โซซอล
facebook-icon

เลขาซอ... การได้เจอกับพวกซาดิสม์ คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?

ชื่อตอน : 02-11 Sadist Taste

คำค้น : พลิกรักร้ายลงล็อก นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ค. 2562 14:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
02-11 Sadist Taste
แบบอักษร

​“...ผมจะทำเองครับ” 

“หมายถึงตรงสะโพกน่ะเหรอ” 

“...” 

“ถ้าเธออยากจะทำเอง อย่างน้อยก็ต้องตื่นมาตั้งแต่ห้าชั่วโมงที่แล้วแล้วล่ะ” 

ห้าชั่วโมงเหรอ ฮันฮีทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะที่รู้สึกถึงผ้าขนหนูนุ่มๆ ที่ถูกนำมาวางแทนที่ถุงน้ำแข็ง ห้าชั่วโมง... นี่เขานอนไปนานขนาดไหนกันนะ ในสถานการณ์แบบนี้มันไม่ใช่การนอนหลับแล้ว น่าจะเรียกว่าสลบถึงจะถูก แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน มันก็น่าสบสันเหมือนกันนั่นแหละ 

หมดสติระหว่างกำลังมีเซ็กซ์ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย ฮันฮีเป็นเจ้าของร่างผอมและส่วนสูงที่จะถึงจะไม่ดีที่สุดแต่ก็ถือว่าค่อนข้างดีต่างกับใบหน้าที่งดงาม แน่นอนว่าเขามีความมั่นใจในกำลังของตัวเองว่าทนทานต่อไม้เรียวได้พอสมควร ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาสามารถพูดออกมาอย่างมั่นใจว่าตัวเองเป็น ‘มาโซคิสต์ที่รุนแรง’ ได้จากปาก 

ดังนั้นฮันฮีจึงรู้สึกถึงความอับอายอีกครั้ง อีกฝ่ายไม่ให้โอกาสเขาหยุดความร้อนที่เห่อขึ้นมาบนใบหน้าเลย 

แต่ถ้าเปรียบเทียบกับน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ใส่ใจแล้ว มือของเจ้านายก็ค่อนข้างจะระมัดระวังพอสมควร ฮันฮีถอนหายใจออกมากับความละเอียดอ่อนที่ไม่สมกับเป็นยุนซองเลย เขามีเวลาจัดการกับความคิด แต่ถึงอย่างนั้นเพราะถูกยุนซองพาตัวมาจนถึงห้องนี้ทั้งๆ ที่สลบไปแล้วพักนึงและขาดสติในระหว่างที่ทำกิจกรรม เขาจะสรุปได้ไหมนะ ว่าตัวเองกำลังได้รับการดูแลจากคนที่เป็นเจ้านาย ไม่ใช่จากใครคนอื่น 

“ตอนนี้...กี่โมงแล้วครับ” 

“บ่ายสามโมง วันเสาร์” 

ฉิบหาย ฮันฮีสบถออกมาในใจอัตโนมัติกับคำตอบที่อีกฝ่ายกรุณาตอบให้ฟัง แค่ห้าชั่วโมงน่ะ ไม่ใช่ปัญหาแล้ว ฮันฮีหลับตาแน่นกับข้อสรุปที่ว่าเขาน่าจะหลับไปสักสิบชั่วโมงอย่างต่ำ ทั้งเขิน ทั้งอับอาย ถ้าจะสื่อให้ชัดกว่านี้ล่ะก็ ‘ขายขี้หน้า’ ยังไงล่ะ 

เพราะว่าแทนที่จะได้ปล่อยหมัดอย่างสวยงามกลับกลายเป็นว่าเสร็จผู้ชายตรงหน้าแทน ถ้าถามว่ายุนซองน่ะดีแต่พูดหรือเปล่านะเหรอ ก็อีกฝ่ายกลั่นแกล้งเขาได้โดยที่ไม่มีคำพูดอะไรออกมาเลยไง 

ถึงจะมีความรู้สึกว่าอยากหนีไปหลบซ่อนที่ไหนสักที่ แต่ที่นี่เป็นวิลล่าของยุนซอง แถมยังอยู่บนเตียงของอีกฝ่ายด้วย แย่กว่านั้นก็คือตอนนี้เจ้านายกำลังทายาบนแผลตรงสะโพกที่ถูกปู้ยี้ปู้ยำเมื่อคืนนี้อยู่ เมื่อสัมผัสลื่นๆ กดลงไปบนส่วนที่เจ็บ ฮันฮีก็เผลอส่งเสียงร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็ ‘ขายขี้หน้า’ เหมือนกัน 

แต่ก็ยังคงมีความจริงที่จะต้องทำอย่างแน่นอนเหลืออยู่ ฮันฮีหายใจแรงๆ อยู่ข้างในเพื่อกันไม่ให้ส่งเสียงออกมา เขาถามคำถามที่ตัวเองสงสัยตั้งแต่เมื่อคืนออกไปอย่างระมัดระวัง 

“กรรมการผู้จัดการ...เป็นซาดิสต์เหรอครับ” 

ถ้าตัดความเขินอายออกไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เขาจะต้องรู้ให้ได้อย่างชัดเจน เพราะว่าปัญหาทั้งหมดน่ะ เกิดจากการที่เขาสันนิษฐานว่า ‘คังยุนซองไม่มีทางเป็นซาดิสมต์’ 

ถ้าลองนึกถึงเจ้านายเมื่อวานนี้ ก็ยังมีหลายๆ อย่างที่ทำให้เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นวานิลลา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทั้งหลายแหล่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า หรือประเภทของพวกเซฟเวิร์ด ซึ่งแค่ค้นหาผ่านทางอินเตอร์เน็ตไม่เท่าไหร่ก็สามารถรู้ได้ง่ายๆ แต่ความจริงแล้วการเล่นแบบเจนจัดที่อีกฝ่ายแสดงให้ดู เป็นของคนที่มีประสบการณ์อย่างแน่นอน 

แต่ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้ว ยุนซองก็แสดงท่าทีที่คุ้นเคยกับการเล่นให้เห็นมาตั้งแต่แรก เพราะว่าการฟาดที่เริ่มจากเบาๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความแรงน่ะ มันต่างกับการตีอย่างสะเปะสะปะ ส่วนตัวเขาที่มั่นใจในตัวเองสูงว่าจะไม่กำหนดคำเซฟเวิร์ดน่ะ ก็ถูกยุนซองค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาจัดการอย่างสมบูรณ์ 

“มันสำคัญด้วยเหรอ” 

แล้วมันไม่ใช่หรือไงครับ เขาซ่อนน้ำเสียงพุ่งขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ได้อย่างหวุดหวิด คนขี้โกงน่ะไม่มีหรอก แต่เหลือแต่คนโกหกต่างหาก ฮันฮีรู้สึกว่าถูกยุนซองหลอกซะสนิท 

“ถ้าคุณบอกผมตั้งแต่แรก...” 

“ถ้าเหรอ” 

โธ่เอ๊ย เขาไม่ควรจะพูดเลย แต่ถึงอย่างไรมันก็น่าอายไม่ต่างกัน 

“ฉันก็ไม่เคยบอกจากปากหนิ ว่าไม่ได้เป็น” 

“อึก...!” 

“ฉันน่ะไม่ค่อยชอบเปิดเผยตัวเองหรอกนะ ไม่เหมือนเธอ” 

อีกฝ่ายใส่แรงลงไปตรงนิ้วที่ทายาให้เขาอยู่ ไม่ว่ามันจะลื่นแค่ไหนแต่ทันทีที่กดมาบนแผลก็จะมีเสียงครางออกมาจากริมฝีปากที่ไม่พร้อมจะรับมืออยู่ดี และสิ่งที่ออกมานั้น ถึงมันจะเป็นแค่การหายใจสั้นๆ แต่ฮันฮีก็พ่นคำด่ามากกว่าสามคำไปเรียบร้อยแล้วในใจ ยุนซองที่เคยพูดอย่างนั้นอย่างนี้เกี่ยวกับตัวเองอยู่เสมอตั้งแต่ครั้งก่อนนู้นน่ะ น่ารังเกียจสุดๆ ไปเลย 

คนตรงหน้าเขาเปิดเผยตัวตนไปแล้วตั้งสองครั้งต่างหาก ฮันฮีขบกรามแน่น 

“ไม่หิวเหรอ” 

“ไม่ค่อยครับ” 

“เมื่อวานร้องดังขนาดนั้น แต่ไม่หิวเลยเหรอ ยังหนุ่มอยู่นี่มันดีจังนะ” 

ถึงแม้จะหิวจนจะตาย แต่ก็พูดไม่ได้หรอกว่าหิว ถ้าจะมีสิ่งที่ฮันฮีหวังล่ะก็ ก็มีแค่ลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าแล้วกลับบ้านมันซะตอนนี้เลย เขายังละอายใจอยู่ 

“แต่ฉันหิวนี่” 

แล้วยังไงล่ะครับ สายตาของฮันฮีที่เหลือบมองขึ้นไปอย่างยากลำบากหันไปทางยุนซองที่มายืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนไหนก็ไม่รู้ อีกฝ่ายกำลังจ้องมองเขาอยู่ 

“ที่พูดนี่คืออยากให้ผมเสิร์ฟอาหารให้ตอนนี้เหรอครับ” 

“ไม่หนิ แค่จะถามว่าเธอมีเมนูที่อยากจะทานไหมเฉยๆ” 

เวร... นิสัยปากไวของเขานี่ มันสร้างปัญหาตลอดเลยหรือเปล่าเนี่ย ฮันฮีทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วหันหน้าไปฝังหน้าลงกับหมอนอีกครั้งหนึ่ง 

“ไม่มีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษเหรอ ฉันจะไม่ถามซ้ำนะ เธอควรจะพูดมันออกมาตอนนี้เลย” 

“...ผมไม่หิวครับ” 

เสียงที่อู้อี้จากการฝังหน้าลงกับหมอนดังขึ้น แต่มันน่าจะเป็นคำพูดที่เด็ดขาดแล้วในความคิดเขา แน่นอนว่าเขากำลังกลบเกลือนความดื้อดึงที่เหมือนกับเด็กขี้งอนไว้อย่างมาก 

ถ้ามาถึงตอนนี้มันก็คงจะโอเคแล้วล่ะ แต่เวลาเดียวกับที่ฮันฮีพูดจบ เสียงโครกครากก็ดังขึ้นมาอย่างเปิดเผยในระหว่างที่บทสนทนาหยุดไปสักพัก ซึ่งมันชัดเจนมากๆ ว่าที่มาของมันมาจากตรงไหน ฮันฮียิ่งอยากจะกลับบ้านมากขึ้นไปอีก 

“โอเค ถึงเธอก็จะบอกว่าไม่หิวยังไง แต่ดูเหมือนว่าท้องของเธอจะต้องการพาสต้านะ อ่า แล้วที่เธอบอกว่าไม่น่ะ ฉันปฏิเสธล่วงหน้าเลยแล้วกัน ฉันได้ยินคำตอบแล้ว ตอนนี้เธอก็หมดสิทธิ์เลือกแล้วล่ะ” 

ครับ เชิญตามสบายเลยครับ ไม่ว่าอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ แต่ตอนนี้ช่วยหายไปจากตรงหน้าเขาที เพราะเขาอยากอยู่คนเดียวมากๆ 

ฮันฮีได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไกลออกไปราวกับอ่านใจของเขาออก หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าสักพัก ถึงสามารถหันหน้ากลับมาด้านข้างได้ ขอเขาหายใจสักหน่อย จากนั้นเสียงหายใจเฮือกใหญ่ก็ตามมา ตอนนี้เขามาทำอะไรที่นี่เนี่ย ยิ่งกว่านั้นคือนี่มันใช่ความจริงเหรอ คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว 

แล้วยุนซองไปไหนกันนะ แต่จะไปสั่งพาสต้าหรืออะไรก็ตามกับคนรับใช้ก็ช่าง ไม่ว่าอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสที่เขาจะหนีเหรอ ตอนนี้เวลาประมาณบ่ายสามโมง ยังมีเวลาของวันเสาร์เหลืออยู่เพียงพอ แถมพรุ่งนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ด้วย พอๆ กันกับเวลาที่กังวลอย่างจริงจังว่าจะตายหรือไม่ตายดี แน่นอนว่าเขาก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าวันจันทร์ที่จะมาถึงนี้เขาจะไปทำงานหรือไม่ไปดีด้วย 

แต่ถ้าเทียบกับความคิดแล้ว ร่างกายที่อืดอาดอย่างไม่มีขอบเขตนี้ก็ไม่คิดที่จะลุก­ขึ้นมา ทำได้แค่นอนแผ่ เหนื่อยแล้วก็ไร้เรี่ยวแรงเอามากๆ จะลุกดีไหมนะ แต่เขาก็ไม่มีความมั่นใจเลย 

ความคิดเห็น