Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. ขยายเวลาเปิดจองถึง 13 ม.ค. 62 จ้า

พ่ายรักครั้งที่ 14 ขนมกับผมอะไรหวานกว่ากัน? NC-18

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 14 ขนมกับผมอะไรหวานกว่ากัน? NC-18

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , โซ่วา , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2561 22:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 14 ขนมกับผมอะไรหวานกว่ากัน? NC-18
แบบอักษร



Part 14# Wa ขนมกับผมอะไรหวานกว่ากัน? NC-18

“ผม...ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ” พูดจบผมก็รีบเดินออกมาจากงาน โดยที่ผมไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองข้างหลัง แต่นั่นไม่ได้เป็นเพราะว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรและดีใจที่ได้แก้แค้น กลับกันผมดันปวดร้าวในใจจนน้ำตามันไหลออกมาต่างหาก

ทำไมผมถึงเป็นแบบนี้?

ใครก็ได้ช่วยบอกผมที?

ทำไม ทำไม! ทำไม!!

ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาออกไปในขณะที่วิ่งออกมา ตอนแรกผมกะว่าจะโบกแท็กซี่ที่หน้าออฟฟิศ แล้วจะไปที่ไหนสักที่ที่มันเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน แต่พอเดินออกมาก็ปรากฏว่าพี่ธามได้มาจอดรถรออยู่แล้ว

“พะ...พี่ธาม ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”

“พี่ก็มารอรับวากลับบ้านน่ะสิ”

“อย่าบอกนะครับว่าพี่รอผมอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เลิกงาน?” พี่ธามไม่ตอบอะไร แค่ยิ้มน้อยๆ ให้ผมเท่านั้น แต่นั่นแหละคือคำตอบว่าพี่ธามรอผมอยู่ตรงนี้ตลอดจริงๆ

“ทำไมพี่ต้องดีขนาดนี้ ทำไมต้องทำอะไรเพื่อผมขนาดนี้ด้วยครับพี่ธาม” ในขณะที่ถาม น้ำตาของผมที่หยุดไหลไปแล้วก็ได้รื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่มันจะไหลรินลงมาเมื่อได้ยินคำตอบจากพี่ธาม

“นั่นก็เป็นเพราะว่าพี่รักวาไงครับ” พี่ธามส่งยิ้มอันอบอุ่นมาให้ แต่แทนที่จะดีใจผมกลับรู้สึกปวดใจจนน้ำตามันยิ่งไหลลงมา

ทำไมคนดีๆ แบบนี้ผมถึงไม่รัก ทั้งๆ ที่ผมก็พยายามแล้ว แต่กับคนเลวๆ ผมกลับยิ่งจำ ทั้งๆ ที่ผมพยายามลืมแต่ก็ลืมไม่ลงสักที

“ร้องไห้ทำไมกันครับวา ถ้าดีใจที่ได้ยินคำว่ารักจากพี่ขนาดนั้น ต่อจากนี้พี่จะพูดให้ฟังทุกวันเลยก็ได้” พี่ธามพูดยิ้มๆ แล้วเดินเข้ามากอดผมเอาไว้ แต่นั่นมันกลับทำให้ผมสะอื้นไห้จนตัวโยน คนอย่างผมมันไม่ดีพอที่จะให้คนอย่างพี่ธามมารักหรอก

คนที่นิสัยไม่ดีและแปดเปื้อนไปแล้วอย่างผม...

“อย่าพูดว่ารักผมอีกเลย ตัดใจจากผมเถอะนะครับพี่ธาม” พูดจบผมก็ดันแผงอกกว้างออกมา ผมไม่อาจมองหน้าของพี่ธามได้จึงเอาแต่ก้มหน้าอยู่แบบนั้น โดยที่น้ำตาของผมมันก็ยังไหลออกมาไม่หยุด

“ทำไมวาถึงพูดกับพี่แบบนั้นล่ะครับ” น้ำเสียงที่ได้ยินฟังดูเศร้า เจ็บปวด และผิดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นพี่ธามก็ไม่ได้ใส่อารมณ์กับผมเลยแม้แต่น้อย

“ผมขอโทษครับพี่ธาม” ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดคำไหนนอกจากคำนี้ แต่ผมก็รู้ดีว่าคนอย่างผมไม่สมควรที่พี่ธามจะยกโทษให้ ผมมันคงจะเป็นคนที่ใจร้ายและเลวมากในสายตาของพี่ธาม

“วารักโซ่สินะ” ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นผมก็รีบเงยหน้าขึ้นมา ก่อนที่จะส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความรวดเร็ว

“ไม่ใช่นะครับ! ผมน่ะหรอจะไปรักคนแบบนั้น!”

“ถ้าอย่างนั้นเหตุผมที่วาบอกให้พี่ตัดใจคืออะไรล่ะครับ”

“น่ะ...นั่นมัน...เพราะคนอย่างผมมันไม่คู่ควรกับพี่”

“พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมวาถึงได้พูดแบบนี้ วาเอาอะไรมาตัดสินว่าวาไม่คู่ควรกับพี่ แล้วถ้าหากวาจะบอกว่าพี่ดีเกินไป จะให้พี่ลองเปลี่ยนเป็นคนเลวบ้างดีมั้ย เผื่อว่าวาจะรักพี่ได้บ้าง” จากสีหน้าและน้ำเสียงของพี่ธามตอนนี้ ผมไม่รู้เลยว่ามันเป็นแค่เรื่องล้อเล่นหรือตั้งใจจะทำอย่างที่พูดจริงๆ

“อย่านะครับพี่ธาม ผมไม่มีค่าพอที่จะให้พี่ทำแบบนั้น”

“ทำไมวาจะไม่มีค่า สำหรับพี่วามีค่า...”

“ผมมีอะไรกับคนอื่นไปแล้ว!” ผมพูดขัดขึ้นก่อนที่พี่ธามจะได้พูดจนจบ “เพราะงั้น…ผมไม่มีหน้าไปคบกับพี่ได้หรอกครับ”

การที่ผมตัดสินใจพูดออกไปแบบนี้ ก็เพราะพี่ธามจะได้เข้าใจสักทีว่าผมไม่ได้แสนดีและบริสุทธิ์อย่างที่คิด ผมมันก็แค่คนนิสัยไม่ดี และสกปรกเกินกว่าที่พี่ธามจะลดตัวลงมาคบด้วย

เนิ่นนานเกือบครึ่งนาที พี่ธามที่เอาแต่ยืนนิ่งถึงเค้นเสียงพูดออกมาได้

“ถ้าให้พี่เดา...กับโซ่...ใช่มั้ยวา” ผมเอาแต่ยืนนิ่ง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่นั่นแหละมันคือคำตอบที่ชัดเจน แน่นอนว่าพี่ธามเข้าใจ แต่ผมก็ไม่คิดเลยว่าพี่ธามจะพูดออกมาแบบนี้

“ถ้าพี่บอกว่าไม่ถือล่ะครับ”

“พะ...พี่ธาม!”

“คุณค่าของวามันไม่ได้ลดลงเพราะวาเป็นของใครหรอกนะครับ แต่ก็เอาเถอะ พี่ยอมแพ้แล้วล่ะ”

“ยอมแพ้?”

“ก็พี่สู้คนที่อยู่ในใจวาไม่ได้นี่นา” พี่ธามยิ้มอย่างขื่นๆ แต่สีหน้าและแววตาก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องลงเอยแบบนี้ พี่ธามคงจะคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าคงจะสู้คนที่อยู่ในใจของผมไม่ได้

แต่เดี๋ยวก่อน ผมมีใครในใจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

“ผมว่าพี่ธามน่าจะเข้าใจอะไรผิดแล้วนะครับ ผมไม่มีใครอยู่ในใจสักหน่อย” พอได้ยินผมพูดแบบนี้ พี่ธามก็ทำสีหน้าระอาผมออกมา

“ทำไมจะไม่มีล่ะวา ก็โซ่ไงที่อยู่ในนั้น”

“จะ...จะเป็นไปได้ยังไงกันครับ!” ผมไม่คิดว่าพี่ธามจะพูดชื่อนี้ออกมา เลยทำให้ผมถึงกับเหวอแล้วรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “ยังไงก็ไม่มีทาง! คนเลวๆ อย่างพี่โซ่น่ะ...”

“เมื่อก่อนวาไม่ได้เรียกโซ่แบบนี้”

“เอ๊ะ?”

“วาจะเรียกโซ่ว่า ‘ไอ้พี่โซ่’”

!!!

จริงด้วย! นี่ผมเปลี่ยนมาเรียกพี่โซ่โดยไม่เติม ‘ไอ้’ ตั้งแต่เมื่อไหร่!

“เมื่อ 7 ปีก่อนหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นวาอาจจะเกลียดโซ่จริงๆ แต่ในส่วนลึกวาก็ยังรักโซ่อยู่ แล้วพอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ความรู้สึกนั้นมันก็ปะทุออกมา”

“มะ...ไม่ใช่นะครับ”

“อย่าหลอกตัวเองเลยวา ก่อนหน้านี้พี่ก็หลอกตัวเองมาตลอดว่าคงจะทำให้วาลืมโซ่ได้ แต่ตอนนี้พี่ยอมรับความจริงแล้วล่ะ วาก็ยอมรับความจริงซะนะ จะได้มีความสุขกับคนที่ตัวเองรักสักที”

“คะ...คนที่รักอะไรกัน คนแบบนั้นน่ะผมเกลียดเข้าไส้เลยต่างหาก ไม่อย่างนั้นผมจะกล้าหักหน้าพี่มันกลางงานเลี้ยงหรอครับ ผมทำกับพี่มันอย่างที่เคยทำกับผม ในที่สุดผมก็แก้แค้นสำเร็จแล้ว ตอนนี้ผมสะใจสุดๆ เลยครับพี่ธาม ฮ่าๆๆๆ ผม...สะใจจริงๆ นะ...สะใจ...จริงๆ...” ผมหัวเราะทั้งน้ำตา ถึงปากจะบอกว่าสะใจ แต่หัวใจของผมมันกลับรู้สึกตรงกันข้าม ตอนนี้มันกำลังปวดร้าวจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่แล้ว

“วา...” พี่ธามลูบที่ศีรษะของผมอย่างแผ่วเบา ฝ่ามืออันอ่อนโยนที่ปลอบใจ รวมถึงสายตาที่แสดงออกว่าเข้าใจความรู้สึกของผมในตอนนี้ มันก็ทำให้ผมยอมรับและเลิกปากแข็งสักที

“ผมมันโง่มากเลยใช่มั้ยครับพี่ธาม ทั้งๆ ที่พี่โซ่ทำกับผมขนาดนั้น แต่ว่าผมก็ยัง...ก็ยัง...รักพี่โซ่อยู่ดี” จริงอย่างที่พี่ธามพูดนั่นแหละ ที่ผ่านมาผมหลอกตัวเองมาตลอด ก็ผมไม่อยากโง่เป็นครั้งที่สองนี่นา แต่ก็นะ...ผมดันโง่แบบนั้นอีกจนได้

ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าพี่โซ่เลวขนาดไหน แต่ทำไมหัวใจของผมถึงเลิกรักพี่โซ่ไม่ได้ก็ไม่รู้...

“ความรักมันไม่มีโง่หรือฉลาดหรอกนะวา มันมีแค่หัวใจ ทำตามเสียงของหัวใจแล้ววาจะมีความสุข เชื่อพี่นะครับ” พี่ธามยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ แต่ภายในแววตาผมก็สังเกตเห็นได้ว่ามีความเศร้าแอบแฝงอยู่

“แล้วพี่...”

“ไม่ต้องห่วงพี่หรอก พี่จะดีใจมากถ้าหากวามีความสุข”

“แต่ว่าผมคงจะมีความสุขไม่ได้หรอกครับ โดนผมทำซะขนาดนั้น พี่โซ่คงจะไม่ยอมยกโทษให้ผมหรอก” พูดถึงตรงนี้ผมก็ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

“อย่ามัวแต่คิดเองเออเองเลย ถ้าอยากรู้ก็ไปถามเลยสิ”

“เอ๊ะ?” ผมเงยหน้าขึ้น แล้วก็หันไปทางด้านหลัง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมพบกับพี่โซ่ที่กำลังมองมา ตอนนี้สีหน้าของพี่โซ่นิ่งมากจนผมมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร แล้วผมก็ไม่กล้าจะสู้หน้าพี่โซ่ด้วย

“ไปสิครับ ไปถามให้รู้กันไปเลย” พี่ธามรุนหลังผมให้เดินเข้าไปหาพี่โซ่ ตอนแรกผมก็รู้สึกลังเลเพราะกลัวคำตอบที่จะได้ยิน แต่ไหนๆ เรื่องมันก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมต้องยอมรับผลจากการกระทำของตัวเอง ถ้าหากพี่โซ่จะไม่ยอมให้อภัย ผมก็จะไม่ตัดพ้อต่อว่าพี่โซ่เลย

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ผมก็เดินเข้าไปหาแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองพี่โซ่ ผมตั้งใจจะพูดคำว่าขอโทษ แต่พี่โซ่ก็ดันพูดออกมาก่อนว่า...

“เท่านี้เราสองคนก็ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว มาเริ่มต้นกันใหม่นะครับวา”

คำพูดนั้นทำเอาผมถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ นี่มันหมายความว่ายังไง? อย่าบอกนะว่าพี่โซ่รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นใคร รวมถึงเรื่องที่ผมตั้งใจจะเอาคืนเรื่องเมื่อ 7 ปีที่แล้วด้วย?

แล้วก็เหมือนว่าจะอ่านใจของผมได้ หรือเพราะคำถามพวกนั้นมันแสดงออกทางสีหน้าหมดแล้วก็ไม่รู้ พี่โซ่จึงได้เฉลยคำตอบที่ผมสงสัยให้ฟังทั้งที่ผมยังไม่ได้ถาม

“พี่รู้ตั้งแต่แรกแล้วครับว่าวาคือโย แล้วก็พอจะเดาออกด้วยว่าวาจะเอาคืนพี่ด้วยวิธีนี้”

“ถ้างั้นแล้วทำไม...”

“พี่อยากจะชดใช้ความผิดเมื่อ 7 ปีก่อน” แล้วพี่โซ่ก็เล่าเรื่องราวเมื่อ 7 ปีก่อนให้ผมฟัง แต่ทุกเรื่องมันกลับตาลปัตรไม่ได้เหมือนอย่างที่ผมคิด พอได้รู้ว่าผมเข้าใจพี่โซ่ผิดมาโดยตลอด มันก็ทำให้ผมถึงกับช็อกจนพูดอะไรไม่ออกไปเลย

“พี่ปกป้องวาไม่ได้ เพราะอย่างนี้พี่ถึงยอมให้วาเอาคืน”

“ไม่...เรื่องนี้พี่ไม่ได้เป็นคนผิดเลยนะครับ! คนที่ผิดคือเพื่อนในห้องของพี่มากกว่า พี่ไม่จำเป็นต้องแบกรับความผิดเอาไว้เลย” แค่คิดว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาพี่โซ่ต้องใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกยังไง ผมก็สงสาร เห็นใจ รู้สึกผิด แล้วก็โกรธตัวเองที่วันนั้นไม่เปิดโอกาสให้พี่โซ่ได้แก้ตัวเลยสักนิดเดียว

“ผมเข้าใจแล้วล่ะครับว่าทำไมพี่ถึงบอกว่าผมชอบหนีปัญหา ขอโทษนะครับที่ผมทำตัวเหมือนเด็กๆ แล้วก็ขอโทษที่ผมไม่เชื่อใจพี่”

ตอนนี้ผมรู้สึกเกลียดตัวเองเอามากๆ แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นพี่โซ่กลับไม่ได้รู้สึกเกลียดผมเลย ในแววตาที่มองมานั้นมีแต่ความรักมอบให้ ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเสียใจที่ตลอดเวลาไม่เคยเชื่อสายตาคู่นี้สักครั้ง

“พี่ก็ขอโทษเหมือนกันที่ตอนนั้นปกป้องวาไม่ได้ แต่จากนี้ไปพี่สัญญาเลยว่าจะรักและดูแลวาเป็นอย่างดี ให้โอกาสพี่ได้แก้ตัวนะครับ” คำพูดของพี่โซ่ทำให้น้ำตาของผมมันไหลทะลักลงมา ก่อนที่ผมจะรีบพยักหน้าแล้วโผเข้ากอดพี่โซ่ทันที

เวลา 7 ปีที่เสียไป ผมจะใช้เวลาในอนาคตทดแทนให้หมดเลย...

“ไม่เอาไม่ร้องนะเด็กดี พี่ชอบเห็นวายิ้มมากกว่า ยิ้มหวานๆ ให้พี่ดูหน่อยนะครับ” พี่โซ่ใช้มือทั้งสองประคองข้างแก้มของผมเอาไว้ จากนั้นก็ใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาของผมออกไปอย่างแผ่วเบา

“ครับ” ผมรับคำแล้วยิ้มให้หวานที่สุดเท่าที่จะหวานได้

“น่ารักมากๆ เลยครับ” พี่โซ่ใช้มือบีบที่แก้มของผมเบาๆ ด้วยความเอ็นดู แต่เอาจริงๆ ตอนนี้ผมคงจะไม่ได้น่าดูสักเท่าไหร่ เพราะใบหน้ามันก็มีแต่คราบน้ำตา แถมเปลือกตาก็คงจะบวมและแดงก่ำด้วยอีกต่างหาก

“ไม่ต้องมาทำปากหวานแกล้งชมผมเลยครับ”

“พี่เปล่าสักหน่อย แต่ถึงจะแกล้งจริงๆ แล้วจะเป็นไรไป ชมแฟนตัวเองว่าน่ารักมันผิดด้วยรึไงครับ” คำพูดของพี่โซ่ทำเอาผมรู้สึกเขินจนหน้าร้อน ก่อนที่ผมจะอมยิ้มออกมาจนแก้มแทบจะแตกอยู่แล้ว

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบไปว่าอะไร ก็มีเสียงดังขึ้นอยู่ที่ด้านหลังของผมซะก่อน

“ท่าทางจะลงเอยกันได้ด้วยดีแล้วสินะ” เสียงนั้นมันคุ้นหูมากจนผมต้องหันหลังกลับไปมอง แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เสียงพี่ธาม แต่มันฟังดูคล้ายเสียงของพี่เชน ซึ่งก็ใช่จริงๆ ด้วย

“เอ๊ะ! นี่พี่เชนมาได้ยังไง แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ”

“ก็ขับรถมา มาถึงพร้อมๆ กับธามนั่นแหละ” คำตอบนี่ฟังดูกวนประสาทยังไงชอบกล แต่ก็เอาเถอะ พี่เชนก็ทำท่าไม่ค่อยจะชอบผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“เชนมันเป็นห่วงพี่น่ะเลยตามมาอยู่เป็นเพื่อน” พี่ธามขยายความให้ผมฟัง ผมว่านะ คนบนโลกนี้ที่พี่เชนดีด้วยต้องเป็นพี่ธามคนเดียวแน่ๆ แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นการหวังดีประสงค์ร้ายรึเปล่า

“เรากลับกันเลยมั้ย ปล่อยให้เด็ก 2 คนนั้นอยู่ด้วยกันดีกว่า” พี่เชนพูดกับพี่ธาม พี่ธามจึงพยักหน้าลง

“นั่นสินะ งั้นพี่กลับก่อนนะครับวา พี่ดีใจนะที่เห็นวามีความสุข” พี่ธามยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ แต่ก็เหมือนเดิม พี่ธามยังคงเก็บซ่อนความเจ็บปวดที่อยู่ในส่วนลึกไม่ได้ ผมที่เห็นแบบนั้นเลยรู้สึกจุกจนต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ ผมสมควรแล้วหรอที่จะมีความสุขอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้?

“พี่...” ผมตั้งใจจะเดินไปหาพี่ธามที่หันหลังกลับไปแล้ว แต่พี่โซ่ก็คว้าที่ข้อมือของผมเอาไว้ซะก่อน ตอนแรกผมก็คิดว่าพี่โซ่จะหึงเลยไม่อยากให้ผมไป แต่พอได้ยินสิ่งที่พี่โซ่กระซิบบอก...

“หน้าที่ปลอบพี่ธาม ปล่อยให้พี่เชนเป็นคนทำดีกว่า”

“หา?”

“นี่วาดูไม่ออกหรอ พี่เชนก็ออกจะชัดเจนขนาดนั้น” พี่โซ่ผมยิ้มนิดๆ ผมเลยลองคิดทบทวนเรื่องระหว่างพี่เชนกับพี่ธามที่ผ่านมา

“น่ะ...นี่อย่าบอกนะครับว่า...” ผมเบิกตากว้างและอ้าปากค้าง พี่โซ่ที่เห็นอย่างนั้นเลยหัวเราะอย่างขำๆ จากนั้นก็พยักหน้าลง

“เป็นอย่างที่วาคิดนั่นแหละครับ”

“ละ...แล้วพี่โซ่ไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” แต่แทนที่จะรีบเฉลย พี่โซ่กลับทำหน้ามีเลศนัยแถมยังเล่นตัวไม่ยอมบอกผมซะงั้น

“นั่นสินะ พี่รู้ได้ยังไงกันน้า”

“บอกผมมาเดี๋ยวนี้เลยนะครับพี่โซ่!”

“โอเคๆ พี่ยอมบอกแล้วก็ได้ แต่...วามีเวลาฟังทั้งคืนมั้ยล่ะครับ” ประโยคสุดท้ายพี่โซ่ก้มลงมากระซิบที่ข้างหูเสียงกระเส่า เล่นเอาอารมณ์อยากรู้ของผมถึงกับหยุดกึก ส่วนร่างกายก็แข็งทื่อผิดกับหัวใจที่อ่อนยวบยาบ ในขณะที่ใบหน้าก็แดงวาบและร้อนมากราวกับถูกไฟเผา

“ว่ายังไงครับ ยังอยากรู้อยู่รึเปล่า” พี่โซ่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ใจจริงผมก็อยากจะพยักหน้า แต่ว่ามันคงดูไม่งามเลยจัดการฟาดที่ไหล่หนาเพื่อแก้เขิน

“ผมไม่พูดกับพี่แล้ว!”

“โธ่...ดีกันนะครับ พี่ไม่แกล้งแล้วก็ได้ เดี๋ยวพี่จะเลี้ยงขนมอร่อยๆ ไถ่โทษเลยด้วย ที่ห้องพี่มีตุนไว้เพียบ แวะไปลองกินก่อนกลับบ้านสักหน่อยมั้ยครับ” เฮอะ! คิดว่าผมรู้ไม่ทันรึไงว่าถูกเอาของโปรดมาล่อให้ขึ้นห้อง

แต่ถึงจะรู้...

“ผมจะลองไปดูก็ได้ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะอร่อยอย่างที่โม้เอาไว้รึเปล่า” ผมยิ้มที่มุมปากท้าทาย พี่โซ่จึงทำหน้าประมาณว่า ‘เดี๋ยวรู้กัน’ จากนั้นก็รีบจูงมือผมพาเดินไปขึ้นรถทันที
................................................... 



.................................. 



................. 



“ขวดโหลนี่...พี่ไปเก็บมาจริงๆ ด้วย” ผมพูดในขณะที่กำลังมองขวดโหลแห่งความทรงจำที่อยู่ในมือ ซึ่งตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่ในห้องนอนของพี่โซ่ ขวดโหลถูกวางเอาไว้บนโต๊ะข้างๆ เตียงเพราะพี่เขาอยากให้อยู่ใกล้ๆ ตัว

ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้คือมันตกลงไปที่พื้นจนแตกกระจายกลายเป็นเศษแก้ว แต่ตอนนี้เศษแก้วพวกนั้นได้กลับมาต่อกันเป็นรูปทรงเดิม ถึงแม้มันจะเต็มไปด้วยรอยกาวและรอยเทปก็เถอะ แต่ผมกลับรู้สึกชอบมันมากกว่าเมื่อก่อน อาจเพราะนั่นคือหลักฐานความพยายามของพี่โซ่ก็เป็นได้

“นี่เป็นของขวัญจากวา พี่ก็ต้องเก็บกลับมาอยู่แล้วสิครับ” คำพูดนั้นทำให้ผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนที่ผมจะเขินอายเมื่อเผลอหันไปสบตาที่มีแต่คำว่ารักมอบมาให้อย่างท่วมท้น

“ขอบคุณนะครับพี่โซ่ ว่าแต่...ทั้งที่ขวดโหลพี่ก็เอามาประกอบกันใหม่แล้ว แถมเรื่องที่ผมถูกล้อพี่ก็ไม่ได้เป็นคนต้นคิด ถ้าอย่างนั้นทำไมพี่ถึงไม่ยอมบอกความจริงกับผมล่ะครับ เห็นตอนนั้นพี่ก็บอกว่าแอบมามองผมที่บ้านบ่อยๆ ด้วย”

“ความจริงพี่เคยไปหาวาที่บ้านแล้วรอบนึงนะ แต่...” พี่โซ่พูดได้แค่นี้ก็หยุดเงียบไป สีหน้าของพี่เขาตอนนี้ดูลำบากใจที่จะพูดยังไงก็ไม่รู้

“แต่อะไรหรอครับ” ผมจัดการวางขวดโหลที่อยู่ในมือลงตรงที่เดิม เพื่อที่จะจับผิดสีหน้าของพี่โซ่ว่าจะพูดความจริงไม่หมดหรือว่าโกหกผมรึเปล่า

“คือ...พี่รู้สึกผิดจนไม่กล้าที่จะเจอหน้าวาน่ะ” ไม่สบตากับผมแบบนี้แสดงว่าไม่ได้พูดความจริงแน่นอน 100%

“ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้พี่โซ่พูดเหมือนว่าจะรู้จักกับพี่ภู แต่ตอนนั้นผมยังประติดประต่อเรื่องไม่ได้ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะใช่ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว พี่โซ่เคยมาหาผมแต่ถูกพี่ภูไล่กลับไปใช่มั้ยครับ”     พี่โซ่ไม่ตอบ แต่ก็ชะงักไปเล็กน้อยพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ

“เอ่อ...” พี่โซ่ทำหน้าลำบากใจ คงจะไม่อยากให้ผมผิดใจกับพี่ภูนั่นแหละ

“ถ้าคราวนี้ยังโกหก ผมจะถือว่าเรื่องที่ตกลงคบกับพี่เป็นโมฆะ จะเอาอย่างนั้นใช่มั้ยครับ” ผมกอดอกพร้อมกับทำตาดุพูดเสียงเข้ม พี่โซ่ที่เห็นอย่างนั้นเลยยกมือขึ้นยอมแพ้แล้วเข้ามากอดผมใหญ่

“โธ่เด็กดี อย่าพูดอย่างนี้กับพี่สิครับ พี่จะยอมเล่าความจริงทุกอย่างให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ”

หึ! ผมยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ ยังไม่ทันไรแววกลัวเมียก็ออกแล้ว พี่ธารเคยสอนเอาไว้ว่าผู้แบบนี้คือหลัวที่ดี เป็นผู้ที่ศรีภรรยาทั้งหลายต่างก็ต้องการ ส่วนผู้ที่ไม่ควรเอาทำพันธุ์น่ะพี่ธารบอกไม่ต้องมองไกล เพราะคนใกล้ตัวก็มีอยู่คนนึง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน...ก็พี่เพลิงไงจะใครล่ะ! (เพลิง : ฮัดชิ้ว! ใครนินทากูฟะ!)

แล้วหลังจากนั้นพี่โซ่ก็เล่าความจริงทุกอย่างให้ผมฟัง วันต่อมาหลังจากเกิดเรื่องพี่โซ่ได้มาหาผมที่บ้าน ซึ่งพี่เขาก็ตั้งใจจะมาขอโทษแล้วก็บอกว่ารักผมเหมือนกัน แต่ก็ดันถูกพี่ภูกับพี่ธารไล่ตะเพิดกลับไป แถมยังบอกว่าจากนี้ไปห้ามไม่ให้มาเจอผมอีกต่างหาก

“บ๊าเอ๊ย! พี่ภูกับพี่ธารไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผมเลย!” ผมสบถออกมาด้วยความโมโห ทำไมพี่ภูกับพี่ธารถึงได้ทำแบบนี้ แถมเรื่องที่น่าโกรธมากที่สุดก็คือการเก็บเงียบเรื่องนี้เอาไว้โดยที่ไม่ยอมบอกผมตลอด 7 ปีนี่แหละ!

“อย่าไปโกรธพวกพี่เขาเลย” พี่โซ่พยายามทำให้ผมใจเย็นลง แต่รู้แบบนี้ใครมันจะไปเย็นลงได้ กลับบ้านเมื่อไหร่ผมจะวีนให้บ้านแตกเลยคอยดูสิ!

“จะไม่ให้โกรธได้ยังไงล่ะครับ! ถ้าหากตอนนั้นพี่ภูกับพี่ธารบอกผม ป่านนี้เราสองคนคง...”

“ก็คงไม่ต่างจากตอนนี้หรอก” พี่โซ่พูดขัดขึ้นก่อนที่ผมจะได้พูดจนจบประโยค ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

“ทำไมพี่โซ่ถึงพูดแบบนี้ล่ะครับ”

“จากนิสัยที่ชอบหนีปัญหาของวา ถึงพวกพี่เขาบอกว่าพี่มาหา แต่ว่าก็คงจะไม่ยอมออกมาหาพี่อยู่ดี” คำพูดของพี่โซ่ทำให้ผมถึงกับเถียงอะไรไม่ออก เพราะผมก็คงจะไม่ยอมออกมาเจอหน้าพี่โซ่จริงๆ นั่นแหละ ขนาดพวกพี่ๆ กว่าที่ผมจะยอมออกมาเจอหน้ายังผ่านไปตั้งหลายวันแล้วเลย

“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่ภูกับพี่ธารน่าจะบอกเรื่องนี้ให้ผมรู้บ้าง” ผมพูดด้วยเสียงอ้อมแอ้ม ตอนนี้ผมก็ไม่ได้รู้สึกโมโหพี่ภูกับพี่ธารแล้ว แต่ผมก็แค่รู้สึกเสียดายเวลา 7 ปีที่ผ่านมาก็เท่านั้น

“พวกพี่เขาคงเป็นห่วงวานั่นแหละถึงไม่อยากให้เจอกับพี่อีก ก็คำพูดของพี่มันฟังแล้วเหมือนข้อแก้ตัว ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ อีกอย่างพี่ก็ปกป้องวาไม่ได้จริงๆ นี่นา” ประโยคสุดท้ายพี่โซ่หลุบตาลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบา คงจะกำลังโทษตัวเองอีกแล้วล่ะมั้ง เพราะงั้นผมถึงได้ใช้สองมือจับที่แก้มของพี่โซ่ให้เงยหน้าขึ้นมา จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นไปจุ๊บที่ริมฝีปากของพี่เขาหนึ่งที

“ผมว่าเราเลิกพูดเรื่องในอดีต แล้วมาพูดเรื่องอนาคตกันดีกว่านะครับ” ผมยิ้มกว้างจนตาหยี พอเห็นผมร่าเริงแบบนี้พี่โซ่ถึงค่อยยิ้มออกมาได้

“วาหมายถึงเรื่องแต่งงานหรอครับ จะเอาสินสอดเท่าไหร่ดี?”

“นั่นมันก็ไกลไปแล้วพี่ ขยับเข้ามาใกล้กว่านี้หน่อยสิครับ” ผมแยกเขี้ยวใส่ แต่ถึงอย่างนั้นในใจผมก็แอบรู้สึกเขินๆ อยู่เหมือนกัน

“ที่สำคัญ ก่อนที่พี่จะคิดเรื่องแต่งงาน ผมว่าพี่ควรคิดเรื่องที่จะทำให้พวกพี่ๆ ของผมยอมรับในตัวพี่ก่อนนะครับ” ผมแทงหมดตัวเลยว่าพวกพี่ๆ ของผมต้องไม่มีใครเห็นด้วย เผลอๆ จะบังคับให้ผมเลิกกับพี่โซ่ด้วยซ้ำ แต่แน่นอนล่ะว่าผมไม่มีทางยอม

“นั่นสินะ ท่าทางจะงานหินเลยล่ะ”

“ถูก! เพราะงั้นช่วงนี้พี่ก็อย่าพึ่งไปแสดงตัวว่าเป็นแฟนผมนะครับ แอบคบกันแบบเงียบๆ ไปก่อน ไว้รออีกสักเดือนสองเดือนแล้วค่อยเปิดตัว”

“แบบนั้นจะดีหรอวา พวกพี่เขาคือผู้ปกครองวานะ ยังไงสักวันพวกพี่เขาก็ต้องรู้”

“แต่ให้รู้แบบกะทันหันมันจะยิ่งแย่นะครับ เชื่อผมเถอะว่าหลังจากนี้สักพักใหญ่ๆ เราค่อยบอก แล้วผมจะได้พูดเป็นนัยๆ ให้พวกพี่ๆ เตรียมใจไว้ก่อนไงครับ”

“แต่พี่ว่า...”

“ไม่ต้องแต่ต้องว่าแล้วพี่ วันนี้พี่ชวนผมขึ้นมาบนห้องเพื่ออะไรจำไม่ได้แล้วหรอครับ” ผมยิ้มหวานแล้วใช้สองมือคล้องคอของพี่โซ่อย่างออดอ้อน

“จริงๆ เล้ย นี่พี่ก็ต้องยอมวาอีกแล้วใช่มั้ย” ผมพยักหน้าลงพร้อมกับหัวเราะคิกคัก

“ใช่แล้ว”

“โอเค วาว่าไงพี่ก็ตามนั้น ถ้างั้นเดี๋ยวพี่ไปหยิบขนมมาให้แล้วกัน ส่วนใหญ่เป็นแบบนำเข้าทั้งนั้น พี่คิดว่าวาน่าจะชอบ” แล้วพี่โซ่ก็เดินออกไปจากห้อง พอผมมองตามก็เห็นว่าพี่โซ่เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็หยิบขนมสารพัดยี่ห้อออกมา จากนั้นก็หอบเอามาวางกองไว้ตรงหน้าผม

หืม? ขนม? นี่พี่โซ่ชวนผมมาที่ห้องเพื่อกินขนมพวกนี้จริงๆ เรอะ!

“แกะกินได้เลยไม่ต้องเกรงใจ พี่ซื้อมาให้วาทั้งหมดนั่นแหละ” พี่โซ่ยิ้มแฉ่ง ผิดกับผมที่ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่จะยื่นมือไปหยิบช็อกโกแลตที่อยู่ใกล้ที่สุดมากินด้วยท่าทางอึนๆ งงๆ แล้วก็ติดจะเซ็งๆ

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ ไม่อร่อยงั้นหรอ”

“ก็อร่อยดีครับ”

“แล้วทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ” ยังมีหน้ามาถามอีกนะ

“สรุปว่าพี่โซ่แค่จะพาผมขึ้นห้องมากินของหวานพวกนี้จริงๆ ใช่มั้ยครับ” ผมชักสีหน้า ตอนนี้ไม่สนแล้วว่ามันจะงามไม่งาม มนุษย์ทุกคนน่ะมีความต้องการ เซ็กส์มันคือเรื่องธรรมชาติ เพราะงั้นการที่ผมจะพูดแบบนี้กับแฟนตัวเองมันก็ไม่ผิด!

“วาเห็นว่าพี่เป็นพระอิฐพระปูน ขนาดที่มีแฟนอยู่ในห้องแล้วจะอดใจไหว ไม่ทำอะไรเลยงั้นหรอ”

“ถ้างั้นแล้วทำไม...”

“พี่ก็กะจะรอให้วากินของหวานอิ่ม แล้วพี่ค่อยจะกินของหวานของพี่ต่อไงครับ”

“ของหวานของพี่?”

“ทีงี้ล่ะหัวช้าเชียวนะ” พี่โซ่ส่ายหน้าไปมา จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่ผมกำลังงงยื่นหน้าเข้ามาจูบที่ริมฝีปากของผมอย่างรวดเร็ว!

“อื้อ!” ผมเบิกตากว้าง ส่วนร่างกายก็แข็งค้าง แต่หลังจากที่ตั้งตัวได้แล้วผมก็ใช้สองมือโอบรอบลำคอหนา ตามด้วยการจูบตอบอย่างเร่าร้อนไม่แพ้พี่โซ่ที่ส่งมาเลยสักนิด

ลิ้นร้อนของเราสองคนเกี่ยวกระหวัดพันกันไปมา ส่วนใบหน้าก็ปรับเปลี่ยนองศาให้ริมฝีปากแนบชิดกันได้ลึกซึ้ง ผมรู้สึกถึงความร้อนและความปรารถนาจากพี่โซ่ที่มีต่อผม แน่นอนว่าผมก็ด้วย

“ขนมกับผมอะไรหวานกว่ากันครับพี่โซ่” ผมถามอย่างก๋ากั่นเมื่อพี่โซ่ถอนจูบออกไป โดยที่พี่เขาเลียช็อกโกแลตที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากของผมเป็นการทิ้งท้าย เล่นเอาผมเสียววาบและร้อนรุ่มไปทั้งร่างกายเลยล่ะ

“ก็ต้องเป็นวาสิครับที่หวานกว่า ปกติพี่ไม่ค่อยชอบกินของหวานเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นวาพี่กินได้ทั้งคืนเลย” แล้วพี่โซ่ก็รวบตัวผมให้ขึ้นมานั่งคร่อมที่ตัก จากนั้นก็กดริมฝีปากของผมลงมาจูบหนักๆ พร้อมทั้งใช้สองมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าของผมออกไป

ส่วนผมก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ นอกจากจูบตอบอย่างถึงใจผมก็ใช้สองมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าของพี่โซ่เช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีเราสองคนก็แนบชิดกันด้วยร่างกายเปลือยเปล่าเป็นที่เรียบร้อย

“ผมก็อยากจะอยู่ให้พี่กินทั้งคืนอยู่หรอกนะ แต่ถ้าทำแบบนั้นพี่ภูได้ฆ่าพี่ทิ้งแน่ เพราะงั้นคืนนี้แค่รอบเดียวพอนะครับ” ตอนแรกผมก็คิดว่าพี่โซ่จะทำหน้าเสียดาย เพราะตอนนี้ผมก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน แต่พี่โซ่กลับทำหน้ากรุ้มกริ่มออกมาซะงั้น ทำเอาผมรู้สึกงงไปเลยน่ะสิ

“รอบเดียวที่ว่านี่หมายถึงพี่หรือหมายถึงวา?”

“หา?” เจอคำถามนี้ไปผมก็ถึงกับสตั๊น แต่ก็แค่วิเดียวเท่านั้นแหละ พอเก็ทแล้วผมก็จัดการทุบที่ไหล่หนาเข้าให้ “ก็ต้องหมายถึงผมสิครับ! ถ้าหมายถึงพี่มีหวังคืนนี้ผมไม่ได้กลับบ้านกันพอดี!”

ผมยังจำความอึดของพี่โซ่ได้ดี แถมนอกจากอึดพี่โซ่ก็ยังดุอีกต่างหาก แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบนะ คือก็ชอบแหละ (พูดแล้วก็เขิน) แต่ถ้าคืนนี้ผมโดนหนักแบบครั้งแรกมีหวังผมได้นอนเป็นผัก กลับบ้านไม่ไหวชัวร์!

“ว้า...ถ้าไม่ถามก่อนก็ดีหรอก” พี่โซ่แสร้งทำหน้าเสียดาย แสดงว่าเมื่อกี้แค่จะแกล้งผมเฉยๆ สินะ เล่นเอาตกอกตกใจหมดเลยสิน่า ผมเลยจัดการแยกเขี้ยวใส่ซะ

“เอาล่ะ เรามาต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่า” แล้วพี่โซ่ก็กดศีรษะของผมลงมาจนริมฝีปากของเราสองคนสัมผัสกัน ความเร่าร้อนที่ส่งผ่านมาได้กระตุ้นไฟความต้องการของผมให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่มันจะมากขึ้นๆ เรื่อยๆ

“อือ...” ผมครางเสียงกระเส่าเมื่อถูกพี่โซ่ลูบไล้ตามสีข้างขึ้นมาช้าๆ จากนั้นสองมือหนาก็อ้อมมาข้างหน้าแล้วเคล้นคลึงที่แผ่นอกของผม โดยเอานิ้วหัวแม่มือบดขยี้ที่ส่วนยอดไปพร้อมๆ กัน ความเสียวกระสันทำให้เสียงครางของผมกระเส่ามากขึ้นเป็นทวีคูณ

“พี่โซ่...อา...” ตอนนี้ร่างกายของผมบิดเร่า ความต้องการที่ก่อตัวขึ้นทำเอาสะโพกของผมถึงกับสั่นระริกและส่ายไม่หยุด แถมยังบดเบียดกับท่อนเนื้ออันแข็งขึงของพี่โซ่ที่อยู่ตรงบั้นท้ายไปมาอีกต่างหาก

โดยไม่ต้องเอ่ยปากพี่โซ่ก็รับรู้ความต้องการนี้ เพราะพี่เขาก็กำลังต้องการผมไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงได้รีบชโลมเจลหล่อลื่นลงที่นิ้วแล้วสอดมันเข้ามา วินาทีแรกผมเกิดความรู้สึกอึดอัดแปลกๆ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานความรู้สึกนั้นก็ได้เปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน

“ซี้ดด...พี่โซ่...” ผมใช้สองมือขยุ้มที่เส้นผมดำขลับเมื่อถูกซุกไซ้ที่ซอกคอ ก่อนที่พี่โซ่จะลดระดับลงมาจนถึงยอดอก แล้วใช้ริมฝีปากดูดดุนพร้อมทั้งตวัดลิ้นไปมา ส่วนยอดอกอีกข้างก็ถูกบีบเค้นและขยี้ ในขณะที่ช่องทางด้านหลังก็ถูกนิ้วอันเรียวยาวขยับเข้าออก จนเมื่อคุ้นชินแล้วนิ้วที่สองก็ถูกสอดใส่เข้ามาเพิ่ม

การที่ถูกปลุกเร้าจากทั้ง 3 ทางทำให้ผมเสียวมากจนร้องครางแทบไม่เป็นภาษา ส่วนนั้นที่กำลังเสียดสีกับกล้ามท้องของพี่โซ่เลยมีน้ำใสๆ ไหลออกมา ช่องทางด้านหลังบีบและตอดรัดนิ้วมือของพี่โซ่อย่างถี่ยิบ

“พี่โซ่...อาา...ใส่เข้ามา...ผม...ผมอยากได้ของพี่...” ผมไม่สนใจแล้วว่าเรื่องที่พูดมันน่าอายแค่ไหน ตอนนี้ในสมองของผมมันอยากให้ท่อนเนื้อของพี่โซ่กระแทกเข้ามาเท่านั้น แล้วผมก็รู้ว่าพี่เขาก็กำลังต้องการไม่ต่างกัน ไม่อย่างนั้นท่อนเนื้อคงไม่ขยายใหญ่และแข็งปั๋งขนาดนี้

“ซี้ดด...อย่าซนสิวา...” พี่โซ่แทบจะคำรามออกมาเมื่อผมจับหมับที่ส่วนนั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอ ผมยังรูดรั้งขึ้นลงให้เสียวเล่นจนพี่โซ่ถึงกับหลุดเสียงครางออกมาอีกรอบ

“อื้ม...ซนนักหรอ เดี๋ยวพี่ทำให้หมดแรงซนซะดีมั้ย” พี่โซ่มองผมอย่างดุๆ จากนั้นก็รีบหยิบถุงยางมาฉีกซองแล้วสวมมันเข้าไป การที่พี่เขาไม่คิดจะปล่อยข้างในเป็นเพราะมันทำความสะอาดยาก ผมต้องรีบกลับบ้านด้วยเลยไม่มีเวลาที่จะทำตรงนั้น

“พี่โซ่...พี่โซ่! อ๊า!” ผมหวีดร้องลั่น เมื่อพี่โซ่ยกสะโพกของผมขึ้นแล้วกดลงกลืนกินท่อนเนื้ออันใหญ่โต ตอนที่เข้ามาแรกๆ พี่เขาก็ยังยั้งไว้ แต่พอเข้าไปได้ครึ่งลำพี่เขากลับกดบั้นท้ายของผมลงมาอย่างแรง แถมยังกระแทกขึ้นสวนจนชนผนังด้านในอีกต่างหาก

“อ๊าาา!” วินาทีนั้นผมถึงได้สำนึกว่าตัวเองไม่น่าซนเลย...ว่าไปนั่น จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงกันเล่า ถูกพี่โซ่กระแทกเอาๆ แบบนี้ผมรู้สึกดีแล้วก็เสียวสุดๆ เลยต่างหาก!

“พี่โซ่! อ๊า...ดี...ลึกอีกครับพี่! อ๊า! ตรงนั้น!” ผมพูดแทบไม่เป็นภาษาเมื่อพี่โซ่กระแทกเข้ามาลึกๆ ตามคำขออย่างถึงใจ แถมการที่แก่นกายอันใหญ่โตได้เสียดสีกับผนังช่องทาง ซ้ำยังยาวมากจนกระแทกจุดเสียวที่อยู่ข้างใน มันก็ยิ่งทำให้ผมเสียวมากจนแทบบ้าอยู่แล้ว

“อ๊า...อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า!” ผมร้องครางอย่างสุขสมพลางออกแรงขย่มลงที่ตักของพี่โซ่ ยิ่งผมเสียวมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเร่งความเร็วและขย่มลงอย่างหนักหน่วงมากเท่านั้น แก่นกายของพี่เขาถูกผมดูดกลืนและตอดรัด ก่อให้เกิดความเสียวกระสันจนเสียงครางกระเส่าเล็ดรอดออกมา

“ซี้ดด...วา...” เสียงที่ได้ยินยิ่งทำให้ผมมีอารมณ์ สะโพกของผมเลยจัดการขย่มขึ้นลงอย่างเมามัน ส่วนพี่โซ่ก็กระแทกแก่นกายขึ้นสวนอย่างไม่ยั้ง ทั้งยังฟัดที่ยอดอกของผมและบีบเค้นอย่างรุนแรงอีกต่างหาก

“อ๊ะ...พี่โซ่...ผม...ผมจะเสร็จ! อ๊า...ผมเสียวจังพี่! ซี้ดด...อ๊า!” พอได้ยินแบบนั้น พี่โซ่เลยใช้มือข้างหนึ่งมาชักส่วนนั้นของผมขึ้นลง ส่วนริมฝีปากและปลายลิ้นก็ยังคงดูดเลียยอดอกของผมเช่นเดิม เพิ่มเติมคือออกแรงกดสะโพกของผมที่กำลังขย่มลงมาเน้นๆ แล้วกระแทกแก่นกายขึ้นสวนอย่างสุดแรง

“เสร็จพร้อมพี่นะครับ!”

“พี่โซ่...พี่โซ่! อ๊าาาาาา!” แล้วในที่สุดผมก็ทนต่อไปไม่ไหว สะโพกของผมเลยทิ้งตัวลงอย่างแรงเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ปลดปล่อยความเสียวซ่านที่แทบทำให้ขาดใจออกมาจนหมดสิ้น

ทางด้านพี่โซ่ เมื่อถูกช่องทางของผมบีบรัดและกระตุกตอดอย่างถี่ยิบมีรึจะทนไหว แก่นกายอันใหญ่โตจึงได้กระแทกกระทั้นเข้ามาเป็นชุดสุดท้าย จนกระทั่งถึงขีดสุดแล้วจึงได้ฝังกายเข้ามาในส่วนที่ลึกที่สุด แล้วฉีดพ่นความเสียวซ่านเข้ามาข้างในตัวของผมโดยมีถุงบางๆ ขวางกั้น

“อา...” หลังจากที่ปลดปล่อยแล้วเราสองคนก็หอบหายใจออกมา ก่อนที่ผมจะทรุดตัวลงไปซบที่ไหล่ของพี่โซ่อย่างอ่อนแรง พี่โซ่ที่เห็นอย่างนั้นเลยลูบศีรษะของผมอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันหน้ามาจูบที่ขมับของผมอย่างอ่อนโยนอีกหนึ่งที

“พี่รักวานะครับ” คำพูดนั้นทำเอาผมหัวใจพองโตจนอดที่จะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ ผมเลยกอดพี่โซ่เอาไว้อย่างแนบแน่น เพื่อแสดงให้รู้ว่าผมก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

“ผมก็รักพี่ครับ”

วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดเลย...

2BC


​สวัสดีค่าทุกคน จบไปแล้วน้ากับ Trap หัวใจพ่ายรัก ตอนที่ 14 ซึ่งตอนนี้เราก็เอา NC ร้อนๆมาเสิร์ฟส่งท้ายปี ถึงจะมีแค่รอบเดียวก็เถอะ แต่ก็หวังว่าลีลาของพี่โซ่กับน้องวาจะแซ่บซี้ดถูกใจทุกคนนะค้าาาา ​ ส่วนตอนหน้าเจอกันปีหน้านู่นเลย (พูดเหมือนนาน 55555) แต่ว่าวันไหนเรายังไม่แน่ใจนะคะ ที่ไม่อยากนัดเพราะกลัวผิดนัดอะค่ะ อย่างที่ทุกคนรู้กันเนอะว่าดวงตาเค้ายังไม่ค่อยดี (แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะค่ะ ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคนมากๆเลยน้าที่ส่งกำลังใจมาให้อย่างล้นหลามเลย) ​ สุดท้ายนี้เค้าก็ขอ Happy new year 2019 ล่วงหน้านะคะ ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ทุกคนมีแต่ความสุขกันน้า แล้วก็ขอฝากติดตามอ่านนิยายของเค้าไปเรื่อยๆด้วยเน่อ เลิฟฟฟฟฟ กอดทุกคนแน่นมากกกกก
ปล.นิยายเรื่องนี้กับ box set ซีรีส์ H.E.A.R.T. เลื่อนปิดจองไปเป็นวันที่ 13 ม.ค. 62 นะคะใครที่ยังลังเลหรือยังไม่ได้จองก็ฝากรับเลี้ยงหนุ่มๆกันด้วยน้าาาา (31 ธ.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}