HiMeMOE

ขอบคุณที่ชอบผลงานของโมน๊าาาาา นักเขียนไร้สำนักคนนี้จะพยายามต่อไปฮับ~

​ ตอนที่ 6 เตรียมตัวจาก

ชื่อตอน : ​ ตอนที่ 6 เตรียมตัวจาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 800

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2562 19:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ ตอนที่ 6 เตรียมตัวจาก
แบบอักษร

ตอนที่ 6 เตรียมตัวจาก

“เฮ้อ...” ผมได้แต่ถอนหายใจตลอดทางระหว่างขับรถ ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้จะรู้ว่าการทิ้งลมหายใจแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เรื่องที่ผมคิดดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ไม่ว่าอย่างไรการเดินทางไปจีนก็เป็นเรื่องที่ผมเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี ไม่สิ...ที่จริงผมก็สามารถปฏิเสธแม่บัวได้นั่นแหละ แต่เห็นสีหน้าท่าทางลำบากใจของแก มันก็ยิ่งทำให้ผมปฏิเสธไม่ลง วันนี้ก่อนกลับผมก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าพวกที่ต้องเดินทางไปกับผม ทุกคนล้วนเป็นคนที่แม่บัวบังคับให้ไปแบบเดียวกัน...

“เฮ้อ...” ผมขับรถต่อไปเรื่อยๆ ภาพในหัวก็คิดแต่เรื่องการเดินทางตลอดเวลา ที่นั่นจะหนาวไหม? คนประเทศเขาจะเป็นอย่างไร อาหารการกินล่ะ ค่าครองชีพ ไหนจะเรื่องที่พัก จำนวนคนที่ไปครั้งนี้หากนับรวมผม มีเพียงห้าคนเท่านั้น รูมเมท...

“เฮ้อ...” ผมอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง เมื่อนึกถึงสภาพตัวเองที่ต้องนอนพักคนเดียวแบบไร้คู่

“เอาเถอะ เป็นไงเป็นกันวะ! ” ผมดึงสติตัวเองให้กลับมาอีกครั้ง จะปล่อยให้ตัวเองแย่กว่านี้ไม่ได้ มีหวังแม่เห็นสภาพของผมตอนนี้คงจะรู้สึกแย่เปล่าๆ

ผมขับรถต่ออีกเพียงไม่นานก็ถึงบ้านของตัวเอง สุดท้ายก็ได้แต่ปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินเข้าบ้านไปเพื่อให้คนในบ้านทั้งสองสบายใจเช่นทุกวัน

“กลับมาแล้วครับ” ผมยิ้มหวานให้พ่อ ก่อนจะมองหาร่างของใครบางคนที่แอบจัดการเรื่องเดินทางไปแลกเปลี่ยนงานให้ผม

“วันนี้กลับช้านะลูก รถติดหรอ?” พ่อถามก่อนจะยิ้มให้ผม แล้วหันไปสนใจทีวีต่ออีกครั้ง

“ครับ วันนี้คุยเรื่องกำหนดวันแลกเปลี่ยน” ผมว่าพลางเดินไปนั่งข้างๆพ่อ หากแต่ครั้งนี้ผมนั่งเงียบๆ มองทีวีเช่นเดียวกับพ่อ แต่ผมกลับไม่เข้าใจเรื่องที่กำลังดำเนินอยู่เลยสักนิด ในหัวมันว่างเปล่าและขาวโพลน คิดอะไรไม่ออก ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงไม่อยากไปนัก...

“อ้าวข้าว กลับมาแล้วหรอลูก” แม่ทักทายผมจากด้านหลัง พร้อมถือถ้วยอาหารมากมายเดินออกมาจากครัว ก่อนจะวางพวกมันลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมของอาหารตรงหน้าช่วยให้ผมหยุดคิดเรื่องงานไปได้บ้างแล้วหันมาสนใจกับอาหารฝีมือแม่แทน

“ครับ วันนี้มีแต่ของชอบข้าวทั้งนั้นเลย” ผมเอ่ยยิ้มๆ เมื่อเดินเข้ามาเจออาหารมากมาย ทุกเมนูวันนี้มีแต่ของที่ผมชอบ

“ก็อีกไม่กี่วันลูกชายแม่ก็ต้องไปจีนแล้วนี่นา กินเยอะๆ นะลูก”

“ครับ” ผมตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเข้าไปช่วยแม่จัดโต๊ะอาหาร นี่คงเป็นอีกหนึ่งนิสัยของผมที่ไม่กล้าขัดใจแม่ของตัวเอง หรือแม้แต่พ่อผมก็ไม่กล้าขัดใจ

ทำไมกันนะ...? ทำไมผมต้องตามใจทุกคน เป็นคนดีจนบางครั้งตัวเองก็เจ็บปวด ทำแต่เรื่องดีๆ ที่บางคนก็ไม่เห็นค่า จนดูเหมือนว่าทุกคนเอาเปรียบผม ทั้งที่ผมจะไม่ทำก็ได้ ปฏิเสธเสียงเข้ม หรือขัดใจทุกคน หรือทำตามสิ่งที่คิดก็ได้แท้ๆ เพราะอะไรกัน...

ทุกๆครั้งที่ผมคิดจะทำอะไรตามใจตัวเอง หรือออกนอกลู่นอกทางมันมักจะได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างดังอยู่ในหัว น้ำเสียงแสนอบอุ่นและหวังดีเอ่ยขึ้น ทั้งยังดูเศร้าหมองในช่วงท้ายยามเอ่ยออกมา

‘เจ้าจงทำแต่กรรมดี อย่าได้ก่อกรรมชั่ว’

ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวที่ทำให้ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้ เป็นลูกที่แม่ภูมิใจ เป็นลูกชายที่พ่อสามารถเอาไปอวดกับเพื่อนที่ทำงานได้เต็มปาก แต่บางครั้งผมก็รู้สึกแย่เหมือนกันที่ตัวเองเป็นคนแบบนี้...

...หลายวันผ่านไป ผมกับเพื่อนที่ไทยถูกย้ายมาสาขาแม่ที่จีนจนได้ พวกเราต่างแยกย้ายไปตามแผนกของตัวเอง มีเพียงผมที่ต้องเดินไปแผนกคนเดียวตามลำพัง ต่างจากอีกสองคู่ที่เดินไปด้วยกัน ถึงจะมีหัวหน้าแผนกแสนใจดีเดินมารับผมเองก็เถอะ แต่ผมก็อดเหงาไม่ได้จริงๆ

“สวัสดีครับไป๋ครับ จะมาทำงานกับแผนกการตลาดฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศครับ” ผมโค้งเล็กน้อยให้กับเพื่อนใหม่ที่ทำงานของผม ข้างกายของผมที่ควรจะมีเพื่อนยืนอยู่ข้างๆ แบบคนอื่นๆ กลับว่างเปล่า เมื่อผมเป็นตัวแทนของแผนกเพียงคนเดียวที่แลกเปลี่ยนมา ส่วนหัวหน้าที่มารับผมตอนแรกก็กลับไปนั่งทีของตัวเอง

อีกสี่คนที่เหลือก็แยกย้ายไปตามแผนกของตัวเอง แบบเดียวกับตอนที่อยู่ประเทศไทย ต่างกันก็แค่พวกเขาไปเป็นคู่เท่านั้นเอง

เพราะแผนกของผมต้องประสานงานกับฝั่งจีนบ่อยๆ ทุกคนเลยจำเป็นต้องมีชื่อของตัวเองเป็นภาษาจีน เพื่อให้คนจีนเรียกง่ายขึ้น ‘ไป๋’ คือชื่อเล่นภาษาจีนของผมเอง

“ยินดีต้อนรับนะคุณไป๋” หัวหน้าแผนกที่นั่งอยู่ใจกลางห้องเอ่ยขึ้น ก่อนที่พนักงานคนอื่นๆ จะส่งยิ้มและแนะนำตัวกับผม ผมทำเพียงส่งยิ้มให้พวกเขาเท่านั้น ก่อนที่หัวหน้าจะจับให้ผมอยู่กับรุ่นพี่ที่ดูแลการตลาดระหว่างประเทศคนหนึ่ง

“นี่หวังหยวน จะเป็นบัดดี้นายตั้งแต่วันนี้นะ สนิทกันเข้าไว้ล่ะ” หัวหน้าแนะนำตัวแทนรุ่นพี่ที่กำลังคุยกับลูกค้าเป็นภาษาอังกฤษอย่างออกรส

“เข้าใจแล้วครับ” ผมตอบรับแทน ก่อนจะเดินไปนั่งรอตรงโต๊ะใหม่ที่ถูกจัดไว้ให้อย่างเงียบๆ พลางหยิบของใช้ทำงานของตัวเองออกมาจากกล่องกระดาษที่ผมยกมาด้วย ค่อยๆ จัดเรียงโต๊ะทำงานเหมือนกับตอนที่ผมประจำอยู่สาขาไทย

รู้ตัวอีกทีพี่หวังหยวนก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมรอยยิ้มเสียแล้ว เขาไม่พูดอะไร เพียงแต่เดินมาทางผม ก่อนจะกอดคอของผมไว้หลวมๆ พร้อมสีหน้าแววตาที่เป็นมิตร

“พี่ชื่อหวังหยวนนะ อ่านประวัติคร่าวๆ ของนายตอนที่สาขาไทยส่งมาบ้างแล้วล่ะ ไม่คิดว่าจะเจอคนอายุน้อยกว่าหลายปีแบบนี้เลยนะเนี่ย จะว่าไปนายได้แวะไปหาท่านประธานรึยัง” พี่หวังหยวนยังกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเป็นมิตรไม่หยุด

“ยังครับ”

“ไม่ได้นะแบบนี้ต้องรีบไปแล้ว! ลุกขึ้นเลยไอ้น้อง พี่หยวนคนนี้จะพาทัวร์เอง ค่าทัวร์ไม่แพงแค่กาแฟสักแก้วก็พอ” ร่างสูงรีบดึงมือผมให้เดินตามเขาออกไป ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานใหม่ของผม

“หยวนดูแลน้องใหม่ให้ดีๆ ล่ะ อย่าแกล้งน้องนะ”

“ใช่ๆ นานๆ จะมีเด็กแลกเปลี่ยนเข้ามา”

“น้องไป๋ ถ้ามันแกล้งอะไรน้องบอกพวกพี่นะ” ทุกคนกล่าวอย่างอบอุ่นไม่ต่างจากเพื่อนที่ทำงานที่ไทยของผม อาจจะดูสนิทและจริงใจมากกว่าด้วยซ้ำ

เรื่องนี้เป็นอะไรที่แปลกในความคิดของผมเอามากๆ เดิมทีความคิดของผมที่มีต่อคนที่นี่ค่อนข้างติดลบ แม้จะทำงานด้วยกันบ่อยครั้งก็ตามผ่านอีเมล วีแชท หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างไรผมก็คิดว่าพวกเขาเป็นพวกที่เข้าถึงยากกว่าคนไทย

ใครจะไปคิดล่ะว่าพวกเขาจะต้อนรับผมอย่างอบอุ่นแบบนี้ ทั้งโต๊ะทำงานตัวใหม่ รอยยิ้ม แววตา มันดูอบอุ่นไปหมด ต่างจากทุกสิ่งที่ผมเคยถูกตีกรอบไว้ บางทีอาจจะเป็นผมเองก็ได้ที่ใจแคบมองพวกเขาในแง่ลบ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

“ครับ” ผมยิ้มหวานให้ทุกคนอย่างเอาใจ ก่อนจะเดินออกมาตามแรงดึงของพี่หวังหยวน

“ให้ตายสิ พวกนั้นเห็นพี่เป็นคนแบบไหนกันเนี่ย” พี่หวังหยวนเอ่ยอย่างหัวเสีย แต่ใบหน้าขาวตี๋กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเดิม

“ผมต้องไปรายงานตัวกับประธานด้วยหรอครับ ปกติไม่ใช่ว่าเข้าทำงานได้เลยหรอ” ผมถามขึ้น เมื่อไม่เห็นถึงความจำเป็นในการเข้าไปพบประธานเลย นั่นก็หมายความว่าผมเป็นแค่พนักงานหนึ่งในร้อย หรืออาจจะหนึ่งในพัน ที่ไม่จำเป็นต้องพบคนใหญ่คนโตของที่นี่ แค่ทำงานพบปะคนที่ควรพบก็เพียงพอแล้ว

“ถ้าปกตินะไม่ต้อง แต่โปรเจกต์นี้ประธานเป็นคนจัด ท่านอยากคุยกับพนักงานแลกเปลี่ยนทุกคน คงเพราะอยากจะถามเรื่องปัญหาที่เจอจากทางโน้นนั่นแหละ น้องไป๋แค่พูดอย่างเคย ตอบกลับตามปกติก็พอ” พี่หวังหยวนส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะดึงผมให้ออกแรงวิ่งตามเขาตรงไปยังที่หมาย คือชั้นบนสุดผ่านทางบันได...ครับ...บันได

ปัง!

ร่างสูงดันประตูหนีไฟออกสุดแรง ก่อนจะหันมายิ้มกว้างให้ผม หากเป็นยามปกติ เวลาทำงาน หรืออยู่ข้างนอกผมคงจะมองว่ามันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น ดูน่าพึ่งพาเอามากๆ แต่ว่าตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา

“เดี๋ยวๆ ๆ พี่หวังหยวน ทำไมเราไม่ขึ้นลิฟต์ล่ะครับ” ผมถามก่อนจะมองบันไดเจ้าปัญหาตรงหน้า

“น้องไป๋ วันนี้วันงดใช้ลิฟต์ของเดือน ต้องวิ่งแล้วล่ะ หากน้องไป๋พบประธานสาย เขาจะมองไม่ดีนะ เอาล่ะไปกันเถอะ” พี่หวังหยวนออกแรงดึงผมอีกครั้ง อยากจะขัดขืนนะ...แต่ผมสู้แรงของเขาไม่ได้เลย!!

ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!

เสียงซอยฝีเท้าของพวกเราทั้งสองดังก้องไปทั่วทางหนีไฟของอาคารหลายสิบชั้นแห่งนี้ พร้อมเสียงหอบหายใจของผมที่ดังไม่แพ้กัน

“เดี๋ยว...แฮ่กๆ พี่หยวน!!! ” ผมเผลอเรียกชื่อของชายตรงหน้าสั้นๆ พร้อมหอบหายใจไม่ได้หยุด แต่เจ้าของชื่อเมื่อครู่กลับดูไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย แถมยังร้องเพลงจีนไปด้วยอย่างอารมณ์ดีอีก...จะแข็งแรงเกินไปแล้วนะ มั่นใจว่าตัวเองวิ่งขึ้นต่อเนื่องมาหลายชั้นแล้ว... มันคงจะดีกว่านี้ถ้าพี่ไม่ลากผม!

“พี่ชอบชื่อนั้นจัง เรียกพี่สั้นๆ ว่าหยวนแล้วกันนะ น้องไป๋ อีกแค่ห้าชั้นเท่านั้น”

“ยะ...ยังไม่หมดอีกหรอครับ...พัก...พักสักเดี๋ยวได้ไหม” เพราะผมไม่ไหวแล้ว ผมเก็บคำนั้นไว้ในใจ คำพูดที่ผมไม่คิดจะพูดออกมาไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน จะต้องไม่มีคำว่า ‘ไม่ไหวแล้ว’ ออกจากปากผม

“ไม่...ไปกัน! ” แล้วทำไมพี่หวังหยวนยังร่าเริงไม่เหนื่อยอยู่อีกล่ะครับ!!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น