้ความสำคัญกับการ์ดใบนี้มาก เพราะตั้งแต่เข้ามาในร้านเขาก็ถือมันด้วยสองมือไม่ยอมปล่อย “นี่...อันนี้! ผมอยากจะซื้อโรงงานของผมคืน!”

จากนั้นชายผู้นี้ก็เริ่มเล่าเรื่องราวในชีวิตของตนขึ้น

ชายผู้นี้มีชื่อว่าจิงจื่อฝู ครอบครัวทำธุรกิจเปิดโรงงานเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาหลายรุ่นอายุคน ถือเป็นคนมีชื่อเสียงระดับหนึ่งในเมืองนี้...แน่นอน เมื่อพูดถึงเรื่องวงการธุรกิจที่ลั่วชิวไม่ค่อยให้การสนใจสักเท่าไร นี่เลยเป็นครั้งแรกที่ลั่วชิวได้ยินชื่อนี้

ช่วงนี้โรงงานของจิงจื่อฝูพบเจอกับความวิกฤติ นั่นก็คือโรงงานแห่งนี้ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไป แต่กลับถูกถือครอบครองโดยลูกเขยของเขา

ส่วนลูกสาวของเขานั้นเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ลูกเขยก็ไม่เคยมีใครใหม่เลย ขยันขันแข็งทำงานอยู่ในโรงงานทุกวัน และยังเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกันเลี้ยงลูกอายุเพียงแค่หนึ่งขวบคนเดียว

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จิงจื่อฝูไว้ใจลูกเขยของเขา และด้วยความไว้ใจเขาจึงสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปโดยไม่รู้ตัว

“จื่อเชียนเขา...ไม่สิ ไอ้เดรัจฉานนั่น คิดจะรื้อถอนโรงงาน ร่วมมือกับนักพัฒนาเพื่อใช้ที่ดินตรงนี้สร้างเป็นคอนโดหรู และพวกคนงานก็จะได้รับเงินชดเชยก้อนเล็กๆ เท่านั้น นั่นมันกี่ครอบครัวกันล่ะ! พวกเขาบางคนเสียสละเพื่อโรงงานมากว่าครึ่งชีวิต...ฉันจะให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด”


...


เมื่อมองการ์ดเชิญสีดำสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะ การ์ดนั้นมีด้านหนึ่งใช้สีทองสลักสัญลักษณ์เอาไว้ และหากจำไม่ผิด มันคล้ายกับสัญลักษณ์ที่อยู่บนแท่นบูชาในชั้นสามของห้องใต้ดิน

แต่ว่า...ความหมายคืออยากใช้การ์ดใบนี้เป็นของกำนันแลกเปลี่ยนอย่างนั้นเหรอ?

ลั่วชิวที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการ์ดใบนี้เลยแม้แต่น้อยเริ่มหวั่นๆ ขึ้นมา...

“พวกเรารับรู้ความปรารถนาของท่านแล้ว”

ในเวลานั้นโย่วเย่ก็ถือกาน้ำชาและถ้วยชาเดินออกมา เธอวางถาดใส่น้ำชาลงแล้วยื่นมือไปหยิบการ์ดใบนั้น อมยิ้มแล้วพูดว่า “เหลือเพียงตราประทับอันนี้อันเดียวเท่านั้น และมันจะหายไปจากการ์ดต่อเมื่อการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เสร็จสิ้น ตามกฎแล้ว คุณยังจะได้รับส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์จากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ด้วย...คุณแน่ใจจะแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ไหม? ถ้าแน่ใจแล้ว โปรดบอกสิ่งที่คุณคิดว่าเหมาะสมมาทำการแลกเปลี่ยน แน่นอน ของที่จะมาแลกเปลี่ยนนั้นเหมาะสมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายท่านเรา”

โยวเย่สุดยอดไปเลย !

“ผม...ผมรู้กฎของที่นี่”  จิงจื่อฝูสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ปู่ของผมบอกกฎของที่นี่ไว้กับผมก่อนท่านจะเสีย”

เมื่อพูดถึงนี่ จิงจื่อฝูก็สงบลง ลั่วชิวเห็นได้ชัดเจนเลยว่า เขาตั้งใจมาที่นี่ แต่ในใจก็ยังลังเลที่จะทำการแลกเปลี่ยนนี้

“ใช้...อีกครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ของผม” ในที่สุด คำพูดที่ออกมาจากปากของจิงจื่อฝูก็ทำให้ลั่วชิวตกใจ

ลั่วชิวเคยอ่านสมุดคู่มือที่เจ้าของคนเก่าทิ้งไว้ให้ แต่เขาก็ยังไม่รู้วิธีการดำเนินการของสมาคมแห่งนี้อยู่ดี ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับเขา...และหลังจากได้สัมผัสกับแท่นบูชานั้นเป็นต้นมา ก็ทำให้เขานู้สึกลี้ลับ


อายุขัย?


ในขณะนั้นลั่วชิวบังคับตัวเองให้เป็นเหมือนผู้ชม และอยากจะดูฉากที่ว่าโยวเย่จะจัดการอย่างไรกับชายวัยกลางคนผู้นี้

“ฉันเข้าใจแล้ว” โยวเย่พยักหน้า “สำหรับมนุษย์ อายุขัยถือเป็นหนึ่งในของล้ำค้าที่นำมาแลกเปลี่ยน กรุณารอสักครู่ แล้วขอให้คุณลูกค้าหลับตาลงด้วยค่ะ”

เขาเห็นโยวเย่ใช้นิ้วแตะตรงหน้าผากของจิงจื่อฝูเบาๆ

และหลังจากนั้นไม่นานโยวเย่ก็เก็บมือเข้ามา แล้วสวมถุงมือ...จริงๆ แล้วโยวเย่มักจะใส่ถุงมือสีดำอยู่ตลอดเวลา

“คุณลูกค้าคะ ตามที่ประเมินจากสภาพร่างกายของคุณ คุณยังเหลืออายุขัยอีก 37 ปี ครึ่งหนึ่งของอายุของคุณคือ 18 ปีกับ 6 เดือน”

“18ปี...” ใบหน้าของจิงจื่อฝูเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังกัดฟันพูดว่า “18 ปีก็ 18 ปี ผมจะไม่ให้พนักงานของผมมาตกระกําลําบากกับผมหรอก พวกเขายังมีครอบครัว ถ้าเกิดไม่มีโรงงานนี้...ผมตัดสินใจแล้ว ใช้ 18 ปีกับ 6 เดือนของผมเพื่อแลกกับโรงงานของผม!”

“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับนายท่านของที่นี่เป็นคนตัดสินใจ”

“นี่...นี่...”

จิงจื่อฝูเริ่มมองลั่วชิวด้วยสายตาไม่วางใจอีกเช่นเคย ลั่วชิวจึงทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ...

ประเมิน ประเมินอย่างไร?

“นายท่านอาจต้องใช้เวลาตัดสินใจ” โยวเย่ยิ้มแล้วพูดว่า “ลูกค้า คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ ถ้ามีข่าวอะไรคืบหน้า การ์ดในมือของคุณจะเตือนคุณเอง...ถ้าอย่างนั้น ‘สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟอร์ด’ ยินดีต้อนรับค่ะ”

โยวเย่สุดยอดไปเลยจริงๆ...

...

...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น