เรบิญ่า/ดาราวลี/สิปาหนันต์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอน ที่ 1/1 ปัญหาครอบครัว

ชื่อตอน : ตอน ที่ 1/1 ปัญหาครอบครัว

คำค้น : บัวบงกช,ชยากร,วิวาห์เร่รัก,ผู้หญิงหิวเงิน,เอาตัวเร่ขาย,ปากร้าย,เอาแต่ใจ,ไม่ยอมคน,

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2561 10:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ที่ 1/1 ปัญหาครอบครัว
แบบอักษร


รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามีริ้วของความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อความเครียดแทรกซึมเข้ามาจนพักหลัง นายพัลลภ  ธีรกุลศิริ รู้สึกหมองหม่นมาตลอดหลายเดือน เมื่อกิจการในครอบครัวย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จากที่เคยมีรายได้มหาศาลกลับเริ่มถดถอยลงทุกวันและกำลังถึงขั้นล้มละลายในไม่ช้านี้ สายตาของสังคมต่างมองว่า ‘ธีรกุลศิริ’ ดูมั่งคั่งมั่งมีแต่มันเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น ที่ไม่มีใครรู้ว่ากำลังจะสิ้นเนื้อประดาตัว

ด้วยภาวะทางการเงินของครอบครัวมีสภาวะหนี้สินพะรุงพะรัง สะสมมานานหลายปี จนพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่บ้านและที่ดินก็เอาไปจำนองกับทางธนาคารเพื่อปลดภาระหนี้สินให้เบาบางลง แต่ทว่ามันกลับชักหน้าไม่ถึงหลังประคองกิจการไปไม่รอด หากไม่รีบจัดการกับหนี้สินก้อนนี้…อาจจะต้องเหลือแต่ตัว

“อาหารไม่อร่อยหรือคะคุณพ่อ”

บัวบงกชเอ่ยขึ้นเมื่อสีหน้าของบิดาเหมือนคนแบกความทุกข์ แม้ท่านไม่ปริปากพูดกับใครแต่เธอก็พอจะมองออก ว่าภายในครอบครัวเริ่มแย่และรู้สึกไม่สบายใจไปเมื่อผู้เป็นพ่อเป็นแบบนี้

“เปล่าหรอกลูก อาหารมื้อนี้น้ามะลิทำอร่อยมาก”

“นั่นสิพี่บัว” ภาวินีเอ่ยขึ้นและปรายตามองผู้เป็นพี่สาวเล็กน้อยอย่างไม่ชอบใจ “น้ามะลิก็ทำอร่อยทุกวัน แล้ว ทำไม ๆ ถึงบอกว่าไม่อร่อยล่ะ”

“ภา…ไม่เอาน่าลูก”

นายพัลลภปรามบุตรสาวคนเล็ก เพราะไม่อยากให้มีเรื่องถกเถียงกันบนโต๊ะอาหาร ทำให้บรรยากาศจืดชืดเปล่า ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ยังแก้ไม่ตกจึงไม่อยากปวดหัวด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

“แต่คุณพ่อคะ…” ภาวินีพยายามจะเอ่ยขึ้น

“พ่อบอกให้หยุดไม่ได้ยินหรือไง” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ ทำไมต้องเอ็ดให้ยายภาด้วย”

เมื่อเหตุการณ์เริ่มไม่ดีนางภาณีผู้เป็นภรรยาก็โพล่งขึ้น และไม่ค่อยพอใจสามีที่เอ็ดบุตรสาวคนเล็ก จนนิ่งไป และผู้เป็นสามีท่าจะเข้าข้างลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเสียเหลือเกินจนทำให้เธอนึกหมั่นไส้ลูกเลี้ยงขึ้นมา

“เอาละ ๆ จะเถียงกันทำไมกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

พูดจบนายพัลลภก็รวบช้อนทันที เพราะรู้สึกทานไม่ลงขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อมีปัญหาหนักอกที่ยังแก้ไม่ตก

“อิ่มแล้วหรือคุณทำไมรวบช้อน”

นายพัลลภกลับไม่ตอบและยังพูดเรื่องอื่นแทน “พ่อจะไปรอที่ห้องรับแขก ทานข้าวกันเสร็จแล้วตามพ่อไปด้วย”

คนพูดลุกจากโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ทำให้บัวบงกชใจไม่ดี หลายวันมานี้บิดามักจะอารมณ์เสียอยู่บ่อยครั้งจนทำให้เธอนึกเป็นห่วง

“เป็นเพราะแกคนเดียวยายบัว ทำให้พ่อแกอารมณ์ไม่ดี จะพูดอะไรก็หัดคิดเสียบ้าง” นางภาณีเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“นั่นสิคะคุณแม่” ภาวินีสบทบขึ้นอีกแรง

“ที่บัวพูดก็เพราะว่าเห็นคุณพ่อเครียดจริง ๆ  ไม่อยากให้ท่านคิดมากกลัวจะเสียสุขภาพ”

“แกรู้ได้ไงยายบัว ว่าพ่อแกมีเรื่องกลุ้มใจ”

“ทำเป็นรู้ดีนะพี่บัว”

นอกจากสองแม่ลูกจะไม่รู้ว่าผู้นำครอบครัวเครียดด้วยเรื่องอะไรแล้ว ยังไม่สนใจอีกด้วย มีเพียงบัวบงกชเท่านั้นที่คอยเป็นห่วงเป็นใยผู้เป็นบิดา แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดลึก ๆ ที่เกิดขึ้น

“พี่ไม่ได้รู้ดีหรอก แต่พี่สังเกตมาหลายวันแล้ว ภาจะไปรู้อะไรวัน ๆ เอาแต่ออกนอกบ้าน”

“เอ๊ะ! ยายบัว” ภาณีร้องเสียงสูง “ทำไมไปว่าน้องแบบนั้น” ดวงตาของภาณีวาวแสง ไม่พอใจที่บัวบงกชต่อว่าบุตรสาว แต่ไหนแต่ไรเธอมักจะให้ท้ายลูกสาวคนเล็กอยู่เสมอจนเคยตัวและไม่ชอบให้ใครมาต่อว่า

“ก็บัว…” หญิงสาวกำลังจะเอ่ยขึ้นแต่กลับต้องเงียบเมื่อถูกแม่เลี้ยงปรามเสียงแข็ง

“แกไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”

เธอจำต้องเงียบเมื่อไม่อยากมีปากมีเสียงให้เกิดเรื่องวุ่นวายภายในครอบครัวขึ้น และทุกครั้งที่กล่าวตักเตือนน้องสาวต่างมารดา ผู้เป็นแม่เลี้ยงมักจะไม่เห็นด้วและเธอก็ผิดตลอด ไม่รู้ว่าภาณีจะตามใจลูกสาวไปถึงไหน แล้วเมื่อไหร่ภาวินีจะโตเสียที

“อ้าว…นั่นอิ่มแล้วหรือไง ถึงรวบช้อน” พอมีปากเสียงกันเธอก็อิ่มขึ้นทันที

“ถ้างั้นบัวไปรอที่ห้องรับแขกก็แล้วกันค่ะ”

บัวบงกชไม่ตอบกลับลุกจากโต๊ะอาหารด้วยความเบื่อหน่าย ไม่อยากตอบโต้อะไรให้มันมากความ พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง พูดกับสองแม่ลูกคู่นี้ก็เปล่าประโยชน์

“ดูลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคุณพ่อสิ อวดฉลาด…ดัดจริตชะมัด”

“ช่างมันเถอะยายภา จะสนใจมันทำไม”

“ก็ดูพูดเข้าสิคะ ถือว่าคุณพ่อให้ท้ายเข้าหน่อย พูดอะไรก็ไม่ค่อยเห็นหัวคุณแม่เลย”

“ปล่อยมันไป ว่าแต่แกเถอะอิ่มหรือยังรีบตามไปเร็ว ๆ เข้า เผื่อพ่อแกมีเรื่องสำคัญ”

“ถ้าเป็นเรื่องให้ภาไปทำงานแล้วละก็ ภาไม่เอาด้วยหรอกค่ะ ทำงานน่าเบื่อจะตาย ปล่อยให้พี่บัวทำไปคนเดียวเถอะค่ะ ภายังไม่พร้อม”

“จะเรื่องอะไรก็เถอะ รีบ ๆ ไป เดี๋ยวพ่อแกจะรอนาน”

“ค่ะคุณแม่”

นายพัลลภแต่งงานกับบุษบงภรรยาคนแรกและมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนคือบัวบงกช และไม่นานก็เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว หลังจากนั้นก็ครองตัวเป็นโสดอยู่นาน ก่อนที่ผู้เป็นมารดาจะให้แต่งานใหม่กับภาณีซึ่งเป็นผู้หญิงที่ท่านคัดสรรมาอย่างดีแล้ว ตอนนั้นธุรกิจครอบครัวกำลังรุ่งโรจน์ เขาจึงไม่ขัดแย้งอะไร พอแต่งงานกับภรรยาคนใหม่ก็มีบุตรสาวด้วยกันอีกหนึ่งคน คือภาวินี ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าบัวบงกชห้าปี แต่เรื่องราวภายในครอบครัวก็มักจะมีปัญหาอยู่เรื่อย ๆ ระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยง ที่ไม่ค่อยจะลงรอยเท่าไหร่ เขาจึงส่งให้บัวบงกชไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อตัดปัญหานี้ พอจบกลับมาก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ จึงตัดปัญหาให้บัวบงกชไปทำงานตามที่ถนัด แม้ปัญหาภายในครอบครัวจะลดการขัดแย้งได้บ้างแต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง

บัวบงกชเป็นอีกหัวเรี่ยวหัวแรงที่หาเงินมาจุนเจือครอบครัวและไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ทำให้ผู้เป็นพ่อภูมิใจกับลูกสาวคนนี้เหลือเกิน ที่อยู่ในโอวาสมาโดยตลอด ต่างกับลูกสาวคนเล็กที่ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย เอาแต่เที่ยวใช้เงินไปวัน ๆ ไม่รู้จักทำงานทำการ ที่เรียนจบปริญญาตรีก็นับว่าเก่งแล้ว แต่ทว่าภาณีก็ยังเห็นดีเห็นงามไม่เคยว่ากล่าวบุตรสาวคนเล็กสักนิด สร้างความหนักใจให้นายพัลลภกลัวว่าภาวินีจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

หากยังตามใจอยู่แบบนี้ภาวินีคงเป็นเด็กไม่รู้จักโตสักที!

เมื่อทุกคนพร้อมหน้ากันที่ห้องรับแขก คงถึงเวลาแล้วที่หัวหน้าครอบครัวควรจะบอกให้ทุกคนรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แม้จะรู้สึกหนักอกแต่ทว่าเขาไม่สามารถแบกรับปัญหาไว้ทั้งหมดได้ และเชื่อว่าทุกคนคงจะเข้าใจ

“ที่พ่อเรียกทุกคนมาก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะบอก” สีหน้าของคนพูดเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ “ถึงเวลาที่ทุกคนควรจะรู้ความจริงแล้ว”

“ความจริงอะไรคะคุณพ่อ”

พอเห็นสีหน้าของบิดาทำให้บัวบงกชเริ่มใจคอไม่ดี คงจะเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสทีเดียว ไม่อยากนั้นท่านคงไม่เรียกทุกคนให้มาพบในเวลาเช่นนี้

“สิ่งที่พ่อจะพูดต่อไปนี้ ขอให้ทุกคนฟังให้ดีและให้เข้าใจกับกับปัญหาที่ครอบครัวเรากำลังประสบ”

“คุณพ่อพูดยังกับว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย”

ภาวินีสวนขึ้นทันควัน โดยไม่ได้สนใจสีหน้าของผู้เป็นบิดาสักนิด

ลำคอของนายพัลลภแห้งผาก กลืนน้ำลายลงคอก็แสนจะลำบากกับสิ่งที่กำลังจะบอกให้ทุกคนรับรู้

“ฟังพ่อนะ” น้ำเสียงนั้นแหบแห้ง “ครอบครัวของเรากำลังย่ำแย่เพราะฐานะทางการเงินของบริษัทสั่นคลอนไม่มีเงินหมุนเวียนในบัญชี บ้านที่เราอาศัยอยู่จะถูกธนาคารมายึดในไม่ช้า หากวันนั้นมาถึงเราอาจจะถูกฟ้องล้มละลาย”

“อะไร!นะคะคุณพ่อ”

ภาวินีร้องขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าครอบครัวจะตกต่ำถึงเพียงนี้ หากวันนั้นมาถึงจริง ๆ เธอจะเอาหน้าไปไว้ทีไหน เมื่อใคร ๆ ต่างก็เข้าใจว่าเธอร่ำรวย ใช้ชีวิตหรูหรามาโดยตลอด แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วครอบครัวกำลังละล้มละลายในอีกไม่ช้านี้

ในขณะที่บัวบงกชไม่ได้คิดเช่นนั้นและเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ เมื่อสีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความวิตกกังวล และไม่คิดมาก่อนว่าสถานะของครอบครัวจะเต็มไปด้วยหนี้สินพะรุงพะรังจนประคองไม่อยู่ ที่ผ่านมาบิดาไม่เคยปริปากบอกใครสักคน ท่านคงจะแบกรับภาระไม่ไหวแล้วจริง ๆ จนต้องยอมเปิดปากออกมาในที่สุด

“ทีนี้จะทำยังไงคะคุณพ่อ”

แทนที่ภาวินีจะทุกข์ใจช่วยหาทางแก้ไข แต่เปล่าเลยกลับสร้างความลำบากใจให้บิดาเพิ่มขึ้นอีก

“ขอเวลาไกล่เกลี่ยออกไปได้ก่อนไหมคะคุณพ่อ อย่างน้อยก็จะได้ช่วยยืดระยะเวลาให้เราได้มีเวลาหาทางออกและหาทางปลดหนี้สินกับธนาคารได้” คราวนี้บัวบังกชเอ่ยขึ้นและหวังอยากจะให้บิดาสบายใจมากขึ้น

“มันคงไม่ทันแล้วล่ะลูก”

“ทำไมละคะคุณพ่อ”

“ทางธนาคารให้เวลาเรามามากพอแล้ว แต่พ่อก็ไม่สามารถหาเงินไปจ่ายหนี้สินที่ค้างเอาไว้ได้ แม้แต่ดอกเบี้ยพ่อก็ยังไม่มีปัญญาจะจ่าย” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น

“เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมคุณไม่บอกฉันสักคำ” คนที่เดินเข้ามาโวยลั่น ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไม่พอใจ “แล้วจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย เป็นหนี้เท่าไหร่ฉันไม่เคยรู้ คราวนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้าถูกฟ้องล้มละลายขึ้นมาจริงๆ ”

ภาณีถอนหายใจเฮือกใหญ่ “โอ๊ย!..อยากจะบ้าตาย”

“นั่นสิคะคุณแม่ เรื่องแบบนี้เร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ภาคงทนไม่ได้หรอกค่ะ”

ภาวินีสมทบขึ้นมาทันที เพราะรับไม่ได้กับเรื่องราวที่ได้ยินจากปากของบิดา และเธอก็จะไม่มีวันยอมเด็ดขาด!

เมื่อได้ยินเสียงโวยวายของภรรยาและบุตรสาวคนเล็ก กลับตอกย้ำจิตใจของนายพัลลภให้ย่ำแย่ลง แทนที่จะช่วยกันหาทางออก กลับซ้ำเติมให้เกิดปัญหามากกว่าเดิม คราวนี้ถึงกับมืดแปดด้านเลยทีเดียว หวังต้องการปรึกษาคนในครอบครัวแต่ทุกคนกลับไม่ได้ช่วยหาทางออกสักนิด

“ฉันไม่รู้ละ แต่ฉันไม่ยอมเสียหน้าแน่ ๆ ”

นางภาณียังไม่หยุดโวยวายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้นายพัลลภเริ่มหงุดหงิด

“จะโวยวายอะไรนักหนาคุณภาณี” นายพัลลภโพล่งขึ้น “ผมต้องการให้ทุกคนช่วยกันหาทางออกไม่ใช่มาซ้ำเติม ก็เพราะแบบนี้แหละผมถึงไม่อยากจะพูดกับคุณ”

“เอ๊ะ!คุณพัลลภ” นางภาณียังไม่เลิกโวย “จะให้ฉันช่วยยังไงในเมื่อคุณบริหารให้มันเป็นแบบนี้เอง บอกตามตรงว่าฉันไม่อยากถูกสังคมตราหนาว่าครอบครัวถูกฟ้องล้มละลาย”

“ที่ผ่านมาคุณเคยคิดจะช่วยงานที่โรงงานไหม วัน ๆ คุณก็เอาแต่ผลาญเงินโดยไม่ได้สนใจกิจการของครอบครัว”

“คุณอย่ามากล่าวหาฉันพล่อย ๆ นะ” เธอกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ “หากไม่มีฉันออกงานสังคมและบริจาคให้การกุศล แล้วคิดว่าไอ้บริษัทที่คุณทำ ๆ อยู่มันจะมีชื่อเสียงและอยู่ได้งั้นสิ ที่กิจการรุ่งเรืองได้ก็เพราะฉันไม่ใช่เหรอ”

“ก็เพราะคุณคิดแบบนี้ไง คุณถึงไปไม่ถึงไหน นอกจากแต่งตัวออกสังคมไม่คิดจะทำอะไร”

*ฝากติดตามผลงานของดาราวลีอีกสักเรื่องนะคะ ผู้ชายปากร้ายเอาแต่ใจจะสู้กับผู้หญิงอ่อนโยนแต่ไม่ยอมคนได้หรือไม่ รับรองฟินกันทั้งเรื่องเลยจ้าาาา เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์ด้วยนะคะ*

ความคิดเห็น