rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 4

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 4

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มิ.ย. 2558 07:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 4
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 4
Writer : Rani รานี    

 

            ต้นน้ำสลึมสลืมลืมตาตื่นขึ้นหลังจากผลอยหลับไปเกือบสองชั่วโมง ตอนนี้นอกบ้านแดดร่มลงมากแล้ว ร่างบางลุกขึ้นมาขยี้ตาแล้วมองซ้ายขวา เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องนอนของเจ้าของไร่เจริญตา การนอนกลางวันทำให้เขาง่วงมากกว่าเดิมซะอีก เด็กหนุ่มหาวหวอดๆอยู่สองสามครั้งก่อนจะเดินออกมาจากห้องนั้นอย่างงัวเงีย
            เสียงกุกกักดังมาจากส่วนที่เป็นเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม ต้นน้ำเห็นอังกูรกำลังก้มๆเงยๆอยู่ในนั้น
            “อ้าวตื่นแล้วเหรอ” ชายหนุ่มทัก ทำหน้ากระอักกระอ่วนเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กน้อยรู้สึกดีขึ้น เขาชงช้อกโกแลตร้อนๆยื่นให้ “ดื่มซะ จะได้หายมึน นอนกลางวันก็ยังงี้แหละ มึนง่าย”
            “คุณกูรครับ” เสียงหม่นเรียก
            “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ได้โกรธอะไรเธอจริงๆ”
            “เปล่าครับ ผมแค่จะบอกว่า ถ้าจะให้หายมึนต้องกาแฟน่ะครับ ช้อคโกแลตทำอะไรผมไม่ได้หรอก” ต้นน้ำพูดพร้อมกับอมยิ้ม
            “นี่แกล้งฉันหรือไงห๊า????” คนแก่กว่าจับหัวเล็กๆไว้ด้วยมือทั้งสองมือแล้วโยกอย่างเมามัน ก่อนจะหัวเราะคำรามลั่นอย่างผู้ชนะ
            “คุณกูรอ่ะ” ตัวเล็กโวยวายหน้างอ “ผมมึนเพราะคุณกูรนี่แหละ วู้” หลังจากเสียง วู้ ก็หน้าหงายพรืดเพราะแรงผลักเบาๆของอีกฝ่าย
            “กินซะ เดี๋ยวไปข้างนอกกัน”
            “นี่คุณกูร รอทำให้ผมเลยเหรอฮะ?”
            “ฉันไปทำงานข้างนอกมาแล้วหรอกน่า ไม่ได้รออะไรสักหน่อย”
            “ไม่รอก็ได้ฮะ ไม่รอก็ไม่รอ ผมก็รู้หรอกว่าผมน่ะมันน่ารัก ใครเห็นใครก็รัก”
            “โห ไม่ค่อยหลงตัวเองเลยเด็กน้อย กินให้หมดเร็วๆเลย” อังกูรตะโกนลั่น คนที่ถูกเรียก เด็กน้อย จึงรีบยกแก้วช้อคโกแลตขึ้นมาดื่ม แต่ก็ไม่วายส่งยิ้มล้อเลียนมาให้อยู่ดี
            “เออนี่ แล้วพ่อของต้นน้ำไปไหนซะล่ะ จริงๆเรื่องแบบนี้ผู้ชายส่วนใหญ่ก็ทำได้นะ ให้พ่อสอนก็ได้” อังกูรเอ่ยถามระหว่างรอเด็กหนุ่มละเลียดเครื่องดื่ม
            “พ่อไม่มีหรอกครับ พ่อหายไปตั้งแต่ผมยังเด็ก”
            “หาย?”
            “ครับ หายไป ตอนเป็นเด็กผมก็ไม่รู้หรอกครับว่า ที่แม่พูดว่าคำว่า “หาย” มันแปลว่า พ่อตายแล้ว หรือ พ่อทิ้งแม่ไป แต่ว่าถึงตอนนี้แล้ว ผมก็ไม่อยากรู้อีกแล้วล่ะครับ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน” อังกูรลูบหัวหนุ่มน้อย เอาเข้าจริงเขาอยากจะเบิ๊ดกะโหลกตัวเองมากกว่า ที่เป็นคนเริ่มเรื่องที่จะทำให้เด็กคนนี้ต้องหม่นเศร้าอีกหน “จริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะว่าผมกลัวก็ได้นะครับคุณกูร กลัวว่ารู้ความจริงแล้วจะรู้สึกแย่ เลยเลือกที่จะไม่รู้ดีกว่า”
            “ไม่เอาน่า หายก็หายไปสิ เดี๋ยวฉันเป็นพ่อให้เธอเอง”
            “เป็นพ่อเลยเหรอครับ เป็นพี่ก็พอม้าง” เด็กหนุ่มลากเสียงยาว เรียกมะเหงกเขกที่หัวดังโป๊ก เจ้าตัวเล็กคลำหัวตัวเองป้อยๆ แถมยังส่งสายตาค้อนเบาๆไปให้อีกคนอีก
            “งั้นเป็นพี่ให้ก็ได้เอา”
            “คุณกูรใจดีจังครับ” เด็กหนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก อังกูรโยกหัวกลมเบาๆอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้กับความช่างเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของอารมณ์เจ้าตัวเล็ก
            “ไปกันเถอะแดดข้างนอกร่มแล้ว เดี๋ยวเราไปดูกันว่ามีอะไรให้ทำเสริมกล้ามเหี่ยวๆของเธอกันได้บ้าง”
            “โห คุณกูร กล้ามผมไม่ได้เหี่ยวสักหน่อย พูดมาได้”
            “ใช่ ไม่เหี่ยว แต่ไม่มีเลยต่างหาก”
            “คุณกูร ย๊ากกกกกกก” เด็กหนุ่มร้องพร้อมวิ่งกระโจนใส่คนตัวใหญ่กว่า แต่ไม่แน่ใจว่าไปพัลวัลกันยังไง กลับโดนอังกูรจับล๊อกคอ แล้วลากออกนอกห้องไปด้วยกัน เสียงเอะอะโวยวายนั้นเรียกความสนใจของคนงานในไร่ได้มากทีเดียว หลายคนก็ตลกไปด้วย แต่บางคนก็แปลกใจเพราะเท่าที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นอังกูรจะเป็นคนขี้เล่นแบบนี้มาก่อนเลย

ตกเย็นอังกูรพาต้นน้ำที่ไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียนแล้วมาส่งที่บ้านใหญ่ ป้าศรี แม่บ้านจอมเขี้ยวของหมอชลาธิปมองพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆ และมันก็สร้างความอึดอัดจนอังกูรทนไม่ได้
            “ไปออกกำลังกายกันมาน่ะครับ” เขาบอกเสียงต่ำ ป้าศรีซึ่งพอจะรู้กิตติศัพท์ความเป็นคนไม่เอาใคร ไม่ใส่ใจใคร และออกจะโหดๆสักหน่อย ของอังกูรมาบ้างจึงทำได้แค่พยักหน้ารับ สีหน้าไม่ยินดียินร้าย แม้แท้จริงแล้วจะแอบผวาบ้างก็เหอะ
            “ป้าให้ผมทำอะไรครับ” ต้นน้ำถาม
            “เยอะแยะสิ มัวแต่เที่ยวเล่น” แต่กับต้นน้ำ ป้าศรีไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับอังกูรหรอกนะ ถ้าเสียงแหลมได้มากกว่านี้ก็คงทำให้แหลมสูงขึ้นไปอีกนั่นแหละ
            “แล้ววันนี้คุณกูรอยู่ทานข้าวเย็นด้วยหรือเปล่าคะ?”
            “อยู่ครับ ผมมีเรื่องคุยกับคุณธิปหน่อย” อังกูรบอกแม่บ้าน ก่อนจะหันมาพูดกับร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ “ช่วยงานป้าศรีเสร็จ ขึ้นไปหาที่ห้องทำงานในห้องฉันด้วยนะ”
            “ฮะ คุณกูรจะให้ผมช่วยงานเหรอฮะ”
            “อืม”

ไม่นานนักป้าศรีแม่บ้านก็ปล่อยให้ต้นน้ำขึ้นไปช่วยอังกูรทำงานตามที่ได้รับปากไว้ แท้ที่จริงแล้วป้าศรีอยากจะปล่อยให้ต้นน้ำไปซะทันทีที่ได้ยินคำสั่ง เพราะไม่อยากยุ่งกับอังกูรเท่าไร ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่ป้าศรีไม่เคยเดาใจถูก และคอยหัวเราะ ยิ้ม และพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับคุณหมอชลาธิปเท่านั้น เรียกได้ว่า เป็นเสือยิ้มยากอย่างแท้จริงคนหนึ่งที่ป้าศรีรู้จักมาในชีวิตทีเดียว แต่ถ้าปล่อยไปทันที ก็เกรงว่าจะเสียการปกครองไป ป้าศรีจึงให้ต้นน้ำช่วยทำงานนิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น

 

เสียงเคาะประตูเบาๆทำให้คนที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับเอกสารภายในห้องเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามาได้ แม้จะไม่ได้อยู่ที่นี่อย่างจริงจัง แต่ในฐานะลูกชายคนเล็กของไร่เจริญตา เขาก็มีห้องเป็นสัดเป็นส่วนของตัวเอง แม้ว่าจะคัดค้านหัวชนฝาแต่จันทร์ก็ไม่สนใจกลับสั่งช่างต่อเติมห้องให้สำหรับเขาโดยเฉพาะ โดยภายในห้องใหญ่ที่เปิดเข้าไปเจอห้องนอนแล้ว ก็ยังมีการแบ่งเป็นห้องไว้สำหรับให้อังกูรทำงานเมื่ออยู่ที่นี่อีกด้วย
           
ห้องทำงานของอังกูรเล็กกว่าห้องทำงานของคุณหมอชลาธิปอยู่พอสมควร แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างครบครัน เพราะเอาเข้าจริงงานของอังกูรที่นอกเหนือจากในไร่ ก็มีมากมายไม่แพ้กัน แฟ้มเอกสารเรียงรายอยู่ที่ตู้เก็บ และมีคำสั่งเด็ดขาดว่าห้ามยุ่ง เพราะเจ้าตัวจะรู้เองว่าเอาอะไรไว้ตรงไหน นี่เคยเป็นสาเหตุที่ทำให้ป้าศรีเสียน้ำตามาแล้ว นับตั้งแต่เข้ามาทำความสะอาดและทำให้อังกูรหาเอกสารสำคัญไม่เจอคราวนั้น ป้าศรีก็ไม่เคยยุ่งกับกระดาษสักชิ้นในห้องนี้อีกเลย ตอนนั้นเองที่ทำให้ป้าศรีตระหนักว่า อังกูร สำคัญ และทำงานหนักเพื่อไร่เจริญตามากเพียงไร
            “นั่งสิ” อังกูรชี้ไปที่เก้าอี้ตัวเล็กๆด้านหน้าโต๊ะทำงาน “ว่าจะให้ช่วยเก็บโต๊ะให้หน่อย นานแล้วที่ไม่มีใครมาเก็บกวาดให้”
            “ป้าศรีสั่งห้ามฮะ ไม่ยอมให้เข้ามาในนี้เลย ทำความสะอาดได้แค่ห้องด้านนอกเท่านั้น”
            “อื้ม รู้แล้ว ฉันบอกป้าศรีไว้แบบนั้นเองแหละ แต่วันนี้ฉันอยู่ที่นี่ แล้วก็จะคอยบอกเธอเองว่าจะให้เอาอะไรเก็บไว้ตรงไหน ได้ไหมล่ะ”
            “ได้สิฮะ แน่นอนเลย” ต้นน้ำยิ้มตาแทบปิด ก่อนจะเริ่มลงมือตามคำสั่งอย่างแคล่วคล่องว่องไว โดยมีเจ้าของห้องยืนกอดอกพิงผนังยิ้มกว้างมองอยู่อย่างนั้น
            “เรียบร้อยแล้วฮะ” คนตัวเล็กกว่าหันมาบอก ตอนนี้เหงื่อเม็ดใหญ่ เม็ดเล็กแย่งขึ้นโชว์สถานะตัวเองอยู่เต็มหน้า อังกูรยื่นน้ำอัดลมที่อยู่ในตู้เย็นเล็กในห้องให้ ก่อนจะพากันมานั่งพักในส่วนของห้องนอน เจ้าของห้องพาต้นน้ำไปนั่งที่เตียงส่วนตัวเองนั่งเก้าอี้ตัวเล็กๆที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ที่แทบจะไม่มีอะไรอยู่บนนั้นเลย ตัวเล็กนั่งแกว่งเท้าสบายใจ ความเย็นจัดของเครื่องดื่มในมือทำให้เขาสดชื่นขึ้นเยอะมากทีเดียว
            “
ไม่เบื่อเหรอ โดนป้าศรีแกดุทุกวัน” อังกูรถามเสียงไม่จริงจังนัก
            “ไม่เบื่อหรอกฮะ ป้าศรีปากร้าย แต่ก็ใจดีนะฮะ อยู่กับป้าศรีผมรู้เรื่องงานครัวเยอะเลย ป้าศรีชอบสอนฮะ แล้วถ้าไม่อารมณ์เสีย ป้าศรีก็เป็นป้าที่น่ารักคนหนึ่งเลยฮะ แล้วป้าศรีก็เป็นญาติของแม่ ผมได้มาทำงานพิเศษที่นี่ก็เพราะป้าศรีนี่แหละฮะ เห็นไหมฮะ ไม่ว่าทางไหน ก็ไม่มีเลยที่ผมจะเบื่อป้าศรีได้”
            “นี่คงจะทั้งรัก ทั้งเทิดทูนเลยสินะ” อังกูรเย้า เอาเข้าจริงคำตอบของเด็กหนุ่มก็ทำให้เขาพอใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาได้เห็นแววตาที่แสนซื่อและจริงใจของต้นน้ำระหว่างที่พูดคำเหล่านั้นด้วย ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่า ป้าศรีแกเป็นคนปากร้ายใจดี แต่ถ้าจะให้มาอยู่ด้วยกัน เขาคงไม่ทนเหมือนที่ต้นน้ำทนแน่ๆ
            “ฉันอยากได้กาแฟสักแก้ว” จู่ๆอังกูรก็พูดคำนี้ขึ้นมา ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แค่อยากจะชิมกาแฟจากมือของคนๆนี้มั้ง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ที่เคยได้ชิม รสชาติมันจะ เอ่อ ... ค่อนข้าง แปลก ก็เถอะ
            ต้นน้ำยิ่มร่า ยกมือตะเบ๊ะแบบประหลาดๆ “ได้เลยครับพ๊ม” แล้วก็วิ่งฉิวออกจากห้องไป แล้วไม่นานเลย ร่างบางก็กลับมาพร้อมกับกาแฟหอมกรุ่น ในนั้นมีแค่กาแฟกับน้ำร้อน แต่ .. “นี่ผมตวงมาอย่างดีเลยนะฮะ”
            “อืม ขอบใจนะ” อังกูรจิบกาแฟอยู่สองสามครั้ง แกล้งทำสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่อีกคนยืนจ้องมองอย่างระทึก และรอคอย “อะไรล่ะ มายืนจ้องทำไม?”
            “คุณกูรจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอฮะ”
            “อืม อร่อย อร่อยกว่าทุกวัน” อังกูรพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ต้นน้ำฉีกยิ้มกว้างรับคำชมนั้น แต่ความรู้สึกในใจกลับเหมือนมีอะไรมากระตุ้นให้กระตุกๆชอบกล
            .... ทำไมต้องเขินด้วยว้า ...
            “ผมว่า ผมไปช่วยป้าแกต่อดีกว่า งานครัวทำคนเดียวเหนื่อยมากนะฮะ ผมไม่อยากรบกวนคุณกูรด้วยฮะ เผื่อคุณกูรต้องทำงานต่อ” อังกูรเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังเล็กน้อย อีกสักครู่หมอชลาธิปคงกลับมาถึงบ้าน ถึงตอนนั้นเขาก็ต้องเข้าไปนั่งคุยงานกับหมอ เพราะฉะนั้นตอนนี้คงต้องปล่อยตัวเด็กน้อยไปก่อนจะดีกว่า
            “ได้สิ หมอธิปกลับมา ก็ขึ้นมาเรียกหน่อยก็แล้วกัน”
            “ฮะ”
            คืนนั้นหลังจากหมอชลาธิปกลับบ้านและปฏิเสธที่จะรับอาหารเย็น (ซึ่งทำให้ป้าศรีโกรธมาก) ก็ขึ้นไปประชุมปรึกษางานเรื่องไร่เจริญตากับอังกูรจนดึกดื่น

 

ดูเหมือนช่วงนี้โชคเรื่องการเดินทางไปเรียนจะหล่นทับต้นน้ำเอาบ่อยๆ เพราะหลังจากที่คุยงานกันจนดึก อังกูรก็ต้องนอนที่บ้านนี้ตามคำขอร้องแกมบังคับของหมอชลาธิปที่ไม่อยากให้เขาขับรถกลับไร่ตอนดึกโดยแสดงอาการง่วงหาวออกมาอย่างเห็นได้ชัดแบบนั้น เช้านี้จึงเป็นอีกวันที่ต้นน้ำได้อาศัยรถของอังกูรไปเรียนด้วย
            “นี่เรียนชั้นอะไรแล้ว”
            “มอห้าฮะ”
            “อืม ตัวเล็กเกินไปจริงๆด้วย”
            “ฮะ ผมก็เลยต้องคอยพึ่งคุณกูรบ้าง พึ่งโรมบ้าง ให้แลดูตัวใหญ่ขึ้นน่ะฮะ”
            “หืม?” อังกูรขมวดคิ้ว ก่อนจะคิดบางอย่างได้ “อ๋อ เพื่อนกลุ่มเดียวกันน่ะเหรอ?”
            “ฮะ นั่นแหละฮะ โรมเป็นนักกีฬาโรงเรียนฮะ เล่นฟุตบอล เห็นว่าจะใข้ทักษะทางด้านนี้เป็นคะแนนพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยด้วยฮะ”
            “อ้อ เธอเองก็พยายามเข้าก็แล้วกัน อย่างน้อยก็น่าจะตัวใหญ่กว่านี้สักนิดนึง ตอนนี้เธอเหมือนเด็กขาดสารอาหารเลย”
            “คุณกูรอ่ะ” ตัวเล็กกระเง้ากระงอด แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบอกชอบใจ
            อังกูรเลี้ยวรถมาส่งที่หน้าโรงเรียนพอดี แล้ววนรถออกไปทันที เพราะจากข้อสรุปที่คุยกับหมอชลาธิปเมื่อคืนนี้ ทำให้เขายังมีเรื่องต้องทำอีกมากในไร่เจริญตา
            “ตั้งใจเรียนนะ อย่าเอาแต่คิดเรื่องกล้ามล่ะ”
            “ฮะ คุณกูรก็พักผ่อนบ้างนะครับ ป้าศรีบอกว่าคุณกูรกับคุณหมอแทบจะไม่ได้นอนเลยเมื่อคืนนี้” ร่างสูงเอื้อมมือมาโยกหัวมนๆของอีกคนอย่างเอ็นดู

ร่างเล็กลงจากรถ แล้วก็ยิ้มกว้าทันทีเมื่อเห็นโรมยืนรอเขาอยู่ โดยไม่รู้ว่ารอยยิ้มนั้นอยู่ในสายตาของคนที่มาส่งด้วย
            “โรม”
            “มีคนมาส่งอีกแล้วนะต้นน้ำ”
            “เราโชคดีน่ะ ช่วงนี้คุณกูรไปที่บ้านคุณหมอบ่อย งานในไร่คงยุ่งๆ ยิ่งจะมีการประกวดไวน์นานาชาติแล้วด้วย” ต้นน้ำพูด เล่าไปเพลินๆจนไม่รู้ว่า โรมมาเอากระเป๋าตัวเองไปถือตั้งแต่เมื่อไร สองคนเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมๆกัน
            “จริงๆให้เราไปรับต้นน้ำที่บ้านคุณหมอก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องไปรบกวนคุณกูรอะไรนั่น ถ้าวันไหนคุณกูรไม่มา ต้นน้ำก็จะได้ไม่ต้องนั่งรอสามล้อด้วย”
            “ไม่เป็นไรหรอกโรม เราเกรงใจน่ะ บ้านโรมกับบ้านคุณหมออยู่คนล่ะทาง จะย้อนไปย้อนมาทำไม มาเจอกันที่โรงเรียนเลยนี่แหละดีแล้ว”
            “ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย เรื่องแค่นี้เอง เพื่อนกันนะ”
            “โอ๊ะๆ เป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนกันแน่นะ มีถือกระเป๋าให้กันด้วย” เสียงวี๊ดวิ่วจากเหล่าหัวโจกในห้องแซวขึ้นมาทันทีที่ทั้งคู่เดินไปถึงห้องเรียน
            “เห้ย เงียบน่า” โรมเอ็ด
            “แน่ะๆ ทำอารมณ์เสียด้วยโว้ย” เสียงเด็กผู้ชายหลังห้องหลายคนยังคงสนุกปาก แต่ต้นน้ำสะกิดเตือนโรมไว้ ว่าอย่าไปอารมณ์เสียกับเรื่องแค่นี้ เพราะขณะที่ต้นน้ำเห็นว่าก็แค่เพื่อนๆสนุก แต่โรมมักจะโกรธมากกับเรื่องนี้เสมอๆ เมื่อเห็นว่าตัวเล็กไม่อยากให้เขามีเรื่อง โรมจึงคว้าแขนเพื่อนซี้ออกจากสถานการณ์ตรงนั้นซะ
            “ต้นน้ำทานข้าวมาหรือยังน่ะ”
            “ยังเลย”
            “งั้นไปหาอะไรทานกันนะ”
            “ได้สิ แต่หลังจากนั้นไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุดเป็นเพื่อนหน่อยนะ เมื่อวานมีบางอย่างเกี่ยวกับวิชาชีวะที่ยังไม่ค่อยเข้าใจน่ะ”
            “ชีวะเหรอ ตรงไหนน่ะ ให้เราช่วยติวให้ไหม?”
            “ก็ดีนะ แต่ก็อยากจะหาหนังสืออ่านไว้เสริมด้วย”
            เนื่องจากโรมเป็นคนกินอาหารเร็ว และต้นน้ำเป็นคนกินอาหารน้อย ทั้งคู่จึงมีเวลามากโขสำหรับการเที่ยวหาหนังสือในห้องสมุด ห้องสมุดของที่นี่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็ใหญ่กว่าของโรงเรียนอื่นๆเพราะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ห้องสมุดนี้กินพื้นที่ชั้นหนึ่งของอาคารเรียนหลังเก่าทั้งชั้น และยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่รอให้ต้นน้ำไปเลือกอ่าน
            เมื่อมาถึงร่างเล็กก็ตรงไปยังชั้นหนังสือที่ต้องการทันที ทำให้โรมเข้าใจได้ว่าเขามีเป้าหมายอยู่ก่อนแล้ว
            “ต้นน้ำจะเรียนต่อสัตวแพทย์ใช่ไหม?”
            “ใช่ ทำไมโรมรู้ล่ะ?” ต้นน้ำตอบ แต่สายตายังไล่เลียงไปยังหนังสือที่วางเรียงอัดแน่นอยู่ตรงหน้า
            “ต้นน้ำจำไม่ได้เหรอว่าเคยบอกเราแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้วน่ะ”
            “เหรอ โทษที เราจำไม่ได้น่ะ” ร่างเล็กหันกลับมายิ้มแหยๆ
            “แต่เราจำที่ต้นน้ำพูดกับเราได้หมดน่ะแหละ” โรมกระซิบที่ใบหูของต้นน้ำ ทำให้ต้นน้ำชะงักการกระทำทั้งหมด ความอึดอัดบางอย่างมวลตัวอยู่บริเวณนั้น เสียแต่ว่าโรมไม่รู้สึกถึงมันเลย
            “เราได้หนังสือที่เราอยากได้แล้วล่ะ โรมล่ะ?”
            “ไม่ล่ะ เรามาเป็นเพื่อนต้นน้ำเฉยๆน่ะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันเข้าแถว” โรมพูด ก่อนจะหยิบหนังสือและบัตรห้องสมุดของคนตัวเล็กไปแล้วจัดการมันทั้งหมด
            ต้นน้ำมองการกระทำนั้นอย่างคิดหนัก

 

 ---------------------------  

 

ปล.
เรื่องราวของ อังกูร กับ ต้นน้ำ ตอนนี้ยังเป็นตอนที่ ปัณ ยังไม่ได้ไปทำงานที่บ้านของชลาธิปนะคะ
แต่อีกไม่เกิน 2 ตอน จะมีเหตุให้ป้าศรีสะบัดบ๊อบไปแล้วล่ะค่ะ ถึงตอนนั้นปัณที่ต้นน้ำทั้งรักทั้งบูชาจะปรากฎตัวขึ้นนะคะ
2 คนนี้ เอาแบบเบาๆไปนะคะ ถึงแม้อังกูรจะโหดสัสสำหรับคนอื่น แต่กับต้นน้ำของเรานี่ อังกูรยอมทุกอย่างเลยจ้า
ฝากด้วยน้าาาาาาา^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น