ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 ถือว่าหายกัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ถือว่าหายกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2561 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ถือว่าหายกัน
แบบอักษร

​“ฉันขอร้องล่ะ แกไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะขวัญ ฉันปฏิเสธไม่ได้อะ พี่เค้าบอกว่าคนต้องครบ จะไปคนเดียวฉันก็กลัวโดนมอมมีแกไปด้วยฉันก็อุ่นใจ” ใบหน้านวลถูไถกับแขนเพื่อนอย่างออเซาะ เธอกำลังอ้อนให้นริสาไปร้านเหล้าเป็นเพื่อน  

สองเพื่อนสนิทสาวกำลังนั่งทานไอศกรีมอยู่ในห้างสรรพสินค้าตามประสา วันนี้ทั้งคู่เลิกเรียนพร้อมกันแต่ไม่อยากกลับบ้านเลยพากันเอ้อระเหย

“แล้วแกจะบอกแม่ว่าไงอะ” 

“ก็บอกว่าทำงานที่มหา’ลัย” 

“แล้วแม่ฉันล่ะยะ”

“เหตุผลเดียวกันเลย” 

“แล้วจะนอนที่ไหน”

“พี่เขาบอกมีบ้านให้นอน บ้านรุ่นพี่ผู้หญิง”

“แล้วเราจะไปนอนบ้านเขาเนี่ยนะ เชื่อใจได้เปล่าก็ไม่รู้” นริสาไม่ชอบเที่ยวกลางคืน แต่อดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ ถ้าเหล้าเข้าปากเพื่อนเธอเมื่อไหร่ละก็ สติพลันหายวับ

“เชื่อได้ดิ มีแต่พี่ผู้หญิง” 

“เออๆ ไปคุยกับแม่ฉันให้ด้วย” 

“เย่ๆ รักแกที่สุด” หญิงสาวยิ้มร่าเมื่อเพื่อนตอบตกลง แค่ไปคุยกับแม่ของนริสาไม่ใช่เรื่องยากสักนิด ยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก เพราะแม่ของเพื่อนเธอเชื่อและไว้ใจเธอมาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะพาเพื่อนรักออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง จึงจำเป็นต้องโกหกอย่างเสียไม่ได้ 



“แม่พรุ่งนี้ชาไม่กลับบ้านนะ มีงานที่มหา’ลัย” ระหว่างมื้อค่ำชาลิณีย์จึงขออนุญาตผู้มีอำนาจที่สุดในบ้านเสียก่อน

“แล้วนอนที่ไหน งานอะไรทำไมต้องนอนค้างด้วย”

“งานประกวดแหละ นอนใต้ตึกเรียน พี่เขาให้ซ้อมทั้งคืนเลย” พูดโดยไม่แสดงพิรุธให้เห็น

“แล้วทำไมซ้อมวันเดียว” ยังซักลูกสาวไม่หยุดจนกานต์พงษ์ผู้เป็นสามีปราม

“ลูกบอกว่าซ้อมก็คือซ้อมสิ ไว้ใจลูกหน่อย ยัยชาเคยเหลวไหลที่ไหน” 

“ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ แต่ฉันเป็นห่วงลูก ไม่ได้หรือไง” สองสามีภรรยาเริ่มทะเลาะกันเล็กๆ 

“ชาดูแลตัวเองด้วยนะ” น้องชายก็ห่วงไม่แพ้คนเป็นแม่ 

“อืม รู้แล้วน่า นอนนอกบ้านวันเดียวทำอย่างกับจะไปเป็นปี” รีบพูดติดตลกให้บรรยากาศแปลกๆหายไป ชาลิณีย์ไม่เคยออกไปค้างนอกบ้านโดยไม่มีคนตามไปดูแล ทุกคนจึงเริ่มเป็นห่วง

“พรุ่งนี้แม่มีคุยกับลูกค้าแต่เช้า ลูกนั่งรถไปเองแล้วกันนะทั้งคู่เลย” ประไพรีบบอกก่อนที่ตนเองจะลืม เพราะปกตินางจะออกไปทำงานพร้อมกับลูกไปเรียน ตลอดเวลาสิบเก้าปีตนรับส่งลูกไปเรียนเสมอ หากตนยุ่งหน้าที่นี้จะตกไปอยู่ที่สามี นอกเหนือจากเหตุการณ์ข้างต้นนี้คือลูกทั้งสองต้องไปเรียนเอง 

“ค่ะ ชาขอเงินเพิ่มสักสองร้อยนะ เผื่อซื้อไรกินตอนดึก แม่วางไว้ที่หน้าทีวีให้ด้วย” พูดพลางลุกจากโต๊ะกินข้าววิ่งปร๋อขึ้นบ้านทันที ไม่แม้แต่จะช่วยเก็บจานไปวางไว้บนโต๊ะ 

“ทำไมไม่เก็บจานล่ะลูก หลังอย่าลืมนะ” กานต์พงษ์ตะโกนบอกไล่หลัง ชาลิณีย์ตอบรับคำแต่ไม่ได้เก็บมันมาอยู่ในหัวสักนิด 



ร้านเหล้าที่ชาลิณีย์และนริสาเข้าใจนั้นตรงข้ามกับความเป็นจริงสิ้นเชิง ซึ่งสถานที่ๆทั้งคู่มายืนงงอยู่นั้นเป็นผับขนาดกลางค่อนไปทางหรูหรา โชคดีที่ทั้งคู่นั้นไม่ได้เลือกชุดเห่ยๆมา ไม่อย่างนั้นคงได้ขายหน้าพวกรุ่นพี่แน่นอน 

“อ้าวน้องชา ยืนทำอะไรอยู่” อาชาหนึ่งในพี่ดูแลร้องทักเมื่อเห็นว่าสองสาวยืนนิ่งอยู่หน้าประตู “ไม่กล้าเข้าเหรอเดี๋ยวพี่พาเข้าเอง” 

ทั้งสองเดินตามรุ่นพี่หนุ่มเข้าไปด้านในที่มีแค่คนรู้จักในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่นี่ถูกจองไว้ทั้งหมดเนื่องจากมีหนึ่งในรุ่นพี่สนิทกับเจ้าของร้านและเรื่องปาร์ตี้นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคนในนี้ 

โต๊ะขนาดกลางเป็นที่หมายของทั้งสาม บนโต๊ะมีแอลกอฮอล์เป็นเมนูหลัก ตามด้วยน้ำอัดลม น้ำเปล่า น้ำแข็งและขนมกินเล่นเล็กน้อย เหล้าเบียร์หลายสัญชาติละลานตาให้เลือกดื่ม อาชาเดินมาทักทายเพื่อนพร้อมทั้งหาที่นั่งให้สองสาว

“นั่งเลยๆ ตรงข้ามไอ้พีชก็ได้” เจ้าของเสียงชี้ไปที่ว่างของโซฟาที่พอนั่งได้สองคน 

แต่ละคนหน้าไม่คุ้นเคยชาลิณีย์จึงเก้ๆกังๆไม่กล้านั่ง หันไปกระซิบกับชายหนุ่ม “แต่หนูไม่รู้จักใครในโต๊ะเลยนะ”

“นั่งไปเถอะ สนิทไว้เยอะๆน่ะดีแล้ว สนิทกับปีสามนี่แหละสบาย” 

ด้วยความมืดหล่อนและนริสาจึงไม่ได้สนใจมองว่าใครนั่งอยู่บ้าง เพียงแต่ยกมือไหว้ทุกๆคนก่อนนั่งลง ส่วนอาชานั้นหายวับไปในทันที 

“นี่น้องชาดาวปีนี้ใช่ปะ พี่เห็นแต่ในรูปไม่ว่าตัวจริงจะออร่าพุ่งขนาดนี้” รุ่นพี่นั่งข้างกันเธอหันมาเอ่ยชมเปาะ จึงผูกสัมพันธ์ด้วยการถามชื่อ 

“ขอบคุณค่ะ ว่าแต่พี่ชื่ออะไรคะ” 

“โอ๊ตครับ อยู่ปีสาม” แนะนำตัวเสร็จก็ถามต่อ “แล้วรู้จักหมดยังโต๊ะนี้” 

“ยังเลยค่ะ รู้จักพี่โอ๊ตคนแรก” 

“นั่นไอ้วิทย์ โอม เป้ ออม เตย ส่วนสองคนผัวเมียนั่นไอ้เคนกับพีช ปีสามทั้งหมดแต่ไอ้เคนมันอยู่อสังหาฯ” เธอมองตามเจ้าของมือไล่ชื่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งจบที่สองคนสุดท้าย สองคนที่ถูกเอ่ยถึงก็หันมามองเช่นกัน 

“นี่มันนังเด็กที่ชนพีชนี่” พีชญาเพ่งมองเมื่อรู้สึกคุ้นหน้า พลันนึกได้ว่าคือคนที่ชนเธอเมื่อวันงานปฐมนิเทศ

“ใครเหรอ” แฟนหนุ่มร้องถามเพราะตนลืมเรื่องนั้นไปแล้ว 

“ที่ชนพีชแล้วน้ำหกใส่เสื้อพีชไง” น้ำเสียงติดหงุดหงิดเล็กน้อย คเชนทร์พยายามนึกตามที่แฟนสาวบอกจนในที่สุดก็จำได้ แต่ไม่พูดอะไรออกมา

“นี่เธอดาวปีหนึ่งเหรอ” เพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นพอที่จะได้ยินทั้งโต๊ะ 

“ใช่ค่ะ” เธอตอบเสียงฉะฉาน 

“รู้ไหมว่าฉันเป็นรุ่นพี่ดาวปีสาม” 

“เพิ่งทราบค่ะ หนูฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” ชาลิณีย์ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะพบกับหายนะ

“พูดง่ายดีจัง” หล่อนหัวเราะนิดๆ  

“แล้วหนูต้องทำยังไงคะ” 

“พูดแบบนี้แสดงว่าจำไม่ได้สินะ” พอแอลกอฮอล์เข้าเส้นเลือดก็เริ่มพาล ยิ่งคิดถึงวันนั้นทีไรยิ่งหงุดหงิด ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หงุดหงิดในใบหน้าหยิ่งรั้นที่ทำเป็นใสซื่ออย่างบอกไม่ถูก 

“อะไรเหรอคะ” ยังทำหน้าเหลอหลาเหมือนเดิม 

“ถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกหรอก แต่ฉันขอทำคืน” พูดจบก็หยิบขวดน้ำข้างกายขึ้นมาเปิดสาดหน้ารุ่นน้องสาวราวกับโกรธแค้นกันมาเป็นปี

ซ่า!!!

“ว๊ายย” ทุกคนบนโต๊ะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ เพื่อนผู้ชายก็ไม่แพ้กันอุทานออกมาหยาบคายบ้าง 

“พีช! ทำอะไร” คเชนทร์คว้าแขนหล่อนไว้หมับ พยายามเรียกสติแต่อีกฝ่ายไม่สนใจ 

“ก็มันเคยชนพีชแล้วน้ำหกใส่ พีชเลยเอาคืนบ้าง” หล่อนตอบหน้าตาเฉยก่อนหันไปบอกอีกฝ่าย “ถือว่าหายกันนะ” 

**​​หายบ้าอะไรล่ะ นี่มันแย่กว่าที่เธอเคยชนแม่นี่ไว้เยอะ เธอทำได้แค่คิดในใจ ตอนแรกเธอจำไม่ได้จริงๆแต่พอนึกๆตามคำพูดแล้วเลยถึงบางอ้อ 

“น้องเขาเปียกหมดแล้ว มึงทำไรวะอีพีช” รุ่นพี่ชื่อออมพูดขึ้นคล้ายโกรธแทนคนโดนสาด

“มึงไม่ต้องมายุ่ง มันเรื่องของกู” หันไปตอบหน้าจริงจัง มองด้วยแววตาเรียบนิ่งแต่แฝงความน่ากลัว

จากกำลังเริ่มเมาได้ที่ทำเอาทุกคนตื่นเต็มตา โชคดีที่โต๊ะอื่นไม่ได้หันมาสนใจเพราะดนตรีเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ นริสารีบหยิบทิชชู่มาเช็ดๆให้เพื่อนอย่างรีบร้อน ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากชาลิณีย์มาเพียงลำพังจะเป็นอย่างไร 

สองสาวขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อเลี่ยงบรรยากาศอึดอัดบนโต๊ะ แม้จะอยากร้องไห้เพราะอับอายแต่เธอก็เลือกที่จะกลืนทุกอย่างลงคอไป เรื่องพวกนี้และผู้หญิงคนนั้นไม่มีค่าพอที่จะทำให้เธอเสียน้ำตา 

“โชคดีนะที่เครื่องสำอางฉันกันน้ำ” ยังมีอารมณ์ติดตลก ไม่ใช่เพราะเธอไม่คิดมากแต่เพราะเห็นเพื่อนกำลังหน้าเสีย 

“ไอ้ชา ฉันว่าเรากลับกันเถอะ อีนั่นแม่งโคตรบ้าเลย” หากไม่กลัวว่าเพื่อนจะเดือดร้อน นริสาจะไม่ยอมให้เพื่อนโดนกระทำฝ่ายเดียวเด็ดขาด 

“บ้า จะกลับได้ยังไง” ขืนกลับบ้านตอนนี้มีหวังยัยรุ่นพี่บ้านั่นคงจะสะใจที่เห็นเธอเผ่นหนี 

“แล้วจะไปนั่งตรงนั้นเหรอ” 

“คงงั้นแหละ ฉันไม่อยากให้เขาคิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้ฉันกลัวได้” หากไม่ติดว่าอยู่ในช่วงเฟรชชี่ต้องเคารพรุ่นพี่ เธอหยิบวอดก้าสวนกลับแน่นอน 

“ออกไปสูดอากาศข้างนอกกันดีกว่า” ชาลิณีย์เอ่ยชวนเพราะยังไม่อยากกลับโต๊ะ ทั้งคู่เดินออกมาหน้าร้านยืนมองรถบนถนนแล่นไปมาเงียบๆนานหลายนาที แม้จะย่างเข้าตีหนึ่งแล้วแต่รถก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง อาจเพราะย่านนี้เป็นแหล่งสถานบันเทิงเลยมีรถแล่นผ่านตลอดเวลา 

ด้านหลังของทั้งสองมีสายตาคู่หนึ่งมองดูตลอดเวลา คเชนทร์ออกมาสูบบุหรี่ด้านนอกเพราะไม่อยากรมควันตัวเองในที่แคบ เขาชอบพ่นควันที่กว้างเพื่อให้มันฟุ้งกระจายไปพ้นๆตัว กำลังครุ่นคิดว่าจะไปขอโทษแทนแฟนสาวดีหรือไม่ เพราะพีชญาก็ทำเกินกว่าเหตุจริงๆ

“กลับเข้าข้างในกันเถอะ” เขาเอ่ยชวนออกมาชวนกลับเพราะอารมณ์ขุ่นมัวเริ่มทุเลาลง นริสาไม่พูดอะไรเพียงแค่หมุนตัวกลับตามที่เพื่อนบอก 

หันไปเจอคเชนทร์ที่ยืนล้วงกระเป๋าใช้เท้าบี้ก้นบุหรี่ ตาเรียวมองรุ่นน้องทั้งสองเป็นมิตรต่างกับอีกคนที่ดุอย่างกับหมา 

“ไง” เอ่ยทักเรียบๆพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้ ตอนแรกกะว่าจะปล่อยผ่านๆไปแต่เธอหันมาจังหวะเดียวกับเขาที่กำลังจะกลับพอดี

“คะ?” ทั้งคู่มองหน้ากันงงๆ 

“เรื่องเมื่อกี้พี่ขอโทษแทนแฟนพี่ด้วยนะ เวลาเมาแล้วชอบเป็นงี้แหละ” 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ปากบอกไม่เป็นไรแต่ในใจเธอด่าไปเรียบร้อยแล้ว 

“แล้วบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” พยายามมองหาจุดที่อาจทำให้เธอเจ็บตัวได้ 

“ไม่มีค่ะ แค่เปียกนิดหน่อย” ก้มมองตัวเองเล็กน้อย “แต่แห้งแล้ว” 

“ดีแล้วๆ พี่กลัวจะโดนขวดหรืออะไรเข้า ถ้าไม่มีอะไรก็เข้าข้างในเถอะ” เขาเอ่ยชวน แต่เห็นทั้งคู่มองกันเลิ่กลั่ก “หรือว่ายังไม่อยากเข้า” 

“อ๋อ ปะ เปล่าค่ะ” นริสาปฏิเสธ ที่มองกันไปมาเพราะชายหนุ่มตรงหน้านั้นหล่อออร่าพุ่งยังไม่พอ เสียงก็ทุ้มนุ่มหูจนแทบจะละลายไปอยู่กับพื้น 

คเชนทร์ยิ้มนิดแล้วพยักหน้า เขาอาสาเปิดประตูให้ทั้งคู่ ชาลิณีย์และนริสาเดินมาถึงโต๊ะก่อนไม่นานคเชนทร์ก็เดินตามหลังมาติดๆ  พีชญาจึงรีบหันมามองอย่างจับผิด

“ไปไหนมา” หล่อนถามเขาสลับกับมองหน้าคนที่เพิ่งโดนสาดน้ำใส่เมื่อครู่ ชาลิณีย์ทำตัวปกติหันไปคุยกับรุ่นพี่คนอื่นๆที่ถามไถ่อย่างเป็นห่วง

“ดูดบุหรี่” 

“ดูดตรงนี้ก็ได้ทำไมต้องไปที่อื่น” ยังไม่เลิกระแวง “ออกไปกับอีเด็กนี่มาเหรอ”

“ไปกันใหญ่แล้ว ก็เห็นๆอยู่ว่าน้องเขาไปตั้งนานแล้วแต่เราพึ่งลุกออกไป พีชเมาแล้วชอบเป็นแบบนี้”

“เคนก็พูดความจริงมาสิ” 

“ก็พูดไปแล้วไง” เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย 

แม้ใจอยากจะเซ้าซี้ต่อแต่เมื่อเห็นว่าแฟนหนุ่มเริ่มถอนหายใจและเบือนหน้าหนีพีชญาจึงเปลี่ยนเรื่องพูด 

ยิ่งใกล้เวลาร้านปิดเท่าไหร่แอลกอฮอล์ในเส้นเลือดยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเท่าตัว สำหรับโต๊ะอื่นชาลิณีย์ไม่รู้แต่โต๊ะเธอหลายคนเริ่มควบคุมสติไม่ได้ นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่าการนัวเนียกันต่อหน้าประชาชีทั้งหลาย แต่ทุกคนดูไม่ได้สนใจมันเท่าเธอกับนริสา 

ร่างสองร่างตรงข้ามเธอกำลังจูบกันอย่างดุเดือดเผ็ดมันส์ แต่ดูเหมือนจะเป็นการทำเพื่อเยาะเย้ยเธอเสียมากกว่าเธอดูออก เพราะตั้งแต่เธอเข้ามาพร้อมคเชนทร์หล่อนก็เริ่มเลื้อยไปนั่งตักบ้าง จูบคอบ้าง ใช้หน้าอกถูกไถบ้างพร้อมทั้งส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้ แต่ชาลิณีย์เลือกทำเป็นไม่สนใจเสีย 

“อีพีชมึงนัวกับผัวขนาดนี้เปิดห้องเลยเถอะ” หนึ่งในรุ่นพี่พูดขึ้นมา “เมาแล้วเซ็กซ์จัดตลอดเลยนะ” 

“ก็ผัวกูเขาขี้เอา ก็ต้องเอาใจผัวบ้างปะ” ถอนจูบเสร็จก็หันมาพูดกับเพื่อนอย่างไม่รู้สึกละอายหรือกระดากปากสักนิด 

“เออๆ ทนหน่อยเดี๋ยวก็กลับแล้ว” รุ่นพี่คนนั้นบอกปัดอย่างไม่สนใจแล้วหันมาเพิ่มแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดต่อ 

“มึงว่านางอวดปะวะ” นริสาที่มองอยู่หันมากระซิบกระซาบกับเพื่อน เพราะเท่าที่สังเกตคือฝ่ายนั้นมองเพื่อนเธอตลอด 

“อวด นางเหมือนหึงผัวอะ เลยอยากโชว์ให้เห็นว่าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว” 

“หน้าไม่อายเนอะ” พูดจบก็หัวเราะคิกคักชอบใจกันสองคน ก่อนจะหยิบแก้วมาชนกันแล้วดื่มต่อ 


ความคิดเห็น