Hecatia3120
Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : อย่าไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2562 20:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อย่าไป
แบบอักษร

​เรือนพักของเยว่จือ

 

"เยว่จือเจ้าจะย้ายไปแล้วรึ"จิงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆสีหน้าเหงาหงอยจ๋อยสนิท เยว่จือย้ายไปนางก็

เหงาแย่น่ะสิ

 

"เป็นคำสั่งของฮองเฮาน่ะ ข้าต้องย้ายเพื่อความปลอดภัย" เห็นสีหน้าของสหายแล้วก็สงสาร นางเองก็ไม่อยากย้ายถ้าไม่เพราะมีปัญหาเช่นนี้

 

"เพื่อความปลอดภัย? หมายความว่าอย่างไรที่นี่ไม่ปลอดภัยรึ?"จิงซินถามขึ้นอย่างงุนงงไม่เข้าใจ จะว่าไปการที่องค์ชายแอบเข้าออกห้องนางก็บอกถึงความไม่ปลอดภัยจริงๆคิดพลางยิ้มเจื่อนๆออกมา

 

"ระหว่างที่นี่ไปโรงตัดเย็บต้องผ่านหลายที่ ช่วงนี้ข้าก็โดนองค์ชายห้ากลั่นแกล้งอยู่ด้วย ฮองเฮาเลยให้ข้าย้ายเพราะมันอันตรายน่ะ "นางถอนหายใจยืดยาวอย่างนึกระอา เพราะเขาแท้ๆนางเลยต้องแยกจากสหายรัก

 

"กลั่นแกล้งรึ!! กลั่นแกล้งอะไรทำไมข้าไม่รู้!" จิงซินเขย่าตัวสหายรักอย่างแรงด้วยความลืมตัวก่อนจะจับเยว่จือหมุนรอบจนตาลายเพื่อตรวจดูว่าสหายของนางเป็นอะไรรึไม่

 

"ข้าไม่ได้บาดเจ็บอะไร องค์ชายแค่แกล้งให้ข้าถวายคำนับค้างไว้เช่นนั้น แล้วก็พูดจาหาเรื่องไปตามนิสัย"

"เห้ออหนักสุดก็แกล้งขัดขาให้ล้มน่ะ"พูดแล้วก็ให้เหนื่อยใจยิ่งนัก

 

"ขัดขารึ! เคยเห็นแต่สตรีทำนี่บุรุษทั้งยังเป็นองค์ชายกลับใช้วิธีนี้ด้วยรึ!" เหลือเชื่อจริงๆที่บุรุษสูงศักดิ์จะลดตัวลงมาเล่นสกปรกเช่นนี้

 

"อืม ดีที่วันนั้นข้าได้องค์ชายสี่ช่วยไว้ไม่เช่นนั้นคงได้แผลเพิ่มอีก"ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ ชีวิตนางขออยู่อย่างสงบไม่ได้รึอย่างไรนะ

 

"ห๊ะ!! องค์ชายสี่น่ะรึ! คราก่อนที่ข้าไปเล่นดนตรีข้าเห็นทรงนิ่งเฉยจะตาย ไม่ยิ้มไม่หัวเราะเหมือนองค์ชายสองไม่มีผิด" เยว่จือถึงกับชะงัก สหายคนนี้ก็ช่างเปรียบเปรย องค์ชายสองน่ะรึไม่ยิ้มไม่หัวเราะนางคิดผิดแล้ว~_~

 

"เห้อออ เจ้าย้ายไปข้าคงเหงาแย่ มาหาข้าบ้างนะเยว่จือ ไปอยู่ที่นั่นก็ดูแลตนเองดีๆล่ะ"

 

"เจ้านี่พูดเหมือนกับอยู่ไกลกันนัก อยู่ใกล้กันเท่านี้เอง เจ้านั่นแหละต้องมาหาข้า เจ้าว่างอยู่คนเดียว วันๆข้านั่งปักชุดจนตาลายไม่มีเวลาเลย"

 

"ใครว่าข้าว่างเดี๋ยวเย็นนี้ข้าก็ต้องเล่นดนตรีที่ตำหนักเต๋อเฟยเเล้ว เห็นว่าเป็นงานวันเกิดขององค์ชายเจ็ดน่ะนะ"

 

"ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ มีงานรื่นเริงก็ได้ร่วมฉลอง" หากนางมีโอกาสได้กลับจวนบ้างคงดีไม่น้อย งานเลี้ยงเล็กๆในครอบครัว นั่งกินอาหารพร้อมหน้า

 

"ไม่เห็นต้องทำหน้าเศร้าเช่นนั้นเลย นี่ๆเดี๋ยวก็ปีใหม่แล้ว เจ้าอยู่ตำหนักฮองเฮาคงมีงานใหญ่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทแน่ " นี่คือเรื่องน่ายินดีรึ นางมองว่ามันออกจะดูน่าอึดอัดเสียมากกว่า แค่หนึ่งคำพูดหากไม่ถูกพระทัยคงได้หัวหลุดจากบ่า

 

"ท่านหัวหน้าของใช้ทุกอย่างขนไปหมดแล้วเจ้าค่ะเหลือเพียงให้ท่านไปกำหนดว่าจะให้วางสิ่งใดที่ใด"นางกำนัลรุ่นเด็กเข้ามารายงาน เยว่จือพยักหน้ารับครานึงก่อนจะเอ่ยลาเพื่อนอีกครั้งแล้วกลับออกไป

 

ช่วงเย็น

 

ตำหนักเต๋อเฟย(มารดาขององค์ชายเจ็ด)

 

งานเลี้ยงวันเกิดถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา ทุกที่ประดับไปด้วยผ้าสีแดงสีมงคล ดอกไม้ในงานก็ยังคงเป็นสีแดงอีกเช่นกัน

 

"ยินดีกับน้องเจ็ดด้วย ปีนี้ก็สิบห้าแล้วใช่รึไม่" องค์ชายห้าเอ่ยขึ้น นี่ถ้าไม่บอกว่าน้องชายอายุสิบห้าเขาคงคิดว่ากำลังคุยกับพี่ชายแล้ว

 

น้องชายคนนี้มีหัวคิดเฉลียวฉลาด บางครั้งดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเขาเสียอีก แต่ไอ้ความฉลาดของน้องชายต่างมารดาที่มาพร้อมปากกรรไกรพูดจาตรงไปตรงมานี่สิเขาอยากหาค้อนมาทุบนัก!

 

"ใช่แล้วพี่ห้า ขอบคุณพี่ห้าที่มาร่วมแสดงความยินดี คิดเสียว่าเป็นการซ้อมรอวันปีใหม่ก็แล้วกันนะพ่ะยะค่ะ"

 

"ไหนๆก็ไหนๆคืนนี้เจ้าต้องอยู่ดื่มเป็นเพื่อนข้าด้วย น้องชายข้าโตแล้วข้าจะสอนเจ้าดื่มเองฮ่าๆๆ"

 

"ไม่เมาไม่เลิกพ่ะยะค่ะ"

 

"อะไรกันเจ้าห้า คิดจะชวนน้องให้ติดสุรานารีแบบเจ้ารึ"องค์ชายสี่ที่เพิ่งมาถึงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

 

"โถ่พี่สี่ ชีวิตที่ขาดสุราและนารีจะไปมีสีสันอะไรเล่า มันก็ต้องฝึกกันไว้บ้างพ่ะยะค่ะ" ตอบออกไปตามความจริง

 

"ไม่รู้ล่ะคืนนี้พี่สี่กับน้องเจ็ดต้องอยู่ดื่มเป็นเพื่อนข้า นานๆทีเราจะมีเวลาว่างนั่งร่ำสุราด้วยกัน จะได้ฉลองให้เจ้าเจ็ดด้วยอย่างไรเล่า"

 

"ได้ยินคนพูดถึงสุราไม่มีใครคิดจะชวนข้าบ้างรึ"

องค์ชายหกเดินยิ้มเข้ามา ในมือถือกล่องของขวัญห่อด้วยผ้าทออย่างดีสีแดงสดลวดลายสวยงาม

 

"อยู่ในรั้ววังเหมือนกันแต่ไม่ค่อยได้พบกันเลยนะ"เขายิ้มพร้อมกับส่งกล่องของขวัญไปให้

 

"ขอบคุณสำหรับของขวัญ เช่นนั้นเอาไว้เรามาดวลหมากรุกกันบ่อยๆดีรึไม่"รับกล่องของขวัญมาก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกัน

 

ความจริงหากตัดเรื่องบัลลังก์ไปแล้วพวกเขาก็เป็นแค่พี่น้องธรรมดา มีทะเลาะกันบ้างดีกันบ้างเหมือนคนทั่วไป ทั้งที่ในวัยเด็กทุกคนก็ยังรักใคร่กันดีอยู่แต่มาตอนนี้เหมือนมีเส้นอะไรบางอย่างขวางกั้นเอาไว้  ตอนนี้ไม่สามารถคุยกันได้สนิทใจอีกแล้ว

 

"ดี! ข้าเองอยู่เฉยๆก็เหงานัก มีสหายมาเล่นหมากรุกด้วยคงคลายเหงาได้"

 

"เช่นนั้นน้องหกเตรียมฝึกฝีมือไว้ได้เลย เพราะพี่เองก็อยากจะดวลกับเจ้าสักกระดานเหมือนกัน"องค์ชายสี่พูดเสริมขึ้นมา

 

"โถ่พี่สี่เล่นหมากรุกเก่งแค่ไหนใครๆก็รู้ เล่นกับท่านข้าไม่เคยชนะสักครั้ง"

 

"ใช่ๆ น้องหกเจ้ามาเล่นกับข้ากับน้องเจ็ดเถอะ ข้าเล่นกับพี่สี่นะไม่ถึงครึ่งเค่อแพ้เรียบทั้งกระดานฮ่าๆๆๆ"องค์ชายห้าพูดขึ้นมาทุกคนก็หัวเราะกันทันที ภาพแบบนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก

 

"นี่พวกเจ้าจงใจกีดกันข้าไม่ให้เล่นหมากรุกใช่รึไม่"องค์ชายสี่เอ่ยพูดติดตลกออกมา ความจริงเขาก็แอบภูมิใจเหมือนกันที่เอาชนะทุกคนได้

 

"ข้าขอตอบเลยว่า ใช่! ฮ่าๆๆๆ"องค์ชายห้าเป็นตอบออกมาสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นทันตาเห็น

 

ไม่นานนักองค์ชายอื่นๆก็ทะยอยมากัน จนงานเลี้ยงเริ่ม มีการแสดงหลายชุดแสดงขึ้นต่อกันไปเรื่อยๆก่อนที่งานจะหยุดลงเพื่อบรรเลงดนตรี

เฟยเทียนปรากฎตัวขึ้นสร้างความแปลกใจให้ทุกคน เขาบรรเลงขลุ่ยจนทุกคนเคลิบเคลิ้มกันไปเป็นแถวๆ สถานที่จัดงานแห่งนี้เงียบสงัด ไม่ได้ยินแม้เสียงคนหายใจเพราะไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดังด้วยกลัวจะทำให้บทเพลงนี้ผิดเพี้ยน

จวบจนบรรเลงเสร็จเสียงปรบมือก็ดังขึ้นจาก รอบๆตัวของเขา เฟยเทียนเข้าไปแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้น้องชายต่างมารดา

 

"ขอบคุณพี่สามมาก เสียงขลุ่นอันหาฟังได้ยากจากท่านนับว่าเป็นของขวัญที่วิเศษที่สุดของข้าแล้ว" องค์ชายเจ็ดกล่าวออกมาอย่างจริงใจ

 

"วันเกิดเจ้าไม่ได้มีบ่อยๆจริงรึไม่"ถึงจะชอบเก็บตัวเพียงใดอย่างไรสายใยครอบครัวก็ตัดไม่ขาด องค์ชายเจ็ดก็คือน้องชายคนนึงของเขา

 

"ได้ยินว่าฮองเฮาทรงส่งคนมาบรรเลงดนตรีในคืนนี้ หนึ่งในนั้นคือคนที่พี่สามฝึกซ้อมให้ด้วยตนเอง เรื่องนี้จริงรึไม่" องค์ชายหกถามขึ้น แต่คำถามของเขากลับได้สายตาดุดันไม่พอใจกลับมา ทำเอาคนถามเสียวสันหลังวาบ

 

เมื่อวงดนตรีมาถึงการบรรเลงก็เริ่มขึ้น ทุกสายตาจึงเปลี่ยนไปจดจ้องไปที่ร่างบางที่กำลังบรรเลงผีผา นางดูโดดเด่นท่ามกลางนักดนตรีมากมาย เสียงจากผีผาของนางไพเราะอ่อนหวานช่างจับใจคนฟัง

 

"นางกำนัลคนนั้นเป็นใครกัน..."องค์ชายเจ็ดถึงกับจ้องตาไม่กระพริบ เขาไม่เคยเจอใครที่ทั้งงดงาม รอยยิ้มของนางชวนให้หลงใหลยิ่งนัก ขนาดบรรเลงดนตรียังไพเราะขนาดนี้ หากได้ฟังเสียงนางขับร้องจะเพราะขนาดไหน

 

"อะไรกันน้องเจ็ดข้าเห็นนางก่อนนะ"องค์ชายหกกระเซ้าน้องชายเล่น

 

"พี่หกท่านเป็นพี่ท่านต้องเสียสละให้ข้าสิ"เอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้

 

"เจ้าเกิดหลังจากข้ากี่เดือนกัน"พวกเขาอายุเท่ากัน องค์ชายหกเกิดก่อนแค่สี่เดือนเท่านั้นเอง

 

"นี่ถึงกับนับอายุเลยรึ ข้าไม่สนหรอกนางนี่แหละว่าที่ชายาของข้า!"จากคนที่สุขุมมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ตอนนี้กลับเหมือนเด็กที่อยากได้ของเล่น ท่าทางแบบนี้ยิ่งทำให้องค์ชายอื่นๆพากันล้อเลียนจนคนถูกล้อเริ่มเขินอายทั้งที่เป็นบุรุษ!

 

"นางกำนัลคนนี้เป็นใครกันทำน้องชายข้าเปลี่ยนไปภายในชั่วอึดใจได้เช่นนี้"องค์ชายห้าเอ่ยล้อเลียนขึ้นอีกคน

 

"นี่พวกท่านหยุดล้อข้าได้แล้ว! ข้าไม่คุยกับพวกท่านแล้วข้าจะฟังนางบรรเลงต่อ"

 

"เช่นนั้นให้นางบรรเลงเดี่ยวดีรึไม่"องค์ชายสี่พูดขึ้น องค์ชายเจ็ดถึงกับยิ้มออก ต้องขอบคุณพี่สี่จริงๆที่ช่วยจุดประกายความคิดดีๆเช่นนี้

 

"หยุดก่อน! ให้ผีผาบรรเลงเดี่ยว"เขารีบออกคำสั่งไปในทันที จิงซินทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งที่เห็นสีหน้าไม่พอใจของเฟยเทียนก็พอรู้ว่าเขากำลังโกรธ โกรธทั้งที่นางยังไม่ทันทำอะไรผิด

 

"ยิ่งฟังข้ายิ่งอยากได้ เอ้ย อยากให้นางไปบรรเลงต่อที่ตำหนัก"องค์ชายเจ็ดเอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย จิตใจล่องลอยไปกับเสียงราวคนละเมอ

 

ปัง!!

 

เสียงวางจอกสุราดังขึ้นจนทุกคนต้องหันมอง จิงซินสะดุ้งเฮือกหยุดบรรเลงกระทันหันด้วยความตกใจ

 

"ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการ พวกเจ้าฉลองกันต่อเถิด" กล่าวจบก็หมุนตัวจากไปทันที แม้จะงุนงงแต่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะกำลังดื่มด่ำกับเสียงดนตรีของจิงซินอยู่

 

จะมีก็แต่องค์ชายสี่เท่านั้นที่เห็นถึงความผิดปกตินี้ แค่ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจแต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาคิดคงไม่ผิดแน่นอน

 

หลังจบการแสดงจิงซินได้รับกำไลหยกสีขาวราวกับน้ำนมมาวงหนึ่งเป็นของรางวัลจากองค์ชายเจ็ด นางไม่ได้นำมาใส่แต่กับใส่ไว้ในกล่องเช่นตอนที่ได้รับมา

 

เรือนพัก

 

นางเดินเข้ามาในเรือนพักท่ามกลางความมืด ปกติแล้วจะมีเยว่จือจุดตะเกียงไฟไว้รอ หรือไม่นางก็จุดเอง แต่เพราะวันนี้ต้องไปงานจึงไม่ได้จุดเอาไว้

 

"กรี๊ดดดดดดด"ร่างบางกรีดร้องลั่นเมื่อทันทีที่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องก็ถูกใครบางคนกระชากอย่างแรงจนเซไปตามแรง ทำแบบนี้ได้คงมีอยู่คนเดียวสัมผัสแบบนี้ องค์ชายเฟยเทียน!

 

ปึก!

 

"อื้ออออออ"ร่างเล็กดิ้นเร่าๆเมื่อถูกดันไปติดกับกำแพงห้องอย่างแรง คนตัวโตกระแทกจูบลงมาอย่างรุนแรงโดยที่นางตั้งตัวไม่ทัน

 

ไม่มีความอ่อนโยนอ่อนหวานเช่นทุกครั้ง ครั้งนี้มันเป็นจูบที่ดุดันเอาแต่ใจ ร่างเล็กดีดดิ้นอีกครั้งเมื่อนางเริ่มรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก น้ำตาเม็ดเล็กค่อยๆร่วงหล่นจนกลายเป็นสาย เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

 

เมื่อรู้สึกถึงความเปียกเเฉะที่แก้มนวลและแรงสั่นเล็กจากคนตัวเล็กกว่าก็ทำให้เขาชะงักไปก่อนจะค่อยๆผละออก

 

"ฮึก ฮือออออ"ร่างบางร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ความป่าเถื่อนรุนแรงในวันนี้ทำให้นางเริ่มหวาดกลัวคนตรงหน้าขึ้นมา

 

ไร้ซึ่งคำปลอบใดๆจากปากของเขา ตาคม ได้แต่มองคนที่กำลังสะอื้นไห้ไม่หยุด รอยเลือดบนริมฝีปากบางที่เกิดจากฝีมือเขายังคงปรากฎให้เห็นชัดเจนราวกับต้องการสะท้อนการกระทำของตัวเขาเอง

 

ร่างสูงหมุนตัวจะก้าวเดินออกไปเพราะอารมณ์ที่ยังคุกกรุ่น เขาไม่อยากทำแบบนี้ ไม่อยากทำให้ร่างบอบบางนี้ต้องเจ็บตัว การรีบออกไปก่อนจะพลั้งตัวทำร้ายนางคือทางออกที่ดีที่สุด

 

หมับ!

 

"!!!"ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดินเป็นอันหยุดชะงักเมื่อร่างบางที่ยังคงร้องไห้กอดรัดเขาเอาไว้จากด้านหลัง น้ำตาของนางเริ่มเปียกเสื้อจนเขารู้สึกได้

 

"ฮึก อย่าเพิ่งไปนะเพคะ" นางรีบเอ่ยออกมาเมื่อเขายกมือขึ้นกำลังจะจับมือของนางออก เขาเพิ่งทำร้ายนางจนนางร้องไห้เช่นนี้นางยังจะขอไม่ให้เขาไปอีกรึ

 

"ฮึก ฮืออ อย่าเพิ่งไป ข้าขอร้อง"นางกอดรัดเขาแน่นกว่าเดิม น้ำตายังคงเอ่อล้นออกมาจากดวงตากลมโตไม่หยุดหย่อน

 

"ฮึก ข้าแค่ไปเล่นดนตรีตามคำสั่งจากฮองเฮา ฮึก ข้าไม่ได้ไปยั่วยวนหรือไปสนิทสนมกับใครเลยนะเพคะ" ทั้งที่ถูกอีกฝ่ายรังแกแต่หัวใจกับสั่งให้นางต้องพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป

 

เรื่องที่นางพูดเขารู้อยู่แล้ว ที่ไม่พอใจอยู่นี่เพราะคำพูดของคนอื่นต่างหาก ทั้งที่รู้แต่เขาก็ยังเอามาลงที่นาง เขาไม่รู้จะจัดการความรู้สึกนี้อย่างไร ชีวิตเขาไม่เคยมีใครที่จะมีอิทธิพลกับจิตใจขนาดนี้เลย

 

"จิงซินปล่อย..."พยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะเอ่ยบอกให้นางปล่อย แต่คนตัวเล็กกลับยิ่งกอดรัดแน่นหนากว่าเดิม

 

"ฮึก มะ ไม่เอา ข้าไม่ปล่อย ฮึก อย่าโกรธข้าเลยนะ ฮือออออ ถ้าท่านไม่ชอบคราหลังข้าจะแกล้งป่วยไม่ไปแสดงก็ได้ ฮึก ของพวกนี้ข้าจะเอาไปคืนให้หมด อึก ข้าไม่เคยอยากได้ของพวกนี้เลย ฮึก อย่าโกรธข้าได้รึไม่เพคะ"ร่างบางรัวคำพูดออกมาไม่หยุด ยิ่งเขาบอกให้นางปล่อยสมองยิ่งสั่งให้รั้งเขาเอาไว้

 

"เห้ออออ ปล่อยก่อนข้าไม่ไปแล้ว"

 

"อึก ท่านพูดแล้วนะเพคะ....."

 

"อืม"ร่างบางค่อยๆคลอยอ้อมกอดออกแต่มือข้างนึงกำเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่นเผื่อเขาคิดจะผิดคำพูด

 

"ไม่กลัวข้าแล้วรึ"หันกลับมาเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนวลลง นิ้วโป้งไล้ไปที่ริมฝีปากบางก่อนจะหยุดตรงที่มีเลือดซึมออกมาจากริมฝีปากที่แตกเพราะฝีมือเขา

 

"กลัวสิเพคะ ฮึก ข้ากลัว กลัวองค์ชายเข้าใจผิดข้า"ตอบปนเสียงสะอื้น ร่างสูงที่เย็นลงแล้วรวบร่างบางเข้ามากอดอย่างหวงแหน ทำไมนางต้องงดงามเช่นนี้ ทำไมถึงได้โดดเด่นนัก

 

เขาอยากเป็นคนเดียวที่ได้มอง ได้มีนางเอาไว้แบบนี้ หรือเขาควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ทั้งตัวและหัวใจของนางมาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว...

 

"ทะ ทำไมเงียบไปล่ะเพคะ องค์ชายหายโกรธจิงซินเถอะนะเพคะ ฮึก จิงซินขอโทษ"

 

"ขอโทษอะไรกัน เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด เห้อออ ข้านี่สิต้องขอโทษ"

 

"!!!!"ดวงตากลมโตเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เข้าใจ นางไม่ผิดแล้วเขาโกรธนางเรื่องอะไรกัน

 

"อย่าเข้าใกล้องค์ชายเจ็ดอีกเข้าใจรึไม่ ครั้งนี้ไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นคำขอของข้า..."

 

"ไม่ว่าจะองค์ชายเจ็ดหรือจะเป็นชายหน้าไหนจิงซินจะไม่เข้าใกล้ให้องค์ชายต้องโกรธอีกเพคะ"นางซบหน้าลงกับอกของเขา ความจริงเขาอยากจะบอกนักว่าเขาไม่ได้โกรธแต่กำลัง...หึง หึงหวงอย่างไร้สติเสียด้วย

 

ไม่ว่าอย่างไรในเวลานี้คำสัญญาจากนางก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาไม่น้อย หากไม่ติดว่าเขาทำนางเจ็บเมื่อครู่ป่านนี้คงมอบรางวัลสุดพิเศษให้เด็กดีคนนี้ด้วยจุมพิตหอมหวานจากเขาไปแล้ว

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น