แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 234

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2561 12:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20
แบบอักษร

เหตุชุลมุนเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวในบ้านตระกูลหมั่นยังผลกระทบต่อภรรยาและลูกชายเจ้าของบ้านอย่างไม่มีใครคาดเดาได้ถูก นับจากวันนั้นมา คุณชายน้อยก็เอาแต่มึนตึงใส่ผู้เป็นพ่อ ไม่ยอมสนทนาพาทีด้วยเหมือนเก่า ส่วนสาวสังคมอย่างคุณนายนั้น แผลน้ำร้อนลวกได้ลุกลามเป็นแผลใจที่เปลี่ยนหล่อนจากหญิงสาวผู้มาดมั่นให้เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว หล่อนงดออกสังสรรค์กับหมู่มิตรด้วยระแวงว่าจะมีคนวิจารณ์หล่อนเรื่องบาดแผลนี้ ตลอดทั้งวันจะขลุกอยู่ในห้องนอน ยกกระจกเงาขึ้นมาส่องดูใบหน้า โพนทะนาถึงความงามที่หล่อนเคยมี ไม่ก็ด่าทอเหล่ฟั้นด้วยถ้อยคำระคายบาดหูชนิดที่ใครก็นึกไม่ถึงว่าคำเหล่านี้จะหลุดจากปากหญิงสูงศักดิ์ได้

คุณนายเรียกร้องให้คุณท่านไล่เหล่ฟั้นออกจากบ้านในเย็นวันหนึ่ง ซึ่งบทสนทนาในวันนั้นยังคงหยั่งลึกในใจของเด็กหญิงตลอดเวลา

“ช่งจี” น้อยครั้งที่หญิงสาวเรียกสามีด้วยชื่อ ซึ่งครั้งนี้หล่อนตะเบ็งออกมาสุดเสียง “คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องรึไงนะ ฉันบอกให้เฉดหัวอีเด็กระยำนี่ทิ้งไป คุณก็ปกป้องมันอยู่ได้ มีอย่างที่ไหน เมียตัวเองเดือดร้อนดันไปเข้าข้างหมุ่ยไจ๋”

เหล่ฟั้นสะท้านไปทั้งกายใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘เฉดหัวทิ้ง’ รู้สึกมืดแปดด้านประหนึ่งว่าภาพในอดีตถูกฉายซ้ำในหัวอีก

“อาฟั้นไม่ผิด เรื่องอะไรฉันจะลงโทษอาฟั้น”

“อ๋อ คุณไม่รักฉันแล้วสิ” หยิงโถวพาลไปทั่ว “จากที่เคยพรรณนาว่ารักฉันนักหนา ที่แท้ก็แค่ลมปากที่เชื่อถืออะไรไม่ได้”

“รักสิ รักมากด้วย” ช่งจีให้เหตุผล “แต่คนอย่างฉันความถูกต้องย่อมอยู่เหนือความรัก หน้าที่ของฉันคือรับใช้ประชาชน ผดุงความถูกต้องแก่สังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ฉัน ลำพังแค่ความยุติธรรมในครัวเรือนตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้ จะมีหน้าไปพิทักษ์ความยุติธรรมแก่ชาวฮ่องกงทั้งมวลได้อย่างไร”

“คุณก็ดีแต่ประดิษฐ์คำพูดสวยหรู” คุณนายสวนคำ

“เธอจะว่าอะไรฉันก็ว่าไป จำใส่กะโหลกไว้ด้วยว่าฉันไม่มีนโยบายทำโทษผู้บริสุทธิ์อย่างที่เธอเรียกร้องอยู่ในตอนนี้”

“เอ๊! คุณไม่เคยตวาดฉันแบบนี้นะ”

ทั้งคู่ทุ่มเถียงกันใหญ่โต มีคำหยาบๆคายๆแทรกระหว่างการวิวาทเป็นพักๆซึ่งป้าเซาใช้นิ้วอุดหูของเหล่ฟั้นไว้ตลอดทางที่ถอยออกมา

“เช็ดน้ำตาเถิดคนดี เห็นไหม คุณท่านกำลังช่วยหนูอยู่”

หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มปลอบขวัญให้เด็กหญิงที่กำลังกลืนก้อนสะอื้นลงคอ “จำคำสอนของป้าไว้นะอาฟั้น คุณท่านมีความกรุณากับหนูมาก ตราบใดที่หนูยังเป็นหมุ่ยไจ๋ของบ้านหลังนี้อยู่ หนูต้องเคารพรักคุณท่านและถวายใจรับใช้ตระกูลหมั่นอย่างสุดกำลังความสามารถนะ”

“หนูสัญญาค่ะ...” ผู้มาจากฝอซานเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนกล่าวคำปฏิญาณมากกว่าการรับปากธรรมดา “...หนูสัญญา”


กวาน เหล่ฟั้นไม่อาจลืมภาพของคุณท่านที่ก้าวออกมาจากห้องนอนที่กลายเป็นสมรภูมิวาทีระหว่างสองผัวเมียลงได้ เนื้อตัวของคุณท่านชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เส้นเลือดปูดโปนเต็มหน้าผากแสดงถึงความคร่ำเคร่ง หากสีหน้าฉายแววอิ่มเอิบราวกับหมดห่วงในเรื่องที่หนักใจมายาวนาน ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเกาลูนหยุดนิ่งเมื่อประจันหน้ากับเธอ วางฝ่ามือมหึมาลงบนกระหม่อมของเธอ และเอ่ยคำพูดสั้นๆที่เธอจำได้แม้กระทั่งจังหวะจะโคนในกระแสเสียงนั้นว่า “รีบไปพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้มีงานรอให้ทำอยู่” พลันเดินกระทืบเท้าจากไปราวกับยังไม่หายลำเคืองผู้หญิงที่ขังตัวเองในห้องนั้น

เด็กหญิงไม่ได้ทำตามที่เขาสั่ง เพราะเธอเอาแต่นั่งกอดเข่าและทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาพลางร้องไห้กระซิกๆไปพลาง เป็นแต่ว่าน้ำตาที่ไหลรินออกมาในครานี้ คือน้ำตาที่กลั่นออกจากความโล่งอกเมื่อรู้ว่าตนได้รับการชำระมลทิน ผสานกับความซาบซึ้งในพระคุณของนายผู้เปี่ยมด้วยความเป็นธรรม

ในสายตาของเหล่ฟั้น เจ้านายวัยหนุ่มใหญ่ของเธอออกจะน่ายำเกรงด้วยคุณสมบัติหลากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างที่ใหญ่โตกว่าเธอหลายช่วงตัว อารมณ์โมโหร้าย บทลงโทษรุนแรง รวมถึงรสนิยมการดื่มเหล้าฝรั่งจนเมามายอยู่เนืองนิตย์ ทว่าความโอบอ้อมอารี ความยุติธรรม ตลอดจนความเป็นผู้นำที่ดี ก็ทำให้เขาเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของเธอเสมอมา


คุณนายเก็บตัวอยู่ในบ้านนานถึงสองเดือนเต็ม ตลอดเวลาเหล่านั้นหมุ่ยไจ๋วัยเยาว์คอยปรนนิบัติหล่อนเป็นอย่างดีราวกับต้องการไถ่โทษที่เกิดจากอุบัติเหตุครั้งนั้น หรือไม่ก็ตอบแทนบุญคุณที่ผู้เป็นนายยอมรามือจากการขับไล่เธอไปจากบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้วยอะไร ช่วงเวลานั้นก็นับเป็นช่วงชีวิตที่ยากเย็นไม่น้อยกว่าช่วงแรกๆที่เธอถูกขายมาที่บ้านหลังนี้ เนื่องจากเธอต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักกับการเอาอกเอาใจคุณนายผู้ดื้อรั้น โดยหวังลึกๆว่าหล่อนจะยกโทษให้

“บ้าใหญ่แล้ว” อาฉุนตำหนิขณะทอดสายตามองเหล่ฟั้นลงมือทำขนมเปี๊ยะไส้ไก่ที่คุณนายหยิงโถวชอบอย่างขะมักเขม้น  

“เธอก็รู้ว่าคนอย่างคุณนายน่ะ ลงถ้าแกเอาปูนหมายหัวใครแล้วก็ไม่มีวันอภัยให้คนคนนั้นแน่ เพราะงั้นต่อให้เธอยกน้ำชาขอขมา แถมด้วยเอาน้ำแกงราดหัวตัวเองต่อหน้าแกก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี”

เหล่ฟั้นหยุดมือที่กำลังนวดแป้งกลางคัน “พี่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป คุณนายไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนั้นหรอก”

“ถูกของเธอ ยิ่งกว่านั้นต่างหาก”

อาฉุนแขวะด้วยความหมั่นไส้ แต่เหล่ฟั้นไม่โต้ตอบ

“อย่าหาว่าบั่นทอนกำลังใจนะ ฉันคิดว่าที่เธอทำอยู่ตอนนี้มันเหมือนกับนิทาน ‘ปู่โง่ย้ายภูเขา’ ไม่มีผิด ตัวเธอก็เหมือนตาปู่โง่ที่พยายามย้ายเขาสูงเทียมเมฆทั้งสองลูกด้วยจอบกับเสียมแล้วก็แรงงานลูกหลานอีกหยิบมือเดียว”

“ทำไมพี่ไม่พูดถึงตอนจบด้วยล่ะคะ” รุ่นน้องแย้งด้วยสุ้มเสียงเบิกบาน “ตอนจบของเรื่องนั้นคือเทวดาเบื้องบนเห็นใจ เลยเหาะลงมาช่วยปู่โง่แบกเขาทั้งลูกออกไปไม่ใช่เหรอ...ถ้ามีความพยายามเสียอย่าง สักวันก็ต้องสำเร็จ จริงมั้ยคะ”

“ให้ตายสิ ชีวิตนี้ฉันจะเถียงชนะเธอบ้างหรือเปล่านะ” เด็กสาวแซ่ถ่องบ่นหงอดๆ ยกมือเท้าสะเอวพลางหลิ่วตาดูอีกฝ่ายตัดแป้งเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย ก่อนส่ายศีรษะให้กับความคิดที่เพิ่งได้ฟังด้วยความขัดใจ  

เหล่ฟั้นไม่มั่นใจว่าเทวดามองเห็นความพยายามของเธอหรือเปล่า เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่คุณนายมีต่อเธอได้อย่างชะงัด หากแต่คุณนายก็ไม่ได้แสดงท่าทีเกลียดชังเธอเท่าเมื่อก่อน กลับกันหล่อนดูจะพึงพอใจกับการทำหน้าที่ของเด็กหญิงด้วยซ้ำ เห็นได้จากการที่ภรรยาเจ้าของบ้านเรียกเธอให้เข้ามาทำนั่นทำนี่ในห้องนอนอยู่บ่อยๆ เช่น เสิร์ฟของว่าง หวีผม หรือบีบนวด ก่อนจะตบรางวัลเป็นเงินหนึ่งเหรียญบ้างสองเหรียญบ้างตามแต่ใจพาไป

ถึงคุณนายจะยังคงวางท่าเย่อหยิ่งดังพระพันปีซูสีและโยนเงินให้เธออย่างเสียไม่ได้ทุกครั้งที่เรียกใช้ แต่การที่หล่อนยอมลดราวาศอกลงนั้น เหล่ฟั้นก็ถือว่าตนเอาชนะหล่อนได้สำเร็จ เป็นชัยชนะที่มีค่าสูงยิ่ง เพราะมันถือกำเนิดจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ – เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆซึ่งถูกนายหญิงตราหน้าว่าเป็นทั้งผู้ร้ายที่ทำให้หล่อนหวิดเสียโฉมและไม้เบื่อไม้เมากับลูกชายสุดสวาทของหล่อนมานมนาน


เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในหอประชุมใหญ่ซึ่งเนืองแน่ด้วยนักเรียนชายในเครื่องแบบเต็มยศเงียบงันทันใด เมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนเดินทางมาถึงและก้าวขึ้นมายืนบนเวทีพร้อมกับหัวหน้าครูพละประจำแผนกมัธยมศึกษา

“สายัณห์สวัสดิ์ ว่าที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทุกคน” บาทหลวงเฒ่าซึ่งครองตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนนี้มาร่วมสิบปีกล่าวนำเสียงดังฟังชัด “เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนี้ พวกคุณทุกคนจะข้ามพ้นความเป็นนักเรียนประถมศึกษา กลายเป็นนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งนับว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เมื่อถึงวันนั้นพวกคุณก็จะต้องมีความรับผิดชอบยิ่งขึ้น จากนี้ไปจะทำการใดย่อมต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เพื่อรักษาเกียรติของตราบนหน้าอกและชื่อสกุลของตัวพวกคุณเอง ดังคติธรรมโรงเรียนเรายึดมั่นสืบมาว่า “เกียรติยศสำคัญยิ่งชีพ”…”

คำเริ่มต้นที่ยืดยาดเป็นผลให้นักเรียนหลายคนเบื่อหน่าย หากยังนั่งหลังตรง อกและคางเชิดราวพลทหารตามที่ได้รับการฝึกฝนกันมา

“ชักช้าจริงโว้ย” จอห์นแอบบ่น “เมื่อไหร่คุณพ่อจะพูดจบสักทีวะ ฉันรอฟังอาจารย์แมคโกแวนพูดใจจะขาดอยู่แล้ว”

“ฉันก็เหมือนกัน” เด็กชายที่นั่งข้างๆพยักพเยิดตาม

“รายนี้เขาว่าเจ๋งจริง” ญาติห่างๆของข้าหลวงใหญ่เอ่ยอย่างอวดภูมิ “ได้ยินพี่ๆมัธยมลือกันว่าอาจารย์แกเคยเป็นนักรักบี้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือมาก่อน พอเลิกเล่นก็ย้ายมาอยู่ฮ่องกง เป็นโค้ชให้สโมสรทหารเรืออยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยมาเป็นครูพละโรงเรียนเราเพราะได้รับการทาบทามจาก ผอ.คนเก่า”

ดวงตานักรักบี้รุ่นเยาว์ทั้งหลายเป็นประกายวะวับ ต่างอาศัยความอดกลั้นอย่างหนักหน่วงในการอุดปากตัวเองไม่ให้อุทานออกมา

“วันนี้แกต้องมีเรื่องพิเศษมาแจ้งแน่ๆ”

ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเวลาที่นักเรียนหลายคนรอคอยก็มาถึง...ผู้อำนวยการหลีกทางให้หัวหน้าครูพละมายืนหน้าโพเดียม สายตาหลายร้อยคู่เพ่งมองทุกการเคลื่อนไหวของชายผมบลอนด์ ตั้งแต่วางกระดาษจดโพยลง ปรับไมโครโฟนให้เหมาะกับส่วนสูงของตน จวบจนปริปากพูดด้วยภาษาจีนกระท่อนกระแท่น

“กระผมในนามของหมวดวิชาพลศึกษา มีข่าวจะแจ้งให้นักเรียนทุกคนทราบว่าสืบเนื่องจากนักเรียนมัธยมต้นรุ่นที่แล้วคว้าชัยชนะในการแข่งขันรักบี้เจ็ดคนชิงแชมป์ฮ่องกงระดับอายุไม่เกินสิบห้าปี ทำให้โรงเรียนของเราได้รับเลือกเป็นตัวแทนของฮ่องกงไปแข่งรักบี้สี่เส้าระหว่างดินแดนในเครือจักรภพที่จะมีขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า โดยครั้งนี้ฮ่องกงเราเป็นเจ้าภาพ ส่วนอีกสี่ทีมที่จะเข้าร่วมแข่งขันประกอบด้วยตัวแทนจากนิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ และซีลอน”

เสียงฮือฮาดังขึ้นนานร่วมครึ่งนาทีก่อนที่ผู้แจ้งข่าวจะพูดต่อไป

“แต่เนื่องจากนักกีฬาชุดเดิมเป็นนักเรียนมัธยมต้นชั้นปีสุดท้ายเกินครึ่งทีม หลายคนจะมีอายุเกินสิบห้าปีในปีหน้าทำให้ไม่สามารถลงแข่งในรายการนี้ได้ โรงเรียนเราจึงมีความจำเป็นต้องเปิดรับสมัครนักรักบี้ชุดใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิมที่ขาดไป รวมจำนวนทั้งสิ้นแปดคน หากนักเรียนคนใดมีความจำนงจะเข้าร่วมทีมก็ขอให้ลุกขึ้นยืน และเดินออกมาลงชื่อสมัครคัดตัวกับผม ณ บัดนี้”

คำกล่าวนั้นเรียกเสียงโห่รับยกใหญ่ นักเรียนหลายคนผุดลุกขึ้นยืนทันใด รีบสาวเท้าไปเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง มุ่งหน้าขึ้นเวทีที่ครูพละยืนคอยอยู่

“โอกาสมาแล้วโว้ย” 

จอห์น แกรนแธม ตะเบ็งลั่นพร้อมกับกวดฝีเท้านำหน้าผองเพื่อนด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ลงเล่นกีฬาโปรดในนามลูกทีมของอาจารย์แมคโกแวน เด็กชายมองดูนักเรียนคนอื่นๆที่กลายมาเป็นคู่แข่งของเขาซึ่งล้วนแต่เป็นชาวตะวันตก แต่แล้วเขาก็ต้องผงะเมื่อพบว่าในแถวนั้นมีคนผมดำแซมอยู่หนึ่งคน

“ไอ้หมูตอนมาด้วย” จอห์นร้องบอกเพื่อนในกลุ่มแข่งกับเสียงจอแจของนักเรียนคนอื่นๆที่พูดคุยกันดังลั่นหอประชุมอันโอ่อ่า “อ้วนเป็นตุ่มยังไม่เจียมตัว คิดจะลงแข่งรักบี้ เกิดบ้าอะไรของมันวะ”

หมั่น ไหว่เชิง สงบนิ่งคล้ายจะรวบรวมสมาธิ พร้อมๆกับยับยั้งชั่งใจไม่ให้อ่อนไหวไปกับคำดูแคลนของเพื่อนนักเรียนในแถว เขาสบตากับครูพละอดีตนักรักบี้ทีมชาติแน่วนิ่ง พอดีกับที่ครูพละปรายตาอ่านชื่อที่เพิ่งลงในใบสมัครอย่างพินิจพิเคราะห์...เพียงได้เห็นชื่อแซ่ของเด็กชายชาวจีนเพียงหนึ่งเดียวในแถว ผู้เป็นครูก็อดที่จะทนความคลับคล้ายคลับคลาต่อไปไม่ไหว

“เธอเป็นน้องชายของ หมั่น ไหว่ปั๋น หรือ”

“ครับ” ทายาทตระกูลหมั่นเดาใจคนถามไม่ถูก เมื่อเห็นท่าทางกระหายใคร่รู้จริงจังระหว่างคำถามนั้นเร้นลอดริมฝีปากคู่สนทนา

“ดูไม่เหมือนพี่ชายสักนิด” แมคโกแวนหรี่ตาลง พิศดูสารรูปน้องชายอดีตนักรักบี้ชาวจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ทีมโรงเรียน ซึ่งนอกจากโครงหน้าทั้งสองจะแผกกันมากแล้ว รูปร่างยังอ้วนกลมจนไม่มีวี่แววของความเป็นนักกีฬาเช่นญาติผู้พี่อยู่เลย “เธอแน่ใจหรือว่าอยากเป็นนักรักบี้จริงๆ” โค้ชทีมโรงเรียนซักไซ้

“ถึงผมจะอ้วนเป็นหมูตอนในสายตาครูอย่างนี้ แต่สิ่งหนึ่งในตัวผมที่ครูยังไม่เห็นก็คือความพยายาม ผมมาที่นี่เพื่อเอาชนะตัวเองและชนะใจคนที่หยามน้ำหน้าผมไว้ คนอย่างผมถ้าได้ตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้ว ไม่เคยมีคำว่าล้มเหลว”

หัวหน้าครูพละยิ้มให้กับความมุ่งมั่นของนักเรียน

“คนที่บ้านเธอถูกปลูกฝังเรื่องความพยายามกันมาหมดเลยหรือ” 

เขานึกขันกับคำพูดที่เหมือนกับศิษย์เก่าราวกับท่องตามกันมา “ในเมื่อเธอยืนกรานฉันก็จะไม่ห้าม แต่เธอมีเวลาอีกแค่ครึ่งปีในการรีดหุ่น ถ้าหากยังตัวเท่านี้อยู่ ฉันคงรับเธอเข้าทีมไม่ได้หรอกนะ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น