facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 118 : เทพนิยายของเรา

ชื่อตอน : ตอนที่ 118 : เทพนิยายของเรา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.7k

ความคิดเห็น : 88

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2561 16:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 118 : เทพนิยายของเรา
แบบอักษร

ตอนที่ 118 : เทพนิยายของเรา


“ขอเสียงปรบมือต้อนรับคู่รักของเราในค่ำคืนนี้ด้วยครับ”

เสียงของว่าน เพื่อนสนิทของเขาและผู้ได้รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานนี้เอ่ยขึ้นออกไมค์ทันทีที่ไป๋และอิฐเดินออกจากห้องรับรองมายังงานแต่งงานของพวกเขา มือของเขาสั่นน้อยๆ อย่างตื่นเต้น แต่คนรักของเขาก็บีบสัมผัสออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับจะช่วยย้ำเตือนว่า ต่างฝ่ายจะต่างข้ามผ่านคืนวันทั้งดีและร้ายไปด้วยกัน

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ”

เสียงของพวกเขาทั้งสองดังเอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมกัน ไป๋ประหม่านิดๆ เมื่อกวาดตามองผู้คนโดยรอบที่มาร่วมงานกันในวันนี้ งานแต่งงานของพวกเขาเป็นงานเล็กๆ คนที่มาก็เป็นคนที่สนิทและเข้าใจความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่เท่านั้น

โต๊ะหน้าสุดในงานเป็นโต๊ะ VIP สำหรับญาติสนิทจากพวกเขาทั้งสองคน ฝั่งอิฐเป็นน้าใหญ่ น้าหนิง และข้าวหอม คนที่เห็นชัดเด่นเป็นคนแรกที่สุดคงเป็นใครไม่ได้นอกจากข้าวหอม วันนี้เด็กหญิงอยู่ในชุดสีชมพูอ่อนสวยเข้ารูปราวกับเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยๆ ข้าวหอมโบกมือให้เขาอย่างร่าเริง น้าใหญ่เองก็กำลังฉีกยิ้มกว้างมาทางเขากับอิฐ ส่วนน้าหนิงตอนนี้ไม่อยู่ที่โต๊ะ เดาว่าหนีไปดูงานในครัวอีกแล้ว ขนาดงานแต่งหลานชายแท้ๆ ยังอดจะห่วงงานไม่ได้ ไป๋ได้แต่ยิ้มและคิดตามไปอย่างผ่อนคลาย

ฝั่งไป๋มีพ่อกับแม่ของพวกเขานั่งยิ้มร่าเริงอยู่ คุณมนตรีกับคุณกุศยาในวันนี้อยู่ในชุดสูทและราตรีสำหรับออกงาน แม่เขาโบกมือน้อยๆ มาให้เขาอย่างเป็นกำลังใจ ส่วนพ่อกำลังยกมือถือมาถ่ายรูปภายในงานอย่างร่าเริง เห็นภาพเพียงเท่านี้ น้ำตาเขาก็รื้นมาตรงขอบตาอีกแล้ว ไม่มีใครในโลกเลยที่เขาอยากให้ยอมรับในตัวตนของเขาและความรักของเขามากเท่าชายหญิงคู่นี้ ภาพความรักความเข้าใจที่ถ่ายทอดออกมาทางสีหน้าแววตาของบุพการีที่ส่งมาถึงยังเขานั้น ทำให้ไป๋รู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเหลือเกิน รอยยิ้มของพ่อกับแม่เหมือนความรู้สึกดีที่หล่อเลี้ยงจิตใจในวันสำคัญของเขาที่สุดอีกวันอย่างวันนี้


“บอกก่อนนะครับว่างานวันนี้ทุกคนเมื่อยขาแน่ เพราะเจ้าไป๋จอมบงการของเราไม่มีโต๊ะให้นั่งครับ เพื่อนผมจัดที่นั่งที่ไม่เข้ารูปเข้ารอยมาให้แขกในงานนั่ง ไหนลองเล่าซิว่าอะไรดลใจเลือกบรรยากาศเป็นแบบนี้”

ว่านพูดขึ้นอย่างครื้นเครง เสียงหัวเราะในงานดังขึ้นเบาๆ ตามจังหวะการติดตลกของว่าน ในงานมีคนอยู่ประมาณ 30 คนได้ และแต่ละคนก็นับว่าเป็นคนสนิทในชีวิตของเขาจริงๆ ไล่ตั้งแต่โฟคกับเพียวที่ตอนนี้นั่งอยู่บนโซฟาทรงโปรดของเขา ทั้งสองคนกำลังคุยกันและหัวเราะร่วนกันอยู่ ถัดมาก็มีเพื่อนหมอกลุ่มโบและน้ำหอม กลุ่มแฟนของไอ้ว่าน กลุ่มเพื่อนวิศวะของไอ้อิฐ เช่น ไอ้กาญ ไอ้เจต และอีกหลายคน เพื่อนหมอในคณะของเขาอีกนิดหน่อย ทั้งป.ตรี ทั้งเฉพาะทาง เพื่อนหมอที่โรงพยาบาล รุ่นพี่ที่คณะอย่างพี่ภาคและกลุ่มเพื่อนพี่ภาค ส่วนไอ้อิฐก็มีเพื่อนม.ปลาย เพื่อนมหาวิทยาลัย และเพื่อนที่ทำงานที่สนิทๆ มาด้วยเหมือนกัน พรีม เลขานุการคนสนิทก็ยืนโบกไม้โบกมือให้เขาด้วย และที่ลืมไม่ได้อีกคนคือ เฟี๊ยต พี่ชายของโฟคที่ตอนนี้ไปนั่งหลบมุมนั่งจิบอะไรอยู่คนเดียว พี่เฟี๊ยตชูแก้วเครื่องดื่มขึ้นสูงตอนที่เขาหันไปพบ ราวกับจะเป็นตัวแทนของความยินดีที่จะสื่อสารออกมา

“งานแต่งงานนี้คือภาพสะท้อนของความทรงจำของพวกเราครับ โต๊ะนักเรียนที่เรานั่งติวหนังสือด้วยกันตอนมัธยม โต๊ะอาหารที่พวกเรานั่งกินข้าวด้วยกันสมัยมหาวิทยาลัย โซฟาตัวโปรดที่พวกเรานั่งด้วยกันประจำหลังจากเลิกงาน งานนี้คืองานของความรักของพวกเรา เราอยากให้ทุกอย่างสะท้อนออกมาจากสิ่งที่ประทับไว้ในความรู้สึกของเรา แน่นอนว่ามันอาจจะไม่สวย ไม่ดูดี แต่ผมก็เชื่อมั่นว่ามันจะอบอุ่นไปด้วยความทรงจำของพวกเราทั้งสองคนครับ” ไป๋ตอบพลางยิ้มกว้าง

“นี่งานแต่งหรืองานลงสมัครรับเลือกตั้งครับ ตอบเป็นทางการจริงๆ ฮ่าฮ่า” เสียงแซวของว่านดังขึ้นจนเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ มาจากคนในงาน

“คุณก็อย่าแซวแฟนผมเยอะสิครับ เห็นไหม ประหม่าจะแย่แล้ว”

เสียงของอิฐแกล้งบ่นว่านที่กำลังเป็นพิธีกรในเวลานี้ คำว่าแฟนจากปากอิฐเรียกเสียงผิวปากแซวจากฝั่งวิศวะได้เป็นอย่างดี แทนที่จะดีขึ้นแต่ไป๋กลับหน้าแดงกว่าเก่าเสียอีก หันไปทางโต๊ะผู้ใหญ่ก็เจอพ่อของตนกำลังหัวเราะเสียงดังลั่น

“แฟนจ้าแฟน แหม่ ขี้อวดจริงๆ ต่อไปจะได้อวดอย่างเป็นทางการแล้วนะ พอใจยังไอ้คุณอิฐ” ว่านถามต่อ

“พอใจสิครับ แฟนน่ารักแบบนี้ เป็นใครใครก็หวง” อิฐพูดไปเป็นปรกติ ในขณะที่ไป๋เริ่มหน้าแดง

“เก่งมากครับคุณอิทธิกร คุณสามารถเห็นความน่ารักในตัวไป๋ได้ คุณคือยอดมนุษย์ครับ ฮ่าฮ่า”

เสียงว่านแซวเพื่อนตามนิสัย ไป๋หมั่นไส้จนยกมือฟาดไหล่เพื่อนสนิทไปหนึ่งที และนั่นยิ่งทำให้เสียงของว่านหัวเราะดังร่วนขึ้นไปอีก

“ออกตัวก่อนนะครับว่างานวันนี้คงไม่ค่อยมีอะไร พวกเราอยากจัดงานกันขึ้นมาเพื่อขอบคุณหลายๆ คนในชีวิตที่ช่วยส่งเสริมจนความรักของพวกเรามากันได้ไกลขนาดนี้ พวกเราคงไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก พวกเราแค่อยากพูดคุย บอกเล่าเรื่องราว และเก็บความประทับใจของค่ำคืนนี้ไว้ครับ” อิฐพูดขึ้นอย่างเป็นทางการ ขณะที่ยังกระชับมือเขาไว้แน่น

“ไหนลองเล่าซิครับคุณอิฐว่าคืนนี้จะมีความประทับใจอะไรบ้าง”

เสียงของว่านเอ่ยถามขึ้นพร้อมอมยิ้ม จังหวะนั้นเองที่เขาเห็นโฟคกับเพียวที่นั่งอยู่ตรงโซฟาที่ไม่ไกลจากเวทีมากนักลุกขึ้น และเดินอ้อมไปทางหลังเวที

“ตั้งแต่พวกเราตกลงจะแต่งงานกัน ผมก็นั่งคิดมาตลอดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างให้กับคนที่รักที่สุดของผม”

อิฐเกริ่นขึ้นด้วยรอยยิ้ม ไป๋ขมวดคิ้วอย่างสงสัยอยู่เพียงครู่เดียวก็พอจะเดาคำตอบออก เมื่อโฟคถือเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นมาบนเวที ในขณะที่เพียวถือกีตาร์ตัวหนึ่งมาวางไว้

“ไป๋เป็นคนฉลาดครับ การจะเซอร์ไพรส์อะไรให้นอกเหนือความคาดหมายของไป๋อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ผมเลยตัดสินใจทำอะไรง่ายๆ ที่ไป๋ก็คงจะเดาได้ แต่นั่นแหละ ผมก็แค่อยากจะตอบแทนเค้า” อิทธิกรพูดต่อพร้อมบีบมือเขาไว้ราวกับอย่างจะส่งทอดความรู้สึกบางอย่างมา

“โอเคครับคุณอิฐ ไหนลองดูซิว่าจะเซอร์ไพรส์เพื่อนผมได้ไหม แต่ก่อนอื่น คุณไป๋ครับ กระเถิบมายืนตรงนี้ครับ นั่นแหละ ดีมาก”

ว่านพูดพร้อมจัดแจงดึงตัวเขาออกมายืนห่างออกมาจากอิฐระดับหนึ่ง เขาได้แต่ถือไมค์ไว้แบบงงๆ แต่ก็ปล่อยให้ว่านจัดแจงไปตามสะดวก เมื่อว่านเห็นว่าไป๋ดูจะเข้าที่เรียบร้อยดีแล้ว ตัวมันเองก็ย้ายไปนั่งเก้าอี้และหยิบกีตาร์ขึ้นมาเตรียมตัว เหลือบไปด้านล่างเวลาทีก็เจอโฟคกับเพียวกำลังยืนอยู่หลังขาตั้งกล้อง รอเอามือถือเก็บภาพความประทับใจ พร้อมโบกมือมาอย่างตื่นเต้น

“10 ปีที่แล้วไป๋เคยร้องเพลงให้ผมฟังบนเวทีแห่งหนึ่งครับ ตอนนั้นเรายังไม่ได้คบกัน ไม่ได้แม้แต่จะสารภาพรักกันด้วยซ้ำ ฟังดูน่าเศร้าแต่ไป๋ไม่เคยเชื่อเลยว่าความรักของพวกเราจะลงเอยได้อย่างทุกวันนี้ ไป๋ไม่เคยเชื่อเลยว่าเราจะจับมือกันแน่นพอที่จะฝ่าฟันทุกปัญหามาจนมีทุกวันนี้ได้จริงๆ” อิฐพูดพร้อมกับยิ้มกว้างให้เขา ไป๋ที่ได้แต่ยืนมองนิ่งๆ ตอนนี้รื้นไปทั้งอก แค่นี้น้ำตาเขาก็พาลจะไหลอีกแล้ว

“ไป๋ยอมแบกความทุกข์หลายอย่างเพื่อผมมาตลอด ทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อผมมาตลอด โดยที่เค้าไม่เคยแม้แต่จะเรียกร้องอะไรจากผมเลย เค้าพูดเสมอว่าเค้าไม่ต้องอยู่ในชีวิตผมก็ได้ ผมไม่ต้องรักเค้าก็ได้ แต่เค้าแค่อยากให้ผมมีชีวิตที่ดี” อิฐพูดต่อ

“...” ไป๋มองภาพคนรักตรงหน้าด้วยสายตาที่เริ่มจะพร่ามัว

“เค้าเป็นคนเดียวที่เชื่อว่าผมจะสอบมหาวิทยาลัยติด ติวหนังสือให้ผมจนผมผ่านมันมาได้ เข้ามาเป็นนักศึกษา ผมก็ได้เค้าที่ช่วยทั้งขู่ทั้งปลอบจนผมเรียนจบได้ตามเวลา เค้าอยู่เคียงข้างผมจนผมมีงานที่ดีที่มั่นคง เค้าช่วยดูแลพ่อผมจนถึงวันสุดท้าย และเค้าคืออ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในวันที่ผมสูญเสียผู้ให้กำเนิดคนสุดท้ายไป” อิทธิกรพูด

“...”

ยิ่งได้ฟัง ไป๋ก็ยิ่งควบคุมน้ำตาตัวเองไม่ได้อีกต่อไป จริงอยู่ว่าเขารักคนตรงหน้ามากและทำทุกอย่างไปโดยไม่หวังแม้แต่จะให้คนตรงหน้าได้รับรู้ แต่เมื่อได้ยินคำขอบคุณจากคนที่เขาเฝ้าทุ่มเททุกอย่างให้แบบนี้ มันเหมือนว่าสิ่งที่เขาเพียรพยายามทำมาตลอดไม่ไร้ความหมาย อิฐรับรู้ได้ อิฐสัมผัสได้ ในฐานะคนที่รัก เพียงเท่านี้ เพียงคำพูดนี้ มันก็มากมหาศาลเกินบรรยายแล้ว

“วันนี้ผมโชคดีได้ว่าน มือกีตาร์คนเดิมมาเล่นให้ผมด้วย 10 ปีที่แล้วไป๋ร้องเพลงไม่รักแต่คิดถึงให้ผม เพื่อจะบอกผมว่าเค้าเข้าใจและยอมรับว่าความรักของเราเป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้ผมจะขอร้องเพลงเพลงหนึ่งให้เค้าฟัง เพลงที่ผมอยากจะบอกเค้าว่ารักของเราเป็นไปได้ รักของเรานั้นดำรงอยู่และเป็นความจริง”

“...”

“เพลง Tong Hua หรือเพลง Fairy Tale ครับ เพลงแห่งเทพนิยายความรักของเรา”




เพลง Tong Hua : Michael Wong


Don't know how long

It's been a while since

You told me your favourite story

ลืมไปแล้วว่ามันนานแค่ไหนกัน

ที่ผมไม่ได้ยินเสียงคุณ

เล่านิทานเรื่องโปรดที่สุดให้ผมฟัง

อิฐเริ่มต้นเพลงด้วยเสียงทุ่ม ขับกล่อมบรรเลงไปคู่กับเสียงกีตาร์จากว่าน เพื่อนรักของเขา น้ำเสียงของคนตรงหน้าย้อนให้เขาหวนรำลึกถึงวันแรกที่เจอกัน บนรถประจำทางวันนั้น อิฐเป็นเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวที่มาช่วยเหลือเขาจากความคับขันถึงขีดสุด ภาพจำนั้นติดตรึงเขามานานแสนนาน


It's been on my mind

Driving me crazy

Am I the reason that you're crying now?

ผมคิดมานานแล้ว

และก็เริ่มจะสับสนว่า

ผมเป็นสาเหตุให้คุณร้องไห้อีกแล้วใช่ไหม

สายตาที่อิฐทอดมาเหมือนจะเป็นคำถามตามเนื้อเพลงว่าตัวเองใช่ไหมที่เป็นสาเหตุให้เขาร้องไห้ หากจะเป็นใครสักคนที่จะทำให้เขาหันหลังจากความรักก็คงจะเป็นคนตรงหน้า คนที่เป็นทั้งความหวังที่สว่างสดใส และพายุฝนที่โหมกระหน่ำได้ในเวลาเดียวกัน เขาตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเขาพยายามตัดใจจากคนตรงหน้านานมากเท่าไหร่ เขารู้แค่ช่วงเวลาเหล่านั้นมันทุกข์ทนและแสนทรมานเหลือเกิน


I see the tears in your eyes

They tell me you don't believe

That I can't be your prince charming

คุณร้องไห้และบอกกับผม

บอกว่าทุกสิ่งในเทพนิยายล้วนหลอกลวงทั้งสิ้น

ผมไม่มีวันเป็นเจ้าชายของคุณได้เลย

ใช่ที่สุด เขาเคยบอกกับอิฐด้วยตัวเองว่าความรักของเขาไม่มีทางเป็นไปได้ ความรักแบบเขามันเป็นไปไม่ได้ คนที่เขาแอบชอบสูงเกินเอื้อมจนเป็นไปไม่ได้ และข้อจำกัดทางสังคมและครอบครัวที่ทำให้รักเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นอิฐเองที่บอกเขาในคืนนั้นให้เปิดใจ และปล่อยให้โชคชะตาเป็นไปตามเวลาในปัจจุบัน


Maybe you can't understand

But when you said you loved me

My life was changed and I wish you could see

หรือบางทีคุณอาจจะไม่เข้าใจ

ตั้งแต่ที่คุณบอกว่ารักผมนั้น

ดวงดาวบนท้องฟ้าของผมต่างก็ส่องประกายวับวาว ชีวิตผมเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

คำบอกรัก ณ ชมรมถ่ายรูปเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล คำขอร้องจากกาวน์สีฝุ่นเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไปหลังจากนั้น หากโลกของอิฐจะสว่างสดใส โลกของเขาก็คงไม่ต่างกัน


I'm willing to be the one and the angel that you love

with open arms I'll always be there

You must believe that you and me

Will end up living happily in our own fairy tale story

ผมเต็มใจจะแปลงกายเป็นผู้พิทักษ์ในนิทานที่คุณชอบ

เปลี่ยนมือทั้งสองข้างให้สยายกลายเป็นปีกเพื่อปกป้องคุณ

คุณต้องเชื่อผม เชื่อว่าพวกเราก็สามารถเป็นเหมือนเรื่องราวในนิทานได้

อิฐเอื้อมมือมาบีบกระชิบมือเขาไว้แน่น ราวกับจะบอกกับเขาให้เข้าใจว่า ความรักของพวกเขานั้นเป็นจริง มันคือของจริง เทพนิยายที่เขาเฝ้าฝันมาตลอดชีวิตแท้จริงแล้วเป็นไปได้ และเทพพิทักษ์ในนิยายที่จะมาปกปักษ์รักษาและเป็นความสุขของชีวิตก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้านี้เอง อิฐ อิทธิกรผู้เป็นแสงสว่างในหัวใจที่แห้งแล้งและหนาวเหน็บของปัณฑูร




ไป๋กระชับมือนั้นไว้แน่นด้วยความรักถึงที่สุด

อิฐเป็นมากกว่าฝัน เพราะอิฐเป็นคนในฝันที่มีชีวิตอยู่จริงๆ น้ำตาเขาไหลซึมออกมา แต่ไม่ใช่ด้วยความเศร้าเสียใจ แต่คือความปิติยินดี เขาเหมือนคนหลงทางที่เดินทางไกลมาแสนนาน จนได้มาพบกับคนตรงหน้านี้ คนตรงหน้าที่โอบกอดเขาและบอกเขาว่าการเดินทางของเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว

ไป๋ได้แต่โอบกอดความรู้สึกของคนตรงหน้าไว้อย่างไม่มีคำใดจะมาอธิบายความรู้สึกได้ ไป๋จรดไมโครโฟนที่ถือไว้ก่อนหน้าไว้ตรงริมฝีปาก ก่อนจะเริ่มร้องเพลงออกไปในช่วงจังหวะต่อไป ใครว่ากันหละที่อิฐเท่านั้นที่จะเป็นเทพพิทักษ์ให้กับเขา เขาเอง เขาก็อยากจะปกปักษ์รักษาหัวใจของคนตรงหน้าเช่นกัน


我要变成

童话里你爱的那个天使

张开双手变成翅膀守护你

你要相信

相信我们会像童话故事里

幸福和快乐是结局

一起写我们的结局

หว่อ เย่า เปี้ยน เฉิง

ถง ฮว่า หลี่ หนี่ อ้าย เตอ น่า เก้อ เทียน ซื่อ

จ่าง คาย ซวง โส่ว เปี้ยน เฉิง ชื่อ ป่าง โส่ว หู้ หนี่

หนี่ เย่า เซียง ซิ่น

เซียง ซิ่น หว่อ เมิน หุ้ย เซี่ยง ถง ฮว่า หลี่

ซิ่ง ฝู เหอ ไคว่ เล่อ ซื่อ เจวี๋ย จวี๋

อี้ ฉี่ เสี่ย หว่อ เมิน เตอ เจวี๋ย จวี๋

ผมจะขอแปลงกายเป็น

ผู้พิทักษ์ในนิทานที่คุณชอบ

เปลี่ยนมือทั้งสองข้างให้สยายกลายเป็นปีกเพื่อปกป้องคุณ

คุณต้องเชื่อผม

เชื่อว่าพวกเราก็สามารถเป็นเหมือนเรื่องราวในนิทานได้

และท้ายที่สุดเรื่องราวก็จบลงด้วยดี

มาร่วมแต่งตอนจบของสองเราไปด้วยกัน

เสียงร้องภาษาอังกฤษของอิฐและเสียงร้องภาษาจีนของไป๋สอดประสานรับไล่กันไปอย่างกลมกลืนผสมผสาน มือที่กุมกันแน่นไว้ทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือนคำสัญญาว่าจะโอบกอดไว้ซึ่งความรักของคนตรงหน้า จะแปลงกายตนเองเป็นผู้พิทักษ์ในเทพนิยายคอยปลอบประโลมตรงหน้าให้หัวใจอบอุ่นและปลอดภัย




ไป๋และอิฐเข้าสวมกอดกันเมื่อเสียงเพลงจบลง

น้ำตาของทั้งสองฝ่ายไหลซึมออกมาอย่างโหยหาและได้รับการเติมเต็มจากคนตรงหน้า

ความผูกผัน ความสัมพันธ์อันแสนยาวนานราวจะหลอมรวมหัวใจของพวกเขาเป็นหนึ่งเดียว




เทพนิยาย

รักของพวกเขาไม่ใช่แค่เทพนิยายในฝัน

หากแต่อ้อมกอดของพวกเขาคือเทพนิยายของเรา




เทพนิยายที่แตะต้องสัมผัสได้กับผู้พิทักษ์ที่มีลมหายใจอยู่ในโลกความจริง






นายพินต้า

ฝากเฟส ทวีต กดติดตามในแอปนี้ และนิยายเรื่องใหม่ "ใครคือ... อองชองเต" ด้วยน้า

ตอนหลังๆ คนเมนต์ให้น้อยจัง เมนต์ให้อ่านหน่อยนะ อุตส่าห์อยู่ส่งพวกเขาด้วยกัน อย่าปล่อยให้นายพินต้าเหงาเลย นะนะ เมนต์หน่อยนะ ใครอยากฟังเพลงนี้ ลองไปหาฟังดูนะ ผมยกให้เพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะที่สุดเพลงหนึ่งในชีวิตผมเลย ใครก็อยากมีเทพนิยายในชีวิตของตนเองทั้งนั้นนี่เนอะ จริงไหม ^ ^

ความคิดเห็น