เจ้าโง่_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

9th Shoot : กูจะคอยปกป้องมึงเอง

ชื่อตอน : 9th Shoot : กูจะคอยปกป้องมึงเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 779

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2561 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9th Shoot : กูจะคอยปกป้องมึงเอง
แบบอักษร

9th Shoot

กูจะคอยปกป้องมึงเอง



พี่ศร’s Part

ปึก!

เสียงดังที่เกิดจากการกระทบกันของตู้น้ำหยอดเหรียญกับหมัดของผมเพราะความหงุดหงิด ผมไม่ได้หงุดหงิดที่ไอ้เด็กปุณย์นั้นเอาแต่ทำตัวกวนประสาท ผมไม่ได้หงุดหงิดหรือโกรธที่เด็กนั้นไม่เชื่อฟังที่ผมเตือนที่ผมห้ามบ้างเลย แต่ที่ผมกำลังโกรธอยู่ตอนนี้เพราะไอ้เจ้าสายตาคู่นั้น ตายตาตัดพ้อที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บหนึบที่หน้าอกอย่างแปลกๆ ผมไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมผมจะต้องวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องของมันด้วย

                ผ่านเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันที่ห้องพัก ตอนนี้ผมเลือกที่จะแยกตัวเองออกมาจากสถานการณ์น่าอึดอัดนั่นซะ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมจะต้องทำแบบนั้นด้วย ทั้งๆที่นั้นมันก็เป็นห้องที่ผมอยู่มาก่อนแท้ๆ ก่อนหน้านั้นผมอยู่คนเดียวไม่ต้องคอยสนใจใครผมยังอยู่ได้ แต่พอมีไอ้เด็กนั้นเข้ามามันทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะตัดสินใจอะไรด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าไมชอบเห็นมันร้องไห้เลย ไม่ชอบเห็นสายตาแบบนั้นของมัน เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมกำลังเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องเลือกเดินเลี่ยงออกมาที่ร้านสะดวกซื้อไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยอย่างในตอนนี้

                “ทำไมแม่งดื้อจังวะ ทั้งๆที่กูเตือนแล้วแท้ๆว่าอย่าไปยุ่งกับพวกมันทำไมถึงไม่ฟังกูบ้าง เจ็บตัวเพราะพวกมันมาแล้วทำไมไม่รู้จักจำบ้างวะ” พึมพำในใจอยู่คนเดียวก่อนจะเลือกยกขวดน้ำในมือขึ้นกระดกดื่มอย่างไม่สบอารมณ์ ถึงจะบอกว่าไม่ชอบสายตาตัดพ้อของมันที่มองมาก็ตามเถอะ แต่พอลองนึกย้อนไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วมันก็อดที่จะโมโหเด็กนั้นไม่ได้

                ตัวก็เล็กกะเปี๊ยกเดียว ยังจะชอบหาแต่เรื่องอยู่ได้!

                “วันนี้ซ้อมเหนื่อยไหม”

                “เหนื่อยสิ แต่มีเธออยู่เป็นกำลังใจให้ตลอดเราไม่ยอมแพ้หรอก”

                เสียงคุยของคู่รักสองคนที่นั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารตามสั่งไม่ไกลจากผมดังขึ้นให้ได้ยิน ผมหยุดชะงักเดินกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินไป

                กำลังใจงั้นเหรอ?

คำพูดที่คุ้นหูในความทรงจำผุดขึ้นมาให้ผมได้คิด คิดถึงเด็กนั้นอีกแล้ว ก็ในชีวิตของผมน่ะไม่ค่อยมีใครมาพูดอะไรแนวนี้ให้ฟังสักเท่าไหร่หรอก จะมีก็แค่ไอ้เด็กปุณย์นั้นที่โผล่เข้ามาในชีวิตแล้วเอาแต่พูดเรื่องนี้กับผมอยู่ตลอด ถึงมันจะน่ารำคาญเมื่อได้ฟังบ่อยๆ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นคำพูดน่ารำคาญที่ทำให้หัวใจผมแอบเต้นแรงอยู่หลายครั้ง

                “สุดท้ายกูก็คิดถึงเรื่องของมึงอีกจนได้สินะ” พูดกับตัวเองคนเดียวอีกครั้ง ก่อนจะก้มหน้าลงส่ายหน้าเพื่อสะบัดรอยยิ้มบ้าๆที่ผุดขึ้นมาเองอย่างห้ามไม่ได้ออกไป

                ตอนนี้ผมโกรธมันอยู่ไม่ใช่เหรอ เวลานึกถึงมันก็ควรจะโกรธสิ ไม่ใช่ยิ้มแบบนี้

                รอยยิ้มบ้าๆที่ผุดขึ้นมาตอนนึกถึงเรื่องของไอ้เด็กปุณย์นั้นทำให้ความโกรธของผมลดลงไปอย่างไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีตอนนี้ผมก็ถือกระป๋องน้ำอัดลมที่ผมเห็นมันชอบกินบ่อยๆติดมือมาด้วยซะแล้ว ตอนแรกจากที่โกรธที่มันไม่ยอมฟังที่ผมเตือน ไม่ยอมฟังทั้งเรื่องที่ไปยุ่งกับไอ้เบส ทั้งเรื่องที่ผมเลิกยิงธนู แต่พอลองคิดดูดีๆโกรธเด็กนั้นไปก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา ยังไงมันก็คงเป็นมันแบบนั้นไปตลอดผมจะไปห้ามอะไรคนเอ๋อๆแบบมันได้ ในทางกลับกันผมกลับรู้สึกผิดที่ใช้คำพูดรุนแรงกลับมันแบบนั้น ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่ผิดมากกว่าที่ใช้อารมณ์กับน้องมัน แต่คนแบบผมไม่ใช่คนที่จะรู้วิธีหรือรู้จักแสดงอารมณ์ขอโทษใครได้ง่ายๆ แต่ยังไงก็จะลองพยายามดูก็แล้วกัน

                แต่เมื่อผมลองได้เงยหน้าละสายตาจากเจ้ากระป๋องน้ำอัดลมที่ถือไว้ในมือจนเดินมาถึงหน้าห้องก็พบว่าตอนนี้ไอ้เด็กปุณย์ไม่ได้อยู่ในห้องตอนนี้เพราะห้องมีกุญแจคล้องล็อกไว้จาด้านนอก

                “ไปไหนของเขา” ผมล้วงหยิบกุญแจในกระเป๋ากางเกงออกมาไขเพื่อเข้ามาด้านใน กดเปิดสวิตซ์ไฟก็ไม่พบใครอยู่ในห้อง เห็นแค่ร่องรอยของตู้เสื้อผ้าที่ถูกปิดไว้ไม่สนิทจนฝาตู้แง้มออกมาครึ่งบาน ไม่รู้เด็กนั้นหายไปไหน แต่คิดไปก็แค่นั้นแหละ ผมกับเด็กนั้นไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย จะเป็นก็แค่พี่เมทน้องเมทเท่านั้น เด็กนั้นจะไปไหนก็เป็นสิทธิ์ของมัน

                เมื่อกระป๋องน้ำอัดลมที่ตั้งใจว่าจะซื้อมาให้ใครอีกคน แต่ตอนนี้คนที่จะให้ไม่อยู่ในห้องแล้วสิ่งที่ผมเลือกทำก็คือการเดินไปวางกระป๋องน้ำอันลมลงบนโต๊ะตัวเล็กบนหัวเตียงของอีกคน อยู่ห้องด้วยกันมาก็นานเกินเดือนแล้วผมพึ่งจะเคยเข้ามาใกล้ๆเตียงนอนมันก็วันนี้เอง พอมองไปรอบๆก็ต้องพ่นลมหายใจพร้อมกับยิ้มให้กับกรอบรูปใบเล็กๆสองสามใบที่ตั้งไว้ตรงหัวเตียงของใครอีกคน

                รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในรูปพวกนั้นมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดชะมัด แต่ถึงจะบอกว่าหงุดหงิดแต่สิ่งที่ร่างกายเลือกแสดงออกกับเป็นรอยยิ้มไปซะได้

                ตึก!

                จนกระทั่งอยู่ๆก็มีเสียงดังเหมือนของตกระทบพื้นดังขึ้น ลองมองไปก็พบว่าต้นเสียงดังมาจากตู้เสื้อผ้าของเด็กนั้นที่ปิดไม่สนิท ผมลองที่จะเดินมาดูใกล้ๆก็พบเข้ากับกล่องใบเล็กที่ตกลงมาจนของข้างในกระเด็นออกมา แต่พอลองที่จะหยิบของนั้นขึ้นมาดูก็ต้องทำให้ผมขมวดคิ้วเป็นรอบที่สองเพราะของที่กระเด็นออกมาจากกล่องนั้นมีแต่รูปผมทั้งนั้นเลย

                ‘วันนี้พี่ศรแข่งชนะอีกแล้ว ไม่เสียแรงที่ตื่นมารอเชียร์แต่เช้า’

 มันเป็นข้อความที่ถูกเขียนด้วยหมึกปากกาสีดำอยู่ตรงด้านหลังของรูป พอลองพลิกอีกด้านของรูปมาดูมันเป็นรูปตอนที่ผมไปแข่งยิงธนูเมื่อสองปีก่อน จริงสินะ เด็กนั้นบอกผมไว้ตั้งแต่แรกแล้วนี่ว่ามาที่นี่ก็เพราะชอบที่ผมยิงธนู มาที่นี่ก็เพื่อจะเห็นผมยิงธนูด้วยตาตัวเอง ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าเด็กนั้นจะจริงจังอะไรขนาดนี้ คิดว่าพูดไปงั้นๆซะอีก ผมลองไล่หยิบรูปแต่ละใบขึ้นมาดูก็ต้องเผลอยิ้มกับตัวเองอีกครั้งกับข้อความที่เขียนอยู่ด้านหลังของรูปแต่ละใบ

 “ไอ้เด็กเอ๋อเอ้ย!”

จนสุดท้ายสายตาก็มาสะดุดเข้ากับสมุดบันทึกเล่มเล็กๆที่มีรูปผมถูกตัดแปะไว้อยู่เต็มหน้าปกของสมุดนั้น ผมรู้ว่าการอ่านสมุดบันทึกของคนอื่นมันเป็นเรื่องเสียมารยาท แต่ในเมื่ออีกคนเล่นแปะรูปผมจนเต็มไปหมดแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ที่ผมจะขอถือวิสาสะเปิดอ่านมัน

“…”

พอลองที่จะไล่อ่านข้อความที่ถูกเขียนไว้มันทำให้ผมต้องชะงักนิ่งไปอีกครั้ง นั้นก็เพราะเนื้อหาข้างในสมุดบันทึกเล่มนั้นมันเต็มไปด้วยข้อความบรรยายความรู้สึกของเจ้าของสมุดบันทึกนี้ที่เขียนเอาไว้แทบจะทุกวัน นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้เพราะดูเหมือนข้อความด้านในจะมีจุดที่แสดงว่ามันมีเล่มก่อนหน้าที่บันทึกเรื่องราวไว้อีก เล่มนี้เป็นแค่เพียงเล่มที่เริ่มบันทึกไม่นานมานี่เท่านั้น น่าจะเริ่มบันทึกไม่กี่สัปดาห์มานี่ด้วยซ้ำ

‘วันนี้มามหาวิทยาลัยวันแรก ได้เจอพี่ศรด้วย ใจเต้นมากๆเลย รู้แล้วว่าเวลาได้เจอคนที่เราแอบชอบมันรู้สึกใจเต้นมากแค่ไหน…’

‘เผลอบอกพี่ศรว่าชอบไปด้วย ใจเต้นมากๆเลย แต่ไม่ได้บอกว่าชอบแบบนั้นนะใครจะไปกล้ากันเล่า ก็แค่จะบอกพี่เขาว่าชอบที่พี่เขายิงธนูมาก’

‘วันนี้เห็นพี่ศรที่สนามยิงธนูอีกแล้ว ดูก็รู้ว่าพี่ศรน่ะยังรักกีฬายิงธนูอยู่แน่ๆ แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพี่เขาถึงเลิก แต่ไม่เป็นไรหรอกผมจะต้องช่วยพี่เขาให้ได้เลย วางใจได้เลย’

“หึ! ไอ้เด็กบ๊อง” ผมพ่นลมหายใจพร้อมยิ้มกับตัวเองเบาๆเมื่อได้อ่านข้อความที่บันทึกอยู่ในสมุดเล่มนี้ แทบจะทั้งหมดที่ถูกเขียนไว้เกี่ยวกับผมทั้งนั้นเลย คิดว่าตัวเองเป็นโรคจิตหรือไงถึงได้มาเที่ยวบันทึกเรื่องของคนอื่นแบบนี้

 ไอ้เด็กเอ๋อเอ้ย!

จากนั้นผมก็เริ่มเปิดหน้าต่อไปจนกระทั้งมาสะดุดสายตากับข้อความที่ถูกเขียนไว้ในหน้าต่อๆมา

‘วันนี้ทำให้พี่ศรโกรธอีกแล้ว เฮ้อ! น่าโมโหตัวเองชะมัดเลย ไม่ว่าจะพยายามทำอะไรก็เหมือนจะทำให้พี่เขารำคาญตลอดเลย’

‘วันนี้พี่ศรไม่กลับมาที่ห้อง คงจะโกรธผมมากแน่ๆเลย รู้สึกผิดที่มาทำให้ชีวิตของพี่เขาวุ่นวายเลย วันนี้ร้องไห้ไปหลายรอบแล้วด้วย ไม่รู้จะทำยังไงให้พี่เขาหายโกรธ…’

และดูเหมือนข้อความที่ถูกเขียนบันทึกจะสิ้นสุดลงไปแค่นี้

“จะร้องไห้ทำไมไอ้เด็กดื้อ กูไม่ได้โกรธมึงสักหน่อยก็แค่…ไม่ชอบที่มึงไปยุ่งกับพวกไอ้เบส ก็รู้ว่าพวกมันทำอะไรกับมึงไว้ยังจะไปยุ่งกับมันอยู่ได้ ดื้อแล้วยังขี้แยชะมัด” ผมพูดกับไอ้เจ้าสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ตอนนี้ถูกพับปิดไว้เรียบร้อยแล้ว ด่าไปก็เหมือนว่ากำลังคุยกับตัวเองเพราะบนปกสมุดนั้นมีแต่รูปผมทั้งนั้นเลย สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วเก็บของที่หล่นออกมากลับเข้าไปในกล่องอย่างเดิมก่อนจะจัดการปิดตู้เสื้อผ้าที่ไม่รู้เจ้าของหายไปไหนให้เรียบร้อย

เสร็จแล้วก็กลับมานั่งลงที่โต๊ะอานหนังสือมุมประจำ ตอนนี้ข้างนอกก็มืดมากแล้วไม่รู้ใครอีกคนหายไปไหนป่านนี้ยังไม่กลับอีก

“แล้วบอกไม่อยากให้กูโกรธ แต่ก็ชอบทำตัวให้เป็นห่วงอยู่เรื่อย” เป็นอีกครั้งที่ต้องบ่นคนเดียวกับตัวเอง ถอนหายใจเพราะไม่เข้าใจตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ มองนาฬิกาสลับกับประตูห้องอย่างไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งรอใครอีกคนที่หายไปทำไมกันนะ

เช้าวันต่อมาผมยอมรับว่าเมื่อคืนผมนั่งรอเด็กนั้นจนดึกแต่เด็กนั้นก็ยังไม่กลับมาที่ห้อง ตอนเช้าผมไม่ได้อยู่รอเพราะวันนี้ผมจำเป็นต้องตื่นเช้าและออกมาจากห้องเร็วขึ้นเพราะมีเรียนเช้า วันนี้อาจารย์บอกว่าอาจจะสอบควิซก็เลยเลือกมาที่คณะให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้อ่านทบทวนเนื้อหาคิดว่าอาจารย์น่าจะออกสอบ ระหว่างทางผมก็ไม่ลืมที่จะมองหาใครอีกคนไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ จริงสินะ เช้าป่านนี้ไอ้เด็กนั้นมันจะมาทำไมที่คณะ ผมส่ายหน้าสะบัดเรื่องของเด็กนั้นออกจากหัวก่อนจะหันกลับมาก้มหน้าตั้งใจอ่านหนังสือในมือต่อ

หมับ!

แต่แล้วจู่ๆหนังสือที่ควรจะอยู่ในมือของผมก็ถูกดึงออกจากมือไป ผมขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ไอ้แทน”

“เออ กูเอง”

“มึงจะทำอะไร เอาหนังสือกูคืนมา”

“กูไม่ให้มึงอ่าน มึงต้องคุยกับกูก่อน” ผมเอื้อมมือไปจะคว้าเอาหนังสือของผมคืนแต่ไอ้แทนก็เบี่ยงตัวหลับไม่ยอมคืนหนังสือให้ผม

“คุยอะไรของมึง”

“มึงรังแกไอ้ปุณย์ทำไม”

“รังแก? กูไปรังแกอะไรมัน”

“ก็เมื่อวานกูเห็นไอ้ปุณย์ร้องไห้ กูบอกมึงเลยนะว่าเมื่อวานกูโคตรโกรธมึงเลย อยากจะซัดหน้ามึงสักทีแต่ไอ้ปุณย์มันก็ขอไว้เพราะไม่อยากให้มึงกับกูมีเรื่องกัน มึงนี่น่ะไอ้ศร กูคิดว่ามึงกับไอ้ปุณย์จะเข้ากันได้แล้วเชียว แต่ยังไงมึงไม่ชอบน้องมันมึงก็ไม่น่าจะไปรังแกมันนะ เด็กมันเสียใจจนจะซิ่วไปอีกคนแล้ว”

“…” เมื่อกี้ว่าไงนะ ถ้าฟังไม่ผิดไอ้แทนมันบอกว่าไอ้เด็กนั้นจะซิ่วเหรอ

“มึงต้องเปลี่ยนนิสัยของมึงนะไอ้เชี่ยศร…”

“มึงว่าไงนะไอ้แทน” ผมถามขัดขึ้น ไม่ได้สนใจที่ไอ้แทนมันกำลังบ่นเลย

“อะไรวะ”

“เมื่อกี้มึงหมายความว่ายังไง ที่บอกว่าเด็กนั้นจะซิ่ว”

“มึงทำอะไรไว้มึงยังจะมาถามอีกหรือไง มึงมันเหี้ยไงไอ้ศร ไอ้ปุณย์มันซื่อๆแบบนั้นมึงก็ยังทำให้มันร้องไห้”

หมับ!

“กูถามว่ามึงหมายความว่ายังไงที่บอกว่ามันจะซิ่ว” เมื่อเห็นว่าไอ้แทนตอบไม่ตรงคำถามสักทีสิ่งที่ผมเลือกทำก็คงจะไม่พ้นการลุกขึ้นไปกำคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น

“ก็เพราะมึงนั้นแหละทำน้องมันเสียใจ” ไอ้แทนปัดมือผมออก “ก็เพราะมึงนั้นแหละทำมันร้องไห้ เมื่อคืนมันไปนอนห้องกู มันบอกกูว่าวันนี้จะไปแล้วกูห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง”

“มันอยู่ไหน”

“หา?”

“กูถามว่าตอนนี้ไอ้ปุณย์มันอยู่ไหน!”

“ป่านนี้ก็คงกำลังกลับไปเก็บของที่ห้องอยู่ละมั้ง คงสมใจมึงแล้วละสิต่อไปมึงจะได้อยู่คนเดียวอย่างที่มึงชอบ…อ้าวเฮ้ย! ไอ้เชี่ยศรมึงจะหนีไปไหน”

ผมไม่สนใจเสียงร้องตะโกนโวยของของไอ้แทนเลย ไม่รู้ทำไมแค่ผมได้ยินว่าไอ้เด็กนั้นกำลังจะซิ่วหัวใจผมก็กระตุกวูบอย่างบอกไม่ถูก สิ่งเดียวที่ผมคิดได้คือต้องไปรีบไปเจอมันให้เร็วที่สุด ไอ้เด็กปุณย์คงจะคิดว่าผมโกรธและเกลียดมันจริงๆที่อย่างมันเขียนลงในสมุดบันทึกแน่ๆ

ไอ้เด็กบ้าเอ้ย! คิดเองเออเองแล้วนี่ยังคิดจะไปโดยไม่บอกกูสักคำอีกนะ

และไม่นานหลังจากแยกกับไอ้แทนที่คณะ ผมไม่รู้ตัวเองว่าวิ่งด้วยความเร็วแค่ไหนรู้อีกทีก็มาหยุดยืนอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามกับหอพักของตัวเองแล้ว โชคยังเข้าข้างผมเพราะตอนนี้คนตรงหน้าที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองอย่างทุลักทุเลคือไอ้ปุณย์เด็กเอ๋อนั้นเอง

หมับ!

ผมเข้าไปจับข้อมือมันข้างที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางไว้ อีกคนที่มัวแต่ก้มมองกระเป๋าเดินทางของตัวเองไม่ทันได้ตั้งตัวก็สะดุ้งตกใจจนน่าตลก

“พะ…พี่ศร”

“ทำไมถึงไม่บอกกูก่อน”

“พี่…หมายถึงอะไรครับ”

“ไอ้แทนบอกกูว่ามึงจะซิ่ว”

“คือ…คือว่า” อีกคนหลบสายตาหลุบหน้ามองต่ำอย่างรู้สึกผิด

“มึงจะซิ่วไปทำไม”

“ก็…ผมเรียนไม่ไหว”

“ใช่เรื่องนี้แน่เหรอ กูไม่เคยเห็นมึงบ่นหรือพูดอะไรเกี่ยวกับปัญหาการเรียนเลย ทั้งๆที่ปกติมึงเป็นคนพูดมากจะตาย”

“พี่ไม่ได้หลอกด่าผมใช่ไหม” ไอ้เด็กเด๋อเงยหน้าหรี่ตาขึ้นมอง

“มึงอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ตอบกูมาว่ามึงจะซิ่วทำไม”

“ก็ผม…ผมแค่ไม่อยากทำให้พี่ต้องรำคาญ ไม่อยากทำให้พี่ต้องโกรธผมอีก ผมไม่อยากถูกพี่เกลียดไม่อยากจะร้องไห้แล้ว” ประโยคสุดท้ายใครอีกคนพูดเสียงเบา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังได้ยินอยู่ดี

“กูเคยบอกมึงหรือไงว่ากูโกรธกูเกลียดมึง”

“ก็…ไม่เคย แต่ว่าพี่ชอบหงุดหงิดผม ผมก็นึกว่าพี่โกรธผมนี่”

“กูไม่เคยโกรธมึง”

“…”

“แล้วก็ไม่ได้เกลียดมึงด้วย”

“พี่ศร”

“ที่ผ่านมากูก็แค่ไม่ชอบที่มึงไปยุ่งกับพวกไอ้เบส ไม่ชอบที่มึงไม่เชื่อที่กูเตือนมึง ไม่ชอบที่มึงชอบทำตัวให้กูเป็นห่วง”

“ผมขอโทษ แต่เอ๊ะ! เมื่อกี้พี่ว่าอะไรนะ พี่เป็นห่วงผมงั้นเหรอ”

“กู…กูก็ต้องห่วงอยู่แล้วในเมื่อมึงเป็นน้องเมทกู”

“งั้นเหรอครับ” มาถึงตอนนี้ใครอีกคนที่ทำตาลุกวาวในตอนแรกก็ถอดสีหน้าลงอย่างเห็นได้ชัด หึ!แล้วเห็นเขียนในบันทึกว่าจะไม่แสดงออกว่าชอบกู ที่ทำตัวอยู่แบบนี้เขาเรียกว่าโคตรจะแสดงออกเลย ไอ้เด็กเอ๋อเอ้ย!

“เอาเป็นว่ากูไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดมึง กูพูดแบบนี้แล้วมึง…จะยังซิ่วอยู่ไหม”

“จริงๆผมก็ไม่ได้อยากซิ่วหรอกครับ ผมมีความสุขจะตายเวลาอยู่กับพี่….”

“…”

“เอ่อ ผมหมายถึงว่า ชีวิตที่นี่มันมีความสุขนะครับ”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร”  เหอะ! แล้วไหนบอกจะไม่แสดงออกให้รู้ว่าชอบ มันจะรู้ไหมว่าหน้ามันตอนนี้มันแดงยิ่งกว่าอะไร

“แต่ว่าถ้าผมอยู่ผมก็จะทำให้พี่อารมณ์เสียกับผมอีก แล้วอีกอย่างที่ผมมาที่นี่ก็เพราะอยากเห็นพี่ยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้ง ผมก็เลยทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้พี่กลับมามีพลังอีกครั้ง แต่สุดท้ายมันก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าแถมยังทำให้พี่หงุดหงิดบ่อยๆด้วย”

“แบบนี้ก็แสดงว่าถ้ากูกลับมายิงธนูอีกมึงก็จะยอมอยู่ต่อใช่ไหม”

“ก็ใช่น่ะสิครับ”

“งั้นก็อยู่สะสิ”

“ครับ? พี่หมายความว่ายังไงผมไม่เข้าใจ”  มาทำหน้าเอ๋อๆไม่เข้าใจอยู่ได้ แถมยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆแบบนี้อีกอยากจะดีงไอ้เจ้าปากห้อยๆนั้นมาดีดเล่นชะมัด

“ก็หมายความอย่างที่พูดนั้นแหละ กูจะกลับมายิงธนูอีกมึงจะอยู่ดูกูไหม”

“ฮึก…พะ…พี่ศร”

“เฮ้ย! มึงจะร้องไห้ทำไม” เอ้า! ไอ้เด็กนี่เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่ดีๆตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นร้องไห้ซะงั้น

“เปล่าครับ ผมก็แค่…ฮึก…ผมก็แค่ดีใจน่ะครับ ดีจังเลยพี่จะกลับมายิงธนูแล้ว ดีจังเลยผมจะได้เห็นพี่ยิงธนูด้วยตาตัวเองแล้ว”

“ถ้ากูกลับมายิงธนูแล้วไม่รู้ว่าจะทำได้ดีเหมือนแต่ก่อนไหม ถ้าเกิดกูยิงห่วยขึ้นมามึงจะยังอยากดูอยู่ไหม”

“อยากดูสิครับ ผมต้องอยากดูแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าพี่จะเป็นยังไงผมก็จะอยู่ข้างๆพี่เสมอ ผมจะเป็นกำลังใจให้พี่จะคอยสนับสนุนพี่ไปตลอดเลย เพราะผมเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของพี่นี่น่า” พูดจบไอ้เด็กสติไม่เต็มคนนี้ก็ทำท่าปล่อยแสงเหมือนอุลตร้าแมนซะงั้น ผมไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีนะที่ได้คนสติไม่เต็มแบบนี้มาเป็นแฟนคลับ แถมตอนนี้ไอ้เด็กขี้แยที่ร้องไห้เมื่อกี้นี้ไม่รู้หายไปไหนแล้วเหลือไว้แค่เด็กบ๊องๆที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ตอนนี้แทน

“แฟนคลับหมายเลขหนึ่งเลยเหรอ ใครแต่งตั้งมึงไม่ทราบ”

“ไม่มีครับผมแต่งตั้งตัวเอง” ผมได้แต่ส่ายหน้าเบาๆเพราะใครอีกคนยืนตอบผมกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยมากๆไม่ได้รู้สึกเขินหรืออายในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาเลยสักนิด  

“ถ้าไม่ซิ่วแล้ว งั้นกลับหอได้ยัง” 

“ได้ครับ กลับหอกันครับ” แล้วคนที่ทำหน้าหมดอาลัยตายอยากลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองอย่างไม่สนใจคนอื่นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนก็แปลเปลี่ยนเป็นใครอีกคนที่ยิ้มกว้างอย่างร่าเริงพร้อมกลับห้องเต็มที่

แต่จะว่าไป ก็ยิ้มแบบนี้ละสินะ ที่เข้ามาวนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่วันที่ได้เจอมัน

“แต่ว่าพี่ศรครับ ผมจะถามพี่ได้ไหมว่าทำไมตอนแรกพี่ถึงเลิกยิงธนู ผมก็เห็นว่าพี่น่ะชอบยิงธนูจะตายไม่น่าจะเลิกได้แล้วทำไมถึงเลิกซะละครับ”

“รู้ดึกว่ากูอีกนะมึง” ผมยกมือขึ้นยีหัวใครอีกคนอย่างเอ็นดู รู้เรื่องของผมเยอะกว่าตัวผมเองอีกละมั้ง

“จริงๆนะครับผมสัมผัสได้ มันแสดงออกมาทางสายตาพี่เลยว่าพี่ยังรักและอยากกลับไปยิงธนูมากๆเลย”

“ถ้ามึงอยากรู้กูจะบอกมึงก็ได้ ตอนแรกกูว่าจะเก็บเรื่องนี้ให้มันตายไปกับกูแค่คนเดียว แต่ถ้ามึงอยากจะรู้กูจะบอกมึงอีกคนก็ได้ เพราะมึงคงไม่เอาไปบอกใครหรอกจริงไหม”

“อืม ไม่บอกแน่นอนครับ” อีกคนพยักหน้ารับ จะรู้บ้างไหมว่าอาการของตัวเองตอนนี้มันดูตลกมากขนาดไหน

“กูเป็น Target Panic”

“…”

“เมื่อเกือบสองปีก่อน พ่อกูประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในวันที่กูกำลังจะแข่งพอดี การแข่งวันนั้นสำคัญกับกูมากเพราะถ้ากูชนะ กูจะได้เหรียญทองไปให้พ่อกูเป็นของขวัญวันเกิดเขา ใช่วันนั้นเป็นวันเกิดพ่อกูด้วย แต่สุดท้ายพอกูรู้ว่าเขาประสบอุบัติเหตุ กู…กูก็ไม่มีสมาธิ ผลคือวันนั้นกูยิงไม่เข้าเป้าเลย”

“พี่ศร…”

                “อะไรเล่า จะร้องไห้อีกแล้วเหรอ งั้นกูไม่เล่าต่อแล้วนะ”

                “ไม่เอาๆ เล่าต่อเถอะครับ”

                “จากวันนั้นมากูก็กังวลและคิดถึงแต่เรื่องพ่อกูตลอด กูเก็บมากดดันตัวเองว่าจะต้องทำให้ได้ จะต้องยิงให้ดีและดีขึ้นไปอีกเพื่อพ่อของกู จนสุดท้ายกูก็เก็บความกังวลมากดดันตัวเองเพราะกลัวจะทำไม่ได้ สุดท้ายแล้วกูก็ทำไม่ได้จริงๆ กูไม่กล้าตัดสินใจที่จะปล่อยลูก ไม่มีความมั่นใจแม้แต่จะง้างคันธนูด้วยซ้ำ กูก็คงห่วยอย่างที่พวกไอ้เบสมันว่าจริงๆนั้นแหละ”

                “อะไรเล่า ฮึก… ไม่จริงสักหน่อย พี่ศรน่ะ ฮึก…เก่งที่สุดแล้ว”           

                “ร้องไห้ซะงั้น”

                “ช่างผมก่อนเถอะน่า พี่ศรน่ะไม่ได้ห่วยอย่างที่พวกพี่เบสพูดหรอกครับ สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะยังไงพี่ศรก็เก่งและเท่สุดๆไปเลย ไม่งั้นผมจะชอบ…” อีกคนเหมือนจะหยุดไปเมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอพูดอะไรออกมา สีหน้าของไอ้เด็กนี่ตอนนี้มันตลกชะมัด ไม่รู้จะร้องไห้ จะเขินหรือจะอายกันแน่

                “ชอบอะไร กูเหรอ มึงชอบกูเหรอ” ถึงจะรูอยู่แล้วแต่ก็ลองถามแกล้งไปดูดีกว่า

                “ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ผมหมายถึงชอบที่พี่ยิงธนูต่างหากละ”

                “’งั้นเหรอ” มันจะรู้ไหมนะ ว่าทั้งสีหน้าและแววตามันตอนนี้โคตรจะมีพิรุธเลย

                “ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่ต้องผ่านเรื่องแย่ๆมา ถ้าผมรู้ผมคงไม่พยายามสืบเรื่องนี้ คงไม่ทำอะไรที่มันกวนใจพี่หรอกครับ”

                “ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้มึงก็ต้องไถ่โทษด้วยการคอยเชียร์กูด้วยนะ”

                “ได้ครับผมจะต้องเชียร์พี่แน่นอนเลย” 

                ผมได้แต่ยิ้มให้ใครอีกคนที่ตอนนี้ฉีกยิ้มกว้างทั้งๆที่หางตายังมีคราบน้ำตาติดอยู่แท้ๆ ตัวผมเองก็ไม้รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงตดสินใจไปแบบนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือเปล่า แต่ถึงยังไงผมก็คงจะมั่นใจได้ว่าอย่างน้อยๆก็ยังมีใครอีกคนที่ยืนอยู้ตรงหน้าผมตอนนี้คอยอยู่ข้างๆไม่ห่างแน่ๆ

                ผมอาจจะเป็นคนนิสัยเสียที่ยิงธนูเพื่อเป้าหมายคือทำให้ใครสักคนภูมิใจ ก่อนหน้านั้นผมมีความสุขกับการยิงธนูและก็อยากทำให้พ่อภูมิใจไปพร้อมๆกัน มาถึงตอนนี้ผมไม่มีพ่ออยู่ภูมิใจกับผมแล้ว แต่ผมก็มีใครอีกคนหนึ่งที่โผล่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่รู้ตัวแทน ใครอีกคนที่ผมอยากจะทำให้เขาภูมิใจในตัวผมเหมือนกันกับพ่อและผมก็เชื่อว่าถ้าวิญญาณของพ่อที่อยู่บนฟ้าสามารถรับรู้ได้พ่อก็คงจะภูมิใจกับผมด้วยแน่ๆ

                ทุกๆอย่างมันถูกอย่างที่ไอ้ปุณย์พูดทุกอย่าง ยิงธนูคือชีวิตของผม คือสิ่งที่ชอบ คือสิ่งที่รัก และต่อจากนี้ผมจะไม่หนีมันไปไหนอีกแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะสู้กับมันเพราะผมจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปยังไงก็มีเด็กเด๋อๆอยุ่ข้างๆด้วยตั้งหนึ่งคน

 ยังไงก็ช่วย…อย่าพึ่งเบื่อกูก็แล้วกัน

                “กลับห้องกันเถอะ”  ผมบอกเด็กขี้แยที่ตอนนี้เลิกร้องไห้แล้ว ยีหัวอีกคนเล่นอย่างหมั่นเขี้ยวก่อนจะจับเอากระเป๋าเดินทางของอีกคนมาไว้ที่ตัวเอง

                “ไอ้ปุณย์”

                “ครับ?”

                “ตอนนี้มึงรู้เรื่องของกูหมดแล้ว ต่อไปไม่ต้องไปยุ่งกับพวกไอ้เบสแล้วได้ไหม”

                “ทำไมละครับ ผมว่าพี่เขาก็…”

                “กูไม่อยากจะคอยเป็นห่วงมึงอีก” ผมพูดแทรกขึ้นโดยไม่ปล่อยให้อีกคนได้พูดจบ

                “ก็ได้ครับ ต่อไปผมจะไม่ยุ่งกับพี่เบสอีก ผมจะตั้งใจคอยเป็นกำลังใจให้พี่ให้ดีที่สุดจะไม่ทำตัวให้พี่เป็นห่วงอีกแล้ว”

ปรี๊ดดด!

“ระวัง!” พูดไม่ทันขาดคำ ไอ้เด็กเอ๋อพูดจบก็กระโดดโลดเต้นจนลืมไปว่าตอนนี้เราอยู่ริมถนน จังหวะเดียวกันที่มีรถส่งของคนใหญ่กำลังขับผ่านมาพอดี ใครกันนะที่พึ่งจะบอกว่าจะไม่ทำตัวให้ผมเป็นห่วง เมื่อกี้นี้ถ้าผมไม่ดึงตัวเข้ามาไว้ซะก่อนมีหวังโดนรถเฉี่ยวไปแล้ว

“พะ…พี่ศร” ตอนนี้ผมดึงตัวอีกคนมาไว้ในอ้อมกอด คงจะตกใจมากสินะ ตัวสั่นเชียว แล้วคนที่ทำตัวเก่งกล้าไม่กลัวใครก่อนหน้านั้นตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนแล้ว

“ไหนบอกจะไม่ทำตัวให้กูเป็นห่วงไง” ผมพูดหลังจากปล่อยอีกคนออกจากอ้อมกอดแล้ว

“ผมขอโทษครับ”

“คราวหลังก็ระวังตัวก็แล้วกันอย่าทำให้กูเป็นห่วงบ่อยๆ”

“…”

“แต่ถึงจะทำก็ไม่เป็นอะไรหรอก เพราะยังไงต่อไปนี้…กูจะคอยปกป้องมึงเอง”  ประโยคสุดท้ายผมพูดเสียงเบา ไม่รู้ว่าใครอีกคนจะได้ยินไหมเพราะพูดจบผมก็ลากกระเป๋าเดินทางของอีกคนข้ามถนนมาเลย  แต่ก็คงไม่ได้ยินหรอกมั้งเพราะเรื่องซื่อบื้อคงจะไม่มีใครเกินมันหรอก หรือบางทีก็อาจจะได้ยินแต่ก็คงจะไม่เข้าใจอยู่ดี

แต่จะยังไงก็แล้วแต่ ไม่ว่าไอ้ปุณย์มันจะได้ยินหรือไม่ สุดท้ายแล้วผมก็หมายความตามที่พูดอยู่ดี ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ต่อไปผมจะคอยปกป้องคนเด๋อๆแบบมันเองก็แล้วกัน






__________________________________

จบสิ้นดราม่ากันสักทีเพราะคนเขียนเองก็หน่วงหัวใจเหลือเกิน ต่อไปเราก็จะสายสุขนิยม ฟีลกู๊ดกันยาวๆเนอะ ^^

#รักตรงเป้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}