Bona Fide

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : PLAYBOY : 6

คำค้น : คริส พรีม 18+

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2561 09:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
PLAYBOY : 6
แบบอักษร



​PLAYBOY​ : 6



Pream Part


“วันนี้แม่พรีมกลับมาบ้านเหรอเพียร”

“ค่ะ คุณพรีมรออยู่ในห้องอาหารแล้วค่ะ”

“อืม”

เสียงสนทนาของแม่และแม่เพียรทำให้ฉันรีบนั่งตัวตรง เวลาทุ่มตรงไม่ขาดไม่เกินทั้งพ่อและแม่ก็เดินเข้ามา ฉันยกมือไหว้พวกท่าน พ่อส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ก่อนจะนั่งลงตรงหัวโต๊ะ ส่วนแม่เพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อยและนั่งลงตรงข้ามกับฉัน

“เป็นยังไงเรา ปกติกลับบ้านแค่เสาร์อาทิตย์ ทำไมวันนี้กลับบ้านล่ะ” พ่อเป็นคนเอ่ยถามขึ้นก่อน ใบหน้าหล่อเหลาของท่านมีรอยยิ้มอยู่เสมอเป็นภาพที่เคยชินสำหรับฉันไปแล้ว

“หนูมีเรื่องต้องคุยกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ทานข้าวก่อนจะดีกว่า” ฉันบอกไปแบบนั้นเพราะรู้ดีว่าแม่ไม่ชอบให้พูดคุยกันระหว่างทานข้าว ท่านถือว่าเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพ

“เอาอย่างนั้นก็ได้” พูดจบพ่อก็ลงมือทานอาหารทันที ฉันเองก็ไม่ต่างกัน กับข้าวบางอย่างส่งกลิ่นรบกวนจนท้องไส้เริ่มปั่นป่วน แต่พอได้ลิ้มรสแกงส้มรสเปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น ใช้เวลาเพียงไม่นานมื้อค่ำที่แสนเรียบง่ายก็ผ่านพ้นไป แม่มองฉันที่ไม่แตะอาหารอย่างอื่นนอกจากแกงส้มหลายครั้งแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม ฉันเองก็ได้แต่หลบตาท่านเพราะกลัวว่าจะถูกจับสังเกตเอาได้

“มีอะไรจะคุยกับพ่อกับแม่อีกเรา” เราสามคนพากันเดินมาที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่ฉันบอกพวกท่านว่าจะไม่หมั้นกับพี่มาเฟีย และวันนี้ฉันจะใช้เป็นสถานที่บอกเรื่องสำคัญกับท่านทั้งสองอีกครั้ง

พ่อและแม่นั่งลงบนโซฟาตัวยาว ส่วนฉันเองก็นั่งลงบนโซฟาตัวเล็ก มือทั้งสองข้างวางประสานอยู่บนตักอย่างเรียบร้อย แต่ภายใต้ความเรียบร้อยที่ไม่มีใครเห็นนั้นมันเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อด้วยความวิตก

“หนู...” พ่อและแม่มองมาอย่างสนใจเมื่อฉันเริ่มเอ่ยพูด “คือ...หนูจะกลับไปทำงานและเรียนต่อที่ออสเตรเลียค่ะ”

“ทำไม งานที่ไทยไม่ชอบเหรอ” แม่เอ่ยถามด้วยเสียงที่เรียบนิ่ง แต่ดวงตาคู่สวยจ้องมองมาที่ฉันไม่ลดละเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ซึ่งวัวสันหลังหวะแบบฉันไม่กล้าสบตาท่านจึงได้แต่ก้มมองมือตัวเองเพราะไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไปไว้ตรงไหน

“มันไม่ใช่สายที่หนูเรียนมาค่ะคุณแม่ ถ้าหนูอยู่ที่นั่นจะต่อยอดได้มากกว่า อีกอย่าง...ก่อนเรียนจบก็มีแบรนด์ที่หนูชอบมาทาบทามให้ไปทำงานด้วย หนูเลยไม่อยากเสียโอกาสน่ะค่ะ”

“เหตุผลมีแค่นั้นเหรอ” คำถามของแม่ทำให้ฉันเผลอกำกระโปรงตัวเองแน่น ก่อนจะปล่อยออกเมื่อรู้ตัวว่ากำลังแสดงท่าทีมีพิรุธออกไป

“แค่นี้ค่ะ”

“แล้วจะไปเมื่อไหร่”

“มะรืนค่ะ”

“มะรืน??? ทำไมมันเร็วแบบนี้พรีม” คราวนี้เป็นพ่อที่ตกใจเมื่อฉันบอกแบบนั้น อันที่จริงฉันยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย ตั๋วเครื่องบินยังไม่มี กระเป๋าก็ยังไม่ได้เก็บ มีแค่วีซ่าที่ตอนนี้ยังเหลืออยู่เลยไม่ต้องทำวีซ่าใหม่ให้ยุ่งยาก ส่วนเรื่องงานก็คงต้องยอมเสียเครดิตลาออกกะทันหัน เพราะฉันไม่มีเวลาแล้ว ช่วงนี้ฉันแพ้ท้องค่อนข้างหนัก อีกไม่นานพ่อกับแม่ต้องสงสัยแน่ ๆ ว่าฉันเป็นอะไรถึงมีอาการแปลก ๆ แบบนี้ ฉันต้องรีบกลับที่ไปออสเตรเลียให้เร็วที่สุด

“ลูกอยากไปก็ปล่อยให้เขาไปสิคะ แม่พรีมโตแล้ว ตัดสินใจอะไรได้เองแล้ว” แม่บอกพ่อด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่ดวงตาคู่นั่นยังคงจ้องมองฉันอยู่เหมือนเดิม “แค่ไม่ไปทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหายก็พอ”

คำพูดของแม่ทำให้ใจฉันหล่นวูบ เด็กที่มีความผิดแบบฉันร้อนรนจนไม่กล้าสบตาใคร ฉันเดาไม่ออกเลยว่าถ้าแม่รู้ว่าลูกสาวคนเดียวใจแตกจนท้องไม่มีพ่อแบบนี้ แม่จะผิดหวังและเสียใจแค่ไหน

“แต่มันเร็วเกินไป ลูกเพิ่งกลับมาได้แค่สองเดือนเองนะคุณพิมพ์”

“ลูกตัดสินใจแล้ว เราห้ามอะไรไม่ได้หรอกค่ะ” แม่หันไปพูดกับพ่อ และนั่นทำให้ฉันหายใจได้สะดวกขึ้นบ้างเมื่อไม่ถูกจ้อง วันนี้โชคดีที่แม่เข้าใจและช่วยพูดกับพ่อให้ เพราะถ้าแม่ไม่เข้าใจและแย้งเหมือนที่พ่อกำลังทำฉันคงสู้สองเสียงไม่ได้

“พ่อต้องคิดถึงลูกมากแน่ ๆ”

“หนูจะโทรหาทุกวันค่ะ” ฉันพูดก่อนจะเข้าไปกอดพ่อเพื่อซึมซับไออุ่น หลังจากนี้ฉันต้องออกไปเผชิญโลกกว้างตามลำพังกับลูกอีกสองคน และฉันไม่รู้ว่าถ้าทุกคนรู้ความลับที่ฉันซ่อนไว้ พ่อและแม่จะโกรธเกลียดจนไม่อยากแตะเนื้อต้องตัวฉันหรือเปล่า

ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ



ซิดนีย์ ออสเตรเลีย


“ฮายพิมมี่ เวลคัมทูซิดนีย์อีกครั้งนะ” เสียงที่คุ้นเคยของเพื่อนสนิททำให้ฉันหันกลับไปมอง ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงกำลังวิ่งเข้ามาหา ฉันอ้าแขนรับร่างที่ใหญ่กว่าตามเชื่อชาติของอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่น

เธอคนนี้ชื่อแซนดี้ แซนดี้คือหญิงสาวสัญชาติออสซี่อายุมากกว่าฉันหนึ่งปี เธอเป็นคนออสเตรเลียแท้ ๆ ทั้งแต่เกิด แต่ไปเติบโตที่นอร์เวย์และกลับมาอยู่ออสเตรเลียช่วงไฮสกูล ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ฉันเข้าเรียนไฮสกูลพอดี พอต่างคนต่างไม่มีเพื่อนเลยตัดสินใจคบหากัน สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกันมานานถึงเจ็ดปีเต็ม

แซนดี้นิสัยดีมาก เธอเป็นคนอารมณ์ดี พูดเก่ง และรักเพื่อนเหมือนครอบครัว เป็นคนตรง ๆ ใครดีมาก็จะดีตอบ แต่ถ้าร้ายมาแซนดี้ก็ไม่เคยกลัว หลายครั้งที่ฉันถูกรังแกเพราะการเหยียดเชื้อชาติ ก็ได้แซนดี้นี่แหละที่คอยช่วยไว้ ถ้าชีวิตฉันไม่มีแซนดี้ก็คงไม่มีทางมีความสุขได้ขนาดนี้

สมัยเรียนแม่สั่งให้ฉันไปพักกับญาติที่แม่ไว้ใจเลยทำให้ฉันไม่ได้พักหอกับแซนดี้ แต่ครั้งนี้ฉันมาที่นี่ด้วยความอิสระ แม่ไม่ได้บังคับอะไรฉันเลย แม้จะอดแปลกใจไม่ได้ที่แม่ตามใจและปล่อยฉันผิดปกติ แต่ฉันก็ดีใจที่มันเป็นแบบนี้ นกน้อยตัวนี้จะได้ออกจากกรงบ้างเสียที

“อยู่ ๆ ก็กลับมา ไม่ทันได้เตรียมอะไรเลย” แซนดี้ว่าพลางเก็บของในบ้านพักให้เข้าที่ อันที่จริงมันไม่ได้รกมาก แต่แซนดี้รู้ดีว่าฉันเป็นคนเจ้าระเบียบและแพ้ฝุ่น เธอจึงอยากเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่อต้อนรับฉัน แซนดี้แสนดีแบบนี้เสมอ

“ไม่เห็นต้องเตรียมอะไรเลยนี่นา...”

“ไม่ได้หรอก พิมมี่คือเพื่อนรักของฉัน ฉันก็ต้องดูแลและต้อนรับพิมมี่เป็นอย่างดีสิ”

“อย่างนั้นเหรอ” ฉันถามด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเรื่องที่ทำให้ต้องรีบบินมาอยู่ที่นี่ออกไป “แบบนี้จะช่วยดูแลคนเพิ่มอีกสองคนได้ไหมน้า”

“พูดอะไร ไม่เห็นเข้าใจเลย” แซนดี้มองฉันด้วยความงุนงง ฉันยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เก็บไว้กับตัวตลอดเวลาส่งให้เพื่อนสนิท

แซนดี้รับกระดาษแผ่นนั้นไปคลี่ดูด้วยความสงสัย ก่อนที่ดวงตาสีเทาอมฟ้าจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ “พะ...พิมมี่ นี่มัน...”

“หลานของแซนดี้ไง”

“เดี๋ยวนะ...ละ ล้อเล่นหรือเปล่า”

“ไม่ได้ล้อเล่น แล้วเห็นไหมว่ามีสองถุง หลานแฝดนะ” พอฉันพูดแบบนั้นแซนดี้ก็อ้าปากกว้างด้วยความตกใจ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกับจ้องกระดาษแผ่นนั้นเหมือนจะทะลุเข้าไปให้ได้ แซนดี้กำลังช็อค เพราะเธอรู้ดีว่าฉันเป็นคนหวงตัวมากแค่ไหน อยู่ที่นี่เจ็ดปีฉันถูกผู้ชายขอเดตมากกว่ายี่สิบคน แต่ไม่ว่าจะหล่อ โปรไฟล์ดีแค่ไหนฉันก็ไม่เคยตอบรับ ทว่าพอกลับไทยได้แค่สองเดือนกลับเอาหลานมาฝากแบบนี้... และที่สำคัญ แซนดี้ไม่รู้เรื่องฉันเคยมีคู่หมั้น ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ช็อคเพราะคิดว่าเป็นลูกของฉันกับคู่หมั้นคนนั้น

ซึ่งไม่รู้ก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องมานั่งปวดหัวกับความสัมพันธ์ที่แสนซับซ้อนของฉันแน่ ๆ

“กะ...กี่เดือนแล้ว” แซนดี้พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดและเอ่ยถามออกมาเสียงแผ่ว “หลานฉันกี่เดือนแล้ว”

“สองเดือนนิด ๆ “

“เธอกลับไทยไปได้สองเดือนนิด ๆ เหมือนกัน...แล้วพ่อของเด็กล่ะ ไม่มาด้วยเหรอ”

“เรื่องนั้นฉันไม่อยากพูดถึง” ฉันจับมือขาวผ่องของอีกฝ่ายไว้ “ฉันอยากลืมว่ามันเกิดอะไรขึ้น อย่าถามเลยนะ รู้แค่ฉันมาที่นี่คนเดียว และกำลังจะมีหลานให้เธออุ้มถึงสองคนก็พอ เธอชอบเด็กมากเลยนี่”

“ก็ใช่ แต่...พ่อกับแม่ของเธอล่ะ”

“ฉันตั้งใจว่าใกล้คลอดแล้วค่อยบอกท่าน ถึงเวลานั้นท่านอาจจะทำใจได้มากกว่ารู้ตอนนี้”

แซนดี้พยักหน้ารับ เธอเบนสายตากลับไปจ้องกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามต่อ

“ฉันขอถามเป็นคำถามสุดท้าย เธอ...ไม่ได้ถูกรังแกใช่ไหม”

“เปล่า ฉันเต็มใจเอง”




“จริงหรือคะ คุณนิครับฉันเข้าทำงานจริง ๆ หรือคะ”

“จริงครับ” ใบหน้าหล่อคมดวงตาสีฟ้าสดใสจ้องมองมาพร้อมรอยยิ้ม เขาพยักหน้าสองครั้งเพื่อยืนยันว่ารับฉันเข้าทำงานในตำแหน่งดีไซน์เนอร์ของแบรนด์จริง ๆ ซึ่งข่าวดีนั้นก็ทำให้ฉันยิ้มกว้างจนเหมือนว่าปากกำลังจะฉีก ก่อนที่จะหุบยิ้มลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว

“แต่ฉันกำลัง...เอ่อ...”

“ตั้งท้อง” นิโคลัสเป็นคนเอ่ยคำนั้นออกมา ฉันพยักหน้ารับน้อย ๆ เขาคงรู้จากที่ฉันเขียนไว้ในใบสมัครงานแล้ว “ดีไซน์เนอร์ไม่ใช่งานแบกหามนี่ครับ ถ้าคุณคิดว่าทำไหว ผมก็พร้อมจะให้โอกาส”

“ฉันไหวค่ะ แต่แค่กังวลเพราะส่วนมากบริษัทมักจะไม่รับคนท้องเข้าทำงานเท่าไหร่”

“ไม่ใช่ที่บริษัทผมแน่ครับ สบายใจได้”

“ขอบคุณมากนะคะ” ฉันเผลอยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างลืมตัว ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเก้อ ๆ “มันติดน่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมชอบวัฒนธรรมของไทยนะ การที่รับคุณเข้ามาทำงานแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไม่ต้องเกร็ง เป็นตัวของตัวเอง”

“ค่ะ...” ฉันส่งยิ้มให้เจ้านายคนใหม่ “...บอส”

“...” นิโคลัสได้แต่ส่งยิ้มกลับมา เขาดูเป็นเจ้านายที่ใจดีและเป็นกันเองจนฉันรู้สึกสบายใจ

ตอนแรกฉันกังวลอยู่ไม่น้อยที่จะมาสมัครและสัมภาษณ์งานในวันนี้ นิโคลัสส่งอีเมล์มาทาบทามฉันตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเรียนจบด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับปฏิเสธไปเพราะตั้งใจจะกลับไทย พอได้กลับมาที่นี่อีกครั้งฉันจึงลองโทรมาสอบถามเขาเรื่องงานดู โชคดีที่ตำแหน่งดีไซน์เนอร์ยังคงถูกเว้นว่างไว้จนฉันได้มันมาครอบครอง

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ แล้ววันจันทร์ฉันจะรีบมาตามเวลาที่นัดไว้”

“ครับ” เจ้านายคนใหม่ยังคงส่งยิ้มแบบเดิมมาให้ ฉันลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนเดินไปหน้าร้านที่มีแซนดี้นั่งรออยู่ เมื่อแซนดี้เห็นฉันเธอก็ลุกขึ้นยืนทันที

“เป็นไง”

“เธอคิดว่ายังไง”

“แหม หน้าบานขนาดนี้ เดาไม่ออกเลย” ฉันหัวเราะออกมาเมื่อเพื่อนสาวรู้ทัน ก็ฉันปิดความดีใจไว้ไม่มิดนี่นา ได้งานที่ตัวเองรัก เงินเดือนก็ไม่ใช่ขี้ริ้วทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กจบใหม่ แบบนี้ถ้ารู้จักเก็บหน่อยน่าจะเลี้ยงสองแฝดได้สบาย

“ว่าแต่หิวหรือยังคะคุณแม่”

“หิวแล้วค่ะน้าแซนดี้”

“งั้นไปหาอะไรกินกันเถอะ เดี๋ยวต้องไปฝากท้องอีก”

“ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อน” ฉันขอบคุณแซนดี้อย่างซึ้งใจ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีแซนดี้อยู่ตรงนี้ หรือถ้าแซนดี้เกิดรับไม่ได้ขึ้นมาฉันจะเป็นยังไง ฉันโชคดีจริง ๆ ที่มีเพื่อนที่ดีแบบนี้

“ฉันมาเป็นเพื่อนหลานต่างหาก”

“รักหลานมากกว่าฉันใช่ไหมเนี่ย”

“เสียใจด้วยนะพิมมี่ เธอตกกระป๋องแล้วจ้ะ”

“ใจร้ายจังเลยน้า”

คำพูดหยอกล้อนั้นทำให้พวกเราหัวเราะออกมา พวกเราสองคนเดินยิ้มและพูดคุยกันไปตลอดทาง มาอยู่ที่นี่แค่สองวันแต่ฉันยิ้มได้บ่อยกว่าช่วงเวลาที่กลับไปที่ไทยด้วยซ้ำ แม้จะมีอาการแพ้ท้องหนักเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเครียด ชีวิตใหม่ของฉันกำลังเริ่มต้นขึ้น ได้แต่หวังว่าจากนี้ไปจะมีแต่เรื่องราวดี ๆ เข้ามา









พรีมหอบลูกหนีไปแล้ว คริสยังไม่รู้อะไรเลย555 เห้ออ จะรักกันตอนไหนไม่รู้ แต่ให้เขาได้คุยกันก่อนดีกว่าค่ะจุดนี้

วันนี้มาอัพเร็วเพราะยังไม่ได้นอนค่ะ ปั่นนิยายเพลินจนสว่างคาตาเลย เวลาที่สมองมันแล่นแล้วทำให้อยากพิมพ์ ๆ เก็บไว้ให้เยอะ ๆ จะได้อัพได้ตลอดไม่ขาดเนอะ

อ้อ ช่วงนี้เว็บธัญวลัยค่อนข้างรวนนะคะ ในแอพใช้ได้ปกติแต่ในเว็บล่มบ่อยมาก ถ้าวันไหนอัพนิยายเลทก็รู้ไว้เลยว่าไรท์ตบตีกับเว็บอยู่ ไม่รู้จะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ หัวร้อนเบา ๆ 5555

ถ้าชอบจะคอมเมนต์หรือกดไลค์ตามทีทุกคนอยากทำเลยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่า 



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น