พราวนภา/เนตรอัปสรา/มณีหยาดฟ้า

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำสีหม่น (70%)...เกรียนสุดๆ >///<

ชื่อตอน : ความทรงจำสีหม่น (70%)...เกรียนสุดๆ >///<

คำค้น : รักโคตรร้าย ผู้ชายฮาร์ดคอร์ ,ป๋าพงษ์ , หมอครีม ,แอบรัก

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 23:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำสีหม่น (70%)...เกรียนสุดๆ >///<
แบบอักษร




วันนี้คิริมาตื่นสายกว่าปกติ เพราะอยู่ๆ ก็เกิดนอนไม่หลับในค่ำคืนที่ผ่านมา กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง หัวสมองน้อยๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเด็กผู้ชายหัวสีเทาคนนั้น เจอกันแค่เพียงครั้งแต่เธอกลับจดจำเขาได้อย่างติดตา ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าหล่อใสสไตล์โอปป้า แววตาร้ายๆ และท่าทางกวนประสาทจนน่าหมั่นไส้        

สาวน้อยผมสั้นใส่แว่นหนาเตอะก้าวลงจากบันไดของคฤหาสน์หลังงามอย่างเชื่องช้า ด้วยเบื่อหน่ายกับบรรยากาศสุดอ้างว้างอย่างเช่นทุกเช้าที่ไร้เงาของบิดาและมารดา บ้านหลังใหญ่ดูเงียบเหงาแบบนี้มากว่าสองปีแล้ว หากแต่พอเดินมาถึงหน้าครัวเท้าเรียวเล็กก็ต้องหงุดชะงัก ดวงตาหวานปนเศร้าพลันเปล่งประกายเจิดจ้าในวินาทีที่เหลือบไปเห็นแผ่นหลังของผู้หญิงที่เธอรักและเทิดทูนที่สุดในโลก

“แม่ขา…อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เสียงใสๆ ร้องทักทายด้วยท่าทางเริงร่า ทำเอาคนที่กำลังง่วนกับการทำอาหารหันมาส่งรอยยิ้มหวานละมุนเจืออบอุ่นให้บุตรสาว    

“มอร์นิ่งจ้ะสาวน้อย”

จากนั้นเจ้าของร่างสมส่วนในชุดทำงานหรูดูภูมิฐานซึ่งมีผ้ากันเปื้อนลายน่ารักๆ คาดอยู่ตรงเอวก็หันกลับไปทำอาหารต่อ ท่าทางคล่องแคล่วและดูมีความสุขของคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารทำให้คนที่แทบไม่มีช่วงเวลาใดๆ ร่วมกับแม่ในระยะหลังๆ มานี้ถึงกับยิ้มไม่หุบ หัวใจดวงน้อยอุ่นซ่านอย่างหามีใดเสมอเหมือน  

“แม่ทำอะไรกินคะ หอมจังเลย” คิริมาเอ่ยถามอย่างยิ้มๆ ขณะเดินมาหามารดา หยุดยืนในลักษณะซ้อนหลัง แล้วชะโงกหน้าไปมองสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังใช้ตะหลิวคนไปมาอยู่ในกระทะ

“โห…ข้าวผัดกุ้ง”

“ของโปรดหนูไงลูก”

คนที่ถึงจะอายุสี่สิบต้นๆ แต่ยังสวยไม่สร่างเอ่ยอย่างยิ้มๆ ขณะหยิบเครื่องปรุงมาปรุงรส เอื้อมมือไปหยิบช้อน แล้วตักแบบพอดีคำ เป่าจนแน่ใจว่ามันจะไม่ร้อน จากนั้นจึงนำมาจ่อปากจิ้มลิ้มของลูกสาว ซึ่งคิริมาก็อ้าปากรับเอาข้าวผัดกุ้งที่แม่ป้อนให้ชิมอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะทำตาพราวระยับด้วยความถูกอกถูกใจ ชูนิ้วโป้งให้มารดาแทนคำตอบว่าอร่อยมาก เรียกรอยยิ้มจากคนสละเวลามาทำอาหารเช้าได้เป็นอย่างดี     

“ขอบคุณนะคะแม่”

“ขอบคุณเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องกอดแม่ เดี๋ยวเสื้อทำงานแม่ยับ”

วาจานุ่มนวลทว่าความหมายคล้ายเหินห่างทำให้คนฟังถึงกับชะงัก หน้าจืดเจื่อนลงถนัดตา วงแขนที่กำลังจะสอดร้อยรัดเอวของผู้เป็นมารดาลู่ลงที่ข้างลำตัว ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มเข้าหากันแน่ หยาดน้ำใสๆ คลอเคล้านัยน์ตา ก่อนที่ร่างบอบบางจะถอยกลับไปนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว

“เอ้า…รีบทานเข้า จะได้รีบไปโรงเรียน” หลังจากวางจานข้าวผัดกุ้งหอมฉุยลงตรงหน้าบุตรสาวนางครองขวัญก็เอ่ยบอกเบาๆ จากนั้นก็ก้มลงสำรวจความเรียบร้อยของชุดทำงานของตัวเอง ที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดขนาดนี้ก็เพราะว่าวันนี้เธอมีนัดสำคัญกับคู่ค้ารายใหญ่

“แล้วแม่ไม่ทานด้วยกันเหรอคะ” น้ำคำอ้อนๆ บวกกับสายตาเว้าวอนทำให้คนที่กำลังตั้งท่าจะเดินไปหยิบเสื้อสูทและกระเป๋าถึงกับหยุดงะงัก  

“หนูทานเถอะ…แม่รีบ” นางครองขวัญเอ่ยบอกลูกสาว ก่อนจะเดินกลับมาโอบร่างอ้อนแอ้นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ยกมือขึ้นลูบศีรษะน้อย แล้วเอ่ยเบาๆ  

“เป็นเด็กดีนะลูก”

“ค่ะแม่”

“ดีมากจ้ะ” นางครองขวัญยิ้มอ่อนโยน แล้วก้มลงหอมหน้าผากลูกสาวเบาๆ

“เอ่อ…แล้วพ่อล่ะคะ ครีมไม่เห็นพ่อมาหลายวันแล้ว” คิริมาอ้อมแอ้มด้วยความใคร่รู้ ทันใดนั้นก็รับรู้ได้ถึงปฏิกิริยาแข็งกร้าวเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของอีกฝ่าย

“อย่าถามถึงไอ้ผู้ชายสารเลวคนนั้นให้แม่ได้ยินอีก” วาจาเฉียบขาดที่หลุดออกมาจากปากผู้เป็นแม่ทำให้สาวน้อยถึงกับน้ำตาซึมด้วยความเศร้าใจ เพราะรู้ดีว่าครอบครัวของเธอจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว พ่อเก็บของและย้ายออกไปอยู่กับเมียน้อยอย่างที่แม่ของเธอว่าจริงๆ

จากนั้นนางครองขวัญก็ผลุนผลันจะไปหยิบของ ทว่ายังก้าวขาไม่ถึงไหน เสียงของคนที่เพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ก็เอ่ยเป็นเชิงห้ามไว้เสียก่อน 

“เดี๋ยวก่อนค่ะแม่”

“มีอะไรก็ว่ามา วันนี้แม่รีบจริงๆ ลูก” หลังจากหันกลับมามองหน้าลูกสาว คนที่เอาแต่บ้าคลั่งกับการทำงานจนทิ้งลูกให้อ้างว้างอยู่ข้างหลังก็เอ่ยอย่างพยายามที่จะใจเย็น  

“งานวันแม่ที่โรงเรียนปีนี้แม่จะไปไหมคะ” สาวน้อยเอ่ยเสียงติดจะสั่นสะท้าน ด้วยไม่เคยได้กราบแม่ในวันแม่ที่โรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นกับคำถามที่เอื้อนเอ่ยออกไป เพราะค่อนข้างคาดหวัง ตื่นเต้น และวิตกกังวลกับคำตอบที่จะได้รับฟังในวินาทีถัดมา  

“ยังไม่แน่ใจเลยลูก เพราะช่วงนี้แม่ยุ่งๆ อยู่กับการโปรโมตผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของบริษัท แถมยังต้องเดินทางไปอเมริกาอีก ถ้าแม่ไปไม่ได้จะให้ป้าแววไปแทนแล้วกันนะลูก”

ท่านประธานของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในยักษ์ใหญ่เอ่ยบอกเร็วๆ ขณะเดินไปหยิบกระเป๋าและเสื้อสูทซึ่งวางอยู่ตรงเก้าอี้ที่อยู่ห่างออกไป

“แต่แม่คะ…”

“แม่ไปล่ะ แม่รีบ”

“หนูแค่อยากจะบอกแม่ว่า หนูไม่ต้องการใคร…นอกจากแม่” คล้อยหลังมารดาสาวน้อยก็เอ่ยเสียงเครือเจือสะอื้น ก่อนที่น้ำตาจะหยดแหมะลงกระทบจานข้าว


7.19 น.

“ยัยแว่น! ฉันบอกให้เอาการบ้านมา!”

“เอาการบ้านมาให้พวกฉัน ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”  

เสียงเข้มๆ ข่มขู่ ตามมาด้วยถ้อยคำบีบบังคับจากสองแฝดนรกประจำห้อง หากแต่คำสั่งเหล่านั้นหาได้ทำให้คนที่โดนแบบนี้เป็นประจำจนชินชาหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามคิริมากลับนั่งทำหน้านิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนร่วมห้องจำนวนห้าคน ขาประจำที่มาขู่ลอกการบ้านของเธอ

“ถ้าเธอไม่อยากมีเรื่องก็เอาให้พวกเขาไปซะสิ” คราวนี้เมริษาหรือมินนี่สาวสุดป็อปประจำโรงเรียนทำเป็นพูดจาดี แต่เเววตากลับกระด้างออกแนวบีบบังคับ สร้างภาพเป็นนางฟ้าในคราบนางมารร้ายชัดๆ      

“พวกเธอก็รู้นี่ ว่าอาจารย์สั่งว่าไม่ให้พวกเธอลอกการบ้านฉัน” คิริมาเอ่ยเสียงเรียบๆ อันที่จริงแล้วเธอไม่ได้หวาดกลัวแก๊งอันธพาลหลังห้องเลยสักนิด เพียงแต่เธอไม่อยากมีเรื่องให้ต้องถูกฝ่ายปกครองเรียกไปสอบสวน เพราะสุดท้ายคนที่ถูกลงโทษด้วยการหักคะแนนความประพฤติก็คือเธอ  

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าทุกครั้งที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นทางโรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองมาพบ ซึ่งพ่อแม่ของทุกคนต่างก็มากันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นพ่อแม่ของเธอ และทุกครั้งพ่อแม่ของทุกคนก็จะพากันโจมตีคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเธอว่าใส่ร้ายลูกของพวกเขาบ้างล่ะ ว่าเธอหาเรื่องลูกพวกเขาบ้างล่ะ เพราะเธอไม่มีพ่อกับแม่มาปกป้องเหมือนอย่างใครเขา สุดท้ายความผิดก็มาตกที่เธออยู่ร่ำไป จนอาจารย์ฝ่ายปกครองคาดโทษว่าหากเกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีกเธอจะถูกลงโทษขั้นเด็ดขาด ซึ่งนั่นมันไม่ยุติธรรมต่อเธอเลยสักนิด      

“พวกฉันจะลอก…จะทำไม”

“ใช่…ในเมื่อถ้าอาจารย์จับได้จะทำโทษเธอ ไม่ใช่พวกฉันสักหน่อย”

วาจาแสนกระแทกใจทำให้คนฟังเม้มปากแน่นด้วยความคับข้องใจ นัยน์ตาแข็งกร้าวขึ้น ทว่ากลับต้องกำหมัดระงับอารมณ์เอาไว้อย่างสุดความสามารถ  

“นั่นดิ ฉะนั้นเอาสมุดมาซะดีๆ”  

“ไม่!” คิริมายังคงยืนกรานคำเดิม ใจจริงอยากจะตะโกนใส่หน้าทุกคนว่าอย่ามายุ่งกับเธอ มีปัญญาก็ทำเองสิ หากแต่กลับทำได้เพียงเม้มปากนั่งนิ่ง     

“ฉันบอกว่าเอามา!”  

“เฮ้! พวกเธอไม่มีปัญญาหรือไงวะ ถึงได้มาข่มขู่ลอกการบ้านยัยนั่นอยู่ได้” น้ำเสียงกระด้างเจือดุดุนที่โพล่งขึ้นทำให้ทุกคนต่างหันไปมองผู้มาใหม่      

“พงษ์! พงษ์มาหามินนี่เหรอ” สาวป็อปประจำโรงเรียนร้องอุทานด้วยความยินดี แล้วรีบปรี่เข้าไปเกาะแขนของแฟนหนุ่มสุดหล่อด้วยสีหน้าระรื่น  

“เปล่า” เขาตอบหน้าตาย ก่อนจะแกะมือของอีกฝ่ายออกจากแขนของตัวเอง ท่าทางเหินห่างทำให้เมริษาถึงกับหน้าเสีย แต่ยังทำเป็นเชิดเหมือนว่าไม่ได้รู้สึกอะไร

“แล้วพงษ์มาทำอะไรที่นี่”

“ฉันมาแข่งบาส”

“งั้นที่อาจารย์บอกว่าจะมีการแข่งบาสเชื่อมสัมพันธ์ ก็แสดงว่าเป็นการแข่งบาสระหว่างโรงเรียนพงษ์กับโรงเรียนมินนี่น่ะสิ” เห็นท่าทางเย็นชาของแฟนเด็กที่อายุห่างกันหนึ่งปีเธอก็ชวนคุยอย่างกระตือรือร้น​ 

“ใช่” พงษ์สวัสดิ์ตอบห้วนๆ เริ่มมีสีหน้าเบื่อหน่ายกับคำถามฟังดูไร้สาระ ปากขยับโต้ตอบกับเมริษา แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับลอบมองคิริมาเป็นระยะ    

“อุ๊ย! งั้นมินนี่จะรอเชียร์นะ ป่ะพวกเราไปขึ้นสแตนด์กันเถอะ” เมริษาเอ่ยเอาใจแฟนหนุ่มของเธอ ก่อนจะหันไปชักชวนเพื่อนๆ โดยลืมเรื่องส่งการบ้านไปเสียสนิท    

“เดี๋ยวก่อนมินนี่”

“พงษ์เปลี่ยนใจจะไปสนามบาสพร้อมมินนี่ใช่ไหมล่ะ” เจ้าของใบหน้าแต้มยิ้มหวานหยดรีบเดินกลับมาหาหนุ่มหล่อหน้าใส แล้วเอ่ยด้วยท่าทางระริกระรี้  

“เปล่า…ฉันจะบอกเธอว่าเราจบกัน”

“พงษ์! ทำไมพงษ์พูดอย่างนั้น มินนี่ทำผิดอะไร” ถ้อยคำบอกเลิกง่ายๆ ต่อหน้าทุกคนทำให้สาวฮอตของโรงเรียนถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ    

“เธอไม่ได้ทำผิดอะไรหรอก แต่เธอโง่ และฉันก็ไม่ชอบผู้หญิงโง่…จบนะ!” เขาเอ่ยเสียงเรียบๆ แต่แสนกระแทกใจ จนคนถูกบอกเลิกถึงกับวิ่งร้องไห้โฮจากไปด้วยความเสียใจปนอับอายที่ถูกด่าว่าโง่       

เห็นดังนั้นคิริมาก็ลอบยิ้มตรงมุมปากด้วยความสะใจ ก่อนจะรีบทำหน้านิ่งเมื่อคนที่เพิ่งบอกเลิกสาวไปหมาดๆ ก้มลงมามองหน้าเธอ พอได้มองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ สาวน้อยก็เบิกตาโพลง โลกกลมได้อย่างน่าเหลือเชื่อพอๆ กับน่าโมโห เพราะเด็กผู้ชายผิวขาวออร่า หน้าหล่อใสสไตล์โอปป้าเกาหลี จมูกโด่งเป็นสันปลายเชิดรั้น ริมฝีปากหยักลึก และนัยน์ตาตี่ทว่าร้ายๆ ที่กำลังยืนล้วงกระเป๋าเก๊กท่าหล่ออยู่ตรงหน้าคือคนเดียวกันกับที่ลอยหน้ากวนประสาทเธอไปเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่วันนี้ผมของเขาไม่เป็นสีเทาแล้ว กลับมาทำสีดำถูกระเบียบโรงเรียน พอมองชุดกีฬาที่อีกฝ่ายสวมอยู่ถึงได้รู้ว่าทำไมเขาถึงทำหัวสีเทาได้ ก็เพราะเขาเรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดังอันดับหนึ่งของประเทศ ที่ค่าเทอมแสนจะแพง แถมอาจารย์โคตรเทพ ซึ่งเพิ่งจะเปิดเทอมไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โรงเรียนเขาเปิดหลังโรงเรียนเธอหนึ่งสัปดาห์ และถ้าเดาไม่ผิดพ่อกับแม่ของอีกฝ่ายคงจะเป็นผู้มีอุปการะคุณรายใหญ่ของโรงเรียนนั้นแหงๆ    

พอโดนจ้องเอาๆ คิริมาก็ทำตัวไม่ถูก รู้สึกหน้าร้อนวูบวาบชอบกล รีบเก็บสมุดและปากกายัดใส่กระเป๋า แล้วตั้งท่าจะลุกขึ้นจากม้านั่งหินอ่อน หากว่าอีกฝ่ายไม่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเสียก่อน...  


โอยยยยย…น่าสงสารหนูครีมสุดๆ ไม่รู้ว่าแม่ของนางจะไปงานวันแม่หรือไม่ ส่วนอิป๋านี่ก็น่าหมั่นไส้สุดๆ ผู้ชายอะไรปากร้าย กวน และเกรียนแบบสุดโต่ง ว่าแต่…สรุปอิป๋ามาช่วยหนูครีมเพราะสงสารหรือต้องการเอาคืนเมื่อวันก่อนกันเเน่ ไปตามลุ้นๆ กันต่อจ้า รับรองว่ามันหยดติ๋งๆ เอ้า…ใครรออยู่ ใครอยากอ่านต่อ เม้นท์มาแสดงตัวอย่างด่วนๆ จ้า

###ปล.หายหน้าไปหลายวันเพราะมีอการเพลียจัด ปวดหลัง และขาบวม แต่จะพยายามมาให้บ่อยเท่าที่ร่างกายจะไหวนะคะ อีกอย่างคือวิตกกังวลว่านิยายจะไม่สนุกเพราะเล่าเรื่องย้อนวัยตั้งแต่สมัยมัธยม กรุณาอย่าทำตัวเป็นนักอ่านเงาเด้อจ้า เม้นท์มาให้กำลังใจกันบ้างจ้า ^^



ความคิดเห็น