repey

สวัสดีค่ะ อ่ะ อ่ะ อ่ะ แฮ่

ชื่อตอน : บทที่ 26 (Pae x Gun)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 114

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2561 20:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26 (Pae x Gun)
แบบอักษร


[Gun’s part]

“กัน ลุกขึ้นมาเก็บโทรศัพท์มึงซิ วางเกะกะไปทั่ว” ถึงแม้ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนแปลงไป แต่การกระทำที่เราแสดงต่อกันนั้นยังคงเหมือนเดิม เพราะความเป็นธรรมชาติที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กันมาตั้งแต่ต้นทำให้ผมไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลย พี่เป้เองก็เช่นกัน มันถึงได้ใช้เท้าเขี่ยๆตัวผมให้ลุกขึ้นไปเก็บของตามที่มันบอกเนี่ย…

“เออ รู้แล้วน่า”

“รู้แล้วก็ลุก นอนเป็นไอ้เข้ขวางคลองไปได้ เกะกะ”

“โว้ะ บ่นจังวะ” ผมยอมลุกจากที่นอนอ่านการ์ตูนอยู่ที่พื้นไปหยิบโทรศัพท์ตามคำสั่งของอีกคน ตั้งแต่มาอยู่นี่ผมก็ปล่อยให้แบตมันหมดไปเอง ปกติก็ไม่ได้เปิดเสียงไว้อยู่แล้ว ดังนั้นเปิดเครื่องกับปิดเครื่องก็ไม่ต่างอะไรกันนัก

ถึงมันจะเป็นโทรศัพท์ราคาแพงที่คนร่วมห้องซื้อให้ แต่ผมก็ใช้มันเหมือนกับราคาสิบยี่สิบบาท ไม่เคยใช้คุ้มราคาหลักหมื่นเลยสักครั้ง วางทิ้งๆขว้างๆไปทั่ว

“แล้วไม่คิดจะเปิดเครื่องบ้างหรอ เพื่อนมึงไม่โทรตามไปเรียนบ้างเลยรึไง”

“ช่างแม่ง ไปแล้วจะเอาเงินที่ไหนเรียน ยังไงปีนี้คงต้องออก”

“ไอ้กัน มึงจะทำทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นๆไม่ได้นะ มึงเพิ่งจบปีหนึ่งไปเองไม่ใช่หรือไง เหลืออีกตั้งสองปีกว่าจะจบ แล้วถ้าไม่ไปจ่ายค่าคงสภาพมึงไม่โดนไล่ออกหรอ”

“ก็แล้วจะทำไงได้ล่ะ”

“วันนี้ไปวิทยาลัยกับกู เดี๋ยวเป็นผู้ปกครองให้”

“ไม่เอาน่าพี่ จะไปทำให้มันวุ่นวายทำไม เดี๋ยวไว้ผมกลับบ้านไปก็ค่อยไปตามเอาก็ได้ แค่เรียนช้าอีกปีเอง” ผมตอบ ยังไงชีวิตผมเรื่องเรียนก็คงไม่ได้สำคัญมากมายขนาดนั้นอยู่ดี ที่ผ่านมาก็เรียนไปงั้นๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร

“แล้วเมื่อไรจะกลับบ้าน”           “ยังไม่รู้...” ผมตอบเสียงแผ่ว ถึงแม้จะคุยกันไปแล้วถึงเรื่องที่ผ่านมา แต่หลังจากวันนั้นพี่เป้ก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรผมอีกเลย ปล่อยให้ผมใช้เวลาทำใจอยู่สักพัก จนมาวันนี้ที่พี่มันคงจะคิดว่าหมดเวลาที่ผมจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ถึงได้ออกปากเร่งให้ผมไปทำอะไรสักอย่าง

“มานั่งนี่ ต้องคุยกันหน่อยแล้วนะ”

พูดจบมันก็เหลือบตาส่งสัญญาณให้ผมเดินไปนั่งข้างๆที่เตียง คราวนี้พี่เป้ดูจริงจังเป็นพิเศษ ปกติเช้ามาก็ต้องกวนตีนกันก่อน แต่สำหรับวันนี้ผมเห็นมันเดินขมวดคิ้วตั้งแต่เช้า และด้วยความที่ผมรู้ว่าตัวเองผิด จึงไม่อยากเถียงอะไรมาก ยอมเดินไปนั่งตามคำสั่งแต่โดยดี

“รู้ไหมว่าตัวเองเถลไถลมากี่เดือนแล้ว”

“สอง...มั้ง...” ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนสอบสวนอยู่เลย พี่เป้มองหน้าผมกดดันทุกทาง

“อืม ตอนนี้เรียนก็ไม่เรียน มวยก็ไม่ซ้อม บ้านไม่กลับ เงินไม่มีใช้ รู้สถานะตัวเองแล้วใช่ไหม” ผมพยักหน้ารับ ยอมรับว่าหงอยเต็มที่ “กูไม่ได้ดุ แค่เตือน ถึงกูจะไม่ได้เดือดร้อนที่มึงมาอยู่ด้วยแบบนี้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีผลเสียอะไรตามมา”

“กูรู้ แต่แค่ยังไม่อยากกลับตอนนี้...”

“ตอนนี้ใช้คำว่าอยากอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะกัน ถ้าจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตัวเองแล้วเมื่อไรจะโต จะเป็นเด็กไปอย่างนี้ตลอดเหรอ”

“ก็...”

“กูเป็นห่วงนะถึงต้องพูดอะ อย่างน้อยถ้าไม่กลับบ้านแต่ก็กลับไปเรียนก่อนก็ยังดี” พูดจบมือของอีกคนก็แปะลงบนหัวผม แต่ก่อนคงจะสะบัดทิ้งอย่างไรเยื่อใย แต่ตอนนี้ผมได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้นแล้วพยักหน้าลง

“ไปเรียนก่อนก็ได้” ผมยังไม่อยากกลับบ้านจริงๆ แต่เรื่องเรียนไม่ได้มีปัญหาอะไร ถึงจะมาอยู่ที่นี่สองเดือน แต่ตอนที่ผมมาก็ยังเป็นช่วงปิดเทอมอยู่ ดังนั้นเวลาที่ผมขาดเรียนมาจริงๆคือประมาณเดือนเดียวเท่านั้น ถ้ากลับเข้าไปคุยกับอาจารย์ตอนนี้ก็น่าจะยังไม่มีปัญหาอะไร

“อือ งั้นก็ไปแต่งตัวดีๆ เดี๋ยวกูไปส่ง คงต้องไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ด้วยใช่ป่ะ ของมึงไม่มีติดมาจากบ้านเลยนี่” พี่เป้ถาม

“ซื้อเสื้อช็อปตัวเดียวพอ ที่เหลือแค่กางเกงขายาวรองเท้าผ้าใบก็เข้าเรียนได้แล้ว” ผมอธิบาย “ขอยืมที่ชาร์ตหน่อย จะลองโทรถามเพื่อนว่ามันเรียนกี่โมง” ผมชูโทรศัพท์ในมือเพื่อเป็นสัญญาณให้ดูว่าต้องการอะไร

“อยู่บนโต๊ะ หยิบเอาเลย” ผมทำท่าจะลุกไปหยิบสายชาร์ต แต่อีกคนที่นั่งข้างๆก็รั้งข้อมือไว้ก่อน “ไม่ได้โกรธใช่ไหมที่กูบังคับแบบนี้”

“เปล่า ดีแล้วแหละ” ผมคิดอย่างที่พูด อยู่เฉยๆผมก็เบื่อที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง ที่สำคัญคือผมไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นการบังคับ พี่เป้พูดทุกอย่างด้วยเหตุผล ไม่ใช่ว่าอยู่ๆมาลากให้ออกไปทำนู่นนี่ มันทำให้ผมเต็มใจที่จะเชื่อฟัง แหม แอบชมในความคิดก็ยังกระดากอยู่เลยครับ

“เข้าใจกูใช่ไหมว่าไม่ได้อยากผลักไสมึงนะ แต่แค่คิดว่าปล่อยไว้นานกว่านี้เรื่องมันจะยิ่งวุ่นวาย”

“อือ มึงอะคิดมาก กูไม่ได้คิดไรเลย”

“ดีมาก เป็นเด็กเป็นเล็กก็หัดเชื่อฟังผู้ใหญ่”

ปากบอกไม่ได้คิดอะไร แต่พอเอาเข้าจริงก็แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกันที่จะต้องออกจากเซฟโซนที่สร้างขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าผมจะทำตัวเป็นภาระให้คนอื่นไปอย่างนี้ตลอดก็ไม่ถูกต้องนัก แล้วยิ่งตอนนี้ก็มีโอกาสแก้ตัวแล้ว ผมก็อยากจะทำอะไรให้มันดีขึ้น

ระหว่างทางผมก็กดเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรถามเพื่อนว่ามันอยู่ที่ไหน แต่ก่อนจะได้ทำอย่างใจนึกก็ต้องตกใจกับมิสคอลที่เด้งค้างอยู่ที่หน้าหลัก

47 missed call

ทั้งหมดเป็นเบอร์ ‘แม่’ ที่โทรเข้ามาตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว เจ็ดสัปดาห์ที่แล้ว ห้าสัปดาห์ที่แล้ว สองสัปดาห์ที่แล้ว และสามวันที่แล้ว นี่ยังไม่รวมข้อความที่ส่งเข้ามาอีกมากมาย

‘กันไปอยู่ที่ไหนลูก พ่อเขาไม่ได้โกรธแล้ว กลับบ้านนะ’

‘เปิดเทอมแล้วจะไม่ไปเรียนหรอ’

‘กัน มีความรับผิดชอบหน่อยนะ กลับบ้านได้แล้ว แม่รออยู่’

‘ช่วงนี้พ่อเขาป่วยหนักมาก งานที่ค่ายมวยก็เริ่มน้อยลง ไม่มีคนมาจ้างแล้ว กลับมาดูพ่อหน่อยนะกัน’

‘ลดทิฐิแล้วกลับบ้านมาคุยกันดีๆเถอะนะ ทุกปัญหามันมีทางแก้ทั้งนั้น’

‘ถ้าเปิดเครื่องเมื่อไรก็โทรกลับมาด้วยนะ แม่รออยู่’

ผมทำเมินเฉยต่อทุกอย่างที่โชว์หราอยู่หน้าจอ ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว แต่ที่ผ่านมาผมไม่เห็นว่าการหนีออกจากบ้านของผมจะมีผลอะไรต่อสุขภาพหรือการงานของพ่อเลยแม้แต่นิด กับแค่ลูกที่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรตั้งแต่ต้น คงไม่ทำให้ที่บ้านเดือดร้อนมากหรอกมั้ง แม่ก็คงพยายามพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า

“กัน เหม่อไร”

“อ้าว ถึงแล้วเหรอ” ผมละความสนใจออกจากหน้าจอโทรศัพท์ ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้มาถึงหน้าโรงเรียนแล้ว

“เออสิ มึงมัวแต่เล่นโทรศัพท์ ถามเพื่อนอะได้ความยัง”

“เออลืม” พูดจบก็สลัดเรื่องข้อความก่อนหน้าทั้งหมดทิ้ง แล้วรีบกดโทรออกหาเพื่อนทันที รอไม่นานปลายสายก็รับทันที เสียงพวกมันดังจนแทบจะเป็นตะโกนออกมาอยู่แล้ว คงจะเปิดลำโพงแล้วคุยพร้อมกัน

มันเป็นห่วงกันใหญ่ นึกว่าผมตายไปแล้วถึงขาดการติดต่อแบบนี้ ผมก็แค่บอกว่ามีปัญหาที่บ้านนิดหน่อย เดี๋ยวจัดการเรื่องที่ห้องสำนักงานเสร็จแล้วจะกลับเข้าไปเล่าให้ฟัง พวกมันก็เออออกันเรียบร้อย

เรื่องต่อมาที่ควรกลุ้มใจก็คือเรื่องที่ว่าอาจารย์จะยังให้ผมเรียนต่อไหมนี่แหละ

.

.

.

"อาจารย์ก็คงรู้ใช่ไหมครับว่าคุณากรเขามีปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องครอบครัวแล้วก็เรื่องส่วนตัว ช่วงนี้เขาก็มาพักอยู่กับผมชั่วคราว ปัญหาต่างๆก็เริ่มคลี่คลายแล้วผมถึงได้รีบพาเขากลับมาเข้าเรียน อาจารย์น่าจะเห็นใจกันบ้างนะครับ”

“แต่ผู้ปกครองต้องเข้าใจนะคะว่าคุณากรขาดเรียนไปหนึ่งเดือนกับอีกสัปดาห์ รวมเป็นห้าสัปดาห์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นับชั่วโมงเรียนแล้วยังไงก็เข้าสอบไม่ได้ค่ะ”

“แล้วทางเลือกตอนนี้มีอะไรบ้างครับ”

“ก็ต้องพ้นสภาพแล้วสมัครเข้าเรียนใหม่ค่ะ หรือไม่ก็ต้องลองเสนอเรื่องกับท่านผู้อำนวยการ ว่าจะผ่อนผันอะไรให้ได้แค่ไหนค่ะ”

“แต่น้องผมจบปีหนึ่งไปแล้วนะครับ! แล้วที่มาวันนี้ก็มาจ่ายค่าคงสภาพด้วย อย่างหนักก็เรียนซ้ำเทอมเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรอครับ”

“ระเบียบของทางวิทยาลัยคือต้องจ่ายค่าคงสภาพล่วงหน้าค่ะ ไม่ใช่ย้อนหลัง ถึงแม้จะจ่ายมากขนาดไหนระเบียบก็ต้องเป็นระเบียบค่ะ”

“อ่า ผมว่าเราคุยกันจบแล้วล่ะครับ ขอให้ผมเข้าพบผู้อำนวยการน่าจะดีกว่า”

ผมได้แต่นั่งอ้าปากค้างไประหว่างบทสนทนาที่ไหลผ่านหูไป ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเข้ามานั่งโง่อะไรตรงนี้ เพราะตั้งแต่เริ่มต้นก็เห็นจะมีแค่อาจารย์ที่ปรึกษากับพี่เป้เท่านั้นที่เจรจากันอยู่

พอคุยกันไปสักพักก็เหมือนว่าจะไม่สำเร็จ พี่เป้มันถึงต้องเข้าพบผู้อำนวยการแบบนั้น ตั้งแต่เรียนที่นี่ผมยังไม่เคยเข้าห้องทำงานผู้อำนวยการเลย แล้วเด็กอย่างผมก็ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าด้วย ดังนั้นผมก็ได้แต่นั่งหน้าแห้งเผชิญหน้ากับอาจารย์ที่ปรึกษาไปพลางๆ ระหว่างรอผู้ปกครองชั่วคราวเข้าไปต่อรองให้ได้เรียนต่อ

รอไม่เกินชั่วโมงพี่เป้ก็เปิดประตูออกมา สีหน้าดีขึ้นกว่าตอนก่อนเข้าไปเล็กน้อย คิดว่าคงผ่านไปด้วยดี

“ว่าไงพี่” ผมเอ่ยถามทันที

“วันนี้กลับก่อน ยังต้องทำเรื่องอีกนิดหน่อย” พูดจบพี่มันก็หันไปยกมือไหว้อาจารย์ที่ปรึกษาของผมก่อนจะลากแขนผมออกมาจากห้องนั้น “เรียบร้อยแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดี”

“ค่ะ เชิญค่ะ”

“ไม่ค่อยเป็นมิตรเลยนะ” พอออกมาจากห้องผมก็เอ่ยแซวนิดหน่อยเพราะดูจากสายตาแล้วพี่มันไม่ได้อยากไหว้อาจารย์เท่าไหร่

“รำคาญ พูดมากอยู่นั่น” ผมแอบขำเล็กน้อยให้กับท่าทางหัวเสียของพี่เป้ เพราะถึงพี่มันจะชั่วยังไงแต่มันก็ไม่ทำร้ายผู้หญิง

“แล้วสรุปว่ายังไงบ้าง”

“จ่ายเงินเยอะหน่อยแต่เรียนต่อได้ ปัญหามีอยู่อย่างเดียว และค่อนข้างใหญ่ซะด้วย” พี่เป้หันมามองหน้าผมอย่างจริงจังจนแอบหวั่นใจ

“อะไร”

“เขาบอกว่าต้องให้ผู้ปกครองมาเซ็นใบยืนยันว่ามึงหายไปไหนมา ซึ่งต้องเป็นคนเดียวกับที่ลงชื่อไว้ตอนแรกเข้า”

“...”

“นั่นก็คือแม่มึง”

ผมต้องกลับบ้านสินะ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่าที่ผ่านมาทางงวิทยาลัยก็คงติดต่อเรื่องผมผ่านแม่ไปเรียบร้อยแล้ว แม่ถึงได้เรียกร้องให้ผมกลับบ้านและไปเรียนต่อ

“แล้วยิ่งได้ใบยืนยันนั่นมาเร็วเท่าไหร่ มึงก็เข้าเรียนได้เร็วเท่านั้น แต่มึงจะไม่จบเทอมพร้อมเพื่อนอย่างแน่นอน บางวิชาต้องลงใหม่ช่วงซัมเมอร์ เดี๋ยวรายละเอียดเขาส่งให้ทีหลัง”

“อือ ก็คงต้องกลับบ้านใช่ป่ะ” ผมยอมรับเลยว่าผิดหวังนิดหน่อยที่มันเป็นแบบนี้ คิดว่าชีวิตนี้จะไม่ต้องพึ่งใครอีกแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งพี่เป้ก็คงมองเห็นแววตาเสียใจของผม ถึงได้เอามือมาตบบ่าให้กำลังใจ

“อีกทางเลือกคือมึงก็ลาออกแล้วสมัครเรียนใหม่ ก็จะจบช้าไปอีกปี แต่ถ้าเอาอย่างนั้นกูจะเป็นผู้ปกครองให้ กูรู้ว่ามึงยังไม่พร้อมจะไปหาพ่อแม่ตอนนี้”

“ไม่หรอกพี่ อย่างนั้นก็เสียเวลาอีกเยอะ” ผมหลับตาลงอย่างใช้ความคิด แค่พี่เป้จะจ่ายเงินค่าเทอมให้ผมก็เกรงใจจะแย่ แล้วถ้าหากว่าต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้งกับคนสมองทึบๆอย่างผมก็คงจะไม่โอเคเท่าไหร่ ผมถือคติเรียนรอบเดียวเท่านั้น

“ถ้างั้นจะเอาไง”

“กลับบ้านก็ได้ แค่เอาลายเซ็นต์ใช่ป่ะ” ผมถามย้ำ

“แต่...”

“ผมทำได้หน่า แค่คุยกับแม่เอง” แอบยิ้มปลอบใจตัวเองเล็กน้อย ทิฐิที่สร้างไว้ยังไม่สลายไปไหนผมรู้ตัวดี แต่ผมยังต้องมีชีวิตต่อไป ไม่ใช่ว่าเอาแค่ความอยากมาตัดสินทุกอย่างแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว

แค่กลับไปไม่กี่นาทีเท่านั้น บางทีพ่ออาจไม่อยู่บ้านด้วยซ้ำไป

“ถ้างั้นกูไปด้วย”

“อือ ขอบคุณ”

“งั้นกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” พี่เป้ส่งยิ้มให้กำลังใจแบบที่นานๆทีจะเห็นพร้อมทั้งจับข้อมือผมพาเดินไปทางที่จอดรถ

“ไปวันนี้เลยไม่ได้เหรอ” ผมยื้อตัวเองไว้

“หือ?”

“ไปหาแม่วันนี้เลย จะได้จบๆไปไง ไหนพี่บอกว่ายิ่งเร็วยิ่งดีไม่ใช่เหรอ” ผมถาม

“กูไม่ได้จะบังคับอะไรขนาดนั้น ให้มึงเลือกเองว่าจะเอายังไง ถึงมึงจะกลับมาเรียนต่อปีหน้ากูก็ไม่ว่าอะไรนะ เพียงแต่ไม่อยากให้มึงหมกตัวอยู่แค่ในบ้านแล้วคิดเรื่องเดิมซ้ำไปมาเท่านั้นเอง ออกมาเรียนอย่างน้อยมึงก็เจอเพื่อนบ้าง ไปเที่ยวนู่นนี่บ้าง มึงก็น่าจะรู้ว่ากูอยู่กับมึงทั้งวันไม่ได้ กูก็มีงานต้องทำ”

“ผมโอเค บางทีก็เบื่อเหมือนกันแหละ” ผมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด “ก็พี่บอกจะไปด้วยไม่ใช่หรือไง ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกมั้ง”

“เหอะ เดี๋ยวนี้มึงรู้จุดอ่อนกูแล้วนี่” พี่เป้ผลักหัวผมอย่างรุนแรงจนแทบจะล้มตอนที่ผมพยายามทำตาปริบๆแบบที่เชื่อว่ามันต้องยอมใจอ่อนแน่นอน “มึงมันร้ายไอ้กัน”

“ฮ่าๆ สรุปยอมยัง”

“เออ ไปก็ไป”





ณ บ้านกัน

ทุกคนบอกเสมอว่าผมนิสัยเหมือนพ่อ แรกๆก็ไม่อยากยอมรับนักหรอก แต่ยิ่งโตมาก็ยิ่งรู้ว่าไอ้นิสัยไม่ยอมคน หัวดื้อ และเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่นี่ผมได้พ่อมาเต็มๆ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราสองคนถึงได้หาเรื่องมาทะเลาะกันได้ตลอดเลา

ว่ากันตามตรงผมก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันว่าพอขับรถมาถึงบ้านพ่ออาจจะเอาน้ำสาดทั้งผมทั้งพี่เป้แล้วไล่ตะเพิดเราสองคนออกจากบ้านไปเลยก็ได้

แต่แปลกที่แม้จะก้าวเข้ามาในบ้านแล้วก็ยังไม่ได้ยินเสียงใคร วันนี้ไม่มีใครมาซ้อม ไม่มีเสียงโหวกเหวก หรือแม้แต่เสียงทำกับข้าวในครัวจนผมอดแปลกใจไม่ได้ ปกติถ้าไม่มีใครอยู่บ้าน ก็จะล็อคกลอนไว้แน่นหนา แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้รถก็จอดอยู่ครบ แต่ประตูทุกบานไม่ได้ลงกลอนไว้เลย

“ทำไมบ้านมึงเงียบจังวะ” พี่เป้พูดทักขึ้นมา จากที่มันเคยมาบ้านผมหลายๆครั้ง แม้จะแค่จอดนอกบ้านหรือขับรถผ่าน ก็คงไม่เคยเห็นว่ามันเงียบเชียบผิดสังเกตขนาดนี้

“นั่นสิ สงสัยอยู่บนบ้านกันมั้ง” ผมเดา

ผมค่อยๆเดินขึ้นบันไดไปช้าๆ หวังว่าพ่อจะตะโกนด่าหรือแอบลอบปาข้าวของใส่ เพราะสัญชาตญาณนักมวยของพ่อแม่นเกินใคร มีหรือจะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เดินเข้าบ้านมาได้ขนาดนี้

“ชักจะแปลกๆแล้วนะ ปล่อยบ้านทิ้งไว้อย่างนี้เลยเหรอ” คนที่เดินตามมาติดๆยังคงสงสัยไม่เลิก ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เราเดินมาจนหยุดที่หน้าประตูห้องของพ่อกับแม่ ถ้าให้ผมเดาเขาก็คงอยู่ในนี้ เพราะชั้นสองของบ้านมีแค่สามห้องคือห้องของพ่อกับแม่ ห้องผม และห้องพี่ฝ้ายที่ไม่มีใครเปิดเข้าไปนานแล้ว อาจจะมีบ้างที่แม่ทนความคิดถึงไม่ไหวเลยต้องแอบเข้าไปร้องไห้ในนั้น แต่หลังๆมานี้ผมก็ไม่เห็นใครเข้าไปอีก

ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูค่อนข้างนาน ไม่แน่ใจว่าจะเอาไงดี ถ้าเคาะเรียกแม่จะออกมาต้อนรับไหมนะ ผมก็ไม่ได้เคาะห้องใครนานแล้วด้วย บ้านเราต่างคนต่างอยู่ ต้องรับผิดชอบตัวเองเสมอ

“ก๊อกๆ มีใครอยู่ไหมครับ” เร็วกว่าความคิด ไอ้พี่เป้ยื่นมือไปเคาะประตูบานนั้นก่อนผมจะตัดสินใจได้เสียอีก

“...” แต่ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ จนผมต้องลองเรียกดูบ้าง

“แม่...ผมกันนะ อยู่ในห้องหรือเปล่า”

“...”

“แม่...ถ้าได้ยินก็เปิดให้หน่อยเถอะ ผมมีเรื่องรบกวนไม่นาน” ใช่ ไม่นานนักเดี๋ยวผมก็ไปแล้ว

“กัน...”

“แม่...” อยู่ๆประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน ร่างผอมของแม่ผอมลงไปกว่าเดิมอีกเมื่อถึงตอนนี้ ความร่าเริงบนใบหน้าที่แทบจะไม่มีอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งดูหม่นหมองไปกันใหญ่ แม่คงทุกข์ใจไม่น้อยสินะ “ร้องไห้ทำไม...เลิกร้องได้แล้วนะ ผมสบายดี”

แค่ได้สบตากันน้ำตาแห่งความคิดถึงก็ไหลลงอาบสองแก้มเราทั้งคู่ ผมไม่ได้ฟูมฟายอย่างที่อีกฝ่ายเป็น แต่ข้างในผมก็เศร้าไม่แพ้กันแน่นอน

“เอ่อ...งั้นกูไปรอข้างล่างนะ”

“อ่อ...เออ”

พี่เป้รีบผละออกจากสถานการณ์นี้ คงรู้ว่าแม่กับพ่อไม่อยากเจอเขามากนัก ผมก็เข้าใจว่าพี่เป้อยู่กับผมตลอดไม่ได้ อย่างน้อยให้รู้ว่าพี่มันยังวนเวียนอยู่ในบ้านก็ยังดี

“ฮึก...กัน ไปอยู่ไหนมา รู้ไหมแม่เสียใจขนาดไหน” แม่โผเข้ากอดผมทันทีหลังจากที่พี่เป้เดินลับสายตาไป “รู้ไหมแม่เป็นห่วงขนาดไหน ออกจากบ้านไปเป็นเดือนๆ ฮึก จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้”

“แม่อย่าร้อง ผมกลับมาแล้วนี่ไง” แต่ไม่ได้จะกลับมาอยู่นะ ผมแอบคิดในใจ

“ฮึก ดีแล้วลูก ดีแล้ว กลับมาบ้านเรานะ”

“อืม...แล้วพ่อไปไหนล่ะ บ้านเงียบมาก” ผมลองถามดู อาจจะดีกว่าถ้าผมจบธุระก่อนที่พ่อจะกลับมาเห็นว่าใครมาเยี่ยมบ้าน

“...ฮึก...กัน...พ่อเขา...” แม่กลับยิ่งร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิมจนผมตกใจ แรงที่โถมตัวผมอยู่มากกว่าเดิมจนเหมือนแม่จะไม่มีแรงยืนแล้ว

“แม่นั่งพักก่อน เกิดอะไรขึ้นค่อยๆเล่าให้ผมฟัง” ตอนนี้ใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกจากอก ใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าเกิดะไรขึ้น อีกใจก็กลัวว่าเรื่องนั้นคงจะเป็นเรื่องไม่น่ายินดีนัก เพราะมันทำให้แม่ร้องไห้หนกขนาดนี้

ผมค่อยๆพาแม่เดินกลับเข้าไปในห้องที่ผมเข้ามานับครั้งได้ พยุงแม่ไปนั่งลงที่เตียงช้าๆ ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าแม่

“แม่ทำใจดีๆก่อนนะไม่ต้องรีบ ผมไม่ไปไหนหรอก” ผมเอื้อมมือไปจับสองมือของแม่ขึ้นมา มันเหี่ยวแห้งดุไร้ชีวิตชีวาอย่างถึงที่สุด ถึงแม้ผมจะไม่ชอบความคิดและสิ่งที่พ่อกับแม่ทำลงไปก่อนหน้า แต่ยอมรับเลยว่าผมทนเห็นผู้หยิงคนนี้ร้องไห้เจียนขาดใจขนาดนี้ไม่ได้ ผมคงจะใจร้ายเกินไปแล้วถ้าทนนั่งดูเฉยๆโดยไม่เข้ามาปลอบ

“ฮึก...พ่อเขาลื่นล้มในห้องน้ำ...หมอบอกว่าพ่อจะเดินไม่ได้อีกแล้ว”

“อะ...อะไรนะแม่”

“พ่อ...ฮึก...พ่อเขาเครียดมากจนไม่มีแรง แม่คิดว่าพ่อแค่ไม่สบายนิดหน่อย แต่มาเจออีกทีก็เป็นลมอยู่ในห้องน้ำ กว่าจะพาส่งโรงพยาบาลได้ทันก็ช้าไป ฮึก หมอบอกว่าหลังจากนี้พ่อจะเดินไม่ได้อีกแล้ว...”

“...”

“กัน...เราเหลือกันสองคนแล้วนะลูก ถ้ากันไปอีกคนแม่จะอยู่ยังไง ใครจะ...จะคอยดูแลที่บ้าน...ฮึก กลับมานะลูก กลับมาอยู่ด้วยกันนะ...”

มันตื้อไปหมดเลย ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกับโดนน็อคกลางเวที หูอื้อตาลายเป็นแบบนี้นี่เอง มันไม่ได้เจ็บปวด แต่มันสับสนไปหมด ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดหรือทำอะไรต่อไปดี

แม่ค่อยๆดึงผมเข้ามากอดอีกครั้งหนึ่ง จากที่ตอนแรกตั้งใจจะเป็นฝ่ายมาปลอบแม่ กลับกลายเป็นว่าเราต่างปลอบใจกันและกันมากกว่า

ผมไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอะไรก่อนดี เสียใจหรือรู้สึกผิด ผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องทุกอย่างใช่ไหม ถ้าผมยอมกลับบ้านก่อนที่พ่อจะเครียดขนาดนั้น ทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าผมอยู่บ้านวันที่พ่อล้ม ผมก็จะพาพ่อไปโรงพยาบาลได้ทัน ถ้าผมยอมเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษก่อน เราก็จะไม่ทะเลาะกัน หรือที่ผ่านมาถ้าผมยอมปล่อยผ่านเรื่องราวทั้งหมด มันก็คงไม่เกิดขึ้นใช่ไหม

ผมทำอะไรลงไปวะ

“แม่...แล้วตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน” ผมเค้นเสียงออกมาอย่างยากเย็น ผมต้องเข้มแข้งเอาไว้ก่อน ตอนนี้แม่กำลังเศร้าถึงขีดสุด ถ้าเกิดว่าผมร้องไห้หรืออ่อนแอมากกว่านี้ แม่จะไม่มีที่ให้พิง

“อยู่โรงพยาบาล”

“เหรอ ละ...แล้วหมอให้กลับบ้านได้หรือยัง” ผมแทบไม่อยากฟังคำตอบ ถ้าเกิดว่ามันร้ายแรงมาก ถ้าพ่อจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลไปตลอด หรือถ้าผมจะไม่มีโอกาสได้เจอพ่ออีกล่ะ ผมจะทำยังไงดี

“อีกสองเดือน ฮึก หมอบอกว่าปลอดภัยแล้วแต่ต้องดูอาการอย่างใกล้ชิด”

ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

“กัน...เราจะทำยังไงต่อไปดี”

“เอาล่ะ แม่จะต้องหยุดร้องไห้ก่อนนะเราถึงจะเดินต่อได้” ผมผละตัวออกจากอ้อมกอดแม่ เอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้เขาช้าๆแล้วลุกขึ้นมานั่งข้างกัน จับมือและสบตาเขาเอาไว้ตลอด ให้รู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้

“แม่ไม่ได้นอนเลยใช่ไหมเนี่ย” ผมถามไถ่คนที่รักและเป็นห่วงผมมากที่สุดคนหนึ่งในชีวิต

“ฮึก...อือ” แม่พยักหน้าลงอย่างรวดเร็ว น้ำตาไหลอาบลงมาอีกครั้ง ผมรับรู้ได้ถึงความเหนื่อยล้าและอ่อนแรง คงจะเหนื่อยมากใช่ไหมที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างคนเดียว

“แม่ต้องนอนพักก่อนนะ ตอนนี้เราทำอะไรให้ดีกว่านี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ห้ามเกิดขึ้นคือแม่เป็นอะไรไปอีกคน เข้าใจไหม”

“...” แม่ยังคงร้องไห้อยู่อย่างนั้น เขาพยักหน้ารับคำพูดของผมอย่างไร้สติ

“ถ้าแม่เป็นอะไรอีกคนผมก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน...แต่ผมสัญญาว่ามันจะดีขึ้น” ผมกระชับมือแม่ขึ้นอีก เราไม่มีกำลังใจเหลืออีกแล้ว ผมถือว่าผมหนีไปพักมานานกว่าใคร ดังนั้นคนที่ต้องรับบทผู้นำตอนนี้คงไม่ใช่แม่อีกแล้ว

“ผมจะไปทำข้าวต้มมาให้นะ แต่แม่ต้องนอนก่อนสักสองชั่วโมง ผมคงทำเสร็จพอดีแหละ” ผมพูดกับตัวเอง แต่แม่ก็คงได้ยินคำพูดนั้น ใครก็รู้ว่าผมทำอาหารแย่แค่ไหน ขนาดไข่เจียวธรรมดาๆยังใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลย

“ฮึก แต่แม่หิวแล้วนะ...” แม่ยิ้มทั้งน้ำตา แม่คงหิวมากๆเลยสิถึงได้ผอมขนาดนี้ เอาเป็นว่าผมจะไม่ปล่อยให้รอนานถึงสองชั่วโมงหรอก

“รอผมแป๊บแล้วกัน เดี๋ยววิ่งไปซื้อมาให้เลย”

ไม่เป็นไรแล้วนะ ผมจะพาทุกคนผ่านมันไปให้ได้ เชื่อผมสักครั้งนะ







--Talk—

อันนี้ภาคต่อหรือเปล่าคะหายไปแรมปีขนาดนี้5555555555 ไม่มีข้อแก้ตัว แต่สัญญาแล้วว่าจะมาลงให้จบ ตอนนี้ดิฉันปิดเทอมแล้วค่ะ กลับมาแล้ววววววววววววว เย้...โดนถีบ

โอ๋ไม่งอนกันนะคะ เราขอโทษจริงๆค่ะที่หายไปนานขนาดนี้ แต่รับรองว่าจะกลับมาต่ออีกแน่นอนค่ะ มันใกล้จะจบแล้วล่ะค่ะทุกท่านนนนนนนนนน จุ๊บๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}