Cactusz

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lesion : 10

คำค้น : BTS kookv มิสเตอร์จอน

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 450

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ธ.ค. 2561 00:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lesion : 10
แบบอักษร


หลังกลับจากโรงพยาบาลแทฮยองเอาแต่นั่งเงียบตลอดทาง ในขณะที่อาหลิงก็กลับมาขับรถให้เหมือนเดิม อาหลิงมองว่าที่เจ้านายอีกคนด้วยใจเป็นห่วง ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมาคุณหนูเธอไม่พูดไม่จากับใคร เอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปไกล และไม่ได้รู้ตัวเองแม้สักนิดว่ากำลังโดนลอบสังเกตพฤติกรรมอยู่



“คุณหนูจะแวะที่ไหนก่อนไหมครับ”



“ไม่ละ ผมอยากกลับ..บ้าน แล้ว” คำว่า บ้าน ทำให้แทฮยองชะงักไป ที่ที่ตรงนั้นเขาเรียกว่าบ้านได้ใช่ไหม



“ครับ งั้นกลับบ้านกันนะครับ ป่านนี้คุณจองกุกคงรอคุณหนูกลับบ้านแล้ว” อาหลิงที่เห็นคุณหนูเธอชะงักไปก่อนที่จะพูดคำว่าบ้าน เขายิ้มรับน้อย ๆ กับใบหน้าหวานที่แลดูเศร้าหมอง สบตากลมโตสั่นระริกที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวได้มาเจอคนที่อยากเจออาจจะเรียกว่าอยากเจอมากที่สุดในชีวิตแล้วก็ได้ คุณหนูของเขาควรจะมีรอยยิ้มและมีความสุขมากกว่านี้ หากแต่ทำไมตอนนี้เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างมันผิดพลาดไป หลายอย่างที่ควรจะใช่แต่กลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่



“ครับ กลับบ้าน ผมอยากกลับบ้าน” แทฮยองยิ้มให้อาหลิงเล็กน้อย ก่อนจะปิดตาลงทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ด้วยหวังว่าปิดตาไม่ให้เห็น ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว



...แต่หูกลับยังได้ยิน ยังรับรู้เรื่องราว หากเขาปิดหูไปด้วยมันจะดีขึ้นมากกว่านี้หรือเปล่า



เพียงแค่อยากพักสายตา เพื่อหลบหลีกการมองเห็นทุกอย่างที่พาลพาให้ใจวุ่นวายด้วยหวังจะจัดการกับความรู้สึกที่ไม่ต่างจากหมอกอันหนาแน่นจนมองไม่เห็นแสงสว่างข้างหน้าแม้แต่น้อย มันอึดอัดจนหายไม่ออก จนต้องหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยหวังว่าความรู้สึกหนักอึ้งนี่มันจะบรรเทาลง และไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อยล้าทางกายหรือทางใจที่มีมากกว่ากัน ทำให้แทฮยองหลับลงไปอย่างง่ายดายอีกครั้ง



ระหว่างทางก็มีสายเรียกเข้าจากเจ้านายตัวจริง ที่โทรมาเพื่อจะถามว่าจะกลับเมื่อไหร่ หลังจากได้สิ่งที่ต้องการก็วางสายไป หลังจากวางสายอาหลิงเหลือบมองผู้เป็นนายอีกคนที่นั่งตรงเบาะหลังก่อนจะถอนหายใจ พร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ แต่แปลกที่มุมปากกลับยกโค้งขึ้นอย่างรู้สึกยินดีกับอะไรบางอย่างที่กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง รอแค่เวลา..เวลาที่มันจะชัดเจนขึ้นมา



รถหรูเลี้ยวเข้าคอนโดอันคุ้นเคยเข้าสู่ลานจอดรถ ก่อนที่คนขับจะต้องแปลกใจเมื่อเห็นคนเป็นนายยืนรออยู่ก่อนแล้ว ใจเขาอยากจะเอ่ยปากแซวซะเหลือเกินว่าทำไมออกไปกับคุณจีมินแล้วถึงได้รีบกลับ ไหนจะอาการที่เหมือนกำลังรอบางอย่างอยู่ตรงลานจอดรถนี่อีก อันที่จริงเจ้านายเขาแค่รอ ‘บางอย่าง’ ที่ว่าที่ห้องก็ได้ไม่จำเป็นต้องลงมารอที่นี่เลย แต่ก็อย่างว่าคนเรามักจะมีข้อยกเว้นในการกระทำ ในความรู้สึกของตัวเองกันทั้งนั้น และข้อยกของเจ้านายเขาก็คงเป็นคนที่กำลังหลับใหลอยู่ตรงเบาะหลังแน่ ๆ



“สวัสดีครับคุณจองกุก มาทำอะไรที่ตรงนี้ครับ” อาหลิงอดไม่ได้ที่จะทักทายเจ้านายของตัวเองสักหน่อย



“เปล่า แค่ลงมาเดินเล่นน่ะ แล้ว...แทฮยองละ” จองกุกปรายตามองเลขาคนสนิทของตัวเองเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคทักทายนั้น ไม่บอกก็ดูออกว่าล้อเลียนเขาเต็มที่ แต่แล้วทำไม เขาจะทำอะไรก็ได้ถ้าเขาอยากจะทำ



“อ่อ งั้นเหรอครับ ถ้าคุณจองกุกอยากเดินเล่นแถวลานจอดรถนี้ ผมคงไม่รบกวนแล้ว ยังไงเดี๋ยวผมพาคุณแทฮยองขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะครับ” อาหลิงว่าก่อนจะอ้อมมาเปิดประตูด้านหลังที่อีกคนนั่งฟุบหลับอยู่เพื่อจะปลุกอีกคนให้ตื่นขึ้น แต่เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา ในเมื่อยังไงก็เลือกจะแซวเจ้านายตัวเองแล้วก็ขอเอาอีกสักหน่อยก็แล้วกัน



“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมว่าผมอุ้มคุณหนูเธอขึ้นไปดีกว่า หลับลึกแบบนี้ผมไม่อยากปลุกเธอแค่เพียงต้องเดินขึ้นเพ้นเฮาส์ อีกอย่างวันนี้คุณหนูเธอก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วด้วย” มือกร้านกำลังจะยื่นไปช้อนตัวคนนอนหลับอยู่แต่คงไม่ทันใครอีกคนที่เปิดประตูจากอีกฝั่งแล้วช้อนตัวคุณหนูของเขาออกไปก่อนแล้ว พร้อมกับปรายตามองมาทางเขาดุ ๆ ด้วย



“อือ” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวพาให้หลับไปสบายตัวนัก



“ชู่ว์ ๆ ไม่มีอะไร หลับนะ ไม่ต้องพูดมาก ไปเปิดลิฟท์สิ” จองกุกกดจูบลงบนกลุ่มผมนิ่มแผ่วเบาโดยไม่ได้สนใจว่าจะให้ใครเห็นหรือไง เด็กคนนี้เป็นสิทธิ์ของเขา เขาจะทำอะไรที่ไหนอย่างไรก็ได้ และไม่รอให้อีกคนพูดล้อเลียนเขาต่อ ท่อนขาแข็งแรงก้าวเดินไปยังลิฟท์อย่างนุ่มนวนเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่กำลังหลับใหลอยู่ในท่อนแขนของตัวเอง



อาหลิงถึงกับยิ้มส่ายหน้าเบา ๆ ในความขี้หวงของเจ้านายตัวเอง แต่ไม่วายต้องรีบไปกดเปิดลิฟท์อำนวยความสะดวกให้กับคนทั้งสอง เขาได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเส้นใยบาง ๆ เหล่านี้จะถักทอกันจนหนาแน่นจนอะไร ๆ ก็ไม่สามารถตัดให้ขาดได้



นี่เพิ่งจะสองทุ่มแต่จองกุกคิดว่าอีกคนคงเหนื่อยไม่น้อยถึงได้หลับลึกขนาดที่ว่าโดนเขาอุ้มมานอนบนเตียงกว้างแล้วก็ยังไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด และแน่นอนว่าเตียงกว้างที่ว่าก็ต้องเป็นเตียงที่ห้องของเขา เรื่องอะไรที่เขาจะยอมอุ้มอีกคนเพื่อให้แยกกันนอนกับตัวเอง



จองกุกบอกได้เลยว่า...เขาไม่ได้เสพติดร่างกายนุ่มนิ่มนี้หรอกนะ เขาแค่รู้สึกว่าขี้เกียจที่จะเดินเข้าห้องของอีกคนก็เท่านั้น อีกอย่างเตียงเขาก็กว้าง...กว้างพอสำหรับคนสองคน ดังนั้นคนของเขาก็ต้องนอนกับเขาน่ะถูกต้องแล้ว



จองกุกสั่งให้อาหลิงเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เพื่อว่าคนหลับลึกตื่นมาแล้วหิวจะได้อุ่นแล้วทานได้เลย หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องพร้อมกับแทฮยองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา เขาได้จัดการถอดถุงเท้าเช็ดตัวเปลี่ยนเป็นชุดสบาย ๆ ให้กับแทฮยองแล้วก่อนที่พาตัวเองมานั่งอยู่บนเตียงอ่านหนังสือฆ่าเวลาเพื่อรออีกคนตื่นขึ้นมาแล้วจะได้พาไปทานข้าว



.....บางทีเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมต้องดูแลอีกคนดีขนาดนี้ คงเป็นเพราะว่าเห็นอาการหงอยเหงาที่อีกคนเป็นอยู่แล้วมันรู้สึกขัดตามากกว่า บอกแล้วไงใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้คนคนนี้บุบสลายได้ทั้งนั้นถ้าหากไม่ใช่ตัวเขาเอง



จองกุกละสายตาจากคนข้างกายกลับมาสนใจยังสิ่งที่อยู่ในมือ มือหนึ่งจับหนังสือเพื่อให้อ่านได้ถนัด ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็ลูบไล้เบา ๆ ตรงแก้มนิ่มของคนข้างตัว ตาคมมักจะหันไปมองทุกครั้งที่แทฮยองมีการขยับตัวแม้จะเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดพ้นไปจากสายตาคมดุได้



“อืออ” เสียงครางหวานพึมพำแผ่วเบาพร้อมขยับตัวขยุกขยิกแล้วพลิกตัวกลับมาซุกกับความอบอุ่นข้างกาย ก่อนจะวาดแขนเรียวโอบกอดท่อนขาแกร่งของจองกุกเอาไว้แล้วนิ่งลงไปอีกครั้ง



คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรือลุกหนีแต่อย่างใด อีกอย่างมือหนาเปลี่ยนมาลูบกลุ่มผมนิ่มแผ่วเบาอย่างต้องการกล่อมนอน แต่ก็แค่เพียงไม่กี่นาทีให้หลังก็ต้องเก็บมือไว้กับตัว เมื่อได้ยินเสียงท้องของอีกคนร้องประท้วงขึ้นมาด้วยความหิว ก็แน่ละ อาหลิงบอกเขาว่าวันนี้นอกจากมื้อเช้าที่ทานรวมกับมื้อเที่ยงก่อนออกจากห้อง และนอกจากน้ำหนึ่งขวดแทฮยองก็ไม่ทานอะไรอีกเลยจนกระทั่งกลับมาถึงบ้านนี่แหละ



“แทฮยอง แทฮยองตื่นมากินข้าวกินยาก่อน ตัวนายอุ่น ๆ นะ” จองกุกที่เห็นสมควรว่าต้องปลุกอีกคนได้แล้วก็ก้มลงกระซิบเบา ๆ ใกล้ใบหูนิ่มก่อนจะอดไม่ได้ที่จะกดจมูกลงบนแก้มขาวสักที



“อือ จองกุกเหรอ” เปลือกตาสีมุกกะพริบช้า ๆ ก่อนที่ตากลมจะค่อย ๆ เปิดขึ้นมาสบตากับอีกคนในระยะประชิด แต่กลับไม่มีใครผละออกไปแต่อย่างใด ก่อนที่แทฮยองหลับตาลงอีกครั้งแล้วจึงพยายามดึงรั้งสติตัวเองให้กลับมาจากอาการง่วงงุนที่ยังคงมีอยู่ แล้วจึงพยายามลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทำให้ตากลมที่ลืมตาตื่นขึ้นมากวาดมองไปรอบห้องเมื่อรับรู้ว่าไม่ใช่ห้องของตัวเองแต่เป็นห้องของอีกคนก็เบนสายตากลับมาหาคนข้างตัว



“รู้สึกเป็นไงบ้าง” จองกุกยกตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเท้าแขนคร่อมกักขังอีกคนเอาไว้



“.....” ไร้เสียงตอบรับหากแต่ได้รับการส่ายหน้ากลับมาแทน อาการนั้นเรียกความเอ็นดูจากจองกุกได้เป็นอย่างดี ดูก็รู้ว่าอีกคนยังคงงัวเงียอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกโวยวายที่คร่อมตัวกักขังไว้แบบนี้ หรือไม่ก็โดนผลักออกไปแล้ว



“อย่าขยี้ตาสิ ตื่นแล้วก็ลุก อาหลิงเตรียมของกินไว้ให้แล้ว” มือหนาจับมือบางทั้งสองข้างเอาไว้เมื่อมือคู่นั้นพยายามจะขยี้ตาของตัวเอง



“ฮือ ปล่อย” แทฮยองส่งเสียงครางอย่างไม่พอใจ และพยายามจะดึงมือตัวเองออกจากการกอบกุมของอีกคน



“อย่าดื้อ” จองกุกว่าเสียงดุเมื่ออีกคนดูจะดื้อดึงขึ้นมาอีกแล้ว ก่อนจะลุกขึ้นนั่งดี ๆ พร้อมกับดึงอีกคนให้ลุกติดมือขึ้นมาจากเตียงนุ่มด้วย



“ไม่หิว อื้อ! ปล่อยนะ! จะพาไปไหน ไม่ไป!” จองกุกยอมปล่อยมือเรียวทั้งสองข้างแต่โดยดี ก่อนจะลุกออกไปยืนข้างเตียงแล้วจัดการช้อนตัวอีกคนขึ้นอุ้นพาเดินเข้าห้องน้ำไป



“ไม่หิวก็ต้องกิน ฉันยังไม่อยากแบกนายไปหาหมอกลางดึกหรอกนะ มันเสียเวลานอน แล้วก็ไม่ต้องโวยวายแค่จะพาไปห้องน้ำ”



“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย นี่! ปล่อยนะ” แทฮยองพยายามดิ้นจะลงจากอ้อมแขนแข็งแรงคู่นี้ให้ได้ ก่อนจะสบตากับอีกคนที่ขมวดคิ้วไม่ชอบใจกับความดื้อของตัวเองนัก แต่แล้วเสียงน่าอายก็ดังขึ้นทำให้แก้มขาวขึ้นริ้วจาง ๆ



โครกกก โครกกก



“นายไม่หิว แต่ท้องนายหิว ฉะนั้นนายต้องกิน จัดการตัวเองได้ใช่ไหม แค่ล้างหน้าแปรงฟันก็พอ น้ำค่อยมาอาบก่อนนอน เข้าใจใช่ไหม” จองกุกวางอีกคนให้ยืนด้วยตัวเองก่อนจะหันไปหยิบเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมายื่นส่งให้แทฮยองที่ยืนขมวดคิ้วไม่พอใจอยู่



“รู้แล้วน่า จะย้ำอะไรนักหนา ออกไปสิ” แทฮยองมองจองกุกด้วยสายตาไม่พอใจกับการที่โดนสั่งให้ทำโน่นนี่นั้นแบบนี้ อีกอย่างตอนนี้เขาต้องการจะปลอดปล่อยบางอย่างด้วย



“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันจะอยู่กับนายตรงนี้แหละ จะได้รู้ว่านายเข้าใจที่ฉันพูดจริง ๆ ไม่ต้องพูดมา รีบ ๆ เข้า ฉันไม่ได้ว่างมาเฝ้านายทั้งคืนนะ” จองกุกหันมาประจันหน้ากับคนดื้อดึงตรงหน้า พร้อมกับเท้าแขนเข้ากับของอ่างล้างหน้าด้านหลัง ทำให้แทฮยองเองต้องเอนตัวกลับหลังเพื่อเพิ่มช่องว่างความห่างกับอีกคน และแบบนี้มันยิ่งทำให้เขาเริ่มจะอั้นไม่ไหวแล้ว


ไม่! ออกไปได้แล้ว เร็ว ๆ สิ!” แทฮยองไม่ยอมให้อีกคนอยู่ด้วยแน่ ๆ ก็แน่สิตอนนี้เขาปวดฉี่จะราดอยู่แล้ว อีกอย่างจะให้เขาฉี่ต่อหน้าจองกุกเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก



“ทำไม ฉันอยู่ด้วยแล้วนายจะแปรงฟันล้างหน้าไม่ได้หรือไง หรือต้องให้ฉันทำให้” จองกุกเองก็ไม่ยอมออกไปเหมือนกัน และยิ่งก้มหน้าเข้าหาแทฮยองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าลมหายใจต่างเป่ารดใบหน้ากันและกัน



“โอ้ย ไม่ดื้อจริง ๆ ทำได้ ๆ แต่ออกไปก่อนได้ไหมเล่า ฉันปวดฉี่นี่ นายอยู่ด้วยแบบนี้ฉันปล่อยไม่ออกกันพอดี” แทฮยองบอกอีกคนด้วยหน้าตายุ่งๆ อิตาบ้านี่ต้องให้พูดทุกเรื่องเลยหรือไง



“หืม ถ้าปล่อยไม่ออก ให้ฉันช่วยเอาไหม อาจจะออกมาหลาย ๆ น้ำเลยละ” จองกุกโอบรั้งเอวบางเข้าหาตัวเอง และสัมผัสได้ถึงอาการเกร็งตัวของอีกคน



“ไอ้บ้า ออกไปเลยนะ ถ้านายไม่ออกไป ฉันไปเข้าห้องน้ำห้องตัวเองก็ได้ หลีก!” แทฮยองกำลังจะอั้นไม่ไหวแล้ว ฝ่ามือบางออกแรงผลักจองกุก แต่ยิ่งเขาใช้แรงมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เขาอั้นจะไม่อยู่มากเท่านั้น



“นายจะไปไหวหรือไง จะราดแล้วไม่ใช่เหรอ หึ”



“ฮือ ออกไปสักทีสิวะ” แทฮยองที่เริ่มจะซอยเท้ากับพื้นเย็นเฉียบจ้องหน้าอีกคนเขม็ง จะอั้นราดแล้วนะเว้ย



“โอเค ๆ ไม่แกล้งแล้ว ไปฉี่ไป เดี๋ยวฉันไปรอข้างนอก” จองกุกเลิกแกล้งอีกคนแล้วก้าวออกจากห้องน้ำไปก่อนจะได้ยินเสียงปิดประตูดังปังตามหลังมา



ไม่เกินสิบนาทีแทฮยองก็เดินออกจากห้องน้ำมา ตากลมเหลือบมองอีกคนที่ยังอยู่ในห้องเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป จองกุกกดยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินตามหลังอีกคนออกไปเหมือนกัน



“อาหลิง แทหิวจังเลย มีอะไรให้แทกินบ้าง” แทฮยองที่เข้ามาในห้องครัวก็เจอกับอาหลิงที่กำลังอุ่นอาหารจัดโต๊ะอยู่ก็อดที่จะอ้อนออกมาไม่ได้ ตอนนี้เขาคิดว่าอาหลิงเป็นเหมือนพี่ชายเขาคนนึงไปแล้ว แต่ดูเหมือนอีกสองคนที่เหลือจะไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่แทฮยองแสดงออกมาสักเท่าไหร่



“เอ่อ ครับ คุณหนูนั่งเลยครับ ผมใกล้จะเสร็จแล้ว เชิญครับคุณจองกุก” อาหลิงยิ้มให้แทฮยองอย่างพี่หมีใจดี ในขณะที่อีกคนนั้นเริ่มจะไม่ชอบใจนักที่แทฮยองอ้อนคนอื่นที่ไม่ใช่เขา



“แทฮยองมานั่งนี่” จองกุกนั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามกับอาหลิง และก่อนที่แทฮยองจะได้นั่งลงยังฝั่งตรงข้ามก็โดนเสียงดุ ๆ เรียกเอาไว้เสียก่อน



“ไม่ ฉันจะนั่งตรงนี้” แต่คนมันดื้อยังไงก็ยังดื้ออย่างนั้น แทฮยองไม่ได้สนใจที่อีกคนเรียกแต่อย่างใด และเลือกมองเมินสายตาดุ ๆ ที่มองมายังตัวเองด้วย



“แทฮยอง ฉันบอกให้มานั่งนี่ อย่าให้ต้องพูดมากได้ไหม” จองกุกเรียกแทฮยองเสียงเรียบเข้มขึ้นตามอารมณ์



แทฮยองคงไม่รู้ว่าจองกุกเป็นพวกขี้หวง และแน่นอนแทฮยองเองก็กลายเป็นสิ่งที่จองกุกเริ่มจะหวงมากแล้วเหมือนกัน หากแต่คนทั้งคู่คงยังไม่รู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองตกอยู่ในสายตาอีกคนที่อยู่ในที่นั้นด้วย อาหลิงมองคนสองคนเล่นสงครามประสาทกันและไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครจะชนะในครั้งนี้ แต่ก่อนจะก่อสงครามเขาควรยื่นมือเข้าไกล่เกลี่ยก่อนดีกว่า



“คุณหนูนั่งข้างคุณจองกุกดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องเอื้อมตักอาหารไง แบบนี้ดีกว่าไหมครับ” อาหลิงเห็นท่าไม่ดีว่าทั้งสองคนกำลังจะเปิดฉากทะเลาะกัน จึงช่วยไกล่เกลี่ยให้



“แต่...”



“คิม แทฮยอง”



“นะครับคุณหนู คุณจองกุกก็อย่าดุสิครับ”



“จิ๊! จะอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้! ก็ได้ ๆ แค่นี้ไม่เห็นต้องดุเลย เรื่องมาก!” แทฮยองยอมลุกจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเพื่อย้ายตัวเองมานั่งข้าง ๆ คนหน้าดุที่ยังคงทำหน้าเหมือนแยกเขี้ยวใส่เขาอยู่



“หึ” สายตาคมดุเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์โดยที่แทฮยองไม่ทันได้มองเห็น และยังไม่ทันที่แทฮยองจะได้เดินผ่านเขาไป มือหนาก็เอื้อมดึงรั้งเอวบางให้นั่งลงบนตักตัวเองแทน



“อ๊ะ! นี่นาย ปล่อยนะ! เล่นบ้าอะไรเนี่ย ปล่อย!” แทฮยองพยายามจะดิ้นหนีลงจากตัก แต่กลายเป็นว่าท่อนแขนแกร่งกลับรวบรัดเอวบางแน่นขึ้น และเจ้าของท่อนแขนกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างน่าหมั่นไส้



“นิ่ง ๆ สิ จะกินไหมน่ะข้าว” จองกุกไม่ได้สนใจเสียงโวยวายแม้แต่น้อย หากแต่กลับลงมือตักกับข้าวใส่จานตัวเอง



“นายก็ปล่อยสิ ฉันจะได้ไปนั่งดี ๆ” แทฮยองมองหาตัวช่วยอย่างอาหลิง แต่ตัวช่วยของเขาแค่เพียงยิ้มให้เขาบาง ๆ เท่านั้น ทำให้แทฮยองเองเริ่มไม่พอใจมากขึ้นจะต้องจิกเล็บลงบนท่อนแขนอีกคน แต่นิ้วป้อม ๆ ขาว ๆ นั้นจะทำอะไรจองกุกได้



“อ้าปาก” ช้อนที่เต็มไปด้วยข้าวและกับข้าวขนาดพอดีคำจ่ออยู่ตรงปากอิ่มที่เจ้าของมันยังคงทำหน้าไม่พอใจอยู่



“อะไรของนา.. อื้อ!” ทันทีที่ปากอิ่มเปิดออก ช้อนที่มีข้าวพอดีคำก็ส่งตรงเข้าปากทันที



“กินเข้าไปสะ จะได้หยุดโวยวายสักที” จองกุกไม่ได้สนใจอาการไม่พอใจของอีกฝ่าย กลับนั่งกินข้าวหน้าตาเฉยทั้งที่มีแทฮยองนั่งพาดอยู่บนตัก แขนแกร่งข้างหนึ่งโอบรัดอยู่ตรงเอวบาง ในขณะที่อีกข้างทำหน้าที่ตักข้าวกินพร้อมกับป้อนคนบนตักไปด้วย



แทฮยองที่รู้ตัวว่าอีกคนคงไม่คิดจะปล่อยเขาไปนั่งกินข้าวด้วยตัวเองแน่ ๆ ก็ยอมอ้าปากกินข้าวตามที่อีกคนป้อนแต่โดยดี ดื้อแพ่งไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จากที่นั่งเกร็งในตอนแรกก็ผ่อนกายลงขยับตัวอีกนิดหน่อยเพื่อให้ท่านั่งที่สบายกว่าเดิม อยากให้นั่งตักนักก็จะนั่ง อยากป้อนให้นักเขาก็จะกิน แบบนี้ก็สบายดีเหมือนกัน ในเมื่อจองกุกไม่อายเขาจะอายไปทำไม



จองกุกเองที่รู้สึกได้ว่าคนในอ้อมแขนเลิกที่จะดื้อแพ่งแล้วก็ลอบอมยิ้ม ก่อนที่สายตาจะสบเข้ากับอาหลิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วจึงยักคิ้วให้อย่างผู้ชนะ



อาหลิงที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะต้องสบตากับตาคมของเจ้านายตัวเองที่มองมาอย่างยิ้มๆ พร้อมกับยักคิ้วให้เขาอย่างกับชนะอะไรสักอย่าง



เห้อ นี่คนทั้งคู่จะรู้ไหมว่าทำตัวใกล้คำว่า “คนรัก” กันเข้าไปทุกที



หลังจากสงครามที่โต๊ะอาหารจบลง จองกุกไล่ให้แทฮยองไปอาบน้ำเข้านอน ก่อนที่ตัวเองจะเดินเข้าห้องทำงานไปพร้อมกับอาหลิง ไม่วายขู่สำทับหากเข้าไปหาที่ห้องแล้วแทฮยองยังไม่หลับเขาจะทำให้หลับเองด้วยวิธีการของเขา ทำให้เจอแทฮยองปิดประตูใส่หน้าด้วยเสียงไม่เบานัก



เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องทำงาน ใบหน้าคมดูดุดันขึ้นต่างจากตอนทานข้าวเมื่อกี้ราวกับคนละคนกัน



“วันนี้เป็นยังไงบ้าง” จองกุกเอ่ยถามกับเลขาคนสนิทที่เขาให้ติดตามดูแลแทฮยองในวันนี้



“คุณหนูเธอไปพบแม่ของตัวเองมาครับ” อาหลิงรายงานเจ้านายตัวเองถึงสิ่งที่ตัวเองไปพบเจอมา



“งั้นเหรอ แล้วทำไมแทฮยองถึงอยู่ในสภาพนั้น”



“ผมคิดว่าคุณหนูเธอคงไม่ได้เหนื่อยล้าทางกายหรอกครับ หากแต่คงเป็นการเหนื่อยล้าทางใจมากกว่า อาการของคุณแม่เธอเองก็ไม่ได้เลวร้าย หากแต่ก็ไม่ได้ดีเหมือนกัน อีกอย่างผมรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ ที่ผมเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่ามันคืออะไร”



จากการไปพบแม่ของคุณหนูวันนี้ทำให้อาหลิงรู้ว่า แม่ของคุณหนูเธอมีความผิดปกติทางจิตอันเป็นผลที่เกิดมาจากอุบัติเหตุเมื่อครั้งในอดีต แต่บางอย่างมันดูไม่สมเหตุสมผลหากแต่เขาเองก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้เหมือนกัน



“อาหลิง”



“ครับ”



“ผมอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับแม่ของแทฮยองทั้งหมดอย่างละเอียด รวมถึงประวัติอย่างละเอียดของแทฮยองด้วยเหมือนกัน”



“ได้ครับ แล้วผมจะจัดการให้ แล้วเรื่องของคุณพ่อของคุณหนูจะให้ผมทำยังไงต่อไปครับ”



“ยังไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวผมจัดการเอง ในเมื่อเขาอยากเล่นกับความรู้สึกคนอื่น ผมก็จะสนองให้ไม่ต่างกัน”



“ครับ ส่วนคุณคาร์ล คนของเราที่จับตามองดูอยู่แจ้งว่าค่ำวันนี้ คุณคาร์ลมีนัดทานข้าวกับคุณจีมินครับ” อาหลิงรายงานสิ่งที่สายข่าวเขารายงานมา



“หืม จีมินเหรอ” จองกุกสบตาอาหลิงนิ่ง ๆ พลางควงปากกาในมือไปด้วย



“ครับ เป็นคุณจีมินที่โทรนัดให้คุณคาร์ลออกมาพบ”



“เข้าใจแล้ว จะเล่นอย่างนี้ใช่ไหม ได้! ให้คนของเราแฝงตัวเข้าไปเอาข้อมูลของอีกฝ่ายออกมาให้ได้มากที่สุด มากพอที่จะให้อีกฝ่ายล้มแล้วไม่มีโอกาสลุก ผมต้องการหลักฐานทั้งหมดเร็วที่สุดด้วย”



“ครับ คุณจองกุก แล้วคุณแท..”



“ดูแลเขาเหมือนเดิม เพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้นด้วย มีอะไรก็บอกผมได้ตลอดเวลาและทุกเรื่อง” จองกุกย้ำว่า ‘ทุกเรื่อง’ ให้เป็นอันเข้าใจกัน



“ครับ”



เวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง จนกระทั่งจองกุกวางปากกาในมือลง ก่อนจะยกมือขึ้นนวดตรงหว่างคิ้วของตัวเอง ก่อนที่ตาคมจะเหลือบมองนาฬิกาตรงผนัง นี่คงได้เวลาที่เขาเองควรจะพักผ่อนเสียที อีกอย่างอาหลิงเองก็ควรได้พักผ่อนด้วยเหมือนกัน



“อาหลิงไปพักเถอะครับ ผมก็จะไปนอนแล้วเหมือนกัน” จองกุกลุกเดินออกจากห้องทำงานไป พร้อมกับอาหลิงเองที่เดินตามออกมาก่อนจะแยกเดินออกจากห้องไป



แกรก



มือหนาเปิดประตูห้องอย่างเบามือ ในห้องนอนที่ตอนนี้มืดสลัวแต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับจองกุก เตียงนอนกว้างมีหนึ่งร่างนอนพลิกตัวไปมาอยู่ จองกุกเดินมาหยุดตรงข้างเตียงมองอีกคนนิ่ง ๆ



แทฮยองที่รู้สึกเหมือนตัวเองโดนจับจ้องอยู่ก็ลืมตาขึ้นมา หากแต่มันเป็นความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น มือเรียวจึงยื่นออกให้หาอีกคนข้างเตียงอย่างไม่รู้ตัว และจองกุกเองก็ตอบรับด้วยการยื่นมือมากอบกุมมือเรียวนั้นเอาไว้ก่อนจะพาตัวเองมาอยู่บนเตียงเดียวกัน แล้วจึงสอดตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ก่อนที่จองกุกเองจะโอบเอาอีกคนเข้าสู่อ้อมกอดของตัวเอง



“จองกุก” แทฮยองพึมพำแผ่วเบาก่อนจะซุกตัวเข้ากับอ้อมกอดของอีกคน สติอันเลือนรางทำให้แทฮยองไม่รู้ว่าตัวเองเผยด้านไหนออกมาบ้าง



“ทำไมยังไม่นอน นอนไม่หลับหรือไง หืม” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยแผ่วเบาราวกระซิบ ก่อนจะกดจูบลงบนกลุ่มผมนิ่ม แต่กลับไร้เสียงตอบรับจากคนในอ้อมแขน



แทฮยองที่รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยและมั่นคง ก็วางใจที่จะหลับลงได้อย่างสนิทสักที ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบอกให้จองกุกได้รับรู้ว่าอีกคนคงหลับลงไปแล้ว



จองกุกคิดว่าเขาควรจะพาแทฮยองไปพักผ่อนที่อื่นสักหน่อย บางทีอาจจะทำให้อาการที่แทฮยองเป็นอยู่ดีขึ้นมาก็ได้ และบางทีอะไร ๆ ที่มันยังตกตะกอนไม่ชัดเจนอาจจะชัดเจนขึ้นมากกว่านี้



ในร้านอาหารหรูโต๊ะมุมสุดของร้านที่สามารถมองวิวยามค่ำคืนอันงดงามโดนจับจองด้วยบุคคลสองคนที่กำลังดื่มด่ำกับอาหารรสชาติดีอยู่ คนหนึ่งหล่อเข้มราวนายแบบในชุดสูท ในขณะอีกคนอยู่ในชุดสบาย ๆ แต่ขับผิวให้ดูเย้ายวน สายตาของคนทั้งคู่ที่สอดประสานกันไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นมาแต่อย่างใด ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าต่างคนต่างมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง



“อย่างที่ผมเข้าใจ คุณค่อนข้างจะถูกใจในตัวของน้องชายผมมากอยู่ใช่ไหมครับ”



“ใช่ ฉันถูกใจเด็กคนนั้นมาก แล้วมันยังไง”



“ก็ไม่ไง ผมแค่คิดว่า หากใช้วิธีของพ่อ คงไม่ทันใจคุณใช่ไหมล่ะ มันจะดีกว่าไหม หากผมจะช่วยทำให้มันเร็วขึ้น” จีมินรวบช้อนเข้าด้วยกันก่อนจะประสานมือไว้ใต้คางพลางช้อนตามองฝั่งตรงข้ามอย่างคนถือไพ่ในมือ



“ทำไม” คาร์ลเองก็รวบช้อนเข้าด้วยกันก่อนจะจ้องหน้าอีกคนอย่างไม่วางตา หากทำอย่างนั้นก็มีเขาที่ได้แล้วคนตรงหน้านี้จะได้อะไร แต่เขาเชื่ออยู่อย่างหนึ่งไม่ว่าใครย่อมหว่านข้าวหวังผลกันทั้งนั้น



“ก็ไม่ทำไม ผมแค่คิดว่าหากแทฮยองเองได้คุณเป็นคนดูแล อะไร ๆ ในชีวิตเขาคงดีขึ้นมากกว่านี้ อีกอย่าง..ผมอยากได้จองกุก และอยากให้แทฮยองออกห่างจากจองกุก” จีมินเว้นจังหวะเอาไว้ก่อนจะบอกสิ่งที่ต้องการออกไป



“หือ ผู้ชายคนนั้น ใช่คนที่เป็นติวเตอร์ของแทฮยองเขาหรือเปล่า” คาร์ลนึกถึงใบหน้าคมดุของอีกคนที่มักจะโผล่มาทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้เด็กคนนั้น



“ใช่ คนนั้นแหละ เขาเป็นคนของผม และผมไม่ค่อยพอใจที่เขาเป็นคนดูแลแทฮยอง ผมเลยคิดว่าถ้าให้แทฮยองอยู่ในความดูแลของคุณมันคงจะดีกว่า เป็นไง แบบนี้ก็ได้กันทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือไงครับ”



“แล้วผมต้องทำอะไรบ้าง” คาร์ลสบตากับคนตรงหน้าอย่างรู้ทันในความคิด คนคนนี้ร้ายไม่เบา



“คุณแค่เตียมพร้อมรอรับอุปการะเลี้ยงดูแทฮยองก็พอ”



“แค่นั้น” คาร์ลถามเสียงสูงพลางเลิกคิ้วขึ้น



“แน่นอนว่าไม่ ผมยังมีเรื่องต้องการให้คุณช่วย แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ว่าไง ตกลงไหมครับ” จีมินยิ้มให้อีกคนอย่างน่ารัก แต่เป็นความน่ารักที่เคลือบยาพิษสุด ๆ



“หึ แน่นอนว่าได้ ถ้าคุณว่าดี ผมก็ว่าก็โอเค ขอแค่ให้แน่ใจว่าแทฮยองจะมาเป็นคนของผม เรื่องอื่นผมไม่มีปัญหา”



“ดีครับ งั้นเป็นอันว่าตกลง ถ้ายังไงวันนี้ผมขอบคุณมากที่คุณมาพบผม และขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ ยังไงวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ฝันดีล่วงหน้าครับ” จีมินลุกขึ้นยืนก่อนจะค้อมตัวลงมากดจมูกกับแก้มสากแล้วจึงผละออกไปยืนก่อนจะยกยิ้มให้อีกคนแล้วหมุนตัวเดินออกไป



“หึ ครับ จะให้ผมไปส่งหรือเปล่า” คาร์ลยิ้มมุมปากให้อีกคนอย่างรู้เท่าทัน



“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้ บายครับ” จีมินหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับมามองก่อนจะก้าวออกเดินต่อไป



โต๊ะหรูวิวดีจากที่เคยมีคนสองคนเคยนั่งทานอาหารรสชาติเลิศอยู่ ตอนนี้กลับว่างเปล่าหากแต่ข้อความการสนทนาของคนทั้งคู่กลับตกวนอยู่ในห้วงความคิดของใครอีกคน หากมองจากมุมนอกโต๊ะตัวนี้ที่โดนจับจองด้วยเจ้าของร่างบางขาวซีดซึ่งนั่งอยู่ถัดจากโต๊ะตัวนั้นไม่มากนักและมีฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกด้วย ทำให้อีกฝ่ายคงไม่ทันสังเกตเห็นว่าโต๊ะถัดไปจะมีคนมานั่งจับจองอยู่ก่อนแล้ว



ชายหนุ่มร่างบางผมขาวมองตามแผ่นหลังของคนสองคนที่ลุกขึ้นเดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง หากแต่ทุกอย่างที่ได้ยินกลับสวนทางกับใบหน้าอย่างสิ้นเชิง คนพวกนี้เป็นใคร ต้องการอะไรจากน้องชายของเขา เขาไม่ได้สนใจผู้ชายหน้าตาคมเข้มนั้นเท่ากับผู้ชายหน้าหวานอีกคน คนคนนี้ถ้าฟังจากคำพูดที่บอกว่าน้องชายของเขาเป็นน้องชายของตัวเอง นั่นหมายความว่าต้องเป็นคนในครอบครัวใหม่ ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในคนที่เขามาเป็นครอบครัวใหม่ของแทฮยองแน่นอน



“นี่มันเวรกรรมอะไรของแกนักหนาวะแทฮยอง เมื่อไหร่แกจะหลุดพ้นจากเรื่องวุ่นวายเหล่านี้สักที แต่จะให้ฉันอยู่เฉยเพื่อรอให้ทุกอย่างที่กำลังจะเกิดกับแกมันเลวร้ายกว่านี้ก็คงไม่ได้ ถึงแกไม่อยากจะให้พี่ยุ่ง พี่ก็คงต้องยุ่งแล้วละ” มินยุนกิถอนหายใจทิ้งตรงนั้นก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งและเดินออกจากร้านไป



ครืดดด ครืดด



เสียงการสั่นเตือนของโทรศัพท์พร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบเมื่อมีการแจ้งเตือนข้อความเข้า แต่เจ้าของมันยังคงตกอยู่ในการหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดอุ่น เพราะด้วยปกติแล้วแทฮยองมีโทรศัพท์ไว้แค่เพียงพกติดตัวเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อรอให้สายใครเป็นพิเศษ ด้วยสาเหตุนี้ทำให้แทฮยองเปิดแค่การแจ้งเตือนเป็นเพียงการสั่นเบา ๆ เท่านั้น



หน้าจอโทรศัพท์เครื่องหรูสว่างวาบปรากฏเพียงข้อความที่บ่งบอกความต้องการ พร้อมกับแนบรูปภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งเหม่อมองอยู่บนเตียงสีขาวภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ดูแล้ว ไม่ใช่ห้องที่ที่แทฮยองเพิ่งจากมาอย่างแน่นอน

‘สวัสดี คิมแทฮยอง’

** **

** **

‘เลิกยุ่งกับจอน จองกุกซะ ถ้ายังอยากให้แม่แกมีลมหายใจต่อไป’

** **

** **

**รูปภาพ**

** **

** **

‘จำไว้ละ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแก เลิกยุ่งกับผู้ชายคนนั้นซะ’


>>>>><<<<<

ครึ่งแรกเรื่อย ๆ กำลังจะผ่านไปแล้ววววว****อ่านให้สนุกนะคะ :)

'ฟ้าหลังฝนมักสวยงามเสมอ'

แต่ช่วงพายุเข้าแน่นอนว่ามันเละเทะ และเสียหายหนักมากเหมือนกัน

ฮ่า..ฮ่า...ฮ่า

#มิสเตอร์จอน  T : Cactusz_kk


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น