facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 119 : คำบอกรักนิรันดร

ชื่อตอน : ตอนที่ 119 : คำบอกรักนิรันดร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.8k

ความคิดเห็น : 105

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2561 14:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 119 : คำบอกรักนิรันดร
แบบอักษร

ตอนที่ 119 : คำบอกรักนิรันดร


“ขอบคุณนะ”

ไป๋กระซิบบอกกับอิฐตอนที่สวมกอดซึ่งกันและกัน อิฐเอื้อมมือมาขยี้หัวเขาอย่างอบอุ่น ก่อนจะถอนตัวออกจากกัน แต่ก็ยังจับมือกันเอาไว้

“ขอบคุณไป๋เหมือนกัน” อิฐกระซิบกันเขา

“หยุดหยุดหยุด ใจเย็นๆ ครับ เวลาเข้าหอมันคืนนี้ อย่ารีบ ฮ่าฮ่า”

ว่านที่ตอนนี้เพิ่งเก็บกีตาร์เสร็จแล้วกลับมาถือไมค์เป็นพิธีกรอีกครั้งเอ่ยแซวเป็นอย่างแรกจนเรียกความครึกครื้นในงานได้เป็นอย่างดี ไป๋หัวเราะขำๆ ก่อนจะตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นสัญลักษณ์ว่าขอบคุณอีกฝ่ายมากเช่นกัน ว่านก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ทำให้ความรักของเขาดำเนินมาได้จนถึงทุกวันนี้


“ไหนมาลองสัมภาษณ์เจ้าตัวกันบ้างหน่อยครับ งานแต่งทั้งที เราต้องถือโอกาสซอกแซกกับความรักของทั้งคู่กันเสียหน่อย งานนี้ไม่ตอบไม่ได้นะคุณไป๋ นี่มันงานแต่งงานคุณนะครับ” ว่านพูดเกริ่นขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มของทั้งอิฐและไป๋ที่คลี่ออกมาอย่างอารมณ์ดี

“เล่าความรู้สึกแรกที่เจออีกฝ่ายให้ฟังหน่อย” ว่านเริ่มคำถามแรก

“ผมเจออิฐครั้งแรกบนรถเมล์ครับ ตอนนั้นหนีคนขับรถกลับบ้านเอง อยากลองนั่งรถเมล์เหมือนคนอื่นบ้าง ก็หนีกลับบ้านเองตั้งแต่ไปโรงเรียนวันแรกหลังจากย้ายกลับมาไทยเลย ปรากฎว่าดันไปเจอพวกนักเลงบนรถเมล์ขู่จะเอาหัวเข็มขัด ตอนนั้นกลัวมาก เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครหาเรื่องแบบนี้มาก่อน” ไป๋เริ่มเล่า

“สมน้ำหน้าไอ้ลูกหัวดื้อ ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงคุณมนตรีดังขัดขึ้นมาจากด้านล่างเวทีจนเรียกเสียงหัวเราะได้ไปทั้งงาน

“พ่อ!” ไป๋เรียกแบบงอนๆ

“ฮ่าฮ่าฮ่า” พ่อของเขายังหัวเราะต่อแบบไม่สนใจ

“ต่อๆ” เสียงของว่านทัก

“โชคดีว่าตอนนั้นอิฐโผล่มาพอดี คุณอิฐเขาก็วิ่งเข้าไปซัดกับนักเลงนั่นให้เลย ทั้งที่ตอนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกันเลยนอกจากเพื่อนร่วมโรงเรียนกันเท่านั้น เหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นภาพจำ และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างจนมีวันนี้” ไป๋พูดพร้อมหันไปยิ้มให้อีกฝ่าย

“ใจเด็ดมากไอ้หนุ่ม ข้ายกลูกชายให้ เอาไปเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”

คุณมนตรีป้องปากตะโกนมาทางเวทีเสียงดังจนคนในงานหัวเราะขึ้นอีกรอบ ท่าทางพ่อของเขาจะแอบจิบน้ำเมาเข้าไปบ้างเสียแล้ว ไป๋เองก็ได้แต่ยืนหน้าแดงอย่างไม่อย่างต่อความยาวสาวความยืดอะไร

“เยี่ยมมากครับพ่อ รีบยกให้ไปเลยครับก่อนไอ้อิฐเปลี่ยนใจ” ว่านรีบสำทับมาอีกแรง อิฐที่ยืนไม่ห่างออกไปได้แต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี


“เอ้า พูดบ้างสิ” ไป๋หันมาสะกิดให้คนรักของตนพูดบ้างจะได้ออกห่างไปจากเรื่องตัวเองเสียที

“ผมเห็นไป๋ครั้งแรกตอนไป๋แข่งชิงตำแหน่งประธานชมรมวิชาการครับ สารภาพเลยว่าตอนนั้นหมั่นไส้มาก ผมตอนนั้นก็คงเด็กๆ ด้วย ตอนนั้นผมเรียนไม่เก่งหรอกครับ แถมยังชอบคิดไปเองด้วยว่าคนเรียนเก่งจะชอบดูถูกคนอื่น รู้สึกตัวอีกทีก็หมั่นไส้เด็กใหม่หน้าจืดนี่ไปโดยไม่รู้ตัวเลย ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าวันนี้จะมายืนจับมือกันอยู่แบบนี้”

อิฐพูดพร้อมฉวยหอมแก้มเขาโดยที่ไป๋เองก็ไม่ทันตั้งตัว เสียงโห่ร้องผิวปากดังครื้นเครงขึ้นทันที ไป๋ได้แต่ยืนเขินจนทำอะไรไม่ถูก จะหันไปด่าคนข้างๆ ก็เกรงใจ ก็นี่มันงานแต่งงานเขานี่นา ไม่ให้มันแสดงความรักกับเขาตอนนี้จะให้มันเก็บไปใช้วันไหน

“ใจเย็นใจเย็น บอกว่ายังไม่ส่งตัว ฮ่าฮ่า” ว่านร้องขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี

“เดี๋ยวเหอะ” ไป๋พูดกับว่านอย่างคาดโทษ

“วันนี้ไป๋ไม่กล้าด่าใครเลย ไม่รู้ว่าเขินหรือเกรงใจพ่อแม่ แต่สะใจจัง ฮ่าฮ่า หนูไป๋วันนี้เรียบร้อยจังเลยนะครับ” เพื่อนสนิทของเขาแซวเขาแบบจับจุดอ่อนได้

“ไป๋ก็น่ารักแบบนี้ทุกวัน”

ยังไม่ทันจะตอบอะไร อิฐก็คว้าเอวและดึงเขาไปยืนชิดกันอย่างร่าเริง เขาหน้าแดงขึ้นอย่างสัมผัสได้ แต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้ เพราะรู้ว่ายิ่งพูดยิ่งเข้าตัว




บรรยากาศในงานดำเนินไปอย่างราบเรียบแต่อบอุ่น

พวกเขาถามตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขากับไอ้พิธีกรเพื่อนสนิทไปตามบรรยากาศจะพาไป อาหารทยอยเสิร์ฟเข้ามาในงาน แขกเหรื่อก็สามารถเดินเลือกตักเลือกทานอาหารจานเล็กกันตามใจชอบ พิธีการคือความไร้พิธีการ ภาพงานแต่งงานของคนทั้งสองดำเนินไปอย่างอ้อยอิ่ง คนที่ล้อมรอบพวกเขาอยู่ในเวลานี้คือคนที่เข้าใจพวกเขาจริงๆ ไป๋ไม่รู้จะเสกสรรค์งานขนาดใหญ่โตไปทำไม ในเมื่อในท้ายที่สุด คนที่เขาอยากจะให้มาร่วมยินดีกับความรักของเขา ก็คือคนที่เข้าใจในความรักของเขาเท่านั้นเอง

“คำถามสุดท้ายในค่ำคืนนี้ครับคุณปัณฑูร ก่อนที่เราจะปิดเวทีและให้เจ้าของงานทั้งสองได้ลงไปถ่ายรูปกับแขกเหรื่อข้างล่าง” ว่านเกริ่นขึ้น ขณะที่เวลาก็ล่วงเลยมาพักใหญ่แล้ว

“ยินดีครับ” ไป๋พูดพร้อมคลี่ยิ้ม

“ตอบเป็นสส.อีกและ ฮ่าฮ่า” ว่านแซว

“ก็ยินดีจะตอบจริงๆ นี่นา” ไป๋ยิ้มแบบทำตัวไม่ถูก

“เมื่อตอนต้นงาน อิฐได้ร้องเพลงและพูดอะไรให้ไป๋ไปเยอะแล้ว ก่อนจะปิดงานวันนี้เลยอยากฟังไป๋พูดอะไรถึงอิฐบ้าง ถือว่าเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้ไอ้เพื่อนคิงคองของผมครับ” พิธีกรเอ่ยถามคำถามสุดท้าย




“ผมครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนมาตลอดเวลาสิบกว่าปีที่พวกเราได้เดินเคียงข้างกันมา”

ปัณฑูรเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มปิติสุข พร้อมกับหันไปมองคนที่ยืนอยู่เคียงข้างอย่างรักจนถึงที่สุด เขาเอื้อมมือไปกระชับมือคนตรงหน้าไว้ ราวกับอยากให้อิทธิกรได้ฟังความรู้สึกจากทั้งน้ำเสียงของเขา และรสสัมผัสที่เขาจะบรรจงส่งมอบให้ไป

“ขอบคุณนะไป๋” อิฐพูดมาที่เขาด้วยเสียงกระซิบ ไป๋ได้แต่ยิ้มตอบกลับไปอย่างยินดี

“ผมพูดกับตัวเองเสมอว่าความรักของคนสองคนดำเนินอยู่บนความเสี่ยง อย่างที่หลายคนรู้ มนุษย์เราต่างต้องเกิดแก่เจ็บตาย วันหนึ่งความไม่เที่ยงของชีวิตจะพรากเราออกจากกัน หลายท่านฟังถึงตรงนี้อาจจะรู้สึกว่าผมเป็นคนคิดมาก แต่ให้อภัยผมเถิด ความรักที่อิฐมีให้ผมมันมาก มากจนผมอยากจะดูแลคนคนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานานแสนนาน” ไป๋พูดออกมายาวเหยียด ในขณะที่บรรยากาศภายในงานสงบลงอย่างตั้งใจฟัง

“...” อิฐยิ้มให้เขา และมองมาที่เขาอย่างอบอุ่น

“อาจจะเป็นประโยคที่ดูโหดร้ายและระคายหูไปบ้าง แต่สิ่งที่ผมพูดกับตัวเองเสมอว่าถ้าโชคชะตามีจริง ผมอยากจะขอให้ผมอายุยืนยาวกว่าอิฐ” ไป๋พูดออกมาพร้อมกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับจะตัดสินใจให้แน่ชัดอีกครั้งที่จะพูดออกไป

“...” อิฐไม่พูดอะไร แต่บีบมือมาเบาๆ ว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

“ผมวิ่งเล่นในโรงพยาบาลตั้งแต่ผมจำความได้ ผมเรียนหมอและกำลังเป็นหมออยู่ ผมรู้ดีว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนรักมันโหดร้ายต่อความรู้สึกขนาดไหน ผมเห็นความทรมานเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน จนผมไม่อยากให้คนที่ผมรักคนนี้ต้องมาแบกรับสิ่งนี้เอาไว้เลย” ไป๋พูดออกมาทั้งน้ำตา

“ไป๋...” อิฐพูดพร้อมเอื้อมมือมาซับน้ำตาให้เขาเบาๆ

“ถ้าผมเลือกได้ ผมขอแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้เอง ผมอยากจะอยู่ดูแลเค้าจนถึงวินาทีสุดท้าย ถ้าจะต้องมีใครสักคนแบกรับกับความเจ็บปวดอีกทั้งชีวิตที่เหลือ ผมอยากจะเป็นคนที่แบกรับทั้งหมดไว้เอง น่าตลกเบื้องลึกของผมไม่ได้กลัวความตายเลย หากโลกนี้ไม่มีอิฐอยู่แล้ว แต่ผมกลับกลัวความตายมาก หากอิฐยังอยู่ ผมกลัวว่าจะไม่มีคนคอยอยู่ดูแลเค้า ตอนเจ็บป่วยใครจะรักษา ตอนเค้าเสียใจ ใครจะคอยปลอบดูแล” ไป๋ยิ้มทั้งน้ำตา

“...” แรงบีบกระชับตรงมือเขาแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ความคิดของผมอาจจะดูประหลาดและผิดรูปผิดรอยอยู่มาก แต่ผมก็เป็นคนแบบนี้ ความรักที่ผมมอบให้เค้าอาจจะดูเข้าใจได้ยากสำหรับคนบางคน แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมอยากจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะพึงกระทำ”

“...”

“น่าเสียดายที่ทุกคนคงรู้เหมือนกันว่าผมกะเกณฑ์อนาคตไม่ได้ จบงานนี้ไปผมอาจจะโดนรถชนตาย หรือไม่ก็อาจจะหัวใจวายตายไปเลยก็ได้ สำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ชีวิตมนุษย์ก็ต้องเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องปรกติ นั่นคือสิ่งที่ผมเข้าใจ” ไป๋เอื้อมมือไปเช็ดหยดน้ำตาตรงขอบตาของคนรักของตนออกไปบ้าง




“สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำให้อิฐ คือ เก็บรักษาความรักที่ผมมีต่อเค้าไว้ให้อยู่ถาวรตลอดไป”

ปัณฑูรยิ้มออกมาอย่างยินดีที่สุด ความรู้สึกของเขามันท่วมท้นอยู่ในอก มันไม่ใช่ความยินดีที่ได้รับความรักจากคนตรงหน้า แต่มันคือความยินดีที่จะได้มอบความรักให้คนตรงหน้านี้ไป สำหรับไป๋แล้ว การได้รักอิฐอาจจะสำคัญยิ่งกว่าการที่อิฐมอบความรักให้ตนเสียอีกก็เป็นได้

“...”

“ในวันที่ผมไม่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ผมอยากให้มีตัวแทนของผมอยู่ในซอกมุมหนึ่งของชีวิตอิฐ ตัวแทนของผมที่จะคงทนถาวรและไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ตัวแทนของผมที่จะอยู่ดูแลเค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้” ไป๋พูดพร้อมกระชับมือของอิฐไว้แน่น

“...” อิฐบีบมือของเขากลับมา

“โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยาก ท้าทาย แต่ผมก็เชื่อมั่นผมจะสามารถทำมันให้สำเร็จลุล่วงไปจนได้ก่อนที่วันที่เราต้องจากกันจะมาถึง ผมค้นพบวิธีที่จะบันทึกความรักของผมไว้ได้ตลอดไป โดยที่ผมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนคนสำคัญคนหนึ่งที่ผมจะไม่พูดถึงไม่ได้เลย โฟค ผู้แนะนำวิธีที่ผมจะรักษาอ้อมกอดไว้เพื่ออิฐได้ตลอดไป”

ไป๋พูดพร้อมหันไปมองหน้าเพื่อนที่อยู่ไม่ห่างออกไปจากเวทีนัก ตอนนี้โฟคก็กำลังร้องไห้ แต่เขาก็ยิ้มให้ อ้อมกอดของเพียวกำลังดูแลหัวใจของโฟคอยู่

“อย่าบอกนะว่าไป๋...” อิฐหันมามองเขาแบบสงสัย




“ผมเขียนหนังสือเรื่องหนึ่งเพื่อบันทึกความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่ผมมีให้เค้าเก็บเอาไว้” ไป๋พูดพร้อมหันไปพูดกับคนที่จับมือเขาอยู่

“ไป๋...” อิฐรำพึงออกมาเหมือนไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมาเลย

“หนังสือความยาวเกือบ 1,000 หน้ากระดาษจะเป็นตัวแทนของผม จะเป็นอ้อมกอดของผม ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราจะจากกันด้วยเหตุผลไหน แต่ตัวอักษรและน้ำหนึกที่ผมรังสรรค์ขึ้นจะคอยดูแลหัวใจของคนที่ผมรักไปตลอดชีวิต”

ไป๋ยิ้มกว้างให้กับอิฐ เขาไม่เคยบอกอิฐเรื่องนี้เลย และเก็บมันเป็นความลับมาโดยตลอด วันหนึ่งที่เขาพร้อม เขาตั้งใจจะส่งมอบความรักในหน้ากระดาษของเขาให้อิทธิกร

“ความรักของผมจะสถิตอยู่ตลอดไป คำบอกรักของผม อ้อมกอดของผมจะมีอยู่เพื่อเค้าเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า หนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวแทนของผม ตัวแทนความรู้สึกของผมที่จะคอยดูแลคนที่ผมรักตราบจนชั่ววินาทีสุดท้ายของลมหายใจ” ไป๋พูดต่อ

“...”

“และนี่คือผลงานชิ้นสุดท้ายที่ผมจะส่งมอบให้เค้า จนวันหนึ่งที่ผมต้องลาจาก ผมก็จะลาจากอย่างเต็มใจ ผมจะกล่าวคำอำลาด้วยความอิ่มใจเพราะรู้ว่า คำบอกรักนิรันดรของผมจะคอยขับกล่อมและปลอบประโลมดวงใจของเค้าและผมไปตลอดกาล” ไป๋พูดจนจบพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างยินดียิ่ง




“ไป๋!”

อิฐโผเข้ามากอดเขาอย่างเต็มรัก ในขณะที่เขาก็สวมกอดอีกฝ่ายไว้และเอาหน้าซุกไว้กับไหล่อิทธิกรไว้อย่างภักดี อีกไม่กี่อึดใจ หนังสือรักเล่มแรกและเล่มเดียวในชีวิตของเขาก็จะสมบูรณ์ เขาตั้งใจไว้ว่าจะให้ฉากแต่งงานของเขาเป็นบทสรุปในบทสุดท้าย ต่อไปเขาจะห่วงอีกแล้ว เขาจะขอมอบคำบอกรักที่ถูกจารึกไว้ของเขาให้ช่วยดูแลอิฐแทน

“ขอบคุณนะที่เข้าใจคนบ้าๆ อย่างกู” ไป๋พูดไปด้วยเสียงกระซิบในอ้อมกอดนั้น

“อิฐต้องขอบคุณไป๋ต่างหากที่ทำอะไรให้อิฐมากมายขนาดนี้ ไป๋ทำเพื่ออิฐมาตลอด ไป๋ไม่ต้องทำอะไรให้อิฐมากมายขนาดนี้ก็ได้นะ ไป๋รู้ไหม แค่ทุกวันนี้ อิฐก็ไม่รู้จะขอบคุณไป๋ยังไงหมดแล้ว” อิทธิกรพูดพร้อมกับเอามือมาลูบศีรษะเขาอย่างนุ่มนวล

“...” เขาไม่ตอบอะไรนอกจากกระชับอ้อมกอดนั้นให้แน่นขึ้นไปอีก

“อิฐรักไป๋นะครับ” เสียงอีกฝ่ายกระซิบมา

“ไป๋ก็รักอิฐ รักที่สุดเลย” ไป๋ตอบออกไปทั้งที่หน้ายังซุกอยู่ที่หน้าอกของอีกฝ่าย

“ไป๋น่ารักที่สุดเลย” อิฐพูดด้วยความรัก

“หวังว่าเกียร์สีขาวจะได้คู่กับกาวน์สีฝุ่นไปตราบนานเท่านาน” ปัณฑูรรำพึงออกมาเสียงเบา

“ครับ?” อิฐทวนความมาแบบงงๆ

“กูใช้วลีนี้ปิดหนังสือมาตอนภาคหนึ่งและภาคสอง กูตั้งใจจะปิดหนังสือเล่มนี้ตอนงานแต่งงานของเรา และนี่ก็คงจะเป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว พูดเร็วสิ หนังสือความรักของเราจะได้ปิดบทสุดท้ายอย่างบริบูรณ์” เสียงอธิบายดังขึ้นจากตัวเขา

“หวังว่าเกียร์สีขาวจะได้คู่กับกาวน์สีฝุ่นไปตราบนานเท่านาน” อิฐพูดตามด้วยรอยยิ้มกว้าง

“หวังว่าเกียร์สีขาวจะได้คู่กับกาวน์สีฝุ่นไปตราบนานเท่านาน” ไป๋สำทับตอบไปอีกครั้ง

“ว่าแต่หนังสือความรักของเราชื่อว่าอะไรเหรอครับ บอกให้อิฐชื่นใจหน่อย อิฐจะได้จำไว้และรออ่านฉบับเต็มอย่างตั้งใจ” อิฐพูดขึ้น

“ตั้งใจฟังให้ดีนะ ชื่อหนังสือเล่มนี้ กูไม่เคยบอกใครมาก่อนเลย แม้แต่ไอ้โฟคคนที่ให้คำแนะนำเรื่องการเขียนมาโดยตลอด เพราะกูอยากให้มึงเป็นคนแรกที่ได้ยินชื่อหนังสือที่เป็นตัวแทนความรักของเรา” ไป๋พูดพร้อมเงยหน้าขึ้นมาสบตาอิฐนิ่ง

“ครับ จะตั้งใจฟังอย่างดีเลย” อิฐพูดพร้อมรอยยิ้ม

“หนังสือความรักของกูกับมึงมีชื่อว่า...”

“ว่า...”

ไป๋ยื่นหน้าไปที่คนที่เปรียบเสมือนหัวใจของเขา พร้อมกับเอ่ยชื่อหนังสือที่เขาเฝ้าเก็บงำเขียนมาตลอดในความลับมาเป็นเวลาแสนนาน หนังสือที่เป็นตัวแทนทั้งหมดของหัวใจของเขา หนังสือที่จะรับหน้าที่เป็นคำบอกรักชั่วนิรันดร์ที่จะเคียงข้างคนตรงหน้าตลอดไป






“เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น”





นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต กดติดตามในเพจนี้ และนิยายเรื่องใหม่ "ใครคือ... อองชองเต" ด้วยนะครับ อิอิ

ตอนหน้าตอนจบแล้วนะครับ และจะมีตอนพิเศษอีกตอน รวมไปถึงเรื่องเล่าจากผมเป็นตอนสรุป เมนต์ให้ผมหน่อยนะ การเดินทางนี้แสนไกลเหลือเกิน เราเดินทางมาถึงบทสรุปแล้ว ตอนที่ 119 จาก 120 ตอนแล้วนะ ผูกพันกับอิฐไป๋จังเลย

ความคิดเห็น