ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เพราะใจมันหวั่นไหว...100%

ชื่อตอน : เพราะใจมันหวั่นไหว...100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.6k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เพราะใจมันหวั่นไหว...100%
แบบอักษร

 “ดื่มนี่ซะ มันจะช่วยให้เธอผ่อนคลาย”

อัศวินยื่นแก้วน้ำส้มให้กับเขมมิกา แล้วเธอก็รับมันมาแต่โดยดี เธอเลือกที่จะรีบดื่มมันเข้าปากจนหมดแก้วภายในรวดเดียว

 “เดี๋ยวฉันจะออกไปดูเรือข้างนอก เธอก็นั่งรอไปก่อนแล้วกัน” จากนั้นเขาก็เดนออกไปทันที อ้างว่าจักไปเตรียมพร้อมเรื่องเรือเพื่อที่จะออกไปจากเกาะนี้แล้วมุ่งหน้าขึ้นฝั่ง ทิ้งไว้แค่เพียงร่างของเขมมิกาให้คล้อยมองตามหลังไป


 “เรือเป็นยังไงบ้าง”

 “ฉันให้ช่างซ่อมส่วนที่เสียหายให้แล้ว เท่านี้ก็น่าจะแล่นถึงฝั่งอย่างราบลื่นได้”

 “ดี ฉันขอบใจแกมาก”

 “ไม่เป็นอะไร แล้วแกให้คุณเขมเขากินยาแล้วหรอวะ”

 “อืม ฉันให้กินไปแล้ว”

 “โอเค เพราะฉันก็หวังว่าทางนั้นมันจะเป็นทางช่วยให้เธอคลายความกังวลไปได้”

 “รออีกสักพักยาก็น่าจะออกฤทธิ์พอมันถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ฉันจะไปทันที”

 “ฉันว่าจะเขาไปดูคุณเขมเสียหน่อย จะเข้าไปด้วยกันมั้ย”

 “ไม่ล่ะ ฉันจะรออยู่ที่นี่”

 ลักษณ์พยักหน้ารับรู้จากนั้นเขาก็สาวเท้าเข้าไปภายในบ้านที่มีร่างของเขมมิกาอยู่ในนั้น เขาก้าวเดินเข้ามาได้ก็พล่านเห็นร่างของเขมมิกาที่ยืนอยู่ใกล้จะร่วงลงสู่พื้นเต็มที จึงรีบพาตนเองนั้นไปประคับประคองหญิงสาวไว้ด้วยอ้อมขนแกร่งของตนเองพาเธอไปที่โซฟาที่วางอยู่ไม่ไกลกัน

 “ไหวมั้ยครับ?”

  เขมมิกาส่ายหน้ารับ ตอนนี้เธอแทบจะทรงตัวตัวเองไม่ไหวเสียเลย หนำซ้ำดวงตายังเริ่มพร่ามัวคล้ายคนง่วงนอนพร้อมที่จะปิดเปลือกตาหลับได้ทุกเมื่อหากว่าเธอไม่ไหวที่จะฝืนแล้ว

 “ถ้าคุณไม่ไหวก็อย่าฝืนดีกว่า”เพราะเริ่มเห็นว่าเธอนั้นดูฝืนเปิดดวงตาจนดูน่าสงสารจึงบอกเสียเผื่อว่าหญิงสาวจะทำตาม

  เขมมิกาเธอทั้งเบิกตาโตเพื่อฝืนอาการคนง่วงนอนของตัวเองจนลักษณ์อดที่จะขันไม่ได้และอีกทั้งยังพยายามฝืนความรู้สึกแต่สุดท้ายแล้วเธอก็ต้านทานมันไม่ไหวจริงๆ ดวงตาค่อยๆปิดลงสิ่งที่พร่ามัวในคราแรกก็เริ่มที่จะดับมืดลงทันที ไม่สามรถที่จะรับรู้เรื่องใดต่อไปนี้ได้อีกแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น

 เมื่อเขมมิกาหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วลักษณ์ก็ทำหน้าที่อุ้มร่างนี้ไว้ในอ้อมแขน เดินมุ่งตรงไปที่เรือที่มีอัศวินอยู่ที่นั้น สายตาของอัศวินเมื่อเห็นว่าลักษณ์นำพาร่างของคนที่เป็นภรรยาของตัวเองมา หัวใจของเขามันก็เริ่มที่จะเต้นอย่างผิดแปลกไป เพราะในยามนี้เขมมิกากำลังหลับใหลอยู่ในร่างของลักษณ์หาใช้เขาที่เข้าไปโอบอุ้มร่างนั้นไว้แทน

 “รีบออกเรือเถอะ เดี๋ยวจะตื่นเอาเสียก่อน” มาถึงรักก็ส่งร่างนี้ไปคืนให้กับเจ้าของตัวจริงอย่างอัศวิน

 “ขอบใจแกมาก”

 “ไม่เป็นอะไรหรอก ไว้ว่างงานจากเกาะแล้วฉันจะขึ้นไปหา”

 “ตามสบาย ฉันพร้อมต้อนรับแกเสมอ”

 ลักษณ์ยิ้มรับก่อนที่สายตาของเขาจะเบนไปที่เขมมิกาที่หลับอยู่ในแขนของอัศวิน เขารักเธอราวกับว่าผู้หญิงคนนี้เป็นดั่งน้องสาวคนหนึ่งเพราะด้วยจิตใจของเธอ ที่เขาอยู่ด้วยก็หลายวันทำให้รู้ดีว่าเธอหาใช่คนที่จะมีพิษสงใดๆ มีแต่เพียงความสงบเงียบเท่านั้นที่เขาจะรับรู้จากเธอได้ เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอัศวินคงจะไม่ปล่อยผ่านให้เธอคนนี้ได้เพียงแค่เดินผ่านเข้ามาแล้วก็จากไปเท่านั้นหวังว่าคงจะรู้ใจตัวเองเสียทีนะว่าต้องกระทำสิ่งใด

 “เปิดใจของแกให้กว้างขึ้น แล้วแกจะรู้ว่าคุณเขมเขาหาได้มีพิษสงอะไร มีเพียงแค่ความรักความจริงใจเท่านั้นที่ให้แก มีแต่แกคนเดียวเท่านั้นแหละที่หัวใจยังมืดบอดไม่ลืมอดีต”

 “พูดเรื่องอะไร” ใช่ว่าจะไม่รู้แต่เขาจะทนทำให้ตัวเองเป็นคนโง่มองไม่เห็นความจริงใจที่เขมมิกามีให้เพราะดวงใจของเขานั้นมันก็กำลังจะทำงานอย่างหนักเพราะต่อให้แกล้งโง่เป็นควายเท่าไร ฝืนหัวใจตัวเองขนาดไหนเขาก็ไม่อาจจะฝืนใจดวงนี้แม้ความรู้สึกที่มีมันเริ่มจะเปลี่ยนไป...

 “รักษาคุณเขมไว้ดีๆ ไม่อย่างนั้นฉันจะเป็นคนที่จะฉีกอกแกเอง”

 “........” อัศวินแทบจะพูดไม่ออกเมื่อลักษณ์เปิดเผยเจตนาที่ชัดเจนออกไป แต่เขาก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไปนอกเสียจากพาสองร่างทั้งเขาและเธอก้าวขึ้นเรือไป แล้วสตาร์ทแล่นออกไปยังท้องทะเลสีฟ้าครามที่กว้างขวาง...


 “ปานธิดา ปานธิดา” เสียงของอัครินขานเรียกร่างของปานธิดาที่นอนหลับนิ่งอยู่บนเตียงกว้าง แต่เมื่อไม่ได้เสียงตอบรับร่างหนาจึงต้องเดินเข้าไปเขย่าเพื่อให้เธอนั้นรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเสียที

 ตั้งแต่ช่วงบ่ายมาจนถึงเวลานี้มันก็เกือบๆสองสามทุ่มได้แล้ว เขานั้นโหมร่างของตัวเองใส่ปานธิดาอย่างไม่มียั้งมือสักนิด หญิงสาวหาได้มีหนทางรอดหนี ได้เพียงขัดขืนต่อการกระทำของเขาที่มันทั้งรุนแรงและแผ่วเบาในบางครั้งบางครา ไม่รู้ว่าเมื่อวานอัครินเป็นบ้าลมจับมาจากไหนมาถึงก็จับปานธิดาที่กำลังนั่งทำงานอยู่ก็ลากออกไปที่คอนโดฯของเขา ผ่านสายตาของผู้คนมากมายที่กำลังจับจ้องมาอายก็อายแต่จะทำอะไรได้

 “ปานธิดา ปานธิดา” มือหนาเข้ามาเขย่าร่างนี้ที่นอนแน่นิ่ง แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อชักมือออกเมื่อได้สัมผัสเข้าที่แขนเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่มันกำลังแผ่ซ่านความร้อนออกมาจากร่างกายของเธอ

 เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเขาจึงรีบชักผ้าห่มออกดูแล้วก็พบว่าเธอไมได้มีสิ่งใดคุมกายไว้เลยนอกจากผ้าห่มผืนบางๆที่เขาโยนมันให้เธอห่ม แถมตามร่างกายแทบจะทุกสัดส่วนมันก็มีรอยจ้ำแดงๆเต็มไปหมด สายตาของอัครินเริ่มทำงาน เขาเริ่มลุกลีลุกลนหาทางออกแทบจะไม่ถูกว่าควรกระทำสิ่งใดดี แต่เมื่อสายตาของเขามันเจอะเข้ากับเสื้อผ้าของหญิงสาวจึงรีบเดินไปหยิบมาหวังเพื่อจะสวมใส่ให้หญิงสาวแต่ทว่าคงต้องเปลี่ยนจากใส่เป็นโยนทิ้งเสียกระมังเพราะมันขาดรุ่งริ่งมาก อัครินเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเองมือหนาหยิบเสื้อผ้าชิ้นไหนมาได้ก็รีบเอาออกมาเพราะในตอนนี้หญิงสาวกำลังหนาวสั่นอย่างกับลูกนกจับไข้

 อัครินลงมือสวมใส่เสื้อผ้าของตัวเองให้กับสาวเจ้า จากนั้นก็หายเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ออกมาพร้อมกับกะละมังใบขนาดย่อมที่ภายในก็มีน้ำและผ้าผืนกลางอยู่ เขาค่อยๆไล่เลี่ยเช็คร่างร้อนของปานธิดาอย่างแผ่วเบาและเงอะๆงะๆตามภาษาคนที่ไม่ค่อยได้ทำ พอคิดว่ามันคงจะช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้บ้างก็เอาผ้าห่มผืนหนาอีกผืนขึ้นมาห่มให้เธอเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย


 ผ่านไปได้สักพักร่างที่นอนนิ่งอยู่ก็คล้ายว่าจะรู้สึกตัวเพราะเริ่มที่จะขยับกายไปมา ดวงตาของเธอก็ค่อยๆเปิดกว้างออกมาส่องดูโลกภายนอกดวงตากลอกไปมาคล้ายกับปรับความคมชัดในม่านตา

 “ถ้ายังไม่ไหวนอนต่อก็ได้นะ” น้ำเสียงนี้มันผิดแปลกมันทั้งอ่อนโยนและฟังดูปลอดภัยจนเอคิดว่ามันไม่ใช่เขาแต่ทว่ากลับไม่ใช่เพราเจ้าของเสียงนี้มันก็คือผู้ชายใจร้ายคนที่ชื่อว่าอัคริน

 “ฉันอยากกลับบ้าน” เสียงเธอกร้าวขึ้น แม้ว่ามันจะมีอาการมึนงงและปวดหัวสมทบแต่เธอก็ไม่หวั่นยามนี้อยากจะกลับบ้านของตนเองเต็มทนแล้ว ไม่อยากจะทนอยู่หายใจร่วมกับคนที่ขึ้นชื่อว่าคนที่ทำร้ายตัวเอง

 “พักอีกสักหน่อยเถอะ เธอยังไม่หายดี”

 “ไม่!!!”

 “อย่าดื้อ ทำตามที่ฉันบอกเดี๋ยวจะเป็นไปมากกว่านี้”

 “ก็เป็นเพราะคุณไม่ใช่หรอที่เป็นต้นเหตุ!” เป็นบ้าโกรธแค้นใครก็ไปลงกับคนนั้นสิจะมาทำกับเธอทำไมทั้งเรื่องเมื่อคืนและที่ผ่านๆมา!

 “ฉันขอโทษ”

 “ฮึ! ขอโทษหรอ...?” บทนึกจะพูดคำนี้ขึ้นมาก็พูดมันออกมาเสียดื้อๆ ทำราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องเล็กๆแล้วจะพูดขอโทษเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ

 “คุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมาฉันจะยกโทษให้ได้อย่างนั้นหรอ!” เธอเกือบที่จะลืมอาการเจ็บปวดแบบหายไปปริทิ่ม มีเพียงแค่ความโกรธเท่านั้นที่เข้ามาแทนที่แทน

 “ฉันขอโทษจริงๆ” เขาพูดเสียงแผ่วเบา ไม่หรือคราบผู้ชายใจร้ายคนนั้นไว้เลยสักนิด

 “ฉันไม่มีวันให้อภัยคุณ!” เธอหมายที่จะลุกหนีแต่ทว่ายังไม่ทันทีจะได้ขยับกายไปไหนเลยเสียงของเขาก็ดังขึ้นหยุดการกระทำของเธอไว้แทบจะทุกอย่างจะยกเว้นก็เพียงแค่ลมหายใจและหัวใจในกายที่มันกำลังเต้นอยู่

 “ฉันจะยกเลิกสัญญา!”

 “.........!” แม้ว่าเธอจะดีใจแต่เธอก็ตกใจด้วยเช่นกันที่เขาพูดสิ่งที่เธอปรารถนาออกมาเสียที

 “ฉะ...ฉันจะยกเลิกมันทุกอย่าง” อยู่ๆดีๆดวงตาของเขามันก็เอ่อล้นออกมาด้วยหยาดน้ำตาน้อยๆ

 “ทะ...ทำไม” เธอตกใจที่อยู่ดีๆเขาก็มีน้ำตาใสไหลออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

 “ตลอดเวลาฉันผิดมาตลอดไม่มีใครผิด มีแค่ฉัน...”

 “คุณกำลังพูดถึงอะไร?”

หลายชั่วโมงก่อนหน้า

 *“เรียกผมมามีอะไร”* อัครินนั่งลงที่เก้าอี้ในร้านอาหารแห่งหนึ่งได้ก็เอ่ยถามถึงธุระที่หญิงสาวเรียกเขามาทันที

 *“.......”* กานต์นิภาไม่พูดแต่เธอกลับส่งใบกระดาษสีขาวที่มีตัวหนังสือมากมายให้กับอัครินแทน ในยามนี้เธอตัดสินใจทุกอย่างแล้วว่าจะให้มันเป็นไปในทางไหน

 อะไร

 *“รินอ่านเอาเถอะ”* ในตอนนี้เธอไม่อยากจะพูดอะไรแล้วเพราะเวลาที่มีอยู่มันไม่มากพอที่จะปล่อยให้เธอได้พร่ำเพ้อ

อัครินหยิบเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดอยู่นาน เขาไล่อ่านมันทุกตัวอักษรทุกพยัญชนะ ใบหน้าที่เรียบตึงในคราแรกเริ่มที่จะแปรเปลี่ยนไป หน้าเขาเริ่มนิ่วคิ้วเริ่มขมวดมัดกันจนแทบจะเป็นโบ เขาตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง เอกสารที่มันปรากฏอยู่มันบ่งบอกว่าหญิงสาวกำลังเผชิญอยู่กับโรคร้ายอย่างมะเร็ง

 นี่มันเรื่องอะไรกันแน่

 กานต์ขอโทษที่ต้องทำแบบนั้น กานต์ตัดสินใจแล้ว

 นานเท่าไรแล้ว

 ก่อนที่เราจะเลิกกันหนึ่งปี

 แล้วกานต์ก็ไม่เคยคิดที่จะบอกผมอย่างนั้นหรือ แล้วเรื่องแต่งงาน?”

 เขาอาสาที่จะช่วยกานต์แลกกับการฟื้นฟูธุรกิจของครอบครัว กานต์ขอโทษริน กานต์ขอโทษ

 *“ไม่มันไม่ใช่ความผิดของกานต์ ผมเข้าใจผิดมาตลอด ทำไมคุณไม่บอกผมตั้งแต่แรกทำไมไม่ให้ผมช่วย ทำไมไม่เรียกร้องบอกให้ผมช่วยกานต์ ตอนนั้นเราเป็นแฟนกันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมคุณถึงไม่ไว้ใจผม”* เขาไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรทำไมเธอไม่ให้เขาช่วยอะไรแม้ว่ามันจะมีสิ่งที่บอกอยู่ว่าเพื่อแลกกับการฟื้นฟูธุรกิจก็เถอะแต่ในฐานะคนรักในครั้งนั้นเขาก็อยากจะช่วยเธออย่างเต็มที

 พะ...เพราะในตอนนั้นมันมีแค่ทางเลือกเดียวเท่านั้น

 *“ในครั้งแรกที่กานต์บังเอิญเจอรินบนเรือ รินรู้หรือเปล่าว่ากานต์ดีใจแค่ไหน แต่ว่าท่าทีที่รินมีให้กานต์มันแปรเปลี่ยนไปจนทำให้กานต์นึกตกใจ กานต์อยากจะได้รินคืนกลับมาแม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่ารินไม่เหมือนเดิมก็อยากจะลองดูสักตั้งแต่สุดท้าย”* เพราเธอรู้ว่าเธอไม่สามารถจะสู้ความเกลียดที่อัครินมีให้เธอไหวจึงเลือกที่จะถดถอยออกมาเสียดีกว่าต้องคอยตามคอยหวงอย่างทรมาน...

 ผมขอโทษ...

 รินไม่ผิดหรอก อีกไม่กี่วันกานต์ก็จะบินกลับแล้ว กานต์หวังว่ารินจะมีความสุขกับคนที่รักรินจริงๆนะ

ทุกอย่างที่เขาเคยเข้าใจในยามนี้มันผิดไปเสียหมด การที่กานต์นิภาต้องแต่งงานกับชายอื่นก็เพราะเธอต้องทำเพื่อครอบครัวและการรักษาร่างกายทางการแพทย์ หากว่าเขารู้เขาคงจะไม่โกรธเกลียดกานต์นิภาขนาดที่เอาน้องสาวต่างมารดามาทรมานแทน ทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นเสมือนเหล็กแหลมที่พุ่งเข้ามาทิ่มแท่งเข้าเสียเอง ในตอนนี้ทั้งเจ็บและปวดใจอย่างหาที่สุดไม่ได้

 กานต์ฝากขอโทษปานธิดาด้วยนะ ที่ครั้งนั้นพูดจารุนแรงไป เพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆทำให้เธอต้องเอ่ยสิ่งที่มันอัดอั้นออกไป

 ดะ...ได้สิ

 อย่าเพิ่งไปไม่ได้หรอ ผมอยากจะไถ่โทษเรื่องราวทั้งหมด อัครินเมื่อรู้ว่าตนเองนั้นคิดเองเอ่อเองไปเสียหมดก็อย่าจะไถ้โทษในสิ่งที่ตัวเองทำ

 มันไม่จำเป็นหรอก แค่ในตอนนี้รินเข้าใจกานต์ดีแล้วก็ถือว่าทุกอย่างมันโอเคแล้วล่ะ

 ....... เขาแทบจะพูดอะไรไม่ออก ได้เพียงแค่จ้องมองใบหน้าของอดีตคนรัก

 กานต์ต้องไปแล้ว ลาก่อนนะ เธอลุกออกไปทันทีที่พูดจบ

ส่วนอัครินก็ทำได้แค่เพียงนั่งนิ่งๆอยู่ที่เดิมยังอึ้งกับเรื่องราวทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ราวกับว่าในยามนี้เขานิ่งเป็นหุ่นใจนั้นมันแทบจะสลายเมื่อรู้ความจริงทั้งหมด เขาไม่ใช่คนที่น่าสงสารที่สุดในยามนี้แต่คนที่น่าสงสารที่สุดคือผู้หญิงที่เพิ่งจะเดินจากเขาไปคนนั้น คนที่เขาเคยตั้งปฏิภาณว่าเกลียดเธอสุดใจ พิพากษาให้เธอเป็นคนผิดทั้งๆที่เขานั้นรู้ความจริงเพียงแค่พื้นตื้นๆ....

 “ฉันผิดเองทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มีใครผิด ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ” คำๆนี้เขาอยากจะเอื่อยเอ่ยให้ผู้หญิงทั้งสองคนได้ยินนับพันๆครั้ง


 คนที่นั่งฟังเรื่องราวจากปากเจ้าตัวอย่างปานธิดาก็ได้เพียงแค่นั่งนิ่ง เธอเองก็อึ้งไม่ต่างจากเขาที่อยู่ดีๆคนที่ร้ายๆอย่างกานต์นิภาในยามนั้นจะกลายเป็นนางฟ้าเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในตอนนี้ ผู้หญิงคนนั้นต้องเผชิญเรื่องราวมากมายมาตลอดแต่ท่าทางที่เธอแสดงออกมาภายนอกให้ใครต่อใครได้เห็นนั้นมันแสนจะเข้มแข็งราวกับว่าเธอคือคนปกติร่างกายสุขภาพดีคนหนึ่งหาได้มีโรคร้ายอะไรมาเป็นบ่วงติดไว้ ในตอนนี้แล้วเธอยินดีที่จะมีสายเลือดร่วมกับผู้หญิงคนนี้


 “เก็บคำขอโทษของคุณไว้เถอะค่ะ จะพูดตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว” แม้ว่าเธอจะรู้เต็มอกว่าเขานั้นแสนจะร้าย แต่ทำไมหัวใจของเธออยากที่จะเข้าไปปลอบประโลมร่างนั้นเสียจริงแต่ทว่าเธอกลับทำไม่ได้เพราะอาการเจ็บปวดที่มันแล่นผ่านเข้าร่าง


 “เก็บเรื่องไว้เป็นบทเรียน คุณจะได้ไม่ต้องทำผิดพลาดกับใครแค่ความจริงเพียงผิวเผิน” ในยามนี้ดวงตาของอัครินมันเอ่อเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขาสลัดคราบซาตานร้ายที่เธอเคยพบพานหายไปแทบจะหมดสิ้นไม่เหลือไว้ แม้ว่าเธอจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากเขาแต่ทว่าการกระทำที่อัครินทำไว้มันยังคงตราตรึงในใจเธอจนยากที่เธอนั้นจะให้อภัยต่อชายคนนี้ได้จริงๆ แม้ว่ายามนี้เขาจะน่าสงสารเพียงใดแต่เธอต้องใจแข็งไว้เสีย


 “ธะ...เธอจะรับคำขอโทษฉันมั้ย”


 “มันคงยาก ฉันไม่เคยผิด แต่คุณกระทำกับฉันราวกับว่าไปฆ่าใครตายฉันยกโทษให้ไม่ได้จริงๆ”


 “......” เขารู้ตัวดีว่ายามนี้ตนเองนั้นผิดแบบเต็มประตู เศร้าเสียใจกับกานต์นิภายามเมื่อรู้ความจริงก็เอาความรู้สึกนั้นมาเหวี่ยงลงที่ร่างตรงหน้าทั้งๆที่เธอนั้นไม่ได้กระทำการใดผิดเลย


 “ฉันต้องทำยังไง”


 “ไม่ต้อง...ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่เดินออกไปจากชีวิตฉันซะ! คุณทำให้ฉันต้องเจ็บจนเกิดไป ฉันไม่เคยทำอะไรให้คุณเดือดร้อนแต่สิ่งที่คุณกระทำกับฉันมันแสนจะเจ็งบปวดใจ”


 “ไม่! ฉันจะไม่ปล่อยเธอไป!!”


 “คุณยกเลิกสัญญานั้นแล้ว เราก็ไม่มีบ่วงผูกมัดกัน ฉันเป็นอิสระต่างคนต่างอยู่!”


 “ไม่! ปานธิดาเธอเป็นของฉัน!” ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากจะเก็บร่างนี้ไว้ข้างๆตัวนัก ไม่อยากจะปล่อยให้เธอนั้นหลุดลอยไปไกล


 “คุณมันเห็นแก่ตัว ฉันไม่เคยเป็นของของใคร!!! ฮึก!” เขาเริ่มที่จะทำท่าทีที่ร้ายกาจขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็ไม่ลดละเช่นกันแม้ว่าอัครินจะมีท่าทีที่อ่อนลงบ้างแต่เธอจะไม่มีวันเชื่อได้นิทใจเด็ดขาดว่าเขารู้สึกผิดมากแค่ไหน


 “......” อัครินแทบจะพูดไม่ออก


 “ฉันจะกลับแล้ว เชิญคุณตรอมตรมสำนึกคิดในสิ่งที่ตัวเองทำไว้เถอะ!!!” ปานธิดาหอบเอาผ้าห่มคุมกายแน่นก่อนที่จะกัดฟันฝืนความเจ็บไว้ แล้วหยิบเสื้อผ้าที่กองกระจัดกระจายไปทั่วขึ้นมาสวมใส่


  ครั้นเมื่อใส่เสื้อผ้าเสร็จเดินออกจากห้องน้ำแล้ว แล้วพร้อมที่จะเดินออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ทว่ามือหนาของอัครินนั้นดันมาคว้าหมับ! เข้าที่ข้อมือของเธอไว้แน่น


 “ปล่อยมือฉัน”


 “ฉะ...ฉัน...”


 “ปล่อย!!!”


 “เพลี๊ยะ!!”


 สลัดมือของตัวเองให้หลุดออกจากบ่วงพันธะหนา ก่อนที่เธอไม่อาจจะสามารถควบคุมอารมณ์ที่มันกำลังครุ่นโกธรจวนเจียนที่จะระเบิดของตัวเองนี้ไว้ได้ จนสุดท้ายก็พลั้งมือฟาดลงไปที่ใบหน้าของอัครินจนเขาหันไปอีกทางอย่างแรง


 ดวงหน้าของอัครินปรากฏรอยเป็นปรื้นๆแดงที่ใบหน้า สีหน้าของเขานั้นเรียบนิ่ง เฉยชาทำราวกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่ไม่นึกโกรธที่ปานธิดากล้าทำเช่นนี้ แต่ในยามนี้เขารู้ดีว่าหญิงสาวคงไม่อาจทนดูมองหน้าขงคนที่ทำร้ายเธอได้


 “เลิกยุ่งกับชีวิตฉันเสียที!”


 เธอตะโกนกร้าวออกไป แม้ว่าจะกลัวว่าเขาจะทำอะไรเธอก็ได้แต่ทว่าความอยากจะเอาชนะในยามนี้มันมีมากกว่าความเกรงกลัว แล้วยิ่งเธอเห็นว่าเขาเป็นเช่นนี้ด้วยแล้วมันยิ่งทำให้เธอได้ใจเป็นที่สุด ในครานี้อัครินแสดงออกชัดเจนว่าสำนึกผิด แต่เธอจะไม่มีวันให้อภัยผู้ชายคนนี้ได้อย่างง่ายๆแน่นอน สิ่งที่เธอจะเอาคืนมันต้องมากกว่าเขาเป็นร้อยเท่า ความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญ เขาก็ต้องพบพานกับมันเช่นเธอเหมือนกัน!  


 “ปานธิดา...”


เขาไม่รู้ว่าตอนนี้หัวใจดวงนี้มันจะเลือกใครกันแน่ระหว่างคนที่เขาเข้าใจเธอผิดมาตลอดกับคนที่ถูกลงทัณฑ์ทั้งๆที่ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย เขาต้องทำอย่างไร ต้องทำเช่นไรดี ใจนี้มันก็อยากจะดึงรั้งให้ปานธิดาอยู่ในพันธะของเขาต่อไป อีกใจก็ห่วงใยผู้หญิงอีกคนแม้ว่าความรู้สึกที่มีมันจะลดน้อยลงไปแล้ว แต่ความห่วงใยและรักที่เคยมีให้กันอยู่มันก็ยังตราตรึงอยู่ในใจของเขาเสมอมาไม่อาจจะลืมเลือนแม้แต่น้อย...

 “เราไม่สมควรมาเจอกันด้วยซ้ำไปคุณอัคริน” จากนั้นเธอก็ก้าวเดินออกไปจากที่แห่งนี้ หยาดน้ำตาที่มันเริ่มจะหลั่งไหลออกมาเมื่อเธอนั้นข้ามผ่านประตูห้องของเขามา รู้ได้ทันทีเลยว่าในตอนนี้เธอหาใช่คนที่จะเข้มแข็งหรือแข็งแกร่งอีกต่อไป เธอราวกับเป็นอีกคนในเมื่อครู่นี้เลยด้วยซ้ำ เธอไม่มีความกล้าหาญหลงเหลืออยู่เลยสักนิดจะมีก็เพียงความอ่อนแอที่มันพรั่งพรูออกมา

 “ฮึก! ฮืออออ!!” ร่างนี้ทรุดลงในลิฟต์ทันทีเมื่อเธอก้าวเข้ามาภายใน เรียกร้องไห้คร่ำครวญมันดังทั่วทั้งทุกอณู

 “ฮึก! ฮืออออ! ฉะ...ฉันมะ...ไม่น่ามาเจอคุณเลย ฮึก!”

 “คะ...คุณ จะรู้บ้างมั้ยวะ...ว่าหัวใจดวงนี้มันแทบจะแตกละเอียดอยู่แล้ว” เธอรู้ดีว่าอัครินมีเพียงแค่อยากมีของเล่นไว้ใกล้ตัว แต่เธอไม่อาจจะที่จะอยู่ได้ด้วยสถานะนั้น มันทรมานเกินไปสำหรับเธอ เขาใจร้ายเกินไป...เขายังรู้สึกดีกับกานต์นิภาไม่เช่นนั้นในยามที่เธอทำร้ายร่างนั้นเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปทำไมกันหากว่ายังไม่มีเยื่อใยต่อกันอยู่...


บนถนนสายเปลี่ยว ร่างของปานธิดากำลังถอดน่องเดินกลับบ้านอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังท่างกลางแสงสีส้มที่มันพอจะส่องให้เธอได้มองเห็นเส้นทางข้างหน้าอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ครั้นเมื่อเธอต้องเดินอยู่คนเดียวเช่นนี้มันก็พานจะให้นึกถึงเรื่องราวที่มันเคยเกิดขึ้น บนถนนสายหนึ่งในเมืองหลวง...

 ภาพเหตุการณ์ที่เธอพบพานครั้งนั้นมันประทั่งเด่นชัดแวบเข้ามาในหัว ชวนให้จิตใจของเธอที่มันบอบซ้ำอยู่แล้วก็ยิ่งบอบซ้ำเข้าไปกันใหญ่ รู้สึกหดหู่และหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน สายตาที่ในคราแรกเพ่งมองเพียงแค่ถนนเบื้องหน้าในตอนนี้มันต้องเหลียวมองซ้ายขวาหน้าหลังให้ครบทั้งสี่ทิศเสียแล้ว เนื้อตัวเริ่มที่จะสั่นไหว มือกุมเข้าหากันห่อไหลลงอย่างอัตโนมัติ ดวงหน้าเริ่มมีที่จะมีหยาดน้ำใสไหลอีกรอบ ซ้ำมันยิ่งจะเพิ่มหนักขึ้นอีกเมื่อเธอเริ่มจะได้ยินเสียงคนเดินตามหลังตนมา

 เท้าของปานิดาเริ่มซับไวขึ้น ไวขึ้น จนเริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นวิ่งแต่ทว่ายิ่งเธอวิ่งหรือเดินหนีเท่าไรก็เสมือนว่าบุคคลปริศนาก็เริ่มออกตัววิ่งตาม เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาเรื่อยๆทำให้หัวใจเธอเริ่มที่จะเต้นไม่เป็นจังหวะ ดวงหน้าเหลียวหลังไปดูก็เห็นเงาตะคุ่มๆจากไกลที่มันเริ่มจะตรงมาที่เธอ!!

 “ขะ...ขอร้องอย่าตามมา” พูดพรึมพรำกับตัวเองเบาๆภาวนาอย่าให้คนที่เดินอยู่ด้านหลังตามเธอมาเลย

 “หยุดก่อน!” เสียงจากข้างหลังตะโกนมา แต่ทว่าด้วยความห่างที่พอสมควรทำให้เธอไม่สามารถจะได้ยินเสียงนี้ชัดนัก ซ้ำยิ่งเมื่อได้ยินคำสั่งบอกให้เธอหยุด เธอจึงต้องทำในสิ่งที่มันตรงกันข้ามคือ! ต้องรีบสาวเท้าให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้!

 “คะ...ใครจะหยุดกันเล่า” เสียงนี้ก็เป็นเธอที่พรึมพร่ำอยู่คนเดียว เท้าก็รีบสาวไวขึ้นเรื่อยๆ

 “บอกให้หยุดยังไงเล่า! ดา!”

 ทำไมกัน? ทำไมเขาถึงรู้จักชื่อเธออยู่ดีๆจะมาเรียกชื่อกันทำไม?

 ส่วนคนที่ตามหลังเมื่อคนข้างหน้าไม่มีท่าทีว่าจะลดความเร็วลงเลย เขาจึงต้องรีบสาวเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นเพื่อตามเธอให้ทัน

 “หมับ!”

 มีมือหนึ่งคว้าหมับ! เข้ามาที่หัวไหล่มนของหญิงสาว จนเธอนั้นตกใจและสั่นกลัวหยุดชะงักนิ่ง ดวงตาทั้งสองข้างหลับตาปิดสนิท ไม่กล้าที่จะมองไปข้างหลังว่าคนที่จับไหล่ของเธออยู่ในตอนนี้เป็นใครกัน

 “ฮึก! อย่าทำอะไรเลยนะ ฉันขอร้อง!!” ไม่กล้าที่จะเสี่ยงหันหลังไปดูว่าเขาเป็นใคร ได้เพียงแต่ส่งคำอ้อนวอนร้องขอให้ปล่อยตัวเองไปเสีย

 “หันมาสิ”

 “ไม่! ขอร้องๆๆๆ” ตอนนี้เธอหวั่นเกรงแทบจะขาดใจ

 “ถ้าไม่หันมาก็จะไม่รู้ว่าเป็นใคร ได้แต่พูดขอร้องๆอยู่นั้นแหละ”

 เมื่อคำพูดนี้มันคล้ายกับความรู้จักเธอดี ทำให้เธอแปรเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความกล้า หันหน้ามาเผชิญกับคนที่อยู่เบื้องหลังและแล้วสิ่งที่เธอได้ทอดมองเห็นสองตาก็แทบจะทำให้เธออยากจะปล่อยโฮออกมาทันทีทันใด

 “พี่คริส!” ตะโกนชื่อของคนข้างหลังดังก้อง ใจหนึ่งก็ดีใจแต่อีกใจหนึ่งมันก็ยังไม่หายหวาดหวั่น รีบตะโดดเข้ากอดชายตรงหน้าทันที คนเป็นพี่อย่างกฤษณะก็ยืนนิ่งๆให้หญิงสาวที่รักเสมือนเป็นน้องสาวของตนเองกอดหาได้ขัดขืนสิ่งใด

 “ก็พี่เองคิดว่าเป็นใครล่ะ เรียกก็ไม่ยอมหยุด” จับไหล่มนให้มาเผชิญหน้า ซึ่งในยามนี้ร่างนี้คล้ายว่ากำลังสั่นเทานัก

 “ก็คิดว่าเป็นคนอื่น อีกอย่างก็คนมันกลัวเดินในที่มืดๆแบบนี้ด้วย ใครจะกล้าหันเล่า”

 “แล้วทำไมวันนี้กลับบ้านดึก ถ้าจะกลับดึกขนาดนี้โทรบอกพี่ก็ได้มั้ย ฮึ!”

 “ดาเกรงใจ” ระหว่างพูดไปก็แอบเอามือของตนเองนั้นขึ้นมาเช็คน้ำตาใสที่มันไหลเกาะพราวอยู่ที่ขอบดวงตา

 “ไม่ต้องเกรงใจ เห็นมั้ยร้องไห้เป็นเด็กไปได้” เขาเองก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาช่วยสาวเจ้า

 “ไม่ใช่สักหน่อย”

 “เอาล่ะ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ถ้างั้นกลับเถอะอยู่ตรงนี้แล้วมันอันตราย”

 “ค่ะ”

 “แล้วทีหลังก็อย่ามาเดินคนเดียวแบบนี้อีกเข้าใจมั้ย ถ้าไม่เป็นพี่ที่มาเห็นจะเกิดอะไรขึ้นรู้บ้างรึเปล่า”

 “ก็รถมันไม่มีผ่านเลยจะรอมันก็นาน”

 “ไม่ต้องมาพูดเลย ทีหลังอย่าทำแบบนี้เด็ดขาดไม่อยากนั้นพี่จะบอกแม่เรา”

 “ไม่ พี่คริสอย่าบอกแม่นะ”

 “สัญญามาก่อนสิ”

 “สัญญาๆ” ถ้าไม่เป็นเพราะอัครินเธอก็คงต้องไม่กลับบ้านดึกขนาดนี้ ไม่ต้องมาเดินหวาดกลัวอยู่ข้างทางเช่นนี้

 “โอเคป่ะงั้นไปขึ้นรถ”

 “โอ้โฮ้ จอดอยู่ไกลจัง” มันก็ไม่ได้ไกลมากดั่งที่ปากว่าเพียงแค่อยู่ห่างออกไปก็พอสมควร

 “ก็วิ่งตามรานั้นแหละ”

 “แล้วทำไมพี่คริสถึงไม่ขับตามมาล่ะ จะเสียแรงวิ่งทำไม” เป็นเธอก็คงจะทำอย่างที่ว่า

 “.....” แทบจะพูดไม่ออกเพรามันก็จริงดั่งที่หญิงสาวพูด

 “จะกลับไม่กลับ อย่างนั้นพี่กลับก่อนนะ” เบี่ยงเบนหาเรื่องพูดเรื่องอื่นแทน ทำเป็นมาดเข้มแต่ที่ไหนได้ตอนนี้หมอไม่รับเย็บแล้ว

 “กลับค่ะ กลับ” จากนั้นเธอก็เดินตามกฤษณะไปที่มุ่งตรงไปที่รถก่อนแล้ว สงสัยคงจะเสียฟอร์มหนักพอสมควรรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

   รถคนที่มีร่างของชายหนึ่งหญิงหนึ่งนั้นแล่นออกไปไกลแล้วแต่ทว่าตรงนี้ยังคงมีรถคันหนึ่งที่จอดหลบมุมอยู่ในที่มืด คนที่อยู่ในรถนั้นจ้องมองออกไปไกลตามถนนสายเปลี่ยว

 หลังจากที่ปานธิดาออกมาจากคอนโดของเขาได้เกือบสิบกว่านาทีสมองมันก็จะเพิ่งคำนวณคิดได้ว่าไม่ควรปล่อยให้เธอไปเพียงลำพังเพราะจำได้ว่าเส้นทางนั้นมันแสนจะมืดและน่ากลัวแต่ทว่ายามเมื่ออกมาแล้วเขากลับไม่เจอร่างของหญิงสาวหัวใจนั้นร้อนรนเป็นที่สุดกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ มือนั้นขับรถไปแต่สายตาก็กวาดมองหาเสียให้ทั่ว

    จนมันเข้ามาในซอยแล้วก็พบคนที่นึกเป็นห่วง แต่ทว่ายามเมื่อจะหยุดรถแล้วลงไปช่วยเธอกลับมีคนมาชุบมือเปิบไปเสียก่อน จึงทำได้เพียงแต่จ้องมองอยู่ห่างๆเพราะรู้ดีว่าคนที่เขาไปช่วยนั้นเป็นใครซึ่งมันคงจะดีกว่าเขาเป็นหลายเท่าที่ตอนนี้เพียงเศษเสี้ยวใบหน้าสาวเจ้าคงไม่อยากจะมองเสียด้วยซ้ำไป...



มาเเล้วจ้าาา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น