โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 9

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2562 10:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9
แบบอักษร

เพราะอย่างนี้ไงถึงไม่ชอบเซราฟ แม้จะเป็นของที่ต้องมอบให้ก็ตาม แต่ก็ต้องทะเลาะกันเสียก่อนถึงจะยอมมอบให้ได้ ทันทีที่นึกถึงเรื่องในตอนนั้น คำพูดหยาบคายที่ผมมักจะพูดจนติดเป็นนิสัยก็ตีขึ้นมา แต่จู่ๆ ก็นึกถึงดวงตาของเธอที่มองผมด้วยความเศร้าใจก่อนจากกันขึ้น

ผมหุบปากโดยอัตโนมัติและตั้งใจฟัง ถึงจะเป็นการพูดฝ่ายเดียวแต่ก็จะลองฟังดู

“ข้านับถือในความริเริ่มสร้างสรรค์ของท่าน การที่มนุษย์มีความคิดแบบนี้ได้นั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก แต่ก็เท่านั้นแหละค่ะ”

“..........”

“ผู้เล่นคิมซูฮยอน ข้าสงสัยว่าท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับเทพแห่งไฟฮวาจองมากน้อยแค่ไหน”

“...ก็รู้ขนาดที่ว่าสามารถเผาผลาญทุกสิ่งได้ล่ะมั้ง”

“ก็ใกล้เคียงค่ะ อีกชื่อหนึ่งของเทพแห่งไฟฮวาจองคือเพลิงกัลป์หรือก็คือไฟบรรลัยกัลป์ ขึ้นชื่อว่ามีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดบนโลก แต่กลุ่มไฟที่บริสุทธิ์เหล่านี้จึงถูกเปรียบเทียบกับฮวาจองที่มีอานุภาพอันตรายในระดับเดียวกัน และเจ้าสิ่งนี้ก็คือไฟที่มีอานุภาพร้ายแรงตามที่ข้าบอก”

“รู้แล้ว เพราะว่ารู้อยู่แล้วถึงได้ขอนี่แหละ”

“ความทนทานอยู่ที่ 92 เวทมนตร์อยู่ที่ 90 ตามที่คิดไว้มีโอกาสสำเร็จที่ 21% หากรวมลายสักแม่มดแห่งบรรพกาลเข้าไปด้วยโอกาสสำเร็จก็จะเพิ่มเป็น 42% แต่หากพูดในอีกแง่นั่นหมายความว่ามีโอกาสเกิน 58% ที่จะล้มเหลว”

เซราฟพยายามโน้มน้าวผมอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากแค่ไหนผลสุดท้ายก็ยังมีสิทธิพิเศษระดับ Tanay อยู่ เธออาจจะพูดแนะนำได้ แต่เธอไม่สามารถขัดขวางความตั้งใจของผมได้ ดังนั้นผมก็เลยได้แต่ยื่นมือขวาออกไปเพื่อรับฮวาจองเทพแห่งไฟ

“แค่สำเร็จก็พอแล้ว”

ถึงผมจะเป็นคนพูดเองก็เถอะแต่ข้างในใจนั้นสบายจริงๆ บางทีเซราฟอาจจะจะเริ่มเปลี่ยนใจบ้างแล้วก็ได้ แม้เธอจะพยายามพูดอย่างเต็มที่แต่มันก็ไม่มีความหมายใดๆ เลย เธอร้องขอจนแทบจะกลายเป็นการอ้อนวอนอยู่แล้ว

“หากล้มเหลวข้าก็ไม่มีอะไรจะพูด แม้จะสำเร็จก็กลายเป็นปัญหาอยู่ดี หากท่านล้มเหลวก็สูญเสียทุกอย่าง ไร้ค่าไร้ประโยชน์ ถึงแม้ว่าทำสำเร็จแน่นอนว่าก็จะได้แค่ความเสียเปรียบเท่านั้น”

“ผมคิดว่านอกจากอุปกรณ์ระดับ EX แล้วเหมือนว่าจะสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดได้นะ แล้วฮวาจองเป็นอุปกรณ์ระดับ EX งั้นเหรอ”

“แต่เดิมฮวาจองเทพแห่งไฟเป็นอุปกรณ์ระดับ EX และเป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถนำออกไปใช้หรือปรากฏที่ฮอลล์เพลนได้ แต่การได้มานั้นยากมากและด้วยการทำงานที่รักษาสมดุลทำให้อุปกรณ์นี้ลดระดับเหลือเพียง S เท่านั้นแต่ความร้ายแรงที่หายไปนั้น…”

ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไปคงพูดกันไม่จบแน่ ผมรู้สึกเหนื่อยจนต้องยกมือขึ้นมาหยุดคำพูดของเธอ ถ้ายังพอไหวก็อยากจะอยู่ฟังต่อจนจบหรอกนะ แต่เราเหลือเวลาน้อยมากแล้ว แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า เซราฟทำแบบนี้เพื่อพยายามถ่วงเวลาจนกว่าจะถึงพิธีเปลี่ยนสภาวะแน่นอน

“อย่ามัวแต่เถียงกันอยู่เลย”

“ถึงแม้ความทนทานและพลังเวทมนตร์อยู่ที่ระดับเกิน 90 ก็ยังยากเลยค่ะ นี่สมรรถภาพร่างกายของท่านอยู่ที่ระดับ 78 เท่านั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย ข้าเข้าใจความมั่นใจในตนเองของท่าน แต่ก็หวังว่าท่านจะเข้าใจสภาพความเป็นจริงด้วย”

แน่นอนว่าผมเข้าใจในสิ่งที่เซราฟกังวลเป็นอย่างดี หากเป็นคนธรรมดาล่ะก็ถึงจะแค่นิดเดียวแต่จิตใจคงอ่อนไหวไปกับการโน้มน้าวอย่างหนักแน่นนั้นพอๆ กับซาบซึ้งกับความกังวลนั้นแล้ว แต่ผมไม่ใช่คนแบบนั้นอะไรที่ยอมอ่อนข้อให้ได้ผมก็จะทำให้ แต่ถ้าอะไรที่ต้องเด็ดขาดแบบเรื่องนี้ก็ต้องเด็ดขาด หากล้มเลิกเรื่องฮวาจองล่ะก็…

“เวลาฟื้นคืนสภาพเหลืออีกไม่มาก หากยังถ่วงเวลาต่อไปล่ะก็อยากเห็นผมสภาพกึ่งซากศพไปเข้าพิธีเปลี่ยนสภาวะหรือไง”

“ผู้เล่นคิมซูฮยอน”

“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว สิ่งที่ผมต้องการมีแค่เทพแห่งไฟฮวาจองเท่านั้น”

ในที่สุดผมก็ได้แต่ตะโกนพูดออกไปอย่างเย็นชาเท่านั้น ส่วนเซราฟนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอ่านบรรยากาศที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวออก หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถปฏิเสธ Tanay ได้ เธอค่อยๆ กระดิกนิ้วอย่างช้าๆ ใบหน้ากรุ่นไปด้วยความไม่พอใจแต่ในที่สุดเธอก็ยื่นฮวาจองมาให้กับผม แต่ก็ไม่ได้ให้ดีๆ หรอกนะ

“ถึงจะทำสำเร็จแต่ก็ต้องมีสักวันที่ท่านรู้สึกเสียใจอย่างแน่นอน”

“รู้อยู่แล้วล่ะ”

คว้าง

ฮวาจองเทพแห่งไฟ กลุ่มไฟอันบริสุทธิ์ เพลิงกัลป์หรือไฟบรรลัยกัลป์

ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนการเตรียมตัว ผมเตรียมใจมานานแล้ว หากคำนวณจนถึงหลังการระเบิดล่ะก็เวลาก็เหลืออีกไม่มากแล้ว 

ฮวาจองเปล่งประกายสีแดงเข้มบางเบาแล้วผมก็กลืนมันเข้าไปทั้งอย่างนั้น

เอื๊อก

ในที่สุดผมก็ได้ฮวาจองมา และแล้วฮวาจองก็เข้ามาอยู่ในร่างกายผมในขณะที่ผมรู้สึกว่าถึงความปลอดภัยและความยินดีที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ผมก็สำรวจภายในอย่างรวดเร็ว

ซู่

เมื่อลำคอเคลื่อนไหวครั้งนึงก็รู้สึกได้ถึงลูกแก้วกลมๆ ที่ไหลลงไปพรอมกับเริ่มเผาไหม้หลอดอาหาร

ตั้งแต่นี้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะดับไฟแล้วล่ะ

ฮวาจองที่เริ่มไหลลงไปพร้อมกับเผาไหม้หลอดอาหารเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้านี่ค่อยๆ ไหลลงไปและสัมผัสกับเวทมนตร์ที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ก็จะได้เห็นปฏิกิริยาเป็นครั้งแรก

ครืน! ครืนนน!

ฮวาจองที่มีปฏิกิริยากับเวทมนตร์ได้กลายเป็นไฟโหมกระหน่ำภายในอย่างรุนแรงไม่มีทางยับยั้งได้ พลังของฮวาจองแสนบริสุทธิ์และทรงพลังพอๆ กับที่เขาสามารถสัมผัสกลิ่นของไฟที่อบอวลอยู่ภายในลูกแก้วได้เลย

ตึง!

เพียงปฏิกิริยาแรกอันบางเบา ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้นแต่ร่างกายกลับพองขึ้นและสำรอกออกมาเป็นไฟ เป็นหลักฐานว่าร่างกายไม่สามารถรองรับพลังที่ระเบิดขึ้นอย่างกะทันหันและต้องหาทางปลดปล่อยออกมา แค่ขยับตัวเพียงครั้งก็จะเกิดไฟลุกท่วมทุกด้านและร่างกายจะกระตุกเป็นพักๆ

ผมได้ยินเสียงเซราฟที่เห็นสภาพนั้นของผมแล้วก็ร่ายเวมทนตร์ด้วยเสียงอันเบา ผมซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนทำได้แค่เพียงยกมือหันไปหาเธอเป็นสัญญาณบอกว่าอย่า

ที่เซราฟพูดไว้ไม่ผิดเลย ด้วยความสามารถของผมในตอนนี้การฝืนบังคับควบคุมพลังของฮวาจองนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินไป แน่นอนว่าการใช้รอยสักแม่มดแห่งบรรพกาลก็อาจทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้

แต่ผมยังไม่มีความคิดที่จะใช้รอยสักในตอนนี้ ไม่สิยิ่งกว่าอะไรก็คือในตอนแรกผมไม่ได้มีความคิดจะใช้เจ้าสิ่งนี้เพื่อควบคุมฮวาจอง และก็ถือว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง ต่อไปข้างหน้ารอยสักแม่มดแห่งบรรพกาลจะกลายเป็นเพียงสิ่งที่มีไว้เพื่อควบคุมพลังของฮวาจองเทพแห่งไฟที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผมเท่านั้น

สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่ทั้งการปิดกั้นหรือบีบบังคับ แต่จะมีมนุษย์แบบไหนกันที่สามารถรองรับพลังที่เหมาะกับคำว่าเพลิงกัลป์กันได้ล่ะ

ถ้าเปลี่ยนเรื่องราวด้วยการใช้วิธียืมพลัง สถานการณ์ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน

ชั่วขณะที่ลืมตาขึ้นผมกลับมองเห็นเซราฟเลือนราง เธอกำลังกระทืบเท้าปึงปังอยู่ การได้เห็นทูตสวรรค์ทำท่าทางแบบนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่มากๆ แต่ใบหน้าผมก็ยังคงบูดเบี้ยวอยู่ดี ตอนนี้เธอทำได้แค่เพียงดูลาดเลาเท่านั้นและก็รู้ดีว่านับแต่นี้ไปต่างหากคือจุดเริ่มต้น

หากเปรียบเทียบการปะทุทั่วไปกับการระเบิดของฮวาจองนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นการปะทุจากพลังงานบริสุทธิ์ไม่ใช่การปะทุของวัตถุ ฮวาจองเป็นทั้งพลังงานและความเจ็บปวดที่ไม่อาจเทียบกับสิ่งใดได้เลย และฮวาจองก็เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นครั้งแรกอย่างเต็มที่ด้วย

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!

“แค่กๆ”

การปะทุอย่างต่อเนื่องทำให้ผมเบิกตากว้างแบบไม่รู้ตัว การปะทุครั้งแรกสร้างความเจ็บปวดในแบบที่ไม่อาจบรรยายได้ ตั้งแต่อยู่ในฮอลล์เพลนมาตลอด 10 ปีได้รับทั้งบาดแผลและความเจ็บปวดมามากมาย แต่ถ้าหากให้เปรียบเทียบกับตอนนี้ล่ะก็ ความรู้สึกพวกนั้นเหมือนโดนมดกัดไปเลย ยิ่งต่อไปคิดว่าต้องเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ขนก็ลุกไปหมดแล้ว แต่ยิ่งเป็นแบบนั้นผมกลับยิ่งกัดฟันอดทนยิ่งกว่าเดิม

ผมพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ ผมคือผู้เล่นคิมซูฮยอนที่เห็นจุดจบของฮอลล์เพลนคิมซูฮยอน ในช่วงเวลานั้นผมต้องอดทนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ด้วยระยะเวลา 10 ปี ผมได้รับซีโร่โค้ดมาไว้ในมือ มันไม่ใช่ความสำเร็จที่ได้รับมาอย่างง่ายดาย

รอบข้างเสียงดังมากจนผมไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงระเบิดหรือเสียงของเซราฟ ผมได้ยินไม่ชัดเจนนัก และทุกวินาทีที่พลังของฮวาจองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่กำลังจะปะทุอีกครั้ง ผมปลุกพลังเวทย์ทั้งหมดที่มีแล้วเริ่มกระตุ้นพลังของฮวาจอง

เมื่อรวมเข้ากับพลังเวทย์มหาศาล 90 คะแนน พลังของฮวาจองก็หยุดการระเบิดไปชั่วขณะ และในช่วงเวลานั้น เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแต่ผมก็สามารถยิ้มบางๆ ออกมาได้ พลังเวทย์ของผมผสานเข้ากับฮวาจองได้พอดิบพอดี

เปลวไฟบริสุทธิ์ พลังที่ลุกโชนตลอดกาล ฮวาจองเป็นพลังที่แน่วแน่คล้ายกับอาวุธที่เลือกเจ้านายด้วยตนเอง ทว่าก็มีข้อแตกต่าง

สิ่งนั้นก็คือความแตกต่างในความมุ่งมั่น อาจพูดได้ว่ามันแสดงพลังตามเจตจำนงของตัวเอง แม้ไม่มีตัวตนแต่มีความรู้สึก และผมในตอนนี้ก็กำลังเรียนรู้พลังแห่งไฟผ่านความเป็นหนึ่งเดียวกับพลังเวทย์ของผม

ความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้จากฮวาจองเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ส่วนใหญ่ถ้ามีอะไรกำลังทำลายเราจากภายใน ก็ควรควบคุมพลังนั้นเอาไว้ให้ได้ ผมยื่นมือออกไป ไม่ได้ขอให้เจ้าสยบให้ แต่ต้องการหยิบยืมพลังในฐานะที่ทัดเทียมกัน ผมตะโกนอยู่ในใจด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น