เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 14 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2561 01:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 14 [100%]
แบบอักษร

14

​---------------------


พึ่งระลึกและสังเกต มีบางอย่างขาดหายไป น่าจะเริ่มตั้งแต่...เมื่อวาน?

ในตอนที่เขากำลังสงสัยระคนแปลกใจ คนที่พอให้คำตอบได้ก็เดินผ่านมา ทว่าอีกฝ่ายดูจะหวาดกลัวกริ่งเกรงในฐานะของเขา ถึงได้ดูหลบเลี่ยงระวังกิริยาเป็นพิเศษ เขาเห็นแล้วกระหยิ่มยิ้มอย่างพอใจ ที่พวกมันในที่นี้มีพฤติกรรมแบบนี้ต่อเขา นั่นเท่ากับว่าพวกมันพึงสังวรในฐานะที่แตกต่างระหว่างเจ้านายกับขี้ข้า

“เดี๋ยว แกมานี่” นิมมานกวาดลิ้นดุนกระพุ้งแก้มแล้วออกปากเรียกขี้ข้ารับใช้คนดังกล่าวให้เข้ามาหาเขาที่ยืนวางท่าเย่อหยิ่งลำพอง

“มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ คุณนิมมาน” คนรับใช้ชายมาหยุดต่อหน้านิมมาน เขายิ่งกว่ายืนสำรวม ทำตัวหดลีบ หลังค้อมไหล่ลู่ ก้มหน้าก้มตาถามเสียงแผ่ว

นิมมานแค่นยิ้ม วางมือลงบนไหล่คนรับใช้ชาย ท่าทีประหวั่นพรั่นพรึงของมันหลังสะดุ้งเฮือกช่างน่าตลกขบขัน เขาลงน้ำหนักมือบีบเค้น ถึงออกปากถาม

“แกรู้ไหม ไอ้บ้ากับขี้ข้าต่างด้าวของมันหายหัวไปไหน?”

“เห็นว่าคุณตรีภพมารับไปอยู่ด้วยครับ”

นิมมานขมวดคิ้วหรี่ม่านตา “ทำไมฉันถึงไม่รู้ ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“คุณนิม...คุณนิมมานไม่ค่อยอยู่บ้านก็เลย...เลยไม่รู้ครับ”

“ไม่ต้องสะเหล่อพูด!” นิมมานเบิกตาวาวโรจน์เอาเรื่อง มือที่บีบไหล่คนใช้ชายยกขึ้นไปตบหัวทันที หลังได้ยินมันพูดไม่เข้าหูแล้วกระชากคอเสื้อคนรับใช้ชาย พ่นพูดดูแคลนเหยียดหยัน “ไอ้ขี้ข้าดักดาน เมื่อไหร่คนพรรค์พวกแกจะเลิกเลี้ยงสมองด้วยขี้เลื่อยสักที ไม่เบื่อบ้างหรือไง ฉันสงเคราะห์ให้เอาไหม เปลี่ยนรสบ้าง รำข้าวเป็นไง? ไอ้สมองหมูเอ๊ย!”

คนรับใช้ชายได้แต่ก้มหน้า รับแรงผลักกระแทกจากนิมมานจนเซถอยออกไปก้าวสองก้าว

“พวกมันสองคนไปอยู่กับตรีภพตั้งแต่เมื่อไหร่?” นิมมานซักไซ้

“ตั้งแต่เมื่อวานครับ แต่ก่อนหน้านั้นค่อยๆ ทยอยขนของกันมาก่อนแล้วครับ”

“ไสหัวไป” เขาดุนลิ้นเลียรอบระเบียงฟัน ความสงสัยระคนแปลกใจก่อนหน้าได้ถูกสะสางไปแล้ว เขาจึงออกปากไล่คนรับใช้ชายไปให้พ้นสายตา

ที่แท้อิษฎีก็ออกจากบ้านเดชาธรไปแล้ว เรื่องไอ้บ้าไปอยู่กับน้องชายต่างแม่ของพ่อ ไม่มีทางที่พ่อของเขาจะไม่รู้เห็นเป็นใจ นิมมานกวาดสายตามองโถงทางเดินหรูหราภายในบ้านหลังใหญ่ ไม่มีอิษฎีอยู่นับว่าดีแล้ว มันไม่สมควรอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี การจากไปของอิษฎีทำให้นิมมานเกิดความเสียดายเพียงเสี้ยว หากที่นี่ไม่มีมัน ยามเขาอารมณ์ไม่ดี อยากหาความบันเทิงเริงใจจากมัน ประหนึ่งตัวตลก ประหนึ่งภาชนะคล้ายกระโถน เหมือนที่ผ่านมาคงไม่ได้อีกแล้ว

นิมมานกำลังจะเดินลงไปที่ชั้นล่าง แต่ฝีเท้ากลับต้องชะงักเพราะโทรศัพท์มือถือมีสายเรียกเข้า เมื่อเห็นว่าปลายทางเป็นใคร ยังไม่ทันได้ยินเสียงหรือพูดคุย นิมมานถึงกับหน้าเผือดสี หงุดหงิด เคร่งเครียด กระอักกระอ่วน เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายติดต่อมาด้วยเรื่องอะไร เขาตั้งใจจะไม่รับสาย แต่ถ้าการหลีกเลี่ยงหลบหนีของเขาไปทำให้อีกฝ่ายที่เขาก่อหนี้สินติดค้างไว้ ชนิดที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มพูน ทำให้เจ้าหนี้ที่มีอิทธิพลในวงการพนันเถื่อนผิดกฎหมายไม่พอใจ มันไม่เป็นผลดีกับเขาเลย โทรศัพท์มือถือที่ตั้งใจเก็บลงกระเป๋ากางเกง กลับถูกยกขึ้นมาอีกครั้งแล้วกดรับสายอย่างเสียไม่ได้ ระหว่างนั้นเขากวาดสายตามองรอบข้างไปด้วย เมื่อมั่นใจแล้วว่าบริเวณดังกล่าวปลอดคนจึงพูดคุย

“สวัสดีครับ คุณกาจน์ไม่นึกเลยว่าคุณจะติดต่อมาหาลูกค้าประจำรายเล็กๆ อย่างผม”

นิมมานที่พินอบพิเทากับเจ้าหนี้ ไร้ซึ่งบุคลิกยามเมื่ออยู่ในบ้านเดชาธรอย่างสิ้นเชิงและนั่นช่างแตกต่างกับนิมมานที่วางตัวอยู่เหนือคนฐานะต้อยต่ำกว่าลิบลับ เขาดูพร้อมจะเลียขาเจ้าหนี้คนนี้อย่างเต็มใจ มีความกริ่งเกรงอย่างเต็มที่บนสีหน้าและแววตา แม้แต่น้ำเสียงกับถ้อยคำก็อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นเหมือนผีพนันไร้ราคาคนหนึ่งที่ยมทูตใกล้จะใช้เคียวเกี่ยวคร่าเต็มที ผิดกับชีวิตในรั้วบ้านเดชาธร เป็นนิมมานที่ยื่นขาให้บริวารกอดเกาะกราบเลีย

ในบ้านดุจราชาสันดานไม่สมวงศ์สกุล นอกบ้านเป็นไม่ได้แม้แต่เหลือบไร

คนอย่างนิมมานมีเรื่องให้น่าอิจฉาเพียงแค่เรื่องเดียวคือการได้โอกาสที่หาได้ยากยิ่ง อย่างการถูกนิรุต เดชาธร อุปถัมภ์ชุบเลี้ยง

คนอย่างนิมมานมีเรื่องให้น่าเสียดายหลายต่อหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการได้ใช้นามสกุลเดชาธร แต่กลับมีชีวิตไม่สมเป็นเดชาธร น่าเสียดายยิ่งกว่าน่าเสียดายคือนิมมานยังไม่รู้จักค่าของโอกาสและยังไม่ได้ลิ้มรสชาติของคำว่าเสียดาย

[ชี่ย์...น้ำเสียงของคุณปิดความตื่นเต้นที่ได้คุยกับผมไว้ไม่มิดเลยนะ แล้วก็...ถ่อมตัวให้ผมเกินไปแล้วนิมมาน ลูกค้าประจำรายเล็กๆ งั้นเหรอ แต่วงเงินที่ผมปล่อยให้คุณหาความสนุก จนมันพอกพูนนี่ไม่เล็กไม่น้อยเลยนะว่าไหม?]

นิมมานกลืนน้ำลายไม่ลงคอ หายใจเข้าออกไปสะดวก ความรู้สึกนึกคิดของเขากำลังเป็นอัมพาต เขายกมือลูบหน้าด้วยความเครียดและกดดัน แลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผาก ก่อนสรรหาคำมาเจรจากับเจ้าหนี้

“คุณกาจน์คืออย่างนี้นะครับ ผม...”

[ยี่สิบห้าล้านจะใช้เมื่อไหร่?] เจ้าหนี้ถามเจาะประเด็นเสียงเฉียบ

เห็นได้ชัดว่ากาจน์ไม่ได้ติดต่อมาเพื่อให้นิมมานเจรจาผ่อนปรนหนี้ก้อนโตที่ก่อไว้

นิมมานเบิกตากว้าง สีหน้าซีดเผือดของเขากลายเป็นแข็งกร้าว “ผมจำได้ว่าเงินที่ผมยืมคุณทั้งหมดมันแค่ยี่สิบล้าน ถ้าคุณไม่จดบัญชีหนี้ผมผิดก็แสดงว่าคุณจะเอาเปรียบโกงผม”

[ห้าล้านเป็นดอกเบี้ยที่คุณไม่คืนเงินต้นมาเลยสักครั้ง นี่ผมยังใจดีไม่พออีกเหรอ ให้เครดิตลูกค้าประจำอย่างคุณเล่นสนุกกับเงินระดับล้านและบ่อนของผมมานานขนาดนี้ หลังจากนี้ระวังคำพูดหน่อย มันไม่เป็นผลดีกับคุณ ช่วยรู้ตัวไว้]

“โอเค คุณกาจน์ ผมขอโทษที่พูดจาไม่ระวังกับคุณ เรายังคุยกันได้ใช่ไหม คุณอยากได้เงินคืน ส่วนผมก็อยากคืนเงินคุณ เอาอย่างนี้ คุณปล่อยให้ผมยืมลงทุนสร้างกำไรอีกสักสองล้าน พอผมเล่นได้ ผมคืนให้คุณ…”

กาจน์หัวเราะอย่างดูแคลน ทำเอานิมมานที่กำลังต่อรองกลืนคำพูดต่อจากนั้นลงคอแทบไม่ทัน

[เมื่อวันก่อนแกก็พูดอย่างนี้ ขอเท่านั้นเท่านี้ไปลงทุน ได้มาจะคืนให้ เฮ้ย ฉันทำธุรกิจไม่ใช่เล่นขายของกับเด็กเมื่อวานซืน นี่แกพูดเรื่องตลกอะไรอยู่วะ? หยุดพูดเรื่องยืมเงินกับฉันซะ ก่อนที่ลูกตะกั่วพุ่งเข้าปากแก]

สรรพนามที่เปลี่ยนไปและถ้อยคำข่มขู่คุกคามของเจ้าหนี้ได้แช่แข็งลูกหนี้ไปแล้ว

“พูดตามตรง ผมไม่มีทางคืนได้หมด” นิมมานยอมรับอย่างเสียไม่ได้

เขาจะไม่มีวันบอกเรื่องนี้กับนิรุตเด็ดขาด ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ของเขากับนิรุตช่างห่างเหิน ยิ่งเขาโตขึ้นยิ่งเป็นเหมือนหมอกไร้น้ำหนักสำหรับพ่อ เขามันไม่ได้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง ทั้งการเรียนและการทำงาน ทุกวันนี้เขาทำงานในบริษัทของพ่อ ตำแหน่งงานเดียวกับที่น้องชายต่างแม่ของพ่อเคยทำ แต่เขาทำงานเช้าชามเย็นชาม หลายครั้งที่งานบกพร่องและเขาถูกพ่อด่าทอไม่ไว้หน้า เขาทำงานไม่ได้ดีเท่าที่ตรีภพเคยทำ แทบเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ

ลำพังเงินเดินไม่กี่หมื่นกับเศษหุ้นไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่พ่อยกให้เขาและพี่สาวนอกสายเลือดอีกคน ไม่พอที่จะรวบรวมเป็นเงินจำนวนหลักสิบล้านไปชดใช้หนี้วงพนันในบ่อนเถื่อนได้หมด

นิมมานกำลังตกที่นั่งลำบาก จนตรอกจนเลือดขึ้นตามันเป็นอย่างนี้นี่เอง

[ฉันชอบคนตรงๆ ดีที่ยอมรับ เรายังพอคุยกันได้ แต่ฟังๆ ดูอีกที แกพูดจาหมาไม่แดกนี่หว่า ไม่มีคืน? ไม่มีปัญหาคืน? ถุย! แต่มีปัญญาเล่น เสียดายของจริงๆ เป็นถึงทายาทเดชาธรเจ้าของธุรกิจอุปโภคบริโภคทำเงินระดับพันล้าน เงินแค่ยี่สิบห้าล้านบอกคืนไม่ได้ ไอ้กระจอก แกใช่ลูกนิรุตจริงหรือเปล่าวะ นิมมาน บอกไว้กรอกสมองแกเลยนะ ที่ฉันให้แกยืมเงินเล่นพนันเป็นล้านก็เพราะบารีพ่อแก นามสกุลที่ต่อจากชื่อของแก ไม่ใช่แก]

“ผมคืนให้ได้ คุณกาจน์ให้เวลาผมหน่อยแล้วกัน ได้ไหม?”

[พูดเรื่องตลกอีกแล้ว ไอ้ที่ผ่านมามันยังไม่เรียกว่าให้เวลาอีกเหรอวะ ฉันให้แกยิ่งกว่าเวลาอีกนะ คือเงินของฉันไงล่ะ ที่หมดไปกับผีพนันลูกค้าปลายแถวอย่างแก นี่ยังต้องให้อะไรแกเพิ่มอีกเหรอ พอแล้วน่า ฉันจะไม่เสียเวลากับแกไปมากกว่านี้ ถึงเวลาที่แกต้องสะสางหนี้แล้ว]

“คุณต้องการเงินคืนวันไหน?” เขาอยากรู้

[ภายในอาทิตย์นี้ ถ้าฉันไม่ได้ครบทั้งหมดทีเดียว มันคงต้องมากกว่าการพูดคุยกันแล้วล่ะ]

เมื่อได้รู้มันฉุดคร่าลมหายใจของเขา สะเทือนไปถึงจังหวะการเต้นของหัวใจและอารมณ์ ตอนนี้เหมือนสมองของเขาดับไปแล้ว นิมมานกำลังมืดแปดด้าน ไม่ว่าจะยังไงเขาไม่มีทางบอกเรื่องกับนิรุตเด็ดขาด นิรุตอาจเมตตาช่วยใช้หนี้ให้เขา แต่มันอาจเป็นเงินก้อนหนึ่งที่ใช้ตัดขาดสายสัมพันธ์ระหองระแหงนี้ก็เป็นได้ ยี่สิบห้าล้านไม่ต่างจากเป็นเศษเงินของนิรุต ถ้าเทียบกับการปิดบังและหาทางออกอื่น มันคุ้มที่จะรักษาความเป็นพ่อลูกบุญธรรม ในวันข้างหน้าคนที่ได้สืบทอดธุรกิจพันล้านไม่พ้นต้องมีเขาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ

จะแลกยี่สิบห้าล้านแล้วจบหรือจะหาทางออกอื่น เพื่อรักษาหนทางแห่งความมั่งมีที่มั่นคงและมั่งคั่ง?

เขาเลือกอย่างหลัง...

แต่จะทำยังไงถึงจะรักษาเอาไว้ได้ด้วยการหาเงินตั้งยี่สิบห้าล้านมาล้างหนี้ภายในอาทิตย์นี้

สายตาครุ่นคิดของเขาสบเข้ากับประตูห้องบานหนึ่งเข้าพอดี เดิมทีห้องนอนห้องนี้มีเจ้าของมากว่าสิบปี เมื่อไม่นานนี้เองมันได้กลายเป็นห้องว่างปราศจากเจ้าของไปแล้ว

อิษฎี...

ทั้งที่มันวิปลาสเสียสติ แต่ดูเหมือนใครต่อใครก็อุ้มชูมัน

คนแรกก็เป็นถึงประมุขใหญ่ของเดชาธรอย่างนิรุต หากอิษฎีไม่ได้บ้าไปเสียก่อน ไม่แน่ว่าคนที่ได้ครอบครองทุกอย่างในเดชาธรอาจเป็นมันอย่างที่เขาไม่สงสัยและไม่แปลกใจแม้แต่นิด เพราะตั้งแต่มันยังเด็กก็ได้รับความใส่ใจเอ็นดูจากพ่อเขาราวกับมันเป็นลูกในไส้แท้ๆ อีกคนก็ไม่ปาน

ตรีภพ...

น้องชายต่างแม่ของพ่อที่เขาไม่เคยผูกพันทั้งยังไม่เคยเคารพดังญาติผู้ใหญ่ในวงศ์สกุล เขามันหัวเดียวกับลุงใหญ่นุชา ตรีภพเป็นกาฝากของเดชาธร

ไม่นึกว่าคนคนนี้สิบปีผ่านไปจะได้ดิบได้ดีเป็นถึงประธารบริหารธุรกิจโลจิสติกส์ ขนส่งเอกชนที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับหนึ่งในภาคเอกชนและเป็นรองแค่รัฐวิสาหกิจ

แต่ละคนฐานะไม่ใช่ย่อย เศรษฐีพันล้านทั้งนั้น คนหนึ่งเคยอุ้มชูด้วยความรักและเอ็นดูมาเป็นสิบปีฉันท์พ่ออุปถัมภ์ลูกบุญธรรม อีกคนหนึ่งรับช่วงต่อไปชุบเลี้ยงดูแลฉันท์อาหลาน ในความเป็นจริงทั้งสองสายสัมพันธ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแม้แต่เพียงหยดเดียว นิมมานเดาว่าเขาเป็นหนึ่งในเหตุผลของการเปลี่ยนที่พักอาศัยให้อิษฎี

นิมมานบังเกิดความอิจฉาริษยา พ่อด่าเขาเพราะมัน ตรีภพทำร้ายเขาเพราะมัน ล้วนมีแต่คนต่างปกป้องเอ็นดูมัน สองตาของนิมมานฉาบฉายเคลือบเครือไว้ด้วยความเครียดแค้น เขายืนจ้องบานประตูต่างอิษฎีอยู่เบื้องหน้า สองตามุ่งร้ายคมปลาบดุเดือดลุกโชนหมายทิ่มแทงมันให้ย่อยยับคาตา

“ฉันพึ่งรู้ว่าความบ้าของแกก็มีมูลค่า แกเป็นตัวเงินตัวทองวิปลาสของฉันแท้ๆ พวกเขาจะแปลงความรักความเอ็นดูที่มีให้แกในราคาเท่าไหร่กัน ยี่สิบห้าล้านล้างหนี้ให้ฉันได้อย่างหมดจดไหมวะ ค่าตัวของแกมันจะสูงสักแค่ไหน เดี๋ยวฉันคนนี้ช่วยประเมินให้ ไอ้เอื้อ” นิมมานสรรเสริญถึงอิษฎีพลางกระหยิ่มยิ้ม ท่ามกลางแววตาหมายมาด

แว่วเสียงกึกกักดังจากมุมหนึ่งเรียกสายตาของนิมมานให้ตวัดมองในฉับพลัน ดวงตาร้ายกาจจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่เกิดเสียงประหลาดนั่น สองเท้าสืบเดินไปพิสูจน์ทันทีไม่รีรอ แต่เขาไม่พบใครนอกจากโต๊ะแกะสลักตัวเตี้ยสำหรับตั้งแจกันลวดลายสวยงามขนาดกลาง ซึ่งเป็นของตกแต่งตามมุมบ้านทั่วไป ใกล้กับที่ตั้งดังกล่าวเดินไปอีกเพียงนิดจะเป็นบันไดทางลง

นิมมานต้องการตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินบทสนทนาของเขากับเจ้าหนี้ หรือแม้แต่คำพูดมุ่งร้ายต่ออิษฎีเมื่อครู่ที่เขาเผลอหลุดเร้นออกมา เขาเดินลงบันได แต่ไม่พบใครที่อยู่ใกล้บันได

บางทีอาจไม่มีใคร...

เขาหูแว่วไปเอง

นิมมานกำลังหมุนตัวแล้วเดินกลับขึ้นไป เรื่องที่เขาคิดทำต้องลงมือให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ใครสามารถสาวไปถึงตัวเขา คนที่ลงมือต้องไม่ใช่เขา ควรหาใครที่ไว้ใจได้และกำลังหิวเงิน ไม่สนกฎหมาย ไม่กลัวคุกกลัวตาราง มาสักสองสามคน ทว่าเริ่มแรกเขาต้องรู้ก่อนว่าตรีภพกับอิษฎีอาศัยอยู่ที่ไหน

“ยกระวังๆ หนักแค่ไหนก็ห้ามลาก”

“คุณเนตรดาวเธอคิดถึงคุณพุดกรองมาก เดี๋ยวรีบเอากระเป๋าไปเก็บ คนไหนมีหน้าที่จัดก็จัดไป แบ่งให้อีกคนอุ้มคุณพุดกรองลงมาหาคุณเนตรดาวด้วย อ้อ คุณเนตรดาวอยากเห็นคุณพุดกรองใส่เสื้อสีดำปักเลื่อมพรายตัวนั้นพร้อมสร้อยเพชร พรมน้ำหอมให้เรียบร้อยด้วย”

“ฉันจำได้ว่ากระเป๋าใบนี้ไม่ใช่ของคุณเนตรดาวนี่จ๊ะ”

“ใบนี้ของคุณลัคนัย คุณเนตรดาวสั่งให้จัดห้องนอนใกล้กับห้องของเธอให้คุณลัคนัยด้วย”

หญิบรับใช้สองสามคนกำลังช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองสามใบของเนตรดาว มีคนรับใช้ชายอีกสองคนคอยช่วยด้วย นิมมานที่ชะงักฝีเท้าแล้วหันไปมองถึงกับเหยียดปากให้กับความเยอะสิ่งอันของเนตรดาวที่พึ่งกลับจากไปเที่ยวต่างประเทศกับผู้ชายคนใหม่ที่เหมือนว่าคนนี้จะไปได้สวยถึงได้คบนานกว่าคนก่อนๆ

เนตรดาวเป็นพี่สาวไม่แท้ของเขา เธอเป็นสาวสังคมและสนุกอยู่กับการใช้ชีวิตท่ามกลางแวดวงไฮโซ ปาร์ตี้ ยาและเซ็กซ์ พรุนจนไม่เหลืออะไรแล้ว อันที่จริงเธอเป็นคนแรกที่เขาเคยเห็นร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิง เป็นคนแรกที่เขานึกถึงตอนช่วยตัวเอง หลังบังเอิญได้เห็นเธอเปลื้องผ้าในห้องนอนส่วนตัวของเธอที่เขาแอบเข้าไปสอดส่อง

หลังจากนั้นเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงเหม็นคาวสำหรับเขา

“ทำงานดีๆ ระวังคุณนิมมานด้วย” แม่บ้านเอ็ดเตือนให้ระวังเป็นพิเศษ เมื่อบังเอิญเห็นนิมมานยืนอยู่บนบันไดถัดขึ้นไปหลายขั้น

“พ่อเจอพี่เนตรหรือยัง?” เขาถาม

“พึ่งเจอค่ะ คุณเนตรดาวกับคุณลัคนัยกำลังคุยกันค่ะ”

“...” นิมมานเปลี่ยนใจไม่ขึ้นบันไดกลับห้องแล้ว เขาเดินล้วงกระเป๋ากางเกงลงมาแทนแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องรับแขก

“เอ่อ...คุณนิมมานคะ คุณท่านสั่งห้ามใครรบกวนค่ะ”

นิมมานตวัดหางตาร้ายกาจไปจ้องแม่บ้านอย่างเอาเรื่อง “ฉันไม่ใช่ใครที่ไหน บ้านนี้ฉันเข้านอกออกในได้ทุกห้องทุกเมื่อ ไม่ต้องเสนอหน้าห้ามเตือน อีแก่”

กล่าวจบก็ดึงสายตากลับมาแล้วเดินไปยังห้องรับแขก ยิ่งรู้ว่าห้ามรบกวนเขายิ่งอยากรู้ว่าทั้งสามคนคุยเรื่องลับอะไรกัน เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องรับแขกก็พบว่าประตูที่ไม่เคยถูกใช้ให้ปิดกลับปิดสนิท รอบบริเวณไม่มีใครอื่นนอกจากเขา ห้องรับแขกของบ้านเดชาธรติดตั้งประตูบานคู่สองบาน เท่ากับมีสองทางเข้าออก เขาลองเดินเลยไปยังประตูถัดไป พบว่าบานคู่สองบานนี้ปิดไม่สนิท ทำให้เหลือช่องวางเล็กน้อยพอให้เสียงจากด้านในเล็ดรอดออกมา ประจวบเหมาะกับที่เรื่องลับดันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างคาดไม่ถึงและสะเทือนอารมณ์ทุกคนพอสมควร เขาเลยพลอยได้ยินไปด้วย

ลัคนัยเป็นลูกชายของลุงใหญ่นุชา แต่กลับถูกทิ้งขว้างไม่ได้รับความรักและไม่ได้รับแม้กระทั่งการเหลียวแล เติบโตมาอย่างยากลำบากจนมีหน้าที่การงานที่ดีในวันนี้ ลัคนัยพบรักกับเนตรดาวเป็นเรื่องบังเอิญ เดิมทีไม่ได้อยากบอกใครเรื่องที่มาของชาติกำเนิด แต่เพราะความอัดอั้นตันใจ อีกทั้งรักใคร่ชอบพอกับเนตรดาวอย่างจริงจังและจริงใจ

เนตรเป็นลูกสาวบุญธรรมคนโตของนิรุต เดชาธร หากลูกสาวรักชอบใครและคิดจะตกล่องปล่องชิ้น ยังไงไม่พ้นต้องถูกตรวจสอบปูมหลัง ลัคนัยคิดจะแต่งงานกับเนตรดาวและเนตรดาวเองก็รักลัคนัยมาก หลังกลับมาจากต่างประเทศก็ตั้งใจที่จะบอกเรื่องแต่งงานและบอกเรื่องปูมหลังของลัคนัยให้ว่าที่พ่อตาในอนาคตได้รู้ เพื่อความโปร่งใส

ฝ่ายนิรุตหลังได้รู้เรื่องราวที่คาดไม่ถึงก็ตกตะลึงและรู้สึกผิดแทนพี่ชายที่จงใจละทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ถ้าลัคนัยไม่บอก นิรุตจะไม่มีวันรู้ว่านุชาผู้เป็นพี่ชายก่อเรื่องเลวทรามไร้ความรับผิดชอบต่อคนคนหนึ่งที่ทำให้เกิดมาบนโลกใบนี้แค่ไหน ไหนจะการตายที่แสนอนาถใจของผู้หญิงที่นุชามีความสัมพันธ์ด้วยจนเกิดเป็นลัคนัยอีก

ลัคนัยเกรงว่านิรุตจะไม่เชื่อ เลยเตรียมหลักฐานเป็นเอกสารพิสูจน์ดีเอ็นเอระหว่างลัคนัยกับนุชามาให้นิรุตดู ลัคนัยมาบ้านเดชาธรหลายครั้ง มีสองสามครั้งที่เขาได้เข้าเยี่ยมนุชาในฐานะแขก แท้จริงแล้วเขาลอบเอาเลือดและเส้นผมของนุชาไปตรวจดีเอ็นเอ

คนลอบฟังตั้งแต่สถานการณ์ตึงเครียดตราบจนคลี่คลายชื่นมื่นอย่างนิมมานไม่คิดเลยว่าเดชาธรจะมีเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนแบบนี้เกิดขึ้นด้วย

ตอนนี้ลุงใหญ่ทุพพลภาพ ดูจากสารร่างที่นอนเหมือนชีวิตครึ่งหนึ่งขาดหายไป อีกไม่นานต้องใกล้จะลาโลกแน่ๆ ลุงใหญ่มีหุ้นส่วนในเครือเดชาธรไม่ใช่น้อย เมื่อก่อนเพราะเป็นคนเสเพลอารมณ์ร้าย ทำร้ายแม้กระทั่งผู้หญิง สุดท้ายจึงไม่มีครอบครัว แต่ก็ไข่เรี่ยลาดไว้ข้างนอก ถึงได้มีลัคนัยโผล่มาบอกว่าเป็นลูก ลัคนัยช่างโผล่มาได้จังหวะจริงๆ รออีกไม่นาน พอลุงใหญ่ตาย หุ้นส่วนของลุงใหญ่ต้องเป็นของลัคนัยแน่ๆ

คำว่าโอกาสทองมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

นิมมานกลับขึ้นไปบนห้องนอนของเขา หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและหยิบกุญแจรถขึ้นมา หน้าต่างห้องของเขาในมุมนี้สามารถมองเห็นเรือนหลังเล็กอันที่เป็นที่พักอาศัยของลุงใหญ่ เขาเดินไปยืนเท้าชันสองมือลงบนขอบหน้าต่าง สองตาจ้องมองทะลุไปยังชั้นสองของเรือนเล็ก

“หุ้นไม่ใช่น้อย การตายของลุงใหญ่ยิ่งกว่ามีค่า เสียดายพึ่งคิดได้ รู้อย่างนี้ก่อนหน้านั้นทำตัวเป็นหลานกตัญญูหน่อยก็ดี ต่อให้ไอ้แก่พิการนอนเป็นศพมีชีวิตอยู่บนเตียงมันมีลูกโผล่หัวขึ้นมาหนึ่งหน่อแล้วยังไง ถ้ามันรักกู มันก็ต้องยกให้กูตอนมันตาย เสียดาย...เสียดายจริงๆ...”

นิมมานมองชั้นสองของเรือนหลังเล็กตาเป็นมัน พึมพำอย่างเสียดายที่ลืมสร้างความผูกพันจอมปลอมกับผู้ป่วยติดเตียงที่ไร้คนรักและเต็มใจดูแลในยามเจ็บป่วยใกล้ตาย

“จะทันหรือเปล่า ก็แค่...ทำให้มันเขียนพินัยกรรมยกให้กู...แล้วให้มันตายไวๆ” นิมมานครุ่นคิดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

จังหวะที่เลิกมองแล้วกำลังจะละสายตาคืนกลับ ยืดหลังเหยียดตรง หักนิ้วมือจนข้อกระดูกดังลั่น เขาเห็นลัคนัยเดินหายเข้าไปในเรือนเล็กตัวคนเดียว

/////////////////////////

ห่างออกไปจากหน้าต่างที่จะต้องเปิดกว้างให้อากาศถ่ายเทในทุกๆ วัน เมื่อปีก่อนต้นไม้ต้นนั้นยังสูงเลยขอบหน้าต่างมาไม่เท่าไหร่ ทว่าเมื่อเทียบกับตอนนี้แล้วทำให้เขาที่นอนมองมุมเดิมของทุกๆ วัน ได้รู้ว่ามันไม่เคยหยุดการเจริญเติบโตเลย ตอนนี้มันสูงมาเกินครึ่งหน้าต่างแล้ว แถมยังมีกิ่งหนึ่งที่ยื่นออกมาอย่างโดดเด่น ปีที่แล้วเขายังเห็นนกไม่ทราบชนิดกำลังทำรัง เขารู้ว่ามันกำลังจะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด

เขามองดูแม่นกตัวนั้นค่อยๆ ก่อร่างสร้างรังของมัน โดยใช้เวลาถึงสองอาทิตย์ ไม่นึกว่านอกจากเฝ้าดูยังนับวันรอความสำเร็จของสัตว์ปีกที่กำลังให้กำเนิดชีวิตในอีกไม่ช้า ต่อมาได้เห็นมันกกไข่และไม่นานหลังจากนั้นลูกนกก็ทะลุเปลือกไข่ออกมาทีละตัวสองตัวแล้วส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังเข้ามาถึงในห้องของเขา

ผู้ชมอย่างเขาไม่รู้เลยว่ากำลังยิ้มให้กับชีวิตใหม่ตัวน้อยๆ ไร้ขนเหล่านั้น ไม่รู้จริงๆ ว่ากำลังยิ้มและยิ่งไม่รู้ว่ายิ้มนั้นมีความหมายอะไร

ต่อมาเขาเห็นว่าครอบครัวเล็กๆ กำลังผจญกับอันตรายด้วยสัตว์ปีกสีดำปลอดราวกับถูกสาปไว้ด้วยรัตติกาลทั้งปวงไว้ในตัวสิ่งมีชีวิตเช่นมันที่ตัวใหญ่เต็มวัยกว่าแม่นกหลายเท่า มันกำลังกินลูกนกและทำร้ายแม่นก เหตุการณ์ด้านนอกที่เกิดขึ้นทำเขาระส่ำระส่ายพยายามขยับตัวและส่งเสียงร้อง

เขาอยากช่วยเหลือ อยากปกป้องครอบครัวเล็กๆ ที่เขาร่วมเป็นผู้ชมมาตั้งแต่พวกมันริเริ่มสร้างครอบครัวจากเศษหญ้าแห้งและกิ่งไม้ อยากชมไปจนถึงตอนที่ลูกนกไร้ขนตัวแดงเริ่มเรียนรู้ที่จะหัดบินแล้วในที่สุดก็พากันทิ้งแม่นกและรังแรกเกิดของพวกมันออกไปมีชีวิตเหนือแผ่นดิน อาศัยลมใต้ปีกโผบินโลดแล่นไปบนฟ้องฟ้ากว้างใหญ่

ไม่นึกว่าคนที่มาเห็นเขาพยายามกระเสือกกระสนขยับตัวส่งเสียงร้องอืออาในลำคอจะเป็นเด็กผู้ชายเพียงหนึ่งเดียวที่รอดจากความตายแล้วแสร้งเสียสติ มีชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขา

อิษฎีรู้เห็นเหมือนที่เขารู้เห็น แต่กลับทำตัวเป็นผู้ชมไม่ใช่ผู้ช่วย นั่งลงบนเก้าอี้โยกแล้วทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูห่วงโซ่อาหาร

*“คนเรามักมีเรื่องที่ชอบที่สุดและมีเรื่องที่เกลียดที่สุด ลุงชาก็รู้ว่าผมชอบเรื่องอะไรที่สุด แต่ลุงชาไม่เคยรู้ใช่ไหมว่าผมเกลียดเรื่องอะไรที่สุด?”* อิษฎีพูดกับนุชา แต่สายตากลับทอดมองไปยังห่วงโซ่อาหารของสัตว์ปีกสองชนิดนั้น

“...” เขามองอิษฎี แต่ได้ยินเสียงหวีดร้องของแม่นกและเสียงกระพือปีกพึ่บพั่บ

***“**เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก

แม่กาก็หลงรัก คิดว่าลูกในอุทร

คาบเอาข้าวมาเผื่อ ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน

ถนอมไว้ในรังนอน ซ่อนเอาเหยื่อมาให้กิน

ปีกเจ้ายังอ่อนคลอแคล ท้อแท้จะสอนบิน

แม่กาพาไปกิน ที่ปากน้ำพระคงคา

ตีนเจ้าเหยียบสาหร่าย ปากก็ไซร้หาปลา

กินกุ้งแลกินกั้ง กินหอยกระพังแมงดา

กินแล้วก็โผมา จับที่ต้นหว้าโพธิ์ทอง

ยังมีนายพราน เที่ยวเยี่ยมเยี่ยมมองมอง

ยกปืนขึ้นส่อง จ้องเอาแม่กาดำ

ตัวหนึ่งว่าจะต้ม อีกตัวหนึ่งว่าจะยำ

กินนางแม่กาดำ ค่ำวันนี้อุแม่นา”

อิษฎีท่องเพลงกล่อมเด็กที่ใครต่อใครต่างก็รู้จักหรือไม่ต้องเคยได้ยินให้เขาฟังจนจบ สองตายังคงเหม่อมมองออกไปข้างนอก อีกาที่ปฏิบัติต่อลูกกาเหว่าช่างตรงกันข้ามซ้ำยังเลวร้ายกว่าบทเพลงว่าไว้มากนัก

แม่นกบาดเจ็บขนร่วงไปกระจุก มันทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งเสียงร้องหวีดแหลม ดูอีกากินลูกนกน้อยแรกเกิด จนกระทั่งตัวสุดท้ายถูกกลืนกิน อิษฎีถึงเบนสายตาไร้ประกายชีวิตราวกับมีม่านหมอกบดบังให้ขุ่นมัวมาสบสายตากับเขา

“ผมเกลียดเรื่องราวในเพลงนี้ที่สุด”

“...” เขาคิดว่าเขาเข้าใจว่าทำไมอิษฎีถึงเกลียด

อิษฎีโยกเก้าอี้ส่งเสียงเอียดอาดเนิบนาบ ชั่วอึดใจหนึ่งถึงหยุดโยกเก้าอี้แล้วยืดตัวไปข้างหน้า วางฝ่ามือลงบนข้อเท้าของเขา พฤติกรรมที่เกิดขึ้นกะทันหันของเด็กแสร้งบ้าที่ซุกซ่อนความแค้นเอาไว้ทำเอาเขาสะดุ้ง ขาที่ใช้การไม่ได้แล้ว รับรู้ได้ถึงสัมผัสที่จับต้องลงมา อิษฎีออกแรงบีบขยุ้มจิกปลายนิ้วหมดสิบส่วน แต่เขารับรู้ได้เพียงห้าส่วน

“นายพรานที่ยกปืนส่องอีกามีจริง แต่อีกาแสนดีที่เลี้ยงลูกนกกาเหว่า...มันไม่มีจริง”

กระซิบเสียงชืดชาแผ่วเบาแล้วยกยิ้มที่มุมปากเมื่อจบคำ คลายแรงมือปล่อยข้อเท้าของเขาแล้วค่อยเอนหลังพิงพนักแล้วโยกเก้าอี้ส่งเสียงเอียดอาดกรอกหูหลอกหลอนประสาทเขาผ่านทำนองเนิบนาบซ้ำซากต่อไป

มาวันนี้มีนกตัวหนึ่งพึ่งทำรังเสร็จได้ไม่นาน มันกำลังหลับอยู่ในรังท่ามกลางความเงียบสงบ ห่วงโซ่อาหารที่อยู่เหนือมันคืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้าไม่เร่งรีบ ลิ้นสองแฉกแลบออกมาขยับ ในเวลาเดียวกันบนโถงทางเดินด้านนอก เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินย่ำเข้ามารับกับจังหวะการเลื้อยเข้าหารังนก คนที่มาเขารู้ดีว่าเป็นใคร เพราะแยกแยะฝีเท้าและจดจำได้ดี

เขาไม่ได้เหลือบมองคนที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่งูตัวนั้นเลื้อยไปถึงรังนกพอดี

“เสียสละซะ”

ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกจับให้พลิกคว่ำ ภาพสุดท้ายเขาทันได้เห็นตอนที่งูจู่โจมอย่างรวดเร็ว อ้าปากกว้างฉกเข้าไปงับนกที่หลับอยู่ในรัง นกยังไม่ตายในทันที มันดิ้นรนส่งเสียงร้องเหมือนกับเขาที่ถูกกดใบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ในตอนนี้ด้วยสัญชาตญาณต่อต้าน ไม่ว่าคนและสัตว์ต่างก็ไม่อยากตายโดยไม่รู้ตัว เมื่อยังไม่ตายในฉับพลัน ทั้งที่ยังมีสติรู้ตัวก็ต้องดิ้นรนหนีจากความทรมาน ตัวเขาก็เหมือนนกที่บาดเจ็บจากการถูกกัดตัวนั้น เขาทุพพลภาพแบบนี้ไม่สามารถปัดป้องทานแรงกดได้เลย

มันทรมานมากตอนที่ร่างกายกำลังขาดอากาศหายใจ

ชั่วอึดใจหนึ่งทุกอย่างดับวูบแม้แต่ชีวิตก็เหมือนเทียนเล่มสุดท้ายที่ถูกจุดไว้ ยังไม่ทันหมดเล่ม ลมพิษก็พัดให้วูบดับอย่างไม่ทันตั้งตัว

ข้างนอกหน้าต่าง พร้อมกันนั้นงูได้กลืนกินนกเข้าไปจนหมดตัว...

//////////////////////////

“แหวนหายอีกแล้วนะ”

ตรีภพจับมือของอิษฎีขึ้นมา พลางใช้ปลายนิ้วมือของเขาคลึงเค้นเบาๆ ไปบนโคนนิ้วนางไร้เงาวัตถุวงกลม อิษฎีตีหน้าฉงน ก้มหน้าเพ่งมองมือของตัวเองที่ถูกตรีภพจับไว้ เอียงซ้ายเอียงขวามองหาสิ่งที่หายไป แล้วเงยหน้าช้อนสายตามองตรีภพอย่างเคร่งเครียด

“แหวน...แหวนอะไร ไม่มีแหวน ไม่ใส่แหวน หายไปไหน แหวนหายอีกแล้วเหรอ หายอีกแล้ว หายไปแล้ว หายใครหาย ไม่ใช่ๆ แหวนน่ะหาย เราน่ะอยู่ เราอยู่แต่แหวนหาย แล้วแหวนหายไปไหน?”

“แหวนหายไปไม่นาน เดี๋ยวแหวนก็กลับมา” ตรีภพยิ้มบางบอกกล่าว

“หายไปแล้ว หาไม่เจอ หายไปไหนไม่รู้ ไม่รู้หายไปไหน หายไปไม่กลับมา”

“เอื้อดูนั่นสิ เห็นไหม?” ตรีภพชี้ให้อิษฎีดูแม่นกที่กำลังจัดกิ่งไม้ใบหญ้าเพื่อทำรังบนต้นไม้ที่ไม่สูงเกินมอง

“ไหนอะไร อะไรๆ ไหน” อิษฏีเดี๋ยวเบิกตาถลนเดี๋ยวหรี่ตาแทบปิด ยื่นหน้ายื่นตามองตาม

“นกทำรังบนต้นไม้ ลองมองดูดีๆ” ตรีภพบอกแต่ดึงสายตากลับมาทำเรื่องตรงหน้า ปล่อยให้อิษฎีมองจุดสนใจที่เขาเป็นล่อลวงชี้แนะต่อไป

จังหวะนั้นตรีภพสวมแหวนวงใหม่แบบเดิมให้อิษฎี ดันเบาๆ สุดโคนนิ้วสวยเรียวยาว

“เห็นแล้วๆ นกจริงๆ” อิษฎีชี้ไม้ชี้มือ ก่อนจะทักทายแม่นก “สวัสดีครับนก สวัสดีนก! มาอยู่บ้านนี้ระวังโดนดุนะ! อย่าอยู่เลย ไม่อยู่บ้านนี้นะ บ้านนี้มียักษ์ดุชอบกัดชอบกิน ไปๆ ชิ่วๆ เดี๋ยวโดนดุ เดี๋ยวโดนกัด เดี๋ยวโดนกินเหมือนเรา รีบหนีไปเร็วเข้า”

ตรีภพตอนแรกหน้ายิ้ม พอได้ยินอิษฎีคุยกับนกพาดพิงให้ร้ายเขาทางอ้อม เขาถึงกับหน้าตึงตาขึง

/////////////////////////////

แหวนแต่งงานที่ได้มาใหม่วงนั้น ในที่สุดแล้วก็ไม่ต่างจากวงก่อนหน้า อิษฎีถอดออกจากเรียวนิ้วแล้วหย่อนมันใส่ขวดไปสมทบกับอีกหลายวงที่กองอยู่ก้นขวด คนถอดมีรอยยิ้มพิมพ์ใจประดับอยู่บนใบหน้า

เขาแสร้งทำหายได้ทุกวัน คุณอาที่ลั่นวาจาไว้คนนั้นก็หาวงใหม่มาสวมนิ้วให้เขาได้ทุกวัน

มันกลายเป็นหนึ่งการละเล่นประจำวันระหว่างคู่ชีวิตที่ไม่รู้ว่าสถานะนี้จะคงอยู่ไปนานแค่ไหน แล้วกำลังกลายเป็นความเคยชินไม่รู้ตัวเข้าทุกที พอกันกับที่ไม่รู้ตัวว่ายินดีที่จะรอฉากสวมแหวนแสนซ้ำซากแต่ความรู้สึกกลับสดใหม่เสมือนเป็นประสบการณ์ครั้งแรกเสมอในทุกวันที่ผ่านแค่ไหน

ตื่นเต้นว่าเมื่อไหร่ตรีภพจะสังเกตเห็นว่าแหวนแต่งงานหายไปจากนิ้วของเขาอีกแล้ว สนุกที่อีกฝ่ายบางทีก็หลอกล่อแล้วสวมให้ใหม่ บางทีก็จับสวมเข้ามาทื่อๆ และวาบหวามลึกซึ้งให้กับความสม่ำเสมอไปจนถึงความใส่ใจที่มีให้ เหล่านี้ค่อยๆ คืบคลานกัดกินใจคนแสร้งบ้าทีละนิด คงเหมือนกับปริมาณของแหวนที่เพิ่มพูนอยู่ในขวดแก้วจนเต็มและล้นเอ่อ

ในวันหนึ่งอิษฎีจะต้องยอมรับว่าใจของเขาถูกยึดกุมไว้โดยตรีภพหมดแล้ว

อิษฎียังไม่ทันเก็บหนึ่งของสะสมสำคัญลงในที่ลับตา พลันเสียงประตูเคาะรัวอยู่สามสี่ที คนข้างนอกดูจะร้อนรน ไม่ได้ขออนุญาตแค่ส่งสัญญาณให้รู้ว่ากำลังเข้ามา หลังประตูเปิดและปิดลงตามด้วยการล็อคอย่างรัดกุม ไข่ก็ปรี่เข้ามาหาอิษฎีด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“...” อิษฎียืนหันหลังให้ไข่ เขากำลังเก็บของสะสมคืนที่ ถึงค่อยหันมาเลิกคิ้วให้เมื่อพร้อมฟัง ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ ถึงต้องรอให้เขาเป็นฝ่ายแสดงความสนใจระคนสงสัยเสียก่อน

“คุณนุชาตายแล้ว...เมื่อวานนี้”

“ตายแล้ว? ตายไวกว่าที่คิด” อิษฎีเลิกคิ้วทวนคำ ก่อนจะเผยยิ้มพอใจ นี่เป็นข่าวที่อยู่ในการคาดเดาของเขาตั้งแต่แรกแล้ว

“ตาย...ตายไวมาก” ไข่รำพึงรำพัน

“ไวจริง แต่ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว ยังไงก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ทำไมทำหน้าแปลกๆ เป็นอะไรไป?” อิษฎีเห็นไข่ท่าทางผิดปกติ เขาเลยถามด้วยสีหน้าที่ใกล้จะคล้อยตามคนนำพาอย่างไข่ไปด้วย

“คุณนุชาตายจริงๆ” ไข่เผลอกลั้นหายใจตอนพูด เขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่ประการณ์ชีวิตนับว่าน้อยกว่าคนวัยเดียวกันที่เติบโตอยู่ในสังคมข้างนอกรั้วบ้าน การตายเป็นเรื่องที่น่าหดหู่เขย่าขวัญสะเทือนใจสำหรับเขาเสมอ นุชาตายจริงและกะทันหัน ตามความคิดของอิษฎีเจ้านายเขา คนคนนี้ยังไม่ถึงที่ตาย

“ตาย...” อิษฎีคล้ายกำลังเข้าใจแต่อยู่ระหว่างความไม่เชื่อ

“...เป็นศพ” ไข่ยืนยันความจริงที่ผิดเพี้ยน เขารู้มันไม่ใช่สิ่งที่อิษฎีต้องการให้เป็น

“...” อิษฎียกสองมือลูบหน้าแล้วทิ้งตัวนั่งลง “นี่ไม่ใช่...ไม่ถูก...เขา...ตายจริงๆ ได้ยังไง?”

“คุณเอื้อจะดูไหม ไข่มีภาพด้วย พวกลุงป้าน้าอาที่ทำงานในบ้านเดชาธรมีแชทกลุ่ม ไข่รู้มาจากคนพวกนี้แหละ คนที่ไปทำความสะอาดเรือนเล็กเมื่อเช้านี้เป็นคนเจอก่อน เลยแอบถ่ายรูปแล้วไปแจ้งให้คุณท่านทราบ หมอที่ชันสูตรบอกว่าเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวานแล้ว คุณนุชาขาดอากาศหายใจเพราะฝืนขยับตัวเปลี่ยนท่านอน” ไข่ส่งโทรศัพท์มือถือให้อิษฎีรับไปดู ภาพลับที่คนรับใช้นำมาเผยแพร่ในกลุ่มเป็นภาพศพของนุชาที่นอนคว่ำหน้าซุกหมอน

“...” อิษฎีนั่งมองภาพนั้นเสมือนเขาไปนั่งอยู่ข้างเตียงดูการตายของนุชาถึงสถานที่จริง ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเขาที่ลอบเข้าไปพล่ามเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้นุชาฟังแทบทุกคืนวัน

หนึ่งในตัวการที่พรากครอบครัวไปจากเขา ด่วนตายจากไปเสียอย่างนั้น

อิษฎีกดดันเข้าสู่ความตรึงเครียด ระบายความรู้สึกหนักหน่วงถ่วงจิตใส่โทรศัพท์มือถือที่กำลังถูกมือบางบีบเค้นกำแน่น แผ่นหลังโก่งค้อม ศอกแขนข้างหนึ่งเท้าชันกับหัวเข่า ฝ่ามือข้างเดียวกันกำลังทำหน้าที่รองรับหน้าผากมน อิษฎีกำลังก้มหน้าหลับตา ใช้ความคิดแต่เขาไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดที่หลังเปลือกตา

“อยู่ก็โง่ ตายก็ไร้ประโยชน์จริงๆ” เขาพึมพำอย่างหัวเสีย

เขาเสียพยานสำคัญไปแล้ว หลักฐานเอาผิดที่มีอยู่ในมือมีไปก็เท่านั้น

“แล้วก็เป็นอย่างที่คุณเอื้อคาดเดาไว้ เมื่อวานลัคนัยกลับมาพร้อมกับคุณเนตรดาว ลัคนัยบอกคุณท่านเรื่องที่เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณนุชา คุณท่านเห็นว่ายังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ลัคนัยตอนนี้พักอาศัยอยู่ในบ้านเดชาธร ถือศักดิ์เป็นเจ้านายอีกคน ลัคนัยไล่สองคนที่ดูแลคุณนุชาออก โทษที่สองคนนั้นละเลยหน้าที่ ดูแลคุณนุชาไม่ดีจนทำให้คุณนุชาต้องตาย”

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บรรดาคนใช้ในบ้านเดชาธรต่างซุบซิบนินทากัน ก่อนจะรู้เรื่องการตายของนุชาในภายหลัง ต่อมาหลังเปิดตัวลูกหลานเดชาธรได้ไม่เท่าไหร่ หลานชายที่พึ่งได้รับการยอมรับจากประมุขใหญ่ของบ้านถึงได้รู้ข่าวว่าพ่อที่ทุพพลภาพอยู่บนเตียงมาหลายปีเสียชีวิตแล้ว สายสัมพันธ์พ่อลูกยังไม่ทันสมานสานต่อ คนเป็นพ่ออยู่ๆ มาด่วนจากไปอย่างกะทันหัน ลูกชายมีหรือจะไม่พาลโกรธผู้เกี่ยวข้อง

อิษฎีเงยหน้าขึ้นแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้ไข่

“สืบให้เราหน่อยว่าเมื่อวานใครเข้าออกเรือนเล็กบ้าง”

“ได้เลยคุณเอื้อ”

ลัคนัยกลับมาเป็นวันเดียวกับที่นุชาตาย อิษฎีถึงไม่ใช่หมอแต่ก็พอรู้สุขภาพของนุชา ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก่อน เขามั่นใจว่านุชายังมีชีวิตต่อไปได้อีกนาน ถ้าหยุดรับยาอันตรายพวกนั้น นุชามาด่วนตายไม่ใช่เพราะสุขภาพหรือยาอันตรายเป็นเหตุ ดันตายเพราะความทุพพลภาพ พลิกตัวคว่ำลงเตียง นุชาเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนถึงพลิกตัวได้ มันน่าสงสัยตรงจุดนี้ อิษฎีไปปั่นประสาทนุชาเล่นบ่อยครั้ง ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็นนุชาพลิกตัวได้เอง นอกจากมีคนดูแลคอยพลิกตัวให้

เขาสงสัยลัคนัย ไม่เว้นแม้แต่คนดูแลสองคนนั้นด้วย

นุชาไม่น่าโง่ตายเอง แต่ตายเพราะคนอื่นทำให้ตาย

“น่าเสียดายที่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในบ้านเดชาธร ไม่อย่างนั้นคงรู้เห็นอะไรมากกว่านี้ มันเป็นหนึ่งในข้อเสียของการแต่งงานไม่พึงประสงค์ชัดๆ”

“แต่มันทำให้คุณเอื้อได้รู้จักใครในชีวิตที่ดีกับคุณเอื้อเพิ่มมาอีกหนึ่งคนนะ คุณตรีภพเอาใจใส่คุณเอื้อ ไข่รู้ไข่เห็น ไข่ไม่พูดเกินไปแน่ เชื่อว่าคุณเอื้อก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”

“ใหม่ๆ อะไรมันก็ดีไปหมด นานๆ ไปสิ ยังจะดีเหมือนวันแรกได้อย่างนี้อยู่หรือเปล่า”

อิษฎีย่นจมูกทำปากยื่นออกมาน้อยๆ บ่นงึมงำ ความบ้าของเขา ตรีภพจะเอ็นดูทำไม่รำคาญอดทนไม่ถือสาได้นานสักเท่าไหร่เชียว

“หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ไข่เป็นเหมือนกองเชียร์ส่วนตัวของตรีภพไปแล้ว

อิษฎีเหลือบมอง ถอนหายใจพลางส่ายหน้าระอา “ข้าวบ้านอาตรีใส่ยาเสน่ห์ขนานไหนลงไป ลมหายใจเข้าของไข่ถึงได้อวยอาตรีนักหนา ลมหายใจออกของไข่ก็ปกป้องแก้ต่างให้อาตรีซะเหลือเกิน อยู่กับอาตรีไม่กี่วัน เชื่อถือเหมือนอยู่กับอาตรีมาเป็นแรมปี”

“ไม่มีขั้นตอนการคัดกรองหรือบทพิสูจน์อะไรหรอก มันเป็นแค่สัมผัส ไข่อุ่นใจที่คุณเอื้ออยู่ในความดูแลของคุณตรีภพ ไม่ได้อุ่นใจแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ เป็นความอุ่นใจที่ไม่เคยมีอยู่ในบ้านเดชาธร”

อิษฎีเงียบขรึม “บ้านหลังนั้นเป็นรังอีกา”

“บ้านเดชาธรเป็นรังอีกา แต่ดันปกครองโดยนกพิราบ นกสันติภาพ”

“ลุงรุต...” เป็นคนที่ดีกับเขามากๆ ชุบเลี้ยงให้ชีวิตแก่ลูกนกกาเหว่าบ้าพลัดรังตัวนี้ แล้วนิรุตจะเป็นอีกาไปได้ยังไง “นกพิราบเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามหลืบเร้นใต้ชายคา แฝงตัวอยู่ในจุดสูงสุดของบ้านแล้วคอยมองสรรพชีวิตเบื้องล่าง กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาตัวจริง ตัวมันเป็นพาหะรวมเชื้อโรคมากมายไว้ด้วยนะ ดีๆ อย่างลุงรุตอย่าเอาไปเปรียบกับนกพิราบเลย”

“ถ้างั้นในเมื่อเป็นรังอีกา ยังไงๆ ก็ต้องปกครองโดยอีกา เอานกพิราบไปปกครองอีกา คงไม่ได้มีชีวิตที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากมายมหาศาล คุมฝูงกาให้อยู่ใต้อาณัติมาจนถึงตอนนี้ คุณท่านก็ต้องมีอะไรไม่ธรรมดาบ้างล่ะ”

“...ลุงรุตเปรียบเป็นนกอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่อีกา”

“มีส่วนใช่ คุณท่านไงคุณเอื้อ อีกาที่เลี้ยงลูกนกกาเหว่าเห็นๆ อยู่ว่ามีจริง”

“...” อิษฎีคิดตามแต่ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองคล้อยตามไปด้วย

ไข่เตือนอย่างรู้ใจ “อย่าลืมว่าเพลงกล่อมเด็กเพลงนี้ไม่ได้มีแค่อีกาที่ร้าย ยังมีนายพรานสารเลวอีกคน...”

“...ที่ยิงทั้งอีกาและลูกกาเหว่า” อิษฎีต่อคำ

เขานึกถึงมันคนนั้น คนที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหาร ฆาตกรสารเลวที่ยังลอยนวล รอวันได้ดิบได้ดี มีอยู่แล้วก็โลภมากอยากจะมีมากขึ้นไปอีก จนไม่สนว่าจะขั้นบันไดที่กำลังย่ำเท้าก้าวขึ้นไปสู่เป้าหมายทำมาจากศพของครอบครัวไนยชน

////////////////////////////

ตรีภพรู้ข่าวการเสียชีวิตของนุชาแทบจะเป็นคนสุดท้ายในฐานะของคนที่มีสายเลือดเดชาธรหลอมรวมอยู่ในกายกว่าครึ่ง ตอนมีชีวิตอยู่นุชาเกลียดชังตรีภพ แต่ตรีภพไม่ได้หยิบเอาความเกลียดชังที่นุชามีให้เขามาใส่ใจ ฉะนั้นการไปร่วมงานศพแสดงความไว้อาลัยจึงไปด้วยใจที่ไร้สายใยพี่น้องส่วนหนึ่ง

คนตายก็คือคนตาย การตายไม่เคยเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเขา และต่อให้เป็นคนที่เกลียดเขาหรือเขาเกลียด วันหนึ่งเมื่อต้องล้มหายตายจาก เขาก็ไม่เคยรู้สึกยินดีปรีดาที่จะไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่บนโลกใบเดียวกัน ไม่เศร้า ไม่หดหู่หม่นหมอง ไม่ถือสาและถือเป็นการไปร่วมงานเพื่อร่ำลา

อีกทั้งเขาไปเพราะมีศักดิ์สถานะเป็นน้องชายต่างแม่ร่วมพ่อเดียวกัน ผิวเผินสังคมต่างรู้ว่าพวกเขาสามพี่น้องเป็นคนเดชาธร เขาเป็นรักธุรกิจ พี่ชายก็เป็นนักธุรกิจ พวกเขาต่างมีชื่อเสียง สังคมสำหรับพวกเขาคือแหล่งสร้างภาพลักษณ์ ตรีภพอาจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง ทั้งไม่ต้องแยแสว่าสังคมจะวิพากษ์วิจารณ์เขายังไง หากไม่ได้มาร่วมงานศพของพี่ชายต่างแม่ที่เกลียดเขาเข้าไส้ แต่เหตุผลสุดท้ายที่ทำให้เขามาร่วมงาน นั่นเพราะมีบุคคลสำคัญที่เขาให้ความเคารพนับถือคือนิรุต  

ในงานเสมือนเป็นวันรวมญาตินี้เอง ลัคนัยถูกแนะนำตัวโดยนิรุตให้ตรีภพรู้จัก สมาชิกใหม่ของบ้านเดชาธรอีกคน ลูกชายของนุชาที่ถูกผู้เป็นพ่อทอดทิ้งไม่ให้การเหลียวแล จนต้องมีชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบาก ในวันหนึ่งเมื่อมีหน้าที่การงานที่ดีแล้ว ถึงได้รู้จากแม่บังเกิดเกล้าที่ต้องลาโลกนี้ไปด้วยโรคร้ายว่านุชาเดชาธร เป็นพ่อ เรื่องราวชีวิตที่ผกผันเหมือนดั่งละครน้ำเน่าหลังข่าวทำให้ลัคนัยกลายเป็นผู้สืบทอดทรัพย์สินของนุชาแต่เพียงผู้เดียว รวมไปถึงหุ้นส่วนธุรกิจในเครือเดชาธร ตรีภพเพียงรับฟังในฐานะคนในที่ตีตัวเป็นคนนอกมานาน ใครจะได้หรือเสียประโยชน์อะไรจากการตายของนุชาเขาไม่สน เขารับรู้ไว้เพียงลัคนัยมีศักดิ์นับญาติเป็นหลานชายของเขาอีกคนเท่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือเขาไม่สนการมีอยู่ของลัคนัย ไม่มีอะไรให้ต้องเกี่ยวข้องมากไปกว่าการนับญาติเพิ่ม

ลัคนัยรู้ปูมหลังชาติกำเนิดของตรีภพ แต่ไม่มีท่าทีเดียดฉันท์ดูแคลนเหมือนพ่อที่ตายไป ซ้ำยังกระตือรือร้นที่จะผูกมิตรกับตรีภพอย่างออกนอกหน้าอีกด้วย อาศัยความเป็นหัวอกเดียวกัน มีเลือดเดชาธรแต่คนเดชาธรกลับไม่ยอมรับมาญาติดีผูกมิตรก่อสัมพันธ์ ลัคนัยรู้ดีว่าน้องชายต่างแม่ของพ่อเขาคนนี้กำลังทำธุรกิจอะไรและรุ่งโรจน์แค่ไหน เพื่อให้ชีวิตของเขาในวันหน้าราบรื่น ทางเดินปูด้วยเงินทองมั่งคั่ง เขาไม่มีเหตุผลให้ต้องกินแหนงแคลงใจกับตรีภพ

คุณอาหนุ่มที่ได้หลานชายเพิ่มอีกคนกลับวางตัวเหินห่าง ท่าทีของลัคนัยที่มีต่อเขา ทำให้เขารำคาญมากกว่าจะให้ความเอ็นดูหรือเห็นอกเห็นใจประวัติชีวิตในวัยเด็กของลัคนัย และในความสุภาพนุ่มนวลอ่อนน้อมถ่อมตนของลัคนัยยามพูดคุยกับเขา ลัคนัยกำลังซุกซ่อนตัวตนที่เป็นจริงเอาไว้ข้างในแล้วแต่งเติมภาพลักษณ์ภายนอกลวงตาคนอื่น นี่เป็นสิ่งที่ตรีภพใช้ดวงตานิ่งขรึมผิวเผินภายนอกเหมือนมองผ่าน หากภายในพินิจพิเคราะห์แล้วประเมิน

นิมมานร้ายกาจขาดสันดาน เนตรดานเหลวแหลกไร้สามารถ ลัคนัยอ่อนน้อมซ่อนเล่ห์กล

ลูกหลานเดชาธรไม่น่าพิสมัยให้เอ็นดูเลยสักคน

วินาทีนั้นตรีภพเกิดชะงักงันให้กับการค้นพบอย่างกะทันหันของตัวเอง

ลูกหลานในเดชาธรไม่ว่าใครเขาก็ไม่นึกเอ็นดู ค้นให้ลึกลงไปอีก ต่อให้นิมมานกับเนตรดาวประพฤติตัวดี ไม่ใช่คนที่เติบโตมาอย่างเหลวแหลกใช้ไม่ได้อย่างทุกวันนี้ เขาก็ไม่ให้ความเอ็นดู ไม่เกี่ยวว่านิมมานหรือเนตรดาวต่างก็ไม่ได้มีสายเลือดของเดชาธรอีกด้วย เพราะตัวเขาเองก็ถือว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดชาธรอย่างแท้จริง ต่อให้เด็กสองคนนั้นมีสายเลือดเดชาธรเต็มจนล้นตัวเขาก็ไม่นึกเอ็นดู

เขาไม่ได้เอ็นดูผู้น้อยง่ายๆ พึ่งรู้ตัวก็วันนี้ อีกทั้งบุคลิกของเขาก็ใช่ว่าจะดึงดูดผู้น้อย ซึ่งตรงข้ามกับเพทายเพื่อนสนิทคนนั้นโดยสิ้นเชิง รอยยิ้มของคน ตกคนให้ติดเบ็ดได้มากมายเหมือนปลาที่ยินดีติดร่างแห เขาไม่ใช่คนยิ้มพร่ำเพรื่อ ใครต่อใครเลยระวังที่จะเข้าใกล้ทำสนิทชิดเชื้อด้วย

เขาวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่สมวัย การวางตัวเช่นนี้ไม่ได้ปรุงแต่งเกินจริง มันแค่เป็นไปตามประสบการณ์ชีวิตและอายุที่เพิ่มขึ้น แต่เดิมเขาก็เป็นคนจริงจังนิ่งขรึมมาแต่ไหนแต่ไร พอล่วงเข้าวัยนี้ ดำรงตำแหน่งหน้าที่การงาน คนจริงจังเลยพัฒนากลายเป็นคนดุ บางทีแค่ตักเตือนผู้น้อยสักคน แนะนำการทำงานด้วยสุ้มเสียงเรียบง่าย กลับกลายเป็นทำให้อีกฝ่ายเข้าใจไปว่ากำลังถูกดุเสียอย่างนั้น

กับอิษฎีลูกชายของธนาตย์...

ตอนที่ยังรู้ความก็น่ารักดี ให้ไม่รู้ความแล้ว ความน่ารักอันเป็นเสน่ห์ก็ไม่ได้ลดน้อยลง

น่ารักโดยไม่ปรุงแต่ง มีเสน่ห์ที่เป็นธรรมชาติ...

ลูกนกพลัดรังตัวนี้ เขาเอ็นดูให้อย่างเหลือล้น บางครั้งที่ดุก็เพราะหาเรื่องดุ อยากเห็นหน้ามุ่ยๆ ของอิษฎี อีกฝ่ายก็ใช่ย่อย อย่านึกว่าเขาไม่รู้ดูไม่ออก ถึงจะบ้าแต่แสร้งทำหงอกริ่งเกรงเขาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเท่านั้น สุดท้ายเป็นเขาที่ดุไปอย่างนั้น เห็นเด็กบ้าทำสำนึกผิดหน้าจ๋อยตาซึม เป็นต้องใจอ่อนยวบโดยที่ภายนอกยังต้องขรึมเข้มเอาเรื่องทุกทีไป

ตั้งแต่อยู่กับอิษฎีมา อีกฝ่ายยังไม่เคยทำให้เขาโกรธเกินลิมิตจริงๆ สักที เรื่องที่ดุใส่ ส่วนมากเพราะห่วงและใส่ใจความเป็นอยู่ของเจ้าตัวทั้งนั้น

มีแต่ห่วงที่สุด ใส่ใจที่สุด โกรธที่สุดเห็นจะยังไม่มีเลยดีกว่า

พึ่งรู้ว่ายิ้มมุมปาก เก็บยิ้มตีหน้าเรียบแทบไม่ทัน

น่าขัน...

อยู่งานศพแท้ๆ กลับไม่สำรวมจิตใจให้สงบ ไปนึกถึงคนที่อยู่ที่บ้านเสียได้ เขามาร่วมงานทุกวันหลังเลิกงาน บางวันก็ออกจากบริษัทก่อนเวลาเลิกงาน เพื่อมาช่วยนิรุตรับบรรดาแขกมากหน้าหลายร้อยชีวิต ไม่เว้นแม้แต่นักข่าว ตั้งแต่งานวันแรกจนถึงขณะนี้ หลายวันมาแล้วที่เขาไม่ได้มีมื้อค่ำร่วมกับเด็กบ้า กลับไปถึงทีไรอีกฝ่ายก็เข้าห้องนอนหลับไปนานแล้ว

ถ้าอิษฎีไม่ได้บ้าแล้วเขากลับดึก คนในสมรสของเขาจะตามหรือรอเขากลับบ้านหรือเปล่า?

มันคงเป็นคำถามที่ไม่มีวันได้รู้คำตอบ จะเอาอะไรกับคนบ้าไม่รู้ความ ทั้งยังไม่อาจมีชีวิตที่เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้อีก

สิ่งที่ตรีภพให้ความพะวงราวกับมีห่วงและรู้สึกพันผูกเป็นพิเศษในช่วงนี้ น่าจะเป็นชีวิตหลังแต่งงานของเขากับอิษฎี ทุกครั้งที่เขาตื่นนอนแล้วใช้เวลามื้อเช้าและมื้อค่ำร่วมกับอิษฎี มันเป็นช่วงเวลาที่ยากอธิบายราวกับชีวิตเป็นชีวิต ครอบครัวเล็กๆ นั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา การถามไถ่กับคนดูแลอย่างไข่ทุกวันด้วยคำถามเดิมๆเกี่ยวกับชีวิตของอิษฎีในแต่ละวันที่เขาไม่อยู่ เป็นเรื่องปกติและเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มขึ้นมาของตรีภพไปแล้ว

ข้างนอกบ้านเป็นผู้นำธุรกิจ ข้างในบ้านเป็นผู้นำครอบครัว ในช่วงที่เขาคบหากับฐิสา ชีวิตยังไม่เข้ารูปเข้ารอยได้เท่าชีวิตหลังแต่งงานกับอิษฎี

คงเพราะการแต่งงานมันชัดเจนกว่าการคบหาใครสักคนไปอีกขั้นและน่าจะเป็นขั้นสุดท้ายของมนุษย์สำหรับการอยู่รวมกันเป็นคู่

เขานับได้ว่าชีวิตที่ไม่โสดแล้วในตอนนี้ช่างสุขสมบูรณ์ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นหลานชายพ่วงของแถมเป็นความวิปลาส แต่เขาก็ปฏิบัติกับเจ้าตัวประหนึ่งคนข้างกายและคนในครอบครัว ดำเนินชีวิตไปอย่างคู่แต่งงานธรรมดาสามัญทั่วไป ราวกับว่าความวิปลาสของอิษฎีไม่ใช่ปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกัน

เลิกงานก็ตรงกลับบ้าน เช้าให้รีบแค่ไหนก็ต้องร่วมโต๊ะอาหารมีมื้อเช้ากับอิษฎี

“ระวัง!”

ตรีภพเดินออกมาจากงานศพตรงไปยังจุดจอดรถ ขณะนั้นเด็กน้อยวัยกำลังซนวิ่งเล่นไม่ระวัง วิ่งไปตัดหน้ารถยนต์ที่กำลังขับออกจากจุด เป็นเขาที่รีบเข้าไปดึงตัวเด็กชายออกมาจากอันตรายที่กำลังถึงตัวเร็วกว่าเพียงเสี้ยววินาที

“ดูแลลูกหน่อยสิคุณ ตัวเท่าเมี่ยงใครจะมองเห็น มืดค่ำอย่างนี้ทะเล่อทะล่าวิ่งเข้าหารถจะหาว่าผมผิดไม่ได้นะ” เจ้าของรถเลื่อนกระจกลงมาบอก

“เด็กคนนี้ไม่ใช่...” ตรีภพกำลังแก้ไขความเข้าใจผิดของคนขับที่ตอนนี้เขาถูกตำหนิเพราะอีกฝ่ายเข้าใจว่าเขาเป็นพ่อของเด็กชาย

“คราวนี้โชคดีไป คราวหน้าชนเปรี้ยงเข้าให้จะมาโกรธร้องห่มร้องไห้โทษกันไม่ได้นะ” คนขับไม่ฟัง เขาพล่ามพูดจบก็เลื่อนกระจกขึ้นปิดสนิทแล้วขับรถออกไปจากลานจอด

“เป็นอะไรหรือเปล่า?” ตรีภพถอนหายใจ เขาขยับคานแว่นเหนือจมูกโด่งให้เข้าที่แล้วนั่งลงถามเด็กชาย

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ” เด็กชายยังคงตกใจแต่ไม่ถึงกับร้องไห้น้ำตาแตก สีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเหมือนรู้ความผิดของตัวเองด้วยซ้ำ ที่เล่นซนเกินไปจนไม่ระวัง

“เมื่อกี้ได้ยินหรือเปล่า คนขับบอกคราวหน้าจะชนเปรี้ยงเลย จำคราวนี้ไว้เป็นบทเรียน เล่นให้ระวังจะได้ไม่มีคราวหน้า ถ้ามีคราวหน้าก็คงไม่มีคราวต่อไปแล้ว” ตรีภพลูบเรือนผมของเด็กชาย

ดูเป็นกันเอง แต่คำพูดเป็นการตักเตือน สีหน้าและน้ำเสียงดุขรึมเล็กน้อย มากกว่านี้เด็กชายอาจจะตกใจร้องไห้เพราะเขามากกว่าอุบัติเหตุที่เกือบเกิดขึ้นเมื่อครู่แทน

“ครับ เล็กรู้แล้วครับ คราวนี้ไม่เจ็บไม่ตาย คราวหน้าต้องเจ็บต้องตายแน่เลย จากนั้น...จากนั้นก็ไม่มีคราวต่อไปแล้ว”

“ชื่อเล็กเหรอ?”

“แม่บอกว่าเล็กเป็นลูกชายคนเล็กแล้วก็ตัวเล็ก เล็กก็เลยชื่อเล็กเพราะว่าเล็กเป็นน้องเล็กที่ตัวเล็กครับ”

ตรีภพขรึมไม่ออก ฟังเด็กชายพูดจาวกวนแล้วนึกถึงคนที่บ้านเขา รายนั้นวกวนพกเพี้ยนเพ้อเจ้อเลื่อนเปื้อนจับความได้บ้างไม่ได้บ้างไปเรื่อย เขาถึงกับหลุดยิ้มขัน

“แม่บอกว่าใครมีน้ำใจให้ ต้องตอบแทนกลับ ในโลกนี้จะได้มีคนมีน้ำใจเยอะๆ”

เด็กชายตัวน้อยล้วงลูกอมช็อกโกแลตออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วส่งให้ตรีภพ

“ให้อา?”

“ให้เพราะเล็กขอบคุณคุณอาครับ แล้วก็...แล้ว...ก็...ค่าปิดปากครับ อย่าบอกแม่นะครับ ไม่งั้นพรุ่งนี้เล็กจะไม่ได้ออกไปไหนแน่ๆ เลย”

“ตัวแค่นี้รู้จักค่าปิดปาก จ้างวานให้ผู้ใหญ่ช่วยปกปิดความผิด เด็กไม่ดีอาไม่ช่วย” ตรีภพแสร้งไม่ให้ความร่วมมือ แต่ใบหน้าเกลื่อนยิ้มไม่สร่างซา

“คุณอา แม่มาแล้ว” เด็กชายรีบกระซิบกระซาบบอก รีบยัดลูกอมช็อกโกแลตใส่กระเป๋าเสื้อสูทตัวนอกของคุณอาแปลกหน้าราวกับกำลังติดสินบน แล้วรบเร้าเสียงเว้าวอน “คุณอาช่วยเล็กด้วย”

“ตาเล็กลูก!”

ตรีภพลุกขึ้นยืนพลางคว้ามือเล็กของเด็กชายขึ้นมาจับจูง แม่เด็กน่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ทำงานกับบริษัทในเครือเดชาธร เธอวิ่งหน้าตาตื่นมาหาลูกชาย

“คุณตรีภพ ขอโทษด้วยนะคะ ลูกชายฉันกำลังซน ไม่ทราบว่ามาก่อเรื่องอะไรให้คุณไม่สบายใจหรือเปล่าคะ?” เธอรีบสอบถามสีหน้าเป็นกังวล

ตรีภพเหลือบมองเด็กชายตัวน้อยที่เขายังจับจูงมือเล็กจ้อยเอาไว้

“เรารบกวนอะไรให้อาไม่สบายใจหรือเปล่า?” เขาถามเด็กชาย

เด็กชายรีบส่ายหน้า “เปล่าน้า เล็กไม่ได้รบกวนอะไรคุณอาเลย คุณอาสบายใจมากๆ เลย”

ตรีภพส่ายหน้ายิ้มขัน ก่อนช่วยยืนกรานว่าคำพูดของเด็กชายเป็นความจริง

“ผมกำลังจะขึ้นรถ เห็นแกวิ่งอยู่คนเดียวเลยจับไว้ แล้วก็พูดคุยกันเท่านั้น ยังไงคราวหน้าก็ระวังหน่อย แกวัยกำลังซน ไม่ควรปล่อยให้อยู่คนเดียวในสถานทีที่เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ”

เขาส่งมือเล็กของเด็กชายที่จับจูงไว้อย่างเป็นกันเองคืนให้แม่เด็ก

เหตุการณ์จบลงแบบพบเพื่อเพียงผ่าน ล่ำลาแล้วแยกจาก ตรีภพกลับขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ เด็กชายตัวน้อยที่บังเอิญได้พบเมื่อครู่ทำให้เขาจินตนาการไปถึง...

ลูก

เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ไม่อาจมีทายาท

ต่อให้อิษฎีไม่ได้บ้าและต่อให้เขามีความสัมพันธ์ทางกายกับอิษฎีได้ ตราบใดที่อิษฎีเป็นผู้ชาย เขาไม่มีวันมีลูกได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาและยิ่งไม่ใช่ข้อบกพร่องแต่อย่างใด

ไม่มีลูกก็ไม่เป็นไร นี่เป็นเรื่องที่เขาคำนึงถึงและยอมรับตั้งแต่ตัดสินใจแต่งงานกับอิษฎีแล้ว วันนี้จู่ๆได้ใกล้ชิดกับเด็กขึ้นมา ถึงนึกขึ้นได้ว่าครอบครัวเล็กๆ ของเขา นับจากนี้ไม่อาจให้กำเนิดเด็กหญิงเด็กชายได้

“...” ตรีภพกำพวงมาลัยแน่นโดยไม่รู้ตัว ใต้ฝ่ามือที่สัมผัสได้เป็นเพียงวัตถุแข็งๆ เทียบไม่ได้กับสัมผัสอุ่นนุ่ม เล็กจนกลัวว่าถ้าจับไว้ไม่มั่น กุมไว้ไม่ได้ พอหลุดมือไป อันตรายจะมาแผ้วพาน

ความรู้สึกที่ได้จับจูงมือเด็กเมื่อครู่ เป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ แล้วจะดีมากแค่ไหน ถ้ามือเล็กจ้อยของเด็กน้อยเป็นมือของลูกที่เกิดจากเขา แล้วเขาจะหน่วงอกปวดใจแค่ไหนกัน ถ้าเห็นลูกตกอยู่ในอันตราย เขาจะภูมิใจในตัวเองแค่ไหนกัน ที่ปกป้องลูกให้พ้นจากอันตราย มันจะดีแค่ไหนกัน ในขณะที่เขาแก่ตัวลง หูตาฝ้าฟาง แต่ลูกของเขาเติบโตขึ้นสานต่อทุกสิ่งอย่างที่เขาสร้างไว้ มันจะดีแค่ไหน หากก่อนที่ตาคู่นี้จะเสีย หมดคุณภาพตามวัย ได้สบกับดวงตาของลูก ลูกที่เขารักและลูกก็รักเขา

พ่อ...

สงสัยคำๆ นี้ คงไม่มีใครใช้เรียกเขา

คงไม่มีวันได้ยิน

“...” เขายิ้มบาง ไม่ได้โหยหา ที่ฟุ้งซ่านไม่ใช่เพราะอาลัยอาวรณ์ มันก็เป็นแค่อารมณ์และความคิดหนึ่งเท่านั้น ไม่เสียใจที่ไม่ได้สัมผัส แค่เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัส

ธรรมดาของผู้ชายวัยนี้ ธรรมดาที่จะอยากมีลูก ธรรมดาที่อยากเป็นคุณพ่อ

ไม่สู้เก็บความรักความเอ็นดูส่วนนั้นไปทุ่มให้กับอิษฎี ให้อีกฝ่ายชดเชยชีวิตส่วนที่เขาเสียสละไปด้วยการเรียกอาตรีบ่อยๆ ก็เพียงพอแล้ว

ชั่วชีวิตแต่งให้กับเด็กบ้าคนนั้น เขาเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างไปไม่น้อยอย่างยินดีและไม่เสียใจที่เลือกอิษฎี

บนถนนเส้นทางเดียวกันในยามค่ำคืน รถของตรีภพถูกขับตามหลังโดยรถของนิมมาน ลอบติดตามจนกระทั่งรู้ที่อยู่อาศัยของตรีภพ ใต้ชายคาหลังนั้นกำลังชุบเลี้ยงตัวเงินตัวทองวิปลาสของเขาเอาไว้

“ไอ้เอื้อ สติไม่สมประกอบเสือกวาสนาดีแท้ๆ แดกข้าวเปลืองปลาของเดชาธรมาตั้งเท่าไหร่ ฉันอาสาทวงคืนให้เดชาธรเอง”

////////////////////////////////////////

อนงค์ขออนุญาตตรีภพเลี้ยงหลานวัยกำลังคลาน พ่อแม่เด็กช่วงนี้ทำงานหนัก เข้าออกงานไม่เป็นเวลา ตะกละทำโอทีด้วยความขยัน แต่ลูกวัยแบเบาะดันเป็นอุปสรรค คนที่พอช่วยเหลือได้เห็นจะเป็นย่าคนนี้ เลยเอาหลานมาฝากให้ย่าอย่างเธอช่วยเลี้ยง

ตรีภพอนุญาตเพราะไม่คิดว่าเป็นปัญหาอะไร ทว่าพอเอาเข้าจริง เมื่อเห็นเด็กน้อยคลานเล่นอยู่บนเสื่อที่สนามหญ้าหน้าบ้านในวันหยุด แว่วเสียงหัวเราะสดใสหรือแม้กระทั่งเสียงร้องไห้ ทั้งหมดที่เกิดจากเด็กน้อยวัยไม่ถึงขวบกลับสร้างปัญหาให้เขา โดยที่เขาเองก็ไม่คาดไม่ถึง ทั้งที่เป็นคนอนุญาตแท้ๆ ดันรู้สึกงุ่นง่านบอกไม่ถูก ยากอธิบายระบายออกมา เพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวเองในตอนที่เห็นเด็กน้อยคนนั้นกำลังถูกเลี้ยงดูอยู่ในบ้านของเขา

เขาคิดว่าเขากำลังอ่อนไหวเรื่องเด็ก

ความรู้สึกอยากมีลูกมันตีขึ้นสมองมาอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันหยุด ตรีภพเลยอยู่บ้าน แต่ทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่ชั้นล่าง บริเวณนั้นจึงไม่มีใครกล้ารบกวนหรือส่งเสียงยามเมื่อมีอันต้องผ่านหน้าห้อง อนงค์กำลังตระเตรียมอาหารมื้อเที่ยงให้เจ้านายอยู่ในครัวพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน เลยไหว้วานขอให้ไข่ช่วยดูหลานสาวตัวน้อยของเธอ ไข่อัธยาศัยดีพอกับน้ำใจที่เปี่ยมล้น ดูแลเด็กไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงเขา อีกอย่างหลานสาวของอนงค์ก็เลี้ยงง่าย นอนเป็นนอน กินเป็นกิน คลานเป็นคลาน มีส่งเสียงร้องไห้งอแงตามประสา หลอกล่อนิดหน่อยก็กลับมาหัวเราะแล้ว ถือว่าเลี้ยงไม่ยาก อีกทั้งตอนสายอากาศดี ไม่ร้อนแถมยังมีลมพัดตลอด ไข่เลยมาปูเสื่อปล่อยคนแสร้งบ้านั่งเล่นและดูหลานสาวตัวน้อยหลับตาพริ้มอยู่บนเบาะนุ่มๆ

“หน้าเล็กกว่าฝ่ามือเราอีก” อิษฎีลองวางฝ่ามือลอยเหนือวงหน้าเล็กของเด็กหญิง

ไข่กวาดสายตาให้ถ้วนทั่วลอบบริเวณ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ใกล้กับบริเวณนี้ ถึงพูดกับคนแสร้งบ้าที่นั่งเอานิ้วเขี่ยแก้มเด็กหญิงตัวน้อย

“คุณเอื้อ สงสัยคุณตรีภพไม่ชอบเด็ก ดีนะป้านงค์แกเอาแต่เลี้ยงหลานเลยไม่ทันสังเกต สองสามวันนี้เลยไม่ทันเห็นว่าคุณตรีภพคอยเลี่ยง มียิ้มตรงไหนไม่มีคุณตรีภพตรงนั้น แต่ป้าแกก็ระวังไม่ให้ไปรบกวนคุณตรีภพอยู่แล้ว คุณเอื้อแถมบางทีนะ ไข่เห็นคุณตรีภพชอบมองป้านงค์แกเลี้ยงหลานอยู่ไกลๆ ขมวดคิ้วหน้านี่ขรึมเชียว”

“ถ้าเป็นอย่างที่ไข่บอก เราก็จะงง ไม่ใช่อาตรีเหรอที่อนุญาตให้ป้านงค์เอายิ้มเข้ามาเลี้ยง ยิ้มก็ไม่ได้งอแงเสียงดังน่ารำคาญเลยนะ ขนาดเราเฉยๆ กับเด็ก เรายังคิดว่ายิ้มเลี้ยงง่ายเลย ดูสิ จะจิ้มจะบีบจะเขี่ย ยิ้มยังหลับไม่รู้เรื่องเลย ขี้เซาจริงๆ”

ไม่พูดเปล่ายังพิสูจน์ให้ดูอีกด้วย ทั้งเอานิ้วจิ้มแก้มเล็กนุ่มเหมือนซาลาเปา เอามือบีบสองแก้มจนริมฝีปากเล็กฉ่ำวาวยู่ยื่นแล้วก็เอาปลายนิ้วเขี่ยที่แก้มวาดเป็นวงกลมก้นหอยเบาๆ สัมผัสที่ให้ความรบกวนขนาดนี้ เด็กหญิงยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย

“ถ้าคุณตรีภพไม่ชอบเด็ก แล้วแบบนี้ถ้ามีลูกของตัวเองจะรักไหมเนี่ย” ไข่บังเกิดความสงสัย

“รักมั้ง ไม่รู้สิ ที่รู้ๆ ตราบใดที่อาตรียังแต่งงานกับเรา อาตรีไม่มีวันมีลูกหรอก ยักษ์เคร่งครัดอย่างอาตรีไม่รักเด็กคงไม่แปลก ระหว่างงานกับลูก อาตรีคงรักงานมากกว่า บ้างานซะขนาดนั้น อีกอย่างตีหน้าดุไปเรื่อย เด็กไม่รักก็คงไม่แปลก เด็กเห็นเด็กกลัว พานร้องไห้โยเยเปล่าๆ” อิษฎีออกความเห็นบ้าง ระหว่างนั้นเขายังคงให้ความสนใจอยู่กับเด็กหญิงตัวน้อย “หืม นิ้วยาวนะเนี่ย อีกหน่อยจับดัดให้อ่อนสนุกเลย”

อิษฎีอมยิ้มจับข้อมือเล็กของเด็กหญิงขึ้นมา พินิจดูเรียวนิ้วเล็กจิ๋วที่กำกุมเอาไว้หลวมๆ ไม่นึกว่าตอนที่กำลังจะปล่อย มือเล็กจิ๋วกลับจับกุมนิ้วมือของอิษฎีเอาไว้

“ตอนเป็นเด็กอะไรๆ มันก็ดีจริงๆ” อิษฎีพึมพำเสียงเบา แววตาหม่นหมองลงถนัดตา

“ถ้าสมมติคุณเอื้อมีน้องให้คุณตรีภพได้ จะเป็นยังไงหว่า”

อิษฎีหยุดอารมณ์เศร้าสังเวชชีวิตของตัวเองในฉับพลันพร้อมกับเงยหน้ามองไข่ที่กอดอกทำเป็นหรี่ม่านตาครุ่นคิดอยู่ในจินตนาการที่อิษฎีไม่อาจรู้ได้ว่าไข่คิดและเห็นภาพอะไรอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวนั้นบ้าง

“ไม่ต้องสมมติ ผิดตั้งแต่สมมติแล้ว เห็นๆ อยู่ว่าเราเป็นผู้ชาย ผู้ชายจะไปท้องได้ยังไง”

“คุณเอื้อ แต่ไข่เคยได้ยินนะ สมัยที่ไข่ยังเด็ก มีหมอใจดีคนหนึ่งชอบมาที่หมู่บ้านแล้วให้ความรู้เรื่องการใช้ยาสามัญประจำบ้านที่เอามาแจก พวกสุขอนามัยด้วย พวกลุงป้าน้าอา เขาลือกันว่าหมอคนนี้ผ่าคลอดผู้ชายที่ตั้งท้องได้” ไข่เล่าเป็นจริงเป็นจังมาก มันบ่งบอกว่าเขาเชื่อข่าวลือในวัยเด็กที่เอากลับมาบอกเล่าให้อิษฎีฟัง

“เหลวไหล” อิษฎีขมวดคิ้วส่ายหน้าปฏิเสธที่จะเชื่อ

“จริงๆ!”

“ยืนยันอย่างกับไปช่วยหมอคนนั้นทำคลอดผู้ชายที่มาจากเสียงเล่าลือเล่าอ้างว่าท้องได้มากับมือ” อิษฎีเลิกคิ้ว

“ก็...เปล่า” ไขยักไหล่ยอมรับอย่างเสียไม่ได้ แต่ยังไม่วายปล่อยให้ประเด็นนี้จบลงโดยง่าย เขาสนุกที่จะคิดและยั่วหยอกอิษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ถ้าคุณเอื้อท้องได้ก็ดี คุณตรีภพเป็นผู้ชายที่อยู่ในวัยสร้างครอบครัว ยังไงลึกๆ แล้วไข่เชื่อว่าคุณตรีภพก็คงอยากมีลูก”

“เขาไม่อยากมีหรอก นี่มันสอดคล้องกับที่ไข่กำลังสงสัยว่าเขาไม่ชอบเด็กเลย ถ้าเขาอยากมีครอบครัว อยากมีลูกก็ต้องมีเมีย แล้วนี่เราเป็นอะไร เป็นเมียให้เขาได้ที่ไหน สรุปแล้วก็คือถ้าเขาอยากมี เขาคงไม่ทิ้งอนาคตครอบครัวที่สดใสอบอุ่นพ่อแม่ลูกมาแต่งงานกับเราที่ท้องให้เขาไม่ได้ไม่พอ ยังเป็นเมียให้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ”

“คุณเอื้ออาจจะท้องไม่ได้ แต่ว่า...” ไข่อมยิ้มตาพราวแล้วใช้ศอกแขนกระแซะเอวอิษฎี “คุณเอื้อเป็นเมียให้คุณตรีภพได้นะ”

“...” อิษฎีเงียบกริบ มองหน้าไข่ผ่านสีหน้าเรียบๆ ไร้ความรู้สึกนึกคิด

“เอ่อ...” ไข่รู้ว่าอิษฎีเข้าสู่โหมดจริงจังแล้ว

“เห็นแก่เรา อย่าพูดถึงความสัมพันธ์อะไรทำนองนี้เลย อาตรีไม่ร่วมเพศ เพราะอาตรีไม่ใช่รักร่วมเพศ” อิษฎีขอ

ส่วนเขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เพราะไม่เคยถามหาหรือคิดที่จะค้นหา แต่รู้ตัวว่าเหมือนจะเป็นที่สนใจของผู้ชายด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นคณิน สมัยเรียนนอกจากคณิน ใช่ว่าจะไม่มีคนอื่น เขาแค่ไม่รู้ไม่เห็น ที่ปกปิดไม่บอกใครเรื่องเรียนนาฎศิลป์ก็เพราะกลัวว่าเรื่องนี้จะยิ่งทำให้เขาถูกเข้าใจไปว่าไม่ใช่ผู้ชายเต็มร้อย พวกผู้ชายมักคิดว่าคนที่เรียนรำจะต้องเป็นผู้หญิง หากมีผู้ชายไปเรียนก็จะคิดว่าคนคนนั้นไม่ใช่ผู้ชายเต็มร้อย

เขาอาจจะเป็นก็ได้ ไม่งั้นจะใจเต้นแล้วหวั่นไหวเวลาถูกตรีภพทำเกินเลยได้ยังไง

ช่างเถอะๆ เรื่องซับซ้อนพรรค์นี้เขาจะไม่หยิบมาคิดเด็ดขาด ใครชอบใคร เพศชาย เพศหญิง เพศเดียวกัน ช่างมันเถอะ เขาจะไม่แบ่งแยก หาจำพวกให้ตัวเองอยู่

ถ้าเขารักมันก็คือรัก เพศสภาพไม่ใช่ตัวกำหนดหาจำพวกหรือจัดกลุ่มแบ่งแยก

ไขไม่ให้ความร่วมมือ เขากล้าที่จะพูดต่อและใส่ความจริงจังขึ้นผสมเข้ามา

“แรกไม่ใช่ แต่พาตัวมาผูกมัดกันไว้แบบนี้ ครึ่งหนึ่งก็ไม่ต่างจากใช่แล้ว คุณเอื้ออย่าหลีกเลี่ยงที่จะคิด เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น อาผู้ชายที่ไหนแตะเนื้อต้องตัวหลานผู้ชายตั้งแต่คืนเข้าหอ ทิ้งรอยประเจิดประเจ้ออย่างกับจะประกาศศักดาว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงอย่างนั้น แมนๆ จริง ไม่มากัดปากคุณเอื้อหรอก วันก่อนยังกัดได้ นับประสาอะไรกับวันหน้า ถ้าจะกินก็กินได้”

ถึงเขาจะอายุเท่านี้ ประสบการณ์ชีวิตก็น้อย ประสบการณ์ความรักนับเป็นศูนย์ แต่การกระทำของตรีภพที่ปฏิบัติต่ออิษฎีเจ้านายน้อยของเขา มันไม่ได้เป็นอย่างที่ทั้งสองคนกำลังหลอกตัวเองว่าที่ปฏิบัติต่อกันนั้นเกิดจากความเอ็นดูฉันท์อาหลานร่วมบ้านหรือผู้ปกครองกับเด็กในปกครอง

“...” อิษฎีสุดจะฟัง ยกสองมือขึ้นปิดหู ตีหน้ามึนทำตาพร่าเบลอ

“ส่งตัวเข้าหอผ่านไปแล้ว แต่ส่งตัวถึงตัวที่แท้จริงยังมาไม่ถึงต่างหาก” ไข่กดเสียงต่ำลอดไรฟัน ทำหน้าทำตาให้อิษฎีต้องสะพรึง

“หยุดพูด ห้ามๆ เงียบไปซะ” ที่ถูกต้องไม่ใช่การปิดหูของตัวเอง แต่ต้องปิดปากช่างพล่ามของไข่ต่างหาก พอปิดได้ก็เขย่าๆ จนศีรษะของไข่คลอนแคลน

ไข่กำลังตีเหล็กให้ร้อนได้ก็ยิ่งตี เจตนาหยอกเย้าและหวังดีให้อิษฎีควรคิดหาทางป้องกันไว้ หากวันหนึ่งวันใดต้องประสบกับสถานการณ์นี้ เขาดึงมือของคนไม่ยอมรับฟังแต่หูแดงก่ำไปถึงไหนต่อไหนออกแล้วรีบพูดทันที

“ไอ้ไม่ยอมรับ ประมาทไม่คาดคิดเนี่ยแหละ ถึงเวลาโดนกินเรียบวุธไม่ทันตั้งตัวแน่คอยดู”

////////////////////////////

[เจ้านิ้วดำ]

ดำไม่ได้แต่งต่อจากเมื่อวานเลย เมื่อวานจบแค่ไข่โดนแทง คืนนี้แต่งเพิ่มได้น้อยนึง เลยตัดสินใจเอาสต๊อกที่มีมาส่งมอบคนอ่านก่อน คัทฉากไข่โดนแทงไปไว้ตอนหน้า

ปล. หายมาเป็นอาทิตย์เลย ต้องขอโทษที่ให้รอนานด้วยนะคะ T__T อันเนื่องมาจากเหลวไหลและติดนิยาย ขอบคุณที่ยังรอน้องและติดตามเรื่องนี้เสมอ แม้จะอัพช้าเป็นเต่าคลาน แต่โปรดเชื่อดำเถอะค่ะ อีกไม่นานพระนายจะได้กันสมใจแม่ยกแล้ว โปรดอยู่ส่งน้องเข้าหอกะอาก่อนน้า


ความคิดเห็น