พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำสีหม่น (100%)...โอยยยยย...น่าสงสารสุดๆ

ชื่อตอน : ความทรงจำสีหม่น (100%)...โอยยยยย...น่าสงสารสุดๆ

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ , ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ธ.ค. 2561 18:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำสีหม่น (100%)...โอยยยยย...น่าสงสารสุดๆ
แบบอักษร



พอโดนจ้องเอาๆ คิริมาก็ทำตัวไม่ถูก รู้สึกหน้าร้อนวูบวาบชอบกล รีบเก็บสมุดและปากกายัดใส่กระเป๋า แล้วตั้งท่าจะลุกขึ้นจากม้านั่งหินอ่อน หากว่าอีกฝ่ายไม่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเสียก่อน         

“เดี๋ยวก่อนสิ ไม่คิดจะขอบคุณกันสักคำเลยหรือไง”

“ขอบคุณเรื่องอะไร”

ท่าทางเย็นชาจนน่าโมโหทำให้พงษ์สวัสดิ์กลอกตาขึ้นฟ้า ก่อนจะสวนกลับด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ 

“คนเขาอุตส่าห์ช่วยจากเห็บหมาพวกนั้นยังไม่สำนึกอีก”   

“ถึงนายไม่ช่วยฉันก็หาทางเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว” สาวแว่นยักไหล่ทำหน้าตาย  

ท่าทางเย่อหยิ่งทำให้เขานึกหมั่นไส้ มุมปากหยักกระตุกยิ้มมาดร้าย ครั้นเธอตั้งท่าจะบิดข้อมือให้หลุดพ้นจากอุ้งมือ เขาก็จงใจบีบรัดให้แน่นเข้า แล้วกระชากแรงๆ จนร่างบางปลิวไปตามความยาวของม้านั่งเกือบปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งที่ยืนค้ำหัวเธออยู่ จากนั้นเขาก็ก้มลงเอ่ยเสียงเข้มๆ      

“อวดดี!”

“ใช่ ฉันอวดดี พอใจหรือยัง ถ้าพอใจแล้วก็ปล่อย”

“ไม่ไปขึ้นสแตนด์กับเขาหรือไง” แทนที่จะปล่อยเขากลับชวนคุยอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งการดึงมือของเธอไปแนบอกกว้างก็ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักรุนแรง ก่อนจะเค้นเสียงแข็งๆ โต้ตอบ  

“ไป”

กล่าวจบคิริมาก็บิดข้อมือจนหลุด ลุกขึ้นจากม้าหินอ่อน แล้วก้าวเดินจากไป ทำให้คนที่ไม่เคยถูกเมินถึงกับอ้าปากค้าง แต่กระนั้นก็ยังกัดฟันเข่นเขี้ยวเดินตามหลังยัยแว่นหน้าจืด      

“เฮ้!”

ครั้นทนไม่ไหวเขาก็ร้องทัก แล้วคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อกีฬาของคนที่ก้าวอาดๆ โดยไม่สนว่าจะมีหนุ่มฮอตอย่างเขาเดินล้วงกระเป๋าตามมาท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ  

พงษ์สวัสดิ์กระชากคอเสื้อจากทางด้านหลังจนอีกฝ่ายเซมาปะทะแผงอก ทำเอาคิริมาทำหน้าตื่น เงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องรีบหลับตาปี๋ เมื่อคนที่ตัวสูงกว่าก้มลงมาหา แล้วจงใจกระซิบ

“โรงยิมอยู่ทางนี้ต่างหากล่ะ” ขาดคำพงษ์สวัสดิ์ก็จัดการลากแขนเรียวติดมือไป โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะขืนกายต่อต้านแต่อย่างใด เห็นท่าไม่ดีคิริมาก็ร้องประท้วง   

“ฉันจะไปส่งการบ้าน…ปล่อย!”

วินาทีถัดมาเขาก็ปล่อยมือจากแขนเธออย่างง่ายดาย ส่งผลให้คนถูกคุกคามถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าไม่นานกลับต้องเบิกตากว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และยืนขาตายอยู่ตรงนั้น เมื่ออยู่ๆ อีกฝ่ายก็เดินเข้าประชิดแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วเอ่ยเป็นเชิงสั่งด้วยท่าทางเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ      

“ไปสิ…จะไปส่งการบ้านไม่ใช่เหรอ”

“เกี่ยวอะไรกับนายด้วย ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน”

คิริมาสบตาร้ายๆ ของคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ แล้วเชิดหน้าสวนกลับเสียงแข็งๆ ทำเอาหนุ่มฮอตเดาะลิ้นด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์  เห็นเธอก้าวหนีเขาก็ก้าวตามอย่างหน้าตาเฉย และการกัดไม่ปล่อยก็ทำให้คนที่เดินลิ่วไปข้างหน้าถึงกับหยุดฝีเท้าลง หันขวับกลับมายังเบื้องหลัง เห็นดังนั้นพงษ์สวัสดิ์ก็เลิกคิ้วท้าทาย ก่อนจะแทบหน้าหงายเมื่ออีกฝ่ายมองเขาคล้ายรำคาญเสียเต็มประดา แล้วเค้นเสียงกระด้างออกมา     

“อย่ามายุ่งกับฉัน!”  

ยัยแว่นสุดเชยสาดถ้อยคำชวนหงุดหงิดงุ่นง่านพอๆ กับเสียหน้าใส่หนุ่มหล่อสุดป็อปที่สาวๆ ซึ่งอยู่บริเวณนั้นต่างมองตาปรอย แล้ววิ่งจากไปชนิดไม่เหลียวหลัง      

“ฮึ่ม! ฝากไว้ก่อนเถอะยัยแว่นตัวแสบ! เจอกันครั้งหน้าฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่”

พงษ์สวัสดิ์คำรามด้วยความเดือดดาลสุดขีด หมายมาดว่าหากเจอกันอีกหนเขาจะแกล้งจนยัยเชยจอมเย็นชานั่นสติแตก หรือไม่ก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งจนหาทางกลับบ้านไม่เจอกันเลยทีเดียว

12 สิงหาคม 0.09 น.

ห้องดับจิต  โรงพยาบาลรักษ์  

ที่ตรงนี้มันทั้งวังเวง เงียบเหงา เคว้งคว้าง และหนาวเหน็บจนน่าขนลุก มันไม่เหมาะกับเด็กวัยสิบหกอย่างคิริมาเลยสักนิด แต่ชะตาก็กำหนดให้เธอมายืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่นี่ ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเธอเกิดขึ้นที่ห้องดับจิตของโรงพยาบาลแห่งนี้ พ่อและแม่นอนอยู่บนเตียงข้างกันในสภาพไร้ลมหายใจ ทั้งคู่มีปากเสียงกันขั้นรุนแรง และถึงขั้นลงไม้ลงมือ ก่อนจะจบชีวิตลงด้วยคมมีดที่ต่างจ้วงแทงกัน     

จากคนที่รักกันปานจะกลืนกินกลับกลายเป็นเกลียดกันจนสามารถทำร้ายให้ตายกันไปข้าง เพียงเพราะมีมือที่สามเข้ามาแทรกกลาง แต่อะไรก็ไม่โหดร้ายและแสนเจ็บปวดเท่ากับทุกช่วงเวลาของการเกิดเหตุสุดสะเทือนขวัญนั้นมีเธอร่วมรับรู้และอยู่ด้วยในทุกเสี้ยววินาที พ่อกับแม่ทำร้ายกันด้วยแรงโทสะทั้งหมดที่มี โดยไม่สนเสียงร้องไห้วิงวอนปานปิ่มจะขาดใจของลูกสาวอย่างเธอ วาจาหยาบคายถูกพ่นออกมาสาดใส่หน้ากัน และถ้อยคำเหล่านั้นก็ทำให้เธอช็อกไม่น้อย เพราะได้รับรู้ความจริงอย่างกระจ่างใจว่าทำไมแม่ถึงห้ามเสมอว่าอย่าเอ่ยถึงพ่อให้ได้ยิน นั่นก็เพราะว่าพ่อยักยอกเงินของบริษัทไปปรนเปรอเมียน้อยและลูกซึ่งอายุห่างจากเธอเพียงแค่ปีเดียว นั่นก็แสดงว่าพ่อนอกใจแม่ตั้งนานแล้ว ก่อนที่ทั้งคู่จะแทงกันจนลงไปนอนจมกองเลือดในสภาพน่าหวาดผวา กว่าคิริมาจะตั้งสติและโทรเรียกรถพยาบาลได้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว พ่อกับแม่ของเธอต่างสิ้นใจก่อนจะถึงโรงพยาบาล      

การสูญเสียบุพการีในเวลาเดียวกันทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อายุเพียงสิบหกอย่างเธอช็อกจนพูดไม่ออก และทำอะไรไม่ถูก มากกว่านั้นคือหวาดกลัว เคว้งคว้าง และโดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าต้องจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไรดี และเธออาจจะเป็นบ้าสติแตกจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง หรือไม่ก็หาทางทำให้ตัวเองตายตามพ่อกับแม่ไป หากว่าทนายความประจำตระกูลไม่เข้ามาปลอบประโลม และพาไปพบจิตแพทย์เสียก่อน     

สรุปวันแม่ปีนี้คิริมาไม่โผล่ไปที่โรงเรียน เพราะเธอทำใจไม่ได้ที่เห็นเด็กคนอื่นมีแม่ แต่เธอกลับไม่เหลือแม่ ความรู้สึกมันแตกต่างจากที่แม่มอบหมายให้แม่บ้านไปทำหน้าที่แทนแม่โดยสิ้นเชิง มันเทียบกันไม่ได้ เธอไม่ต้องการใคร หากจะถามว่าเธอรักพ่อกับแม่เท่ากันหรือไม่ เธอตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเธอรักและเคารพพวกท่านทั้งสองเท่าๆ กัน ถึงแม้ว่าในระยะหลังๆ พ่อจะทำเหมือนลืมว่าเธอคือลูก แต่เธอก็ยังคงรักท่านไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากจะถามว่าเธออาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของใครมากกว่ากัน เธอก็คงจะตอบได้อย่างไม่ต้องเสียเวลาไตร่ตรองว่าแม่ เพราะเธอกับแม่มีความผูกพันกันมาตั้งแต่เล็กจนโต แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเธอ     

ตั้งเเต่นั้นมาคิริมาก็เกลียดโรงพยาบาล พอๆ กับหวาดกลัวห้องดับจิต พะอืดพะอมกับการได้ยินคำนินทาว่าพ่อกับแม่ของเธอแทงกันตายต่อหน้า แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ชีวิตเธอยังต้องก้าวต่อไป ฉะนั้นจึงพยายามทำเป็นหูหนวกตาบอด และยังคงเรียนอยู่ที่เดิม เพราะถึงแม้พ่อกับแม่จะจากไปแต่ฐานะทางการเงินของเธอก็ไม่ได้ด้อยลง ตรงข้ามทายาทตระกูลดังอย่างเธอกลับกลายเป็นเศรษฐีเสียด้วยซ้ำ เพราะมีเงินปันผลจากบริษัทที่เป็นมรดก เงินจากการลงทุนทำธุรกิจหลายอย่างของแม่ รวมทั้งเงินจากการเล่นหุ้นที่แม่สอนให้เธอเล่นตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี             

ไม่นานคิริมาก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่คอนโดที่แม่ซื้อไว้เพียงลำพัง ส่วนคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ทนายความประจำตระกูลเป็นคนจัดการมอบเงินก้อนให้ไปตั้งตัว เธอมิอาจอยู่ที่บ้านได้อีกต่อไป บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่น ปลอดภัย เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุข แต่ความสุขทั้งหมดนั้นกลับหายวับไปกับตา บ้านที่เธอเคยคิดว่าอบอุ่นกลับกลายเป็นสีเลือด น่าหวาดกลัวจนเธอมิอาจซุกหัวนอนได้อีกต่อไป เพราะหากยังอยู่ที่บ้านภาพอันเลวร้ายที่ยังติดตาคงตามหลอกหลอนเธอไปตลอดชีวิต 

ชีวิตของคิริมายังคงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมๆ ทุกวันหลังเลิกเรียนเธอจะนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมเป็นประจำ หลังจากพ่อกับแม่จากไป และเพื่อนสนิทย้ายไปเรียนเมืองนอกแบบกะทันหัน เธอก็ค้นพบว่าตัวเองเหลืออยู่ตัวคนเดียวอย่างแท้จริง เพื่อนที่เคยคบหาถึงจะไม่สนิทแต่ก็พูดคุยกันบ้างต่างพากันตีตัวออกห่าง เธอกลายเป็นเหมือนแกะดำหรือไม่ก็ตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจ เพียงเพราะว่าพ่อกับแม่ของเธอแทงกันตายต่อหน้าต่อตาเธอ พวกท่านทั้งคู่เลือกที่จะจบชีวิตลงโดยทิ้งให้ลูกสาวอย่างเธอต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมันเป็นความผิดของเธออย่างนั้นหรือ เธอผิดอะไรทำไมทุกคนถึงได้มองเธอเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่อยากเข้าใกล้...


โอยยยยย**…ชีวิตหนูครีมช่างน่าสงสารเหลือเกิน แล้วนางจะเป็นยังไงต่อไป ใครจะยื่นมือเข้ามาช่วยนาง จะใช่ป๋าพงษ์คนกวนหรือไม่ หรือนางต้ออยู่ตัวคนเดียวจริงๆ ไปตามลุ้นๆ กันต่อในตอนหน้าจ้า เอ้า…ใครรออยู่ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า กรุณาอย่าทำตัวเป็นนักอ่านเงานะคะ เพราะคอมเม้นท์มีผลต่อการอัพตอนต่อไปจ้า ^^**

###ปล.หายไปหลายวันต้องขออภัยด้วยจ้า ช่วงนี้เอปวดขาตอนเย็นๆ จ้า และอีกอย่างคือเห็นคนเม้นท์ไม่ค่อยมี เลยกลัวนิยายตัวเองไม่สนุก เลยต้องกลับไปทบทวนและรีไรท์อีกรอบจ้า ^^



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น